เข้าสู่ระบบไม่กี่วันต่อมา
ฉันทำใจได้บ้างแล้ว อาจจะมีนึกถึงบ้างเป็นบางครั้งแต่ก็ไม่บ่อย เป็นห้วงอารมณ์ระยะสุดท้ายที่กำลังจะจางหายไปล่ะมั้ง ต้องขอบคุณงานออกบูธขายสินค้าช่วงนี้ด้วย กว่าจะเสร็จกลับถึงหอพักก็สามสี่ทุ่ม กลางวันก็มีเรียน ทำให้ทั้งยุ่งทั้งเหนื่อยไม่มีใจไปคิดเรื่องอื่นให้เปลืองแรงแล้วจริงๆ
⇢ เงินเข้า +10,000 บาท
ออกบูธกำลังเชียร์สินค้าให้ลูกค้าอยู่ดีๆ ก็มีเงินเด้งเข้าบัญชี จากไหนเนี่ย ใครโอนมา... ชื่อบัญชีคุ้นๆ ผ่านไปไม่นานก็มีเบอร์ไม่รู้จักโทรมา หรือว่าจะเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์!
“ฮัลโหล” ฉันหลบออกมาด้านหลังบูธ กดรับสายหัวใจเต้นตุ้มๆ ต้อมๆ ดีที่ตอนนี้ใกล้เวลาปิดงานแล้ว คนเลยไม่ค่อยเยอะ พอจะปลีกตัวออกมาคุยโทรศัพท์ได้แบบไม่น่าเกลียด
[เงินเข้าแล้วใช่มั้ย]
“เดี๋ยว นั่นใคร?”
ฉันตั้งตัวไม่ทัน แต่เสียงคุ้น... เหมือน... ตึกตักๆ แล้วทำไมหัวใจต้องเต้นแรงด้วยเนี่ย!
[จำไม่ได้เหรอ]
เสียงนี่... ตึกตักๆ ตึกตักๆ หัวใจมันเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใบหน้าของผู้ชายคนนั้นลอยเข้ามาในหัว
“...แฮค” ฉันเดาเสียงสั่นๆ อธิบายไม่ถูกว่ากำลังรู้สึกยังไง “แฮคเหรอ?”
[ใช่ ฉันเอง]
สมองฉันขาวโพลน ตะลึงอยู่ชั่วขณะกว่าจะคลำหาเสียงตัวเองเจอ
“โอนเงินมาเหรอ”
[มีงานให้ทำ]
“ห๊ะ งาน?” ฉันงงไปหมดแล้ว สมองประมวลผลไม่ทัน มันมีแต่เครื่องหมายคำถามที่ผุดขึ้นมาไม่หยุด อีกใจก็ร้อง What the fuck! อะไรของแฮคมันวะ
ฉันเกือบจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่แล้วเชียว จะมาหางานให้ทำไมอีกเนี่ย
[พรุ่งนี้จองตัวหนึ่งวัน]
“ไม่! เดี๋ยว อย่าคิดเอาเองได้ป่ะ?”
[นั่นแค่เงินมัดจำ เสร็จงานเดี๋ยวจ่ายเพิ่ม]
“งานอะไร” เสียงอ่อนลงทันควัน ไม่ได้เห็นแก่เงินหรอกนะ
แค่สงสัยว่าเขาจะให้ฉันไปทำอะไรต่างหาก
[ไปดูผ้า]
“ดูผ้า... ผ้า” ฉันชะงักเมื่อนึกเรื่องที่ร้านอาหารในห้างฯวันนั้น “เดี๋ยวนะ นี่จะให้ฉันเล่นเป็น... เป็นเมียนายอีกแล้วเหรอ” กระดากปากจริง
[ตามนั้น นัดสิบโมง ส่งโลเคชั่นมาแล้วกันเดี๋ยวไปรับ แอดไลน์ที่เบอร์นี้เลย]
“เออๆ แค่นี้ก่อน ไว้ค่อยคุย ติดงานอยู่”
ฉันตัดบททันทีหลังจากเหลือบไปเห็นเพื่อนๆ สองสามคนกำลังช่วยกันเก็บของปิดบูธเพราะถึงเวลาเลิกงานแล้ว
หลังเคลียร์บูธเสร็จก็แยกย้ายกันกลับ ระหว่างเดินออกมาที่ป้ายรถเมล์ก็เล่นโทรศัพท์ไปด้วย
หน้าจอเด้งเตือนว่ามีการเพิ่มเพื่อนใหม่ในแอปฯไลน์ผ่านเบอร์โทรศัพท์ขึ้นมา พร้อมกับใบหน้าหล่อเหลานัยน์ตาคมหวานละมุนชวนหลงใหลที่คุ้นเคยของแฮคลอยขึ้นมาบนหน้าจอ
เฮ้ย... เดี๋ยวสิ หมอนั่นกำลังวิดีโอคอลมาไม่ใช่เหรอ?
ฉันตกใจจนเกือบจะทำโทรศัพท์หลุดมือ ให้ตายสิ ใจหายแวบเลย จังหวะที่คว้าโทรศัพท์นิ้วคงเผลอไปโดนปุ่มรับสายเข้า ทั้งหน้าทั้งเสียงของแฮคมาแบบ Full HD เลย
[อยู่ข้างนอกเหรอ]
“อะอืม ใช่ เพิ่งเสร็จงาน” ฉันบอกแบบงงๆ เดินมาหยุดตรงป้ายรถเมล์แล้วมองซ้ายมองขวาสังเกตรอบๆ โดยไม่ได้สนใจคนในจอ
ถึงจะสามทุ่มกว่าแล้วแต่คนก็ยังพลุกพล่าน ไม่ได้น่ากลัวมากเพราะเป็นย่านชุมชน ถัดไปไม่กี่ร้อยเมตรมีตลาดนัดของกิน เปิดตั้งแต่หกโมงเย็นถึงเที่ยงคืน บางวันก็แวบออกมาซื้อของเข้าไปกินข้างในบูธด้วย แต่เพราะเจ้าของบูธใจดีด้วยแหละก็เลยทำได้ เป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอางกับอาหารเสริมที่ฉันเคยรับงานรีวิวให้ พอมีอีเวนต์ออกบูธก็เลยถูกเรียกมาช่วยงาน แน่นอนว่าไม่ได้ช่วยเฉยๆ มีค่าแรงให้ด้วย
[กำลังหิวอยู่พอดี ไปหาอะไรกินกันเถอะ]
คำชวนไม่มีปี่มีขลุ่ยดึงความสนใจฉันกลับมาที่จอ
“ว่าไงนะ”
[หิว หาเพื่อนกินข้าว] เขาฉีกยิ้มพลางยักคิ้วใส่โทรศัพท์ มันดูดีซะจนเกือบเผลอยิ้มตาม เกือบ! แค่เกือบเท่านั้น
“ไม่ ลดน้ำหนักอยู่” ปฏิเสธไว้ก่อนแหละ ลึกๆ ก็เหมือนจะอยากไป แต่อีกใจก็บอกว่าอย่าเลย อย่าหาเรื่องให้ตัวเองลำบากใจทีหลังจะดีกว่า
[กินคืนเดียว ไม่อ้วนหรอกน่า]
“ไม่เอา”
[....]
แฮคก้มทำอะไรสักอย่างกับโทรศัพท์
ปิ๊ง!
⇢ เงินเข้า +3,000 บาท
“เฮ้ย!? อะไร... โอนมาทำไม”
[ไปกินข้าวกัน นะ...]
ทำหน้าคิดหนัก
แต่...
“ก็ได้” ฉันขานรับหลังจากนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ ทำไงได้ล่ะ ตั้งสามพันแหนะ ไม่เอาก็โง่แล้ว
ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ากลับมาได้ยังไง รู้ตัวอีกทีก็ร้องไห้อยู่บนเตียงในหอพักตัวเอง หอพักที่ฉันไม่ได้กลับมานานจนฝุ่นเกาะ เต็มไปด้วยร่องรอยรกร้าง และถูกทอดทิ้งผ่านไปหนึ่งวัน... สองวัน... ความเสียใจยังไม่จางหาย แต่เพราะมีงานถ่ายแบบรออยู่ ฉันเลยต้องฉุดตัวเองขึ้นมา ยิ่งคิดว่าเป็นงานที่ทำให้ฉันกับแฮคมีปัญหากันก็ยิ่งรู้สึกหน่วงในอกและไม่อยากทำ ใจอยากยกเลิกด้วยซ้ำ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะคำว่ารับผิดชอบมันค้ำคอฉันกล้ำกลืนเก็บกระเป๋ามาสนามบินตามนัด นอกจากมะนาวแล้วก็มีคนคุ้นหน้าอีกหลายคนแต่ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว บางคนก็เป็นพริตตี้ นางแบบ แม้แต่ดาราก็มี... ฉันมองคนเหล่านั้นแล้วแปลกใจนิดหน่อย โมเดลลิ่งไม่ได้บอกไว้ว่ามีนางแบบกี่คน และถึงจะรู้ว่าไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียว แต่ฉันก็ไม่คิดว่าจะมากันเยอะแบบนี้ แถมแต่ละคนเกรดพรีเมียมทั้งนั้น ขนาดฉันที่ว่าสวยแล้วพอมายืนเทียบกับคนอื่นนี่ถึงกับดอรปไปเลย ทุกคนงานดีหมด ฉันตะลึงไปเลยที่ถูกโมเดลลิ่งตามจีบอยู่หลายรอบเพื่อให้รับงานนี้ว่าแต่ถ่ายแบบชุดว่ายน้ำต้องใช้คนเยอะขนาดนี้เลยเหรอ ฉันกวาดตามองเพื่อนร่วมงานเงียบๆ เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจจนกระทั่งถึงโรงแรมที่ภูเก็ตทีมงาน
แฮคเงียบงันทันทีที่ได้ยินเงื่อนไขของฉัน บรรยากาศหนักอึ้งตกลงรอบด้าน ฉันรู้สึกเหมือนโดนความเคร่งเครียดตรงหน้ากดทับขนาดหายใจยังลำบาก มองใบหน้าเฉยชาของแฮคนัยน์ตาสั่นไหว“เธอกำลังล้ำเส้น”เสียงเยือกเย็นดังออกมา ตอกย้ำความเจ็บปวดในหัวใจ แต่มาถึงขั้นนี้แล้วฉันถอยกลับไม่ได้“ฉันชอบนายแฮค ฉันรู้ว่าฉันไม่ควรล้ำเส้น... แต่ แต่ฉันพยายามแล้ว ฉันห้ามใจตัวเองไม่ได้จริงๆ”ฉันสารภาพความรู้สึกออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มองใบหน้าเยือกเย็นของแฮคนัยน์ตาพร่ามัว“เธอก็แค่อ่อนไหวเพราะอยู่ใกล้ฉันมากเกินไป”แฮคพูดออกมาได้ใจร้ายมาก“ฉัน”“ถ้ายังอยากอยู่ต่อ ก็หยุดความรู้สึกบ้าๆ ของเธอซะ”“ไม่เอา ความรู้สึกมันหยุดง่ายๆ ได้ที่ไหน ทำไม ทำไมฉันจะชอบนายไม่ได้ ที่ผ่านมาเราก็เข้ากันได้ดีมาตลอดนี่ ทำไมเราไม่ยกเลิกสัญญาบ้าบอนั่นแล้วมาลองคบกันจริงๆ ดูล่ะ อาจจะเวิร์กก็ได้นะ”ฉันร้อนรน พรั่งพรูทุกอย่างในใจออกมา ทว่าสายตาแฮคที่จ้องมองมากลับยิ่งห่างเหิน แฮคอยู่ตรงหน้าฉันแท้ๆ แต่กลับรู้สึกว่าเขาห่างไกลออกไปจนเอื้อมไม่ถึง“มันไม่มีทางเวิร์กจูน”“รู้ได้ไงว่าไม่เวิร์ก ยังไม่ได้ลอง...”ยังพูดไม่จบแฮคก็สวนขึ้นมาซะก่อนราวกับทนฟังฉั
หลายวันต่อมาวันนี้อาจารย์งดสอน ฉันเลยถือโอกาสเอางานที่ค้างมานั่งเคลียร์ในห้องคอมฯ แฮคเพราะบางงานต้องใช้เครื่องพิมพ์เอกสารแน่นอนว่าฉันต้องขอเขาก่อน แอบลุ้นอยู่เหมือนกันว่าเขาจะยอมให้ใช้เครื่องมั้ย ถ้าไม่ยอมฉันก็จะออกไปทำข้างนอก แต่เขาดันใจกว้าง แถมยังลงมาซื้อกระดาษที่ร้านสะดวกซื้อใต้คอนโดเป็นเพื่อนฉันอีกความจริงร้านมีเดลิเวอรี่แต่ฉันอยากลงมาเลือกเอง ไม่คิดว่าแฮคจะตามมาด้วย“ที่จริงฝากซื้อก็ได้นะ” ฉันมองของในมือเขาสองสามอย่าง แล้วรู้สึกว่าเขาไม่จำเป็นต้องเสียสละเวลาอันมีค่าลงมาเดินที่ร้านสะดวกซื้อกับฉันเห็นว่ากำลังเร่งทำงานเขียนโปรแกรมของบริษัทหนึ่งให้เสร็จก่อนวันไปเชียงราย แล้วยังต้องวางแผนการแข่งรถรวมไปถึงรับผิดชอบงานปรับแต่งเครื่องยนต์ให้เหมาะกับสภาพถนนที่จะไปแข่งอีก ไม่กี่วันมานี้แฮคดูงานรัดตัวกระทั่งไม่เวลามากอดฉันแต่กลับกันเขาใช้เวลาอยู่คอนโดมากขึ้น แม้ส่วนใหญ่จะขลุกอยู่แต่ในห้องทำงานก็ตามนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แฮคโดนงานรุม แต่ทุกครั้งเขามักจะลอยไปลอยมา ทำตัวผลุบๆ โผล่ๆ เหมือนผี อาทิตย์หนึ่งมาค้างคอนโดนับครั้งได้ หนักกว่านั้นคือบางคืนแค่แวะมาเอากันแล้วก็ไปทว่าระยะหลังมานี้เขาก
“เดี๋ยวแฮค”ฉันกดแก่นกายแข็งกร้าวใต้น้ำเอาไว้ ไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้จุดอ่อนไหว“หืม” แฮคซุกซอกคอ พ่นลมหายใจร้อนกรุ่นใส่“ฉัน... ไม่อยากทำ” ความรู้สึกเศร้าเกาะกุมจิตใจ“ทำเสร็จเดี๋ยวโอนค่าตัวให้”ราวกับมีมีดปักลงกลางหัวใจ ฉันส่ายหน้า ไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินแล้ว“ฉันไม่อยากได้เงิน”“อะไรอีก” ใบหน้าคมคายละจากต้นคอ จ้องมองฉัน สายตามีแววไม่สบอารมณ์นิดๆ แฝงอยู่“ฉัน...” ฉันหลุบตาลงจ้องระลอกผิวน้ำกระเพื่อมไหวรอบๆ ตัวขณะพยายามเค้นเสียงออกมาจากลำคอ“....”“ฉัน...” ไม่ได้อยากเป็นแค่แฟนจ้าง ความคิดในหัวแล่นไปไกล ทว่าน้ำเสียงกลับจุกตันอยู่แค่คอหอย เอ่ยสิ่งที่อยู่ข้างในใจไม่ออกสายตาดุดันของแฮคบีบคั้นเกินไป ทำให้ความกล้าของฉันที่อยากเผชิญหน้ากับความรู้สึกของตัวเองเหือดหายไปตอนนี้นอกจากจะเกลียดแฮคแล้ว ฉันยังเกลียดตัวเองที่ขี้ขลาด...ไม่กล้าทำตัวชัดเจนเพราะกลัวจะเสียสถานะตรงหน้าไป“ไม่มีอะไร แค่ไม่มีอารมณ์” ฉันส่ายหน้าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผลักแฮคออกห่าง หันหน้าเข้าหาขอบสระกำลังจะปีนขึ้น แต่กลับถูกแฮครั้งเอวเอาไว้“แฮค...”แผ่นหลังฉันโดนดึงกลับไปแนบชิดกับลำตัวด้านหน้าของเขา ท่อนเนื้อแข็งกร้าวดุนดันก
เสียงออดที่ประตูห้องช่วยคลี่คลายบรรยากาศคุกรุ่นระหว่างเราทั้งคู่ แฮคไม่เสียเวลา เขาลุกขึ้นเดินออกไปดู สักพักก็กลับมาพร้อมจานสเต๊กในมือ“....”ฉันมองด้วยสายตาเรียบเฉย ไม่รู้สึกหิวสักนิด ยิ่งเจอคำพูดแฮคเข้าไปก็ยิ่งกินอะไรไม่ลง โชคดีที่มีไวน์ให้ย้อมใจ“ขึ้นมากินก่อน” แฮควางจานเอาไว้บนโต๊ะ แล้วหันมาเรียก ท่าทางไม่ได้ตระหนักสักนิดว่าทำใจฉันเจ็บฉันมองแก้วไวน์ในมือที่หมดแล้วเงียบๆ เคลื่อนตัวเข้าใกล้บันไดลงสระ ปีนขึ้นไปช้าๆ โดยที่มืออีกข้างยังถือแก้วไวน์เอาไว้ร่างในชุดว่ายน้ำทูพีชสีขาวม้าลายขึ้นจากขอบสระได้ครึ่งตัว ผ้าคลุมสีขาวก็กางเอาไว้รอแล้วหัวใจพลันกระตุกไหว“....” ฉันไล่สายตามองมือที่จับผ้าคลุมขึ้นไป สบประสานกับแววตาคมเข้มของแฮค นึกถึงคำพูดเย็นชาของเขาก่อนหน้านี้แล้วรวดร้าวอยู่ในอก แอบซ่อนสายตาเจ็บปวดเอาไว้ ก้าวขึ้นจากสระ หันหลังสอดแขนสวมเสื้อคลุมที่แฮคเตรียมไว้ให้ รวบสายรัดเอวอย่างไม่ใส่ใจมองจานสเต๊กบนโต๊ะด้วยสายตาเฉยเมย“ฉันไม่หิว นายกินเถอะ ฉันจะอาบน้ำแล้ว”“จูน เดี๋ยวก่อน...”แฮครวบแขนฉันเอาไว้ ไม่ยอมให้ผละไปง่ายๆ ฉันถอนหายใจหันกลับมามองแฮคด้วยสายตาเบื่อหน่าย“....”“รีบไปไหน กิน
นอกจากแวะไหว้พระขอพรแล้ว ฉันก็ขอให้แฮคพาไปจุดเช็กอินในบางแสนอีกหลายจุด แต่ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลาจึงไปได้แค่ไม่กี่ที่เท่านั้น“กินมั้ย” ฉันถือข้าวหลามกระบอกเล็กๆ ในมือ ข้างในเป็นข้าวเหนียวดำ เอาส้อมที่แถมมาด้วยจิ้มข้าวหลามออกมาแล้วยื่นไปใกล้ๆ ปากแฮคเขาเลิกคิ้วมองครู่หนึ่งก็อ้าปากงับของกินที่ฉันยื่นให้“เป็นไง อร่อยมั้ย”“อือ พอกินได้”“ไม่ชอบเหรอ” สีหน้าเฉยเมยของแฮคทำฉันหม่นหมองไปชั่วขณะ“เฉยๆ”“แล้วแฮคชอบกินอะไร”สรรพนามที่เรียกเขาเปลี่ยนไป ฉันไม่ได้เผลอ แค่จงใจ... จงใจให้ดูเหมือนว่ากำลังเผลอปกติเวลาอยู่ต่อหน้าคนอื่น เราจะเรียกกันด้วยชื่อเพื่อให้ดูเหมือนสนิทสนม แต่พออยู่กันสองคนจะเรียก ‘ฉัน’ กับ ‘นาย’ แม้จะไม่ได้พูดคุยตกลงกันจริงจัง แต่ก็เหมือนจะกลายเป็นข้อกำหนดที่ตายตัวระหว่างเราไปแล้ว“อะไรก็ได้ที่อร่อย” เขาตอบหลังจากทำหน้านึกอยู่พักหนึ่งแต่กลับระบุอาหารแบบเจาะจงไม่ได้“อืม...” ฉันลอบถอนหายใจเหนื่อยหน่าย สังเกตสีหน้าที่ยังคงปกติของแฮค ดูเหมือนเขาจะไม่ทันสังเกตเรื่องที่ฉันเรียกชื่อเขา... หรือเขาแค่แกล้งไม่สนใจกันแน่นะช่างเถอะ“แวะร้านตรงนั้นได้มั้ย” ฉันชี้ไปที่แผงขายเครื่องประดับเ







