Masukเสียงประทัดดังกึกก้องกังวาน เสียงฆ้องกลองบรรเลงดังกึกก้องกระหึ่มไปทั่วฟ้าเซียวเจวี๋ยพลิกกายลงจากอาชา ก้าวยาวๆ ดุจดาวตกตรงมายังหน้าประตูเกี้ยว แล้วใช้ปลายเท้าเตะบานประตูเกี้ยวเบาๆ ตามธรรมเนียมม่านเกี้ยวถูกเลิกขึ้น มือเรียวยาวที่เห็นข้อต่อกระดูกชัดเจนข้างนั้นของเขา ยื่นมาตรงหน้าข้าอีกครา“หว่านอิ๋น พวกเราถึงบ้านแล้ว”น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนจนแทบจะคั้นน้ำออกมาได้ ช่างแตกต่างกับพญายมเดินดินผู้เด็ดขาดอำมหิตในยามปกติราวกับเป็นคนละคนข้าค่อยๆ วางมือทาบทับลงบนฝ่ามือของเขา ปล่อยให้เขาจูงนำ ก้าวข้ามกระถางไฟมงคลที่สื่อถึงความสงบสุขราบรื่นไปทีละก้าวไม่มีการใช้ศีลธรรมจอมปลอมมาตีกรอบข่มขู่ให้ชวนสะอิดสะเอียน ไม่มีสตรีหน้าไม่อายอุ้มลูกชู้มาขวางประตู และไม่มีการวางแผนตลบตะแลงอันแสนจะโสมมมืดบอดเหล่านั้นอีกแล้วมีเพียงคำอวยพรดังกึกก้องไปทั่วทั้งจวน และบุรุษเบื้องหน้าที่ในสายตามีเพียงข้าผู้เดียวหลังจากงานมงคลสมรสผ่านพ้นไป ตระกูลฉีก็สูญสิ้นร่องรอยไปจากเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิงได้ยินมาว่าฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฉี ทนรับความตรากตรำและอัปยศอดสูระหว่างทางที่ถูกเนรเทศไม่ไหว หายใจไม่ทันจนสิ้นใจตายไปดื้อๆส่
บัดนี้กลับต้องตกต่ำลงสู่จุดจบที่ชื่อเสียงป่นปี้ ผู้คนรอบกายล้วนหันหลังให้ นี่มิใช่เวรกรรมตามสนองหรอกรึ“ฉีเซียว ค่อยๆ ลิ้มรสวันเวลาที่เหลืออยู่ของเจ้าให้ดีเถิด”ข้ามองดูสภาพที่อยู่มิสู้ตายของเขา ความยึดติดเฮือกสุดท้ายในใจข้า พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น“พรุ่งนี้ตอนเที่ยงวัน คนตระกูลฉีทั้งเก้าชั่วคนจะถูกเนรเทศไปหลิ่งหนาน”“ส่วนเจ้า ก็จงอยู่ในคุกน้ำแห่งนี้ ค่อยๆ ชดใช้บาปกรรมของตนเองไปเสียเถิด”ข้าหันหลังกลับ ไม่แม้แต่จะปรายตามองเขาอีก ก้าวเดินตรงดิ่งออกจากคุกใต้ดินไป“หว่านอิ๋น! หว่านอิ๋น เจ้าอย่าเพิ่งไป!”เสียงตะโกนร้องเรียกอย่างร้าวรานเจียนตายของฉีเซียวดังไล่หลังมา“ข้าผิดไปแล้ว! ข้ารู้ตัวแล้วจริงๆ ว่าข้าผิด! เจ้าให้โอกาสข้าอีกสักครั้งเถิดนะ!”“ต่อให้ต้องเป็นวัวเป็นม้ารับใช้เจ้า ขอเพียงได้อยู่เคียงข้างเจ้า ข้ายอมทำทุกสิ่ง!”โซ่ตรวนถูกกระชากจนดังกึกก้อง เสียงอ้อนวอนอย่างสิ้นหวังของเขา ช่างเหมือนกับเสียงสะอื้นไห้เฮือกสุดท้ายของสัตว์ป่าที่จนตรอกทว่าข้ากลับไม่แม้แต่จะหยุดชะงักฝีเท้าบนโลกใบนี้ มันมียาแก้ความเสียใจให้กินที่ใดกันความผิดบางประการ เมื่อก่อลงไปแล้ว ก็เท่ากับตกลงสู่ห้ว
“ฉีเซียว เจ้าเคยส่องคันฉ่องดูเงาหัวตนเองบ้างหรือไม่?”ข้ายืนอยู่บนพื้นแห้งสะอาด ทอดสายตาเย็นชาลงไปมองเขาที่แช่อยู่ในน้ำคลำ“สภาพของเจ้าในยามนี้ ยังมิสู้สุนัขในจวนของข้าตัวหนึ่งด้วยซ้ำ แล้วข้ามีเหตุผลอันใดที่ต้องเก็บเจ้าไว้ในใจด้วย?”ประกายในดวงตาของฉีเซียวดับวูบลงในพริบตาเขาไอโขลกอย่างรุนแรง ทุกครั้งที่ไอล้วนมีเลือดปนน้ำลายทะลักออกมาคำโต“เหตุใด... ซูหว่านอิ๋น เหตุใดเจ้าถึงได้ใจจืดใจดำถึงเพียงนี้...”เขาไอไปพลาง พร่ำบ่นพึมพำกับตนเองคล้ายคนเสียสติไปพลาง“ข้าคือขุนนางผู้มีความดีความชอบแห่งต้าฉู่ ข้ากรำศึกรบชนะตั้งมากมายเพื่อเจ้า แล้วเจ้ามีสิทธิ์อันใดมาทำกับข้าเช่นนี้?”“รบชนะงั้นรึ?”ข้ามองเขาประดุจกำลังมองดูคนโง่เขลาผู้หนึ่ง“ฉีเซียว เจ้าหลงคิดไปเองจริงๆ หรือว่าตัวเจ้านั้นรบพุ่งไร้พ่ายอยู่ชายแดน?”“หากมิใช่เพราะเซียวเจวี๋ยคอยแอบส่งเสบียงให้ คอยตามเช็ดตามล้างเรื่องบัดซบพวกนั้นให้เจ้าล่ะก็”“ลำพังแค่กลศึกงูๆ ปลาๆ ของเจ้า ป่านนี้เจ้าคงตายโหงกลายเป็นผีเฝ้าทะเลทรายที่ม่อเป่ยไปตั้งนานแล้ว!”ฉีเซียวเบิกตากว้าง หันไปมองเซียวเจวี๋ยที่ยืนอยู่เบื้องหลังข้าด้วยความตกตะลึงไม่อยากจะเชื่
เขาเอาบุญคุณช่วยชีวิตนี้ไปยัดเยียดให้สาวใช้ที่ตายไปเนิ่นนานแล้วผู้หนึ่ง เสวยสุขกับความทุ่มเทของข้าอย่างหน้าไม่อาย ทว่ากลับมารังเกียจความสูงศักดิ์ของข้า“ข้ามิเพียงล่วงรู้ แต่ข้ายังรู้อีกด้วยว่า ที่เจ้ารีบร้อนรับภรรยาลับผู้นี้เข้าจวน มิใช่เพื่อสืบสกุลอันใดหรอก”ข้าทอดสายตามองเหยียดเขาจากมุมสูง กระชากหน้ากากที่ใช้ปิดบังความอัปยศชิ้นสุดท้ายของเขาออกทีละคำ“เป็นเพราะยามอยู่ชายแดนเจ้าได้รับบาดเจ็บสาหัส ชาตินี้มิอาจมีทายาทสืบสกุลได้อีกแล้วต่างหาก”“เจ้ากลัวว่าเมื่อข้าแต่งเข้าจวนมาแล้วจะล่วงรู้ความจริง กลัวว่าตระกูลฉีจะไร้ผู้สืบทอด จึงได้รีบร้อนไปคว้าเอาลูกชู้ที่ใดก็ไม่รู้มาสวมรอยแทนอย่างไรเล่า!”สิ้นคำกล่าวนี้ ทั่วทั้งบริเวณพลันตกอยู่ในความเงียบกริบทุกคนต่างมองไปยังฉีเซียวด้วยสายตาที่แปลกประหลาดพิกลเสื่อมสมรรถภาพทางเพศสำหรับคุณชายตระกูลขุนนางหัวโบราณที่มีการสืบสกุลเป็นเป้าหมายหลักในชีวิต เรื่องนี้มันยิ่งกว่าสังหารเขาให้ตายทั้งเป็นเสียอีก“ไม่! เจ้าหุบปาก! หุบปากเดี๋ยวนี้!”ฉีเซียวสติแตกไปอย่างสมบูรณ์แบบ เขายกมืออุดหู แผดเสียงร้องโหยหวนราวกับสัตว์ป่าคลุ้มคลั่งฮูหยินผู้เฒ่าที่เพ
“นี่มันเป็นเรื่องตลกขบขันที่สุดในใต้หล้าชัดๆ!”เสียงหัวเราะเยาะและเสียงด่าทอถาโถมเข้ามาประดุจเกลียวคลื่นสีหน้าของเสี่ยวหน่วนพลันซีดเผือดลงในพริบตา นางกอดเด็กไว้แน่น ส่ายหน้าปฏิเสธอย่างเอาเป็นเอาตาย“ไม่! ข้าไม่ใช่! พวกเจ้าพูดจาเหลวไหล!”นางหันขวับโผเข้าหาฉีเซียว สองมือกำแขนเสื้อของเขาไว้แน่น“พี่ซื่อจื่อ ท่านต้องเชื่อข้านะเจ้าคะ! เสี่ยวเป่าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านจริงๆ นะเจ้าคะ!”ฉีเซียวหันศีรษะกลับมาอย่างเหม่อลอย จ้องมองสตรีตรงหน้าที่เขาเคยรักและทะนุถนอมลึกซึ้งถึงกระดูกดำความรักที่เขาแสนจะภาคภูมิใจ ‘รักแท้’ ที่เขายอมล่วงเกินอำนาจราชวงศ์เพื่อปกป้องนางที่แท้กลับเป็นเพียงเรื่องหลอกลวงตั้งแต่ต้นจนจบ“ไสหัวไป!”ฉีเซียวแผดเสียงคำรามลั่นราวกับสัตว์ป่าคลุ้มคลั่ง ฟาดฝ่ามือตบฉาดเข้าที่ใบหน้าของเสี่ยวหน่วนอย่างแรงเสี่ยวหน่วนถูกตบจนร่างลอยกระเด็นไปกระแทกกับขั้นบันไดอย่างจัง เด็กในอ้อมแขนก็กลิ้งตกลงไปด้านข้าง แล้วแผดเสียงร้องไห้จ้า“นังแพศยา! เจ้ากล้าหลอกลวงข้างั้นรึ!”ฉีเซียวพุ่งตัวเข้าไปหาประดุจคนเสียสติ บีบคอเสี่ยวหน่วนเอาไว้แน่น นัยน์ตาแดงก่ำ แทบจะกลืนกินนางทั้งเป็นสองคน
“นี่คือสิ่งที่เสด็จพ่อพระราชทานให้ข้าก่อนสวรรคต”ข้าทอดสายตามองเหยียดเขาจากมุมสูง น้ำเสียงเย็นเยียบเสียดลึกถึงกระดูก“พระองค์ตรัสว่า องค์หญิงใหญ่แห่งต้าฉู่ของเรา จะไม่มีวันใช้สามีร่วมกับสตรีอื่นเป็นอันขาด”“ราชโองการพระราชทานสมรสฉบับนี้ เดิมทีก็มีไว้เพื่อทดสอบความจงรักภักดีของตระกูลฉีของเจ้า”“น่าเสียดาย ที่นอกจากเจ้าจะรับไว้ไม่ได้แล้ว ยังโง่เขลาเอาชีวิตของคนทั้งเก้าชั่วโคตรมาทิ้งเสียอีก”ฉีเซียวจ้องเขม็งไปยังป้ายทองคำแผ่นนั้น ริมฝีปากสั่นระริก พูดไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำอยู่นานสองนานเขาหลงคิดมาโดยตลอดว่าข้าเป็นเพียงของประดับบารมีที่ไร้อำนาจทว่ากลับไม่รู้เลยว่า สิ่งที่ข้ากำอยู่ในมือ คืออำนาจสูงสุดที่อยู่เหนือผู้คนทั้งปวงในต้าฉู่“องค์หญิง... กระหม่อมรู้ซึ้งถึงความผิดแล้วพ่ะย่ะค่ะ...”ในที่สุดเขาก็ยอมก้มศีรษะอันหยิ่งยโสลง ไม่สนความเจ็บปวดร้าวระบมที่หน้าอก ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาโขกศีรษะให้ข้าอย่างเอาเป็นเอาตาย“กระหม่อมมันหน้ามืดตามัวไปเอง ขอองค์หญิงโปรดเห็นแก่ที่กระหม่อมตกระกำลำบากรักษาชายแดนมาหลายปี ละเว้นชีวิตกระหม่อมด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”“รักษาชายแดนมาหลายปีงั้นรึ?”ข้าแค่นหัวเ







