LOGINข้าคือองค์หญิงที่อดีตฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง การลดเกียรติลงมาตบแต่งเข้าจวนแม่ทัพเจิ้นเป่ย ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นแล้ว วันอภิเษกสมรส เกี้ยวเจ้าสาวเพิ่งจะแตะพื้น หน้าประตูจวนแม่ทัพกลับปรากฏสตรีในชุดผ้าหยาบสีขาวล้วนผู้หนึ่งคุกเข่าอยู่ ในอ้อมอกอุ้มทารกแบเบาะเอาไว้ เจ้าบ่าวฉีเซียวสวมชุดมงคลสีแดง ยืนขวางหน้าข้าไว้ด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก “องค์หญิง เสี่ยวหน่วนคือสตรีที่ข้าพบยามอยู่ชายแดน... นางคลอดบุตรชายให้ข้า บัดนี้นางไร้ที่พึ่งพิงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” “วันนี้ฤกษ์งามยามดี มิสู้ให้นางตบแต่งเข้าจวนมาพร้อมกันเสียเลย” “พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งภรรยาเอก ให้นางเป็นภรรยาเอกร่วม ถือเสียว่าช่วยสืบสายเลือดให้ตระกูลฉีของกระหม่อมด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ” แขกเหรื่อหน้าประตูจวนพากันแตกตื่นฮือฮา ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฉีไม่แม้แต่จะคุกเข่าถวายบังคม กลับชิงเอ่ยปากขึ้นมาเสียก่อน “องค์หญิงทรงสูงศักดิ์ล้ำค่าถึงเพียงนี้ ย่อมไม่ถือสากับอีแค่การแบ่งปันสถานะหรอกเพคะ” “แต่ตระกูลฉีของหม่อมฉันมีทายาทสืบสกุลสายตรงเพียงบุตรชายคนเดียวมาสามชั่วรุ่นแล้ว เด็กคนนี้คือรากฐานของตระกูลฉี จะปล่อยให้เขากลายเป็นลูกชู้ไร้สถานะได้อย่างไรกันเพคะ?” เหล่าทหารชายแดนพากันคุกเข่าลงกับพื้นอย่างพร้อมเพรียง “ขอองค์หญิงโปรดทรงเมตตาด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!” ข้าก้มลงมองดูทารกในห่อผ้า สลับกับสายตาเว้าวอนของฉีเซียว ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา ข้าถอดมงกุฎหงส์บนศีรษะออก วางลงบนโต๊ะมงคล แล้วหันกายกลับขึ้นไปนั่งบนเกี้ยวพระที่นั่งของตนเอง “แม่ทัพฉี เจ้าอยากได้ทายาทสืบสกุล ข้าก็จะไม่ขัดขวาง” “แต่ราชโองการของอดีตฮ่องเต้ระบุไว้ชัดเจน ว่านี่คือการลดเกียรติลงมาอภิเษก มิใช่สิ่งของพระราชทาน” “ในเมื่อตระกูลฉีของเจ้าไม่มีปัญญารับราชโองการฉบับนี้ งั้นข้าก็จะขอทวงคืนเองก็แล้วกัน!”
View Moreเสียงประทัดดังกึกก้องกังวาน เสียงฆ้องกลองบรรเลงดังกึกก้องกระหึ่มไปทั่วฟ้าเซียวเจวี๋ยพลิกกายลงจากอาชา ก้าวยาวๆ ดุจดาวตกตรงมายังหน้าประตูเกี้ยว แล้วใช้ปลายเท้าเตะบานประตูเกี้ยวเบาๆ ตามธรรมเนียมม่านเกี้ยวถูกเลิกขึ้น มือเรียวยาวที่เห็นข้อต่อกระดูกชัดเจนข้างนั้นของเขา ยื่นมาตรงหน้าข้าอีกครา“หว่านอิ๋น พวกเราถึงบ้านแล้ว”น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนจนแทบจะคั้นน้ำออกมาได้ ช่างแตกต่างกับพญายมเดินดินผู้เด็ดขาดอำมหิตในยามปกติราวกับเป็นคนละคนข้าค่อยๆ วางมือทาบทับลงบนฝ่ามือของเขา ปล่อยให้เขาจูงนำ ก้าวข้ามกระถางไฟมงคลที่สื่อถึงความสงบสุขราบรื่นไปทีละก้าวไม่มีการใช้ศีลธรรมจอมปลอมมาตีกรอบข่มขู่ให้ชวนสะอิดสะเอียน ไม่มีสตรีหน้าไม่อายอุ้มลูกชู้มาขวางประตู และไม่มีการวางแผนตลบตะแลงอันแสนจะโสมมมืดบอดเหล่านั้นอีกแล้วมีเพียงคำอวยพรดังกึกก้องไปทั่วทั้งจวน และบุรุษเบื้องหน้าที่ในสายตามีเพียงข้าผู้เดียวหลังจากงานมงคลสมรสผ่านพ้นไป ตระกูลฉีก็สูญสิ้นร่องรอยไปจากเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิงได้ยินมาว่าฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลฉี ทนรับความตรากตรำและอัปยศอดสูระหว่างทางที่ถูกเนรเทศไม่ไหว หายใจไม่ทันจนสิ้นใจตายไปดื้อๆส่
บัดนี้กลับต้องตกต่ำลงสู่จุดจบที่ชื่อเสียงป่นปี้ ผู้คนรอบกายล้วนหันหลังให้ นี่มิใช่เวรกรรมตามสนองหรอกรึ“ฉีเซียว ค่อยๆ ลิ้มรสวันเวลาที่เหลืออยู่ของเจ้าให้ดีเถิด”ข้ามองดูสภาพที่อยู่มิสู้ตายของเขา ความยึดติดเฮือกสุดท้ายในใจข้า พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น“พรุ่งนี้ตอนเที่ยงวัน คนตระกูลฉีทั้งเก้าชั่วคนจะถูกเนรเทศไปหลิ่งหนาน”“ส่วนเจ้า ก็จงอยู่ในคุกน้ำแห่งนี้ ค่อยๆ ชดใช้บาปกรรมของตนเองไปเสียเถิด”ข้าหันหลังกลับ ไม่แม้แต่จะปรายตามองเขาอีก ก้าวเดินตรงดิ่งออกจากคุกใต้ดินไป“หว่านอิ๋น! หว่านอิ๋น เจ้าอย่าเพิ่งไป!”เสียงตะโกนร้องเรียกอย่างร้าวรานเจียนตายของฉีเซียวดังไล่หลังมา“ข้าผิดไปแล้ว! ข้ารู้ตัวแล้วจริงๆ ว่าข้าผิด! เจ้าให้โอกาสข้าอีกสักครั้งเถิดนะ!”“ต่อให้ต้องเป็นวัวเป็นม้ารับใช้เจ้า ขอเพียงได้อยู่เคียงข้างเจ้า ข้ายอมทำทุกสิ่ง!”โซ่ตรวนถูกกระชากจนดังกึกก้อง เสียงอ้อนวอนอย่างสิ้นหวังของเขา ช่างเหมือนกับเสียงสะอื้นไห้เฮือกสุดท้ายของสัตว์ป่าที่จนตรอกทว่าข้ากลับไม่แม้แต่จะหยุดชะงักฝีเท้าบนโลกใบนี้ มันมียาแก้ความเสียใจให้กินที่ใดกันความผิดบางประการ เมื่อก่อลงไปแล้ว ก็เท่ากับตกลงสู่ห้ว
“ฉีเซียว เจ้าเคยส่องคันฉ่องดูเงาหัวตนเองบ้างหรือไม่?”ข้ายืนอยู่บนพื้นแห้งสะอาด ทอดสายตาเย็นชาลงไปมองเขาที่แช่อยู่ในน้ำคลำ“สภาพของเจ้าในยามนี้ ยังมิสู้สุนัขในจวนของข้าตัวหนึ่งด้วยซ้ำ แล้วข้ามีเหตุผลอันใดที่ต้องเก็บเจ้าไว้ในใจด้วย?”ประกายในดวงตาของฉีเซียวดับวูบลงในพริบตาเขาไอโขลกอย่างรุนแรง ทุกครั้งที่ไอล้วนมีเลือดปนน้ำลายทะลักออกมาคำโต“เหตุใด... ซูหว่านอิ๋น เหตุใดเจ้าถึงได้ใจจืดใจดำถึงเพียงนี้...”เขาไอไปพลาง พร่ำบ่นพึมพำกับตนเองคล้ายคนเสียสติไปพลาง“ข้าคือขุนนางผู้มีความดีความชอบแห่งต้าฉู่ ข้ากรำศึกรบชนะตั้งมากมายเพื่อเจ้า แล้วเจ้ามีสิทธิ์อันใดมาทำกับข้าเช่นนี้?”“รบชนะงั้นรึ?”ข้ามองเขาประดุจกำลังมองดูคนโง่เขลาผู้หนึ่ง“ฉีเซียว เจ้าหลงคิดไปเองจริงๆ หรือว่าตัวเจ้านั้นรบพุ่งไร้พ่ายอยู่ชายแดน?”“หากมิใช่เพราะเซียวเจวี๋ยคอยแอบส่งเสบียงให้ คอยตามเช็ดตามล้างเรื่องบัดซบพวกนั้นให้เจ้าล่ะก็”“ลำพังแค่กลศึกงูๆ ปลาๆ ของเจ้า ป่านนี้เจ้าคงตายโหงกลายเป็นผีเฝ้าทะเลทรายที่ม่อเป่ยไปตั้งนานแล้ว!”ฉีเซียวเบิกตากว้าง หันไปมองเซียวเจวี๋ยที่ยืนอยู่เบื้องหลังข้าด้วยความตกตะลึงไม่อยากจะเชื่
เขาเอาบุญคุณช่วยชีวิตนี้ไปยัดเยียดให้สาวใช้ที่ตายไปเนิ่นนานแล้วผู้หนึ่ง เสวยสุขกับความทุ่มเทของข้าอย่างหน้าไม่อาย ทว่ากลับมารังเกียจความสูงศักดิ์ของข้า“ข้ามิเพียงล่วงรู้ แต่ข้ายังรู้อีกด้วยว่า ที่เจ้ารีบร้อนรับภรรยาลับผู้นี้เข้าจวน มิใช่เพื่อสืบสกุลอันใดหรอก”ข้าทอดสายตามองเหยียดเขาจากมุมสูง กระชากหน้ากากที่ใช้ปิดบังความอัปยศชิ้นสุดท้ายของเขาออกทีละคำ“เป็นเพราะยามอยู่ชายแดนเจ้าได้รับบาดเจ็บสาหัส ชาตินี้มิอาจมีทายาทสืบสกุลได้อีกแล้วต่างหาก”“เจ้ากลัวว่าเมื่อข้าแต่งเข้าจวนมาแล้วจะล่วงรู้ความจริง กลัวว่าตระกูลฉีจะไร้ผู้สืบทอด จึงได้รีบร้อนไปคว้าเอาลูกชู้ที่ใดก็ไม่รู้มาสวมรอยแทนอย่างไรเล่า!”สิ้นคำกล่าวนี้ ทั่วทั้งบริเวณพลันตกอยู่ในความเงียบกริบทุกคนต่างมองไปยังฉีเซียวด้วยสายตาที่แปลกประหลาดพิกลเสื่อมสมรรถภาพทางเพศสำหรับคุณชายตระกูลขุนนางหัวโบราณที่มีการสืบสกุลเป็นเป้าหมายหลักในชีวิต เรื่องนี้มันยิ่งกว่าสังหารเขาให้ตายทั้งเป็นเสียอีก“ไม่! เจ้าหุบปาก! หุบปากเดี๋ยวนี้!”ฉีเซียวสติแตกไปอย่างสมบูรณ์แบบ เขายกมืออุดหู แผดเสียงร้องโหยหวนราวกับสัตว์ป่าคลุ้มคลั่งฮูหยินผู้เฒ่าที่เพ












reviews