Share

บทที่ 2

Penulis: มู่หือ
“องค์หญิงทรงได้ยินชัดเจนแล้วใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”

เขากัดฟันกรอด ราวกับกำลังพยายามข่มกลั้นโทสะที่สุมแน่นอยู่เต็มอก

“เสี่ยวหน่วนยอมถอยให้ถึงเพียงนี้แล้ว เหตุใดพระองค์จึงยังทรงบีบคั้นนางไม่เลิกราอีกพ่ะย่ะค่ะ?”

“พระองค์เป็นถึงองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ แค่ความใจกว้างที่จะยอมรับสตรีที่อ่อนแอเพียงคนเดียวยังไม่มีเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

ข้ามองดูชายหญิงคู่นี้ที่กำลังแสดงงิ้วฉากโศกกันอยู่หน้าเกี้ยวพระที่นั่ง

ภายในใจกลับไร้ซึ่งระลอกคลื่นความรู้สึกใดๆ รู้สึกเพียงว่าเรื่องนี้ช่างเหลวไหลสิ้นดี

“ฉีเซียว ตอนอยู่ชายแดนเจ้ากินทรายเข้าไปเยอะจนสติฟั่นเฟือนไปแล้วหรือไร?”

ข้าโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย เลิกม่านมุกของเกี้ยวขึ้น แล้วทอดสายตามองเหยียดลงไปที่เขา

“ข้าคือนาย เจ้าคือบ่าว”

“เจ้าปล่อยให้ภรรยาลับที่ลักลอบได้เสียกันโดยไร้แม่สื่อ มาชักดิ้นชักงอร้องไห้โวยวายอยู่หน้าเกี้ยวของข้า”

“แล้วยังมีหน้ามาตำหนิว่าข้าไร้ความใจกว้างอีกหรือ?”

ฉีเซียวถูกสายตาเย็นเยียบของข้าทิ่มแทงจนถึงกับสะดุ้งถอยหลังวูบหนึ่ง

ทว่าเหล่าทหารชายแดนที่อยู่ด้านหลังเขากลับไม่ยินยอมจบแค่นั้น

พวกเขาล้วนเป็นชายฉกรรจ์หยาบกระด้างที่ร่วมเป็นร่วมตายกับฉีเซียวมา จะไปรู้ธรรมเนียมระหว่างนายบ่าวอะไรกัน

ในสายตาของพวกเขา ฉีเซียวก็คือแผ่นฟ้า ส่วนเสี่ยวหน่วนคือผู้มีพระคุณของท่านแม่ทัพ

“องค์หญิง! แม่ทัพของพวกเราสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อต้าฉู่นะพ่ะย่ะค่ะ!”

รองแม่ทัพหน้าบากคนหนึ่งลุกพรวดขึ้นมา ตะเบ็งเสียงร้องคำรามลั่น

“ก็แค่อยากจะขอสถานะให้สตรีกับเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง มีอันใดไม่สมควรพ่ะย่ะค่ะ?”

“ต่อให้พระองค์จะเป็นถึงพระญาติวงศ์สูงศักดิ์ ก็จะทรงทำให้เหล่าทหารกล้าต้องปวดใจเช่นนี้ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ!”

เมื่อเขาเป็นแกนนำ ทหารนายอื่นๆ ที่คุกเข่าอยู่บนพื้นก็พากันประสานเสียงให้ดังขึ้นไปอีก

“ขอองค์หญิงโปรดเมตตา! โปรดรับแม่นางเสี่ยวหน่วนด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”

ชายฉกรรจ์สวมชุดเกราะเหล็กนับร้อยนายตะโกนขึ้นพร้อมกัน เสียงดังกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่น

ท่าทางเช่นนั้น ดูอย่างไรก็ไม่ใช่การขอความเมตตา แต่เป็นการกดดันบีบบังคับเบื้องบนกันชัดๆ

ฉีเซียวยืนอยู่หน้าสุดของฝูงชน ยืดหลังตรงตระหง่าน

เขามองมาที่ข้า แววตาประกายความลำพองใจและมั่นใจลึกๆ อย่างปิดไม่มิด

ราวกับจะบอกว่า เห็นหรือไม่ นี่แหละคือเจตนารมณ์ของผู้คน นอกจากยอมจำนนแล้ว เจ้าก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีก

ข้าค่อยๆ ดึงสายตากลับมา ปล่อยม่านมุกลงเพื่อตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอก

“กลับวัง”

ข้าเอ่ยปากบอกคนขับรถม้าด้วยน้ำเสียงราบเรียบเพียงสองคำ

คนขับรถม้ารีบเงื้อแส้ม้าขึ้น เตรียมจะหันหัวรถม้ากลับ

ทว่าในจังหวะนั้นเอง ไม้เท้าหัวมังกรอันหนักอึ้งก็ฟาดเปรี้ยงลงมาขวางหน้ากีบเท้าม้า

“ข้าก็อยากจะเห็นนัก ว่าวันนี้ใครมันจะกล้าพาองค์หญิงไป!”

ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฉีถูกสาวใช้สองคนพยุงร่างอันสั่นเทา มาขวางหน้าเกี้ยวพระที่นั่งไว้

แม้นางจะมีผมสีดอกเลาเต็มศีรษะ แต่ดวงตาหางหงส์คู่นั้นกลับฉายแววเจ้าเล่ห์และร้ายกาจออกมาอย่างไม่ปิดบัง

นางคือวีรสตรีที่เคยติดตามปฐมกษัตริย์ออกรบบนหลังม้าเพื่อกอบกู้แผ่นดินเมื่อกาลก่อน

ด้วยคุณงามความดีนี้ นางจึงวางอำนาจบาตรใหญ่ไปทั่วเมืองหลวงมาโดยตลอด

แม้แต่ยามที่อดีตฮ่องเต้ยังมีพระชนม์ชีพ ยังต้องไว้หน้านางถึงสามส่วน

“องค์หญิง วันนี้พระองค์ทรงเอาแต่พระทัยไม่เห็นหัวผู้ใดถึงเพียงนี้ จะเอาหน้าของราชวงศ์ไปไว้ที่ใดเพคะ?”

ฮูหยินผู้เฒ่าถือไม้เท้าพยุงร่าง ใบหน้าที่เหี่ยวย่นราวกับเปลือกไม้แห้งตึงเปรี๊ยะ

น้ำเสียงไม่มีความเคารพแม้แต่น้อย มีแต่ท่าทีวางอำนาจสั่งสอนจากเบื้องบน

“ตระกูลฉีของหม่อมฉันเป็นถึงจวนแม่ทัพร้อยปี ฉีเซียวก็เป็นเสาหลักของราชสำนัก”

“เกี้ยวเจ้าสาวของพระองค์ก็มาจอดอยู่หน้าประตูจวนแล้ว ขุนนางผู้ใหญ่และผู้มีบรรดาศักดิ์ทั้งเมืองหลวงล้วนจับตามองอยู่ด้านใน”

“การที่พระองค์นึกอยากจะยกเลิกงานแต่งก็ยกเลิกเอาดื้อๆ เช่นนี้ สรุปว่าพระองค์กำลังตบหน้าตระกูลฉีของหม่อมฉัน หรือกำลังตบหน้าฝ่าบาทกันแน่เพคะ?”

ทุกถ้อยคำของนางล้วนเป็นการยัดเยียดความผิดใส่หัวข้าทั้งสิ้น

ราวกับว่าหากวันนี้ข้ากล้าก้าวเท้าจากไป ข้าจะกลายเป็นคนบาปหนาแห่งต้าฉู่ไปตลอดกาล

เมื่อฉีเซียวเห็นท่านย่าของตนออกโรงมาหนุนหลัง ความฮึกเหิมก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเป็นกอง

เขาก้าวออกมาข้างหน้าอีกครั้ง น้ำเสียงอ่อนลงมาหลายส่วน แต่ความหมายคุกคามในคำพูดกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย

“องค์หญิง ท่านย่าพูดถูกแล้วพ่ะย่ะค่ะ พระองค์อย่าทรงใช้อารมณ์เลย”

“งานสมรสนี้อดีตฮ่องเต้ทรงพระราชทาน หากวันนี้พระองค์เสด็จกลับไปด้วยความขุ่นเคือง”

“พรุ่งนี้ตามตรอกซอกซอยทั่วเมืองหลวง คงได้ลือกันให้แซดถึงชื่อเสียงฉาวโฉ่ว่าพระองค์ทรงริษยาและใจแคบเป็นแน่”

“ถึงยามนั้น ชื่อเสียงของพระองค์ป่นปี้หมดสิ้น แล้วจะยังหยัดยืนอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”

ข้านั่งนิ่งสงบอยู่ภายในรถม้า รับฟังสองย่าหลานร้องรับเข้าขากัน นำเอาคุณธรรมจอมปลอมมาตีกรอบข่มขู่ข้า

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • แม่ทัพบีบให้รับภรรยาเอกร่วม ข้าเลยไล่ฟาดไม่ยั้ง   บทที่ 12

    เสียงประทัดดังกึกก้องกังวาน เสียงฆ้องกลองบรรเลงดังกึกก้องกระหึ่มไปทั่วฟ้าเซียวเจวี๋ยพลิกกายลงจากอาชา ก้าวยาวๆ ดุจดาวตกตรงมายังหน้าประตูเกี้ยว แล้วใช้ปลายเท้าเตะบานประตูเกี้ยวเบาๆ ตามธรรมเนียมม่านเกี้ยวถูกเลิกขึ้น มือเรียวยาวที่เห็นข้อต่อกระดูกชัดเจนข้างนั้นของเขา ยื่นมาตรงหน้าข้าอีกครา“หว่านอิ๋น พวกเราถึงบ้านแล้ว”น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนจนแทบจะคั้นน้ำออกมาได้ ช่างแตกต่างกับพญายมเดินดินผู้เด็ดขาดอำมหิตในยามปกติราวกับเป็นคนละคนข้าค่อยๆ วางมือทาบทับลงบนฝ่ามือของเขา ปล่อยให้เขาจูงนำ ก้าวข้ามกระถางไฟมงคลที่สื่อถึงความสงบสุขราบรื่นไปทีละก้าวไม่มีการใช้ศีลธรรมจอมปลอมมาตีกรอบข่มขู่ให้ชวนสะอิดสะเอียน ไม่มีสตรีหน้าไม่อายอุ้มลูกชู้มาขวางประตู และไม่มีการวางแผนตลบตะแลงอันแสนจะโสมมมืดบอดเหล่านั้นอีกแล้วมีเพียงคำอวยพรดังกึกก้องไปทั่วทั้งจวน และบุรุษเบื้องหน้าที่ในสายตามีเพียงข้าผู้เดียวหลังจากงานมงคลสมรสผ่านพ้นไป ตระกูลฉีก็สูญสิ้นร่องรอยไปจากเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิงได้ยินมาว่าฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฉี ทนรับความตรากตรำและอัปยศอดสูระหว่างทางที่ถูกเนรเทศไม่ไหว หายใจไม่ทันจนสิ้นใจตายไปดื้อๆส่

  • แม่ทัพบีบให้รับภรรยาเอกร่วม ข้าเลยไล่ฟาดไม่ยั้ง   บทที่ 11

    บัดนี้กลับต้องตกต่ำลงสู่จุดจบที่ชื่อเสียงป่นปี้ ผู้คนรอบกายล้วนหันหลังให้ นี่มิใช่เวรกรรมตามสนองหรอกรึ“ฉีเซียว ค่อยๆ ลิ้มรสวันเวลาที่เหลืออยู่ของเจ้าให้ดีเถิด”ข้ามองดูสภาพที่อยู่มิสู้ตายของเขา ความยึดติดเฮือกสุดท้ายในใจข้า พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น“พรุ่งนี้ตอนเที่ยงวัน คนตระกูลฉีทั้งเก้าชั่วคนจะถูกเนรเทศไปหลิ่งหนาน”“ส่วนเจ้า ก็จงอยู่ในคุกน้ำแห่งนี้ ค่อยๆ ชดใช้บาปกรรมของตนเองไปเสียเถิด”ข้าหันหลังกลับ ไม่แม้แต่จะปรายตามองเขาอีก ก้าวเดินตรงดิ่งออกจากคุกใต้ดินไป“หว่านอิ๋น! หว่านอิ๋น เจ้าอย่าเพิ่งไป!”เสียงตะโกนร้องเรียกอย่างร้าวรานเจียนตายของฉีเซียวดังไล่หลังมา“ข้าผิดไปแล้ว! ข้ารู้ตัวแล้วจริงๆ ว่าข้าผิด! เจ้าให้โอกาสข้าอีกสักครั้งเถิดนะ!”“ต่อให้ต้องเป็นวัวเป็นม้ารับใช้เจ้า ขอเพียงได้อยู่เคียงข้างเจ้า ข้ายอมทำทุกสิ่ง!”โซ่ตรวนถูกกระชากจนดังกึกก้อง เสียงอ้อนวอนอย่างสิ้นหวังของเขา ช่างเหมือนกับเสียงสะอื้นไห้เฮือกสุดท้ายของสัตว์ป่าที่จนตรอกทว่าข้ากลับไม่แม้แต่จะหยุดชะงักฝีเท้าบนโลกใบนี้ มันมียาแก้ความเสียใจให้กินที่ใดกันความผิดบางประการ เมื่อก่อลงไปแล้ว ก็เท่ากับตกลงสู่ห้ว

  • แม่ทัพบีบให้รับภรรยาเอกร่วม ข้าเลยไล่ฟาดไม่ยั้ง   บทที่ 10

    “ฉีเซียว เจ้าเคยส่องคันฉ่องดูเงาหัวตนเองบ้างหรือไม่?”ข้ายืนอยู่บนพื้นแห้งสะอาด ทอดสายตาเย็นชาลงไปมองเขาที่แช่อยู่ในน้ำคลำ“สภาพของเจ้าในยามนี้ ยังมิสู้สุนัขในจวนของข้าตัวหนึ่งด้วยซ้ำ แล้วข้ามีเหตุผลอันใดที่ต้องเก็บเจ้าไว้ในใจด้วย?”ประกายในดวงตาของฉีเซียวดับวูบลงในพริบตาเขาไอโขลกอย่างรุนแรง ทุกครั้งที่ไอล้วนมีเลือดปนน้ำลายทะลักออกมาคำโต“เหตุใด... ซูหว่านอิ๋น เหตุใดเจ้าถึงได้ใจจืดใจดำถึงเพียงนี้...”เขาไอไปพลาง พร่ำบ่นพึมพำกับตนเองคล้ายคนเสียสติไปพลาง“ข้าคือขุนนางผู้มีความดีความชอบแห่งต้าฉู่ ข้ากรำศึกรบชนะตั้งมากมายเพื่อเจ้า แล้วเจ้ามีสิทธิ์อันใดมาทำกับข้าเช่นนี้?”“รบชนะงั้นรึ?”ข้ามองเขาประดุจกำลังมองดูคนโง่เขลาผู้หนึ่ง“ฉีเซียว เจ้าหลงคิดไปเองจริงๆ หรือว่าตัวเจ้านั้นรบพุ่งไร้พ่ายอยู่ชายแดน?”“หากมิใช่เพราะเซียวเจวี๋ยคอยแอบส่งเสบียงให้ คอยตามเช็ดตามล้างเรื่องบัดซบพวกนั้นให้เจ้าล่ะก็”“ลำพังแค่กลศึกงูๆ ปลาๆ ของเจ้า ป่านนี้เจ้าคงตายโหงกลายเป็นผีเฝ้าทะเลทรายที่ม่อเป่ยไปตั้งนานแล้ว!”ฉีเซียวเบิกตากว้าง หันไปมองเซียวเจวี๋ยที่ยืนอยู่เบื้องหลังข้าด้วยความตกตะลึงไม่อยากจะเชื่

  • แม่ทัพบีบให้รับภรรยาเอกร่วม ข้าเลยไล่ฟาดไม่ยั้ง   บทที่ 9

    เขาเอาบุญคุณช่วยชีวิตนี้ไปยัดเยียดให้สาวใช้ที่ตายไปเนิ่นนานแล้วผู้หนึ่ง เสวยสุขกับความทุ่มเทของข้าอย่างหน้าไม่อาย ทว่ากลับมารังเกียจความสูงศักดิ์ของข้า“ข้ามิเพียงล่วงรู้ แต่ข้ายังรู้อีกด้วยว่า ที่เจ้ารีบร้อนรับภรรยาลับผู้นี้เข้าจวน มิใช่เพื่อสืบสกุลอันใดหรอก”ข้าทอดสายตามองเหยียดเขาจากมุมสูง กระชากหน้ากากที่ใช้ปิดบังความอัปยศชิ้นสุดท้ายของเขาออกทีละคำ“เป็นเพราะยามอยู่ชายแดนเจ้าได้รับบาดเจ็บสาหัส ชาตินี้มิอาจมีทายาทสืบสกุลได้อีกแล้วต่างหาก”“เจ้ากลัวว่าเมื่อข้าแต่งเข้าจวนมาแล้วจะล่วงรู้ความจริง กลัวว่าตระกูลฉีจะไร้ผู้สืบทอด จึงได้รีบร้อนไปคว้าเอาลูกชู้ที่ใดก็ไม่รู้มาสวมรอยแทนอย่างไรเล่า!”สิ้นคำกล่าวนี้ ทั่วทั้งบริเวณพลันตกอยู่ในความเงียบกริบทุกคนต่างมองไปยังฉีเซียวด้วยสายตาที่แปลกประหลาดพิกลเสื่อมสมรรถภาพทางเพศสำหรับคุณชายตระกูลขุนนางหัวโบราณที่มีการสืบสกุลเป็นเป้าหมายหลักในชีวิต เรื่องนี้มันยิ่งกว่าสังหารเขาให้ตายทั้งเป็นเสียอีก“ไม่! เจ้าหุบปาก! หุบปากเดี๋ยวนี้!”ฉีเซียวสติแตกไปอย่างสมบูรณ์แบบ เขายกมืออุดหู แผดเสียงร้องโหยหวนราวกับสัตว์ป่าคลุ้มคลั่งฮูหยินผู้เฒ่าที่เพ

  • แม่ทัพบีบให้รับภรรยาเอกร่วม ข้าเลยไล่ฟาดไม่ยั้ง   บทที่ 8

    “นี่มันเป็นเรื่องตลกขบขันที่สุดในใต้หล้าชัดๆ!”เสียงหัวเราะเยาะและเสียงด่าทอถาโถมเข้ามาประดุจเกลียวคลื่นสีหน้าของเสี่ยวหน่วนพลันซีดเผือดลงในพริบตา นางกอดเด็กไว้แน่น ส่ายหน้าปฏิเสธอย่างเอาเป็นเอาตาย“ไม่! ข้าไม่ใช่! พวกเจ้าพูดจาเหลวไหล!”นางหันขวับโผเข้าหาฉีเซียว สองมือกำแขนเสื้อของเขาไว้แน่น“พี่ซื่อจื่อ ท่านต้องเชื่อข้านะเจ้าคะ! เสี่ยวเป่าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านจริงๆ นะเจ้าคะ!”ฉีเซียวหันศีรษะกลับมาอย่างเหม่อลอย จ้องมองสตรีตรงหน้าที่เขาเคยรักและทะนุถนอมลึกซึ้งถึงกระดูกดำความรักที่เขาแสนจะภาคภูมิใจ ‘รักแท้’ ที่เขายอมล่วงเกินอำนาจราชวงศ์เพื่อปกป้องนางที่แท้กลับเป็นเพียงเรื่องหลอกลวงตั้งแต่ต้นจนจบ“ไสหัวไป!”ฉีเซียวแผดเสียงคำรามลั่นราวกับสัตว์ป่าคลุ้มคลั่ง ฟาดฝ่ามือตบฉาดเข้าที่ใบหน้าของเสี่ยวหน่วนอย่างแรงเสี่ยวหน่วนถูกตบจนร่างลอยกระเด็นไปกระแทกกับขั้นบันไดอย่างจัง เด็กในอ้อมแขนก็กลิ้งตกลงไปด้านข้าง แล้วแผดเสียงร้องไห้จ้า“นังแพศยา! เจ้ากล้าหลอกลวงข้างั้นรึ!”ฉีเซียวพุ่งตัวเข้าไปหาประดุจคนเสียสติ บีบคอเสี่ยวหน่วนเอาไว้แน่น นัยน์ตาแดงก่ำ แทบจะกลืนกินนางทั้งเป็นสองคน

  • แม่ทัพบีบให้รับภรรยาเอกร่วม ข้าเลยไล่ฟาดไม่ยั้ง   บทที่ 7

    “นี่คือสิ่งที่เสด็จพ่อพระราชทานให้ข้าก่อนสวรรคต”ข้าทอดสายตามองเหยียดเขาจากมุมสูง น้ำเสียงเย็นเยียบเสียดลึกถึงกระดูก“พระองค์ตรัสว่า องค์หญิงใหญ่แห่งต้าฉู่ของเรา จะไม่มีวันใช้สามีร่วมกับสตรีอื่นเป็นอันขาด”“ราชโองการพระราชทานสมรสฉบับนี้ เดิมทีก็มีไว้เพื่อทดสอบความจงรักภักดีของตระกูลฉีของเจ้า”“น่าเสียดาย ที่นอกจากเจ้าจะรับไว้ไม่ได้แล้ว ยังโง่เขลาเอาชีวิตของคนทั้งเก้าชั่วโคตรมาทิ้งเสียอีก”ฉีเซียวจ้องเขม็งไปยังป้ายทองคำแผ่นนั้น ริมฝีปากสั่นระริก พูดไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำอยู่นานสองนานเขาหลงคิดมาโดยตลอดว่าข้าเป็นเพียงของประดับบารมีที่ไร้อำนาจทว่ากลับไม่รู้เลยว่า สิ่งที่ข้ากำอยู่ในมือ คืออำนาจสูงสุดที่อยู่เหนือผู้คนทั้งปวงในต้าฉู่“องค์หญิง... กระหม่อมรู้ซึ้งถึงความผิดแล้วพ่ะย่ะค่ะ...”ในที่สุดเขาก็ยอมก้มศีรษะอันหยิ่งยโสลง ไม่สนความเจ็บปวดร้าวระบมที่หน้าอก ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาโขกศีรษะให้ข้าอย่างเอาเป็นเอาตาย“กระหม่อมมันหน้ามืดตามัวไปเอง ขอองค์หญิงโปรดเห็นแก่ที่กระหม่อมตกระกำลำบากรักษาชายแดนมาหลายปี ละเว้นชีวิตกระหม่อมด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”“รักษาชายแดนมาหลายปีงั้นรึ?”ข้าแค่นหัวเ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status