Se connecterในตอนนั้น ฮ่องเต้เลือกฉู่หว่านหนิงเป็นองค์หญิงที่ต้องไปอภิเษกสมรสต่างดินแดน เดิมทีนางก็ไม่เป็นทีโปรดปรานอยู่แล้ว ไม่มีมารดาเติบโตมากับแม่นมที่เป็นนางกำนัลเก่าของมารดา
ตระกูลฝั่งมารดาก็ทำเหมือนนางไม่มีตัวตนใด ๆ นางจึงไม่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
ตอนนั้น เมื่อมู่หานเซียวรู้ว่านางจะต้องอภิเษกไปต่างแดน เขารีบเข้าวังมาคุกเข่าขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อขอประทานสมรสกับองค์หญิงหว่านหนิงทันที
สายลมยามค่ำคืนที่เย็นยะเยือกพัดลอดช่องหน้าต่างตำหนักองค์หญิงเก้าเข้ามาต้องสองร่างที่กำลังโอบกอดกันแนบแน่นอยู่บนเตียงกว้าง
ทว่าความหนาวเย็นของสายลมมิอาจสู้ความอบอุ่นของทั้งสองที่มีต่อกันได้
ฉู่หว่านหนิงซบลงบนอกกว้างของมู่หานเซียว น้ำตาใส ๆ ไหลอาบแก้ม ในใจเต็มไปด้วยความน้อยใจในโชคชะตาของตน เกิดมาเป็นองค์หญิง ก็ไม่เป็นที่โปรดปราน บัดนี้ยังถูกส่งไปอภิเษกกับเผ่าเถื่อนในทุ่งหญ้าอีก
นางทั้งรู้สึกเสียใจ น้อยใจ ทุกข์ใจ และอาลัยคนที่นางรักสุดหัวใจยิ่งนัก
น้ำเสียงสะอึกสะอื้นดังแผ่วเบาอยู่ในอ้อมอกของมู่หานเซียว มือใหญ่โอบร่างบอบบางแน่นขึ้น ราวกับกำลังปลอบโยนใจนาง
“อันหนิง เจ้าไม่ต้องกลัว ข้าจะไปขอประทานสมรสให้เรา แม้ต้องแลกด้วยตราพยัคฆ์ข้าก็ไม่เสียดาย เจ้าวางใจเถิด”
น้ำเสียงของมู่หานเซียวดังขึ้นข้างหูนาง หนักแน่น มั่นคง และเต็มไปด้วยคำสัญญาที่ชัดเจน
ฉู่หว่านหนิงหลับตาลงด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและตื้นตัน สองมือเรียวเล็กโอบกอดเขาแน่นอย่างเป็นสุข นางเลือกคนไม่ผิดจริง ๆ ชาตินี้มีเขาช่างเป็นความโชคดีของนางยิ่งนัก
มู่หานเซียวก้มลงเล็กน้อย แล้วยกมือขึ้นเช็ดหยาดน้ำตาใส ๆ ที่ไหลอาบแก้มนวลของนางออกอย่างแผ่วเบาราวกับนางคือสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดของเขา
“อันหนิง อย่าร้องเลยนะ”
น้ำเสียงของมู่หานเซียวเต็มไปด้วยการปลอบโยน ดวงตาคมจ้องใบหน้างดงามที่กำลังซบอยู่กับแผงอกเขาไม่วางตา มือใหญ่เลื่อนลงไปประคองคางนางให้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
ดวงตากลมใสนั้น ราวไข่มุกสะกดจิตใจ ริมฝีปากราวลูกท้อสุกสีแดงระเรื่อดึงดูดสายตายิ่งนักจนไม่อาจห้ามใจไม่ให้ลิ้มลองได้ ใบหน้าคมก้มลงประทับริมฝีปากจูบปลอบโยนนางอย่างอ่อนโยน
ฉู่หว่านหนิงค่อย ๆ หลับตาลงรับสัมผัสนั้นอย่างเต็มใจ ดวงใจของนางเต็มไปด้วยความสุข ชีวิตที่มีเขาช่างดีเหลือเกิน
แสงตะเกียงสลัวสาดส่องสองเรือนร่างที่กำลังแนบชิดกันด้วยความรักที่หวานชื่น อยู่บนเตียงใหญ่
ยามเช้า…
ตำหนักองค์หญิงเก้า
ภายในห้องที่เงียบสงบ กลิ่นเครื่องหอมหอมอบอวล ฉู่หว่านหนิงนั่งอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่าง มือเรียวเล็กกำลังปักลายกระต่ายน้อยบนถุงหอมอย่างตั้งใจ
ในหัวใจเต็มไปด้วยความเบิกบาน เมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่กับมู่หานเซียน ความสุขที่เขามอบให้อบอุ่นยิ่งนัก รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้างดงามของฉู่หว่านหนิงอย่างไม่รู้ตัว
“องค์หญิง! องค์หญิงเพคะ!”
เสียงร้อนรนของนางกำนัลคนสนิทซู่ซู่ดังขึ้น พร้อมกับร่างบอบบางที่กำลังวิ่งเข้ามาด้วยท่าทางร้อนรน
ฉู่หว่านหนิงชะงักมือเล็กน้อย แล้วเงยหน้าขึ้นยิ้มบางมองนางกำนัลคนสนิท ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“มีอะไรหรือซู่ซู่”
นางรู้ดีว่านางกำนัลคงไปเจอเรื่องลำบากมาอีกเป็นแน่ เพราะนางเป็นองค์หญิงที่ไม่เป็นที่โปรดปราน เหล่านางกำนัลและขันทีที่มีระดับหน่อยก็มักจะรังแกนางทางอ้อม เช่น ส่งผ้าไหมที่ไม่ได้คุณภาพมาให้ อาหารที่ไม่อร่อยและไม่ครบตามรายการ แอบหยิบเครื่องประดับที่ได้รับจากนางสนมของฮ่องเต้ เรื่องเล็กน้อยพวกนี้นางชินชาไปแล้ว
นางกำนัลซู่ซู่ก้มหน้าลงเล็กน้อย สีหน้าตึงเครียดก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“แม่ทัพมู่ แม่ทัพมู่ได้รับราชโองการสมรสจากฝ่าบาทแล้วเพคะ…”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉู่หว่านหนิงก็พลันชะงักมือ ดวงตาเป็นประกาย รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นอย่างดีใจใบหน้างดงามเต็มไปด้วยความดีใจ ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับอยู่ได้ไม่นานก็พลันมลายหายไปจนสิ้น
“แต่ว่า… คนที่ท่านแม่ทัพมู่ขอคือ กู้เหยียนหลิน บุตรสาวแม่ทัพกู้เพคะ…”
น้ำเสียงของซู่ซู่แผ่วเบาและสั่นเล็กน้อย ราวเกรงว่าคำพูดนี้หากดังกว่านี้อาจกลายเป็นคมดาบที่ทิ่มแทงใจของสตรีสูงศักดิ์ตรงหน้าได้
ฉู่หว่านหนิงราวกับถูกฟ้าผ่ากลางใจ ร่างทั้งร่างแข็งทื่อ ในใจเจ็บปวดจนแทบหายใจไม่ออก ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดกันที่น้ำตาของนางไหลรินออกมานองใบหน้าแล้ว
“องค์หญิง…”
ซู่ซู่เปล่งเสียงออกมาอย่างปลอบโยน นางอดสงสารองค์หญิงผู้อาภัพของตนไม่ได้ ในคราแรกนางก็พลันคิดไปว่าแม่ทัพมู่นั้นจะเป็นผู้ที่จะมอบความสุขให้องค์หญิงของนาง ทว่าเขากลับทรยศนางเช่นนี้ได้
….
ตำหนักคุ้นตาตรงหน้าทำให้เขาชะงักฝีเท้าเล็กน้อย เวลาของสวรรค์และโลกมนุษย์นั้นต่างกันมากไม่รู้ว่าตอนนี้นางยังมีชีวิตอยู่อีกหรือไม่ร่างสูงโปร่งในร่างเทพนั้น มนุษย์ธรรมดาไม่อาจมองเห็นเขาได้ หลิงเซียวตี้จวินก้าวผ่านทางที่เคยเดิน ตำหนักที่เคยพัก สวนที่เคยชม ทว่าในใจกลับยังรู้สึกไม่พอมือใหญ่กำแน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว สุดท้ายก็เดินเข้าไปยังตำหนักของเขาและฉู่หว่านหนิงทว่าด้านในนั้นกลับเงียบสงบราวกับไม่มีผู้ใดอยู่อีกต่อไปกลิ่นเครื่องหอมที่นางเคยชอบ กลิ่นชาที่นางดื่มเป็นประจำ กลิ่นเครื่องประทินผิวที่นางเคยใช้ทุกอย่างล้วนหายไปในใจพลันสับสนหรือว่านางจะจากไปแล้ว เมื่อคิดได้เช่นนั้น มือใหญ่ของเขาก็กำแน่นโดยที่ไม่รู้ตัว ในอกราวกับมีสิ่งใดคอยบีบรัดอย่างรุนแรงหลิงเซียวตี้จวินยกมือขึ้นกุมหน้าอกของตนที่ปวดร้าวอย่างรุนแรง คิ้วเข้มนั้นขมวดแน่น เขายังคงก้าวฝีเท้าต่อไปเพราะจำได้ว่าด้านในข้างเตียงนอนนั้นเคยมีรูปวาดของนางแขวนอยู่หลิงเซียวตี้จวินหยุดยืนอยู่เบื้องหน้ารูปวาดที่งดงาม เขาจ้องมองมันอย่างไม่กระพริบตาอยู่นานราวกับมองเท่าไรก็ไม่พอ ยิ่งมองก็ยิ่งไม่อาจละสายตาเขายกมือใหญ่ขึ้นแล้ววางทาบลงบนภาพนั้นอย่า
ตอนพิเศษ 1 หลิงเซียวตี้จวินสวรรค์เก้าชั้นฟ้าตำหนักเทพสงครามผู้พิทักษ์เหนือสวรรค์ หลิงเซียวตี้จวินแสงสีขาววาบผ่านสวรรค์อย่างรวดเร็ว ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีดำสนิทที่กำลังนอนหลับใหลอยู่บนแท่นแก้วลืมตาขึ้นช้า ๆ สวรรค์เก้าชั้นฟ้า หลิงเซียวตี้จวินลืมตาขึ้น เขากลับมาแล้ว จากนี้จะไม่มีมู่หานเซียวความเจ็บปวดแล่นขึ้นมาจนหน้าอกของเขาแทบหายใจไม่ออก หลิงเซียวตี้จวินขยับกายลุกขึ้นนั่งแล้วรวบรพลังเทพในกาย พลังเทพสับสนวุ่นวายและมีบางส่วนหายไปสร้างความเจ็บปวดแก่เจ้าของร่าง ไอคาวเลือดพุ่งขึ้นไปยังลำคอจนเขากระอักเลือดออกมาคำใหญ่มือใหญ่ยกขึ้นกุมหน้าอกอย่างทรมาน คำพูดของเซียนหลงซือดังขึ้นในหัว“แม่ทัพมู่ ท่านแน่นใจหรือว่าจะทำเช่นนี้ ทุกสิ่งมีสิ่งที่ต้องจ่าย”ริมฝีปากหยักได้รูปยกยิ้มมุมปากครู่หนึ่ง แล้วยกมือขึ้นเช็ดคราบเลือดสดข้างริมฝีปากออกอย่างนิ่งหลิงเซียวตี้จวินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยมองตำหนักสวรรค์ที่คุ้นเคยด้วยดวงตาที่เหม่อลอยครู่หนึ่ง ในเมื่อเป็นเพียงด่านเคราะห์สวรรค์เท่านั้น ก็ควรปล่อยวางมันลงเขาลุกขึ้นยืนแล้วร่ายเวทเปลี่ยนเป็นอาภรณ์เต็มยศก่อนจะก้าวออกจากตำหนักที่เงียบสงบนี้ด้วยท่าทางสง่างาม“คาร
ตอนที่ 41 ตื่นขึ้นอีกครั้งสายลมเย็นพัดต้องใบหน้างดงาม ปลุกให้คนที่กำลังหลับใหลนั้นตื่นขึ้นมา ดวงตาของนางพร่ามัวเล็กน้อย“องค์หญิงเก้า ท่านตื่นแล้วหรือเพคะ”องค์หญิงเก้าหลิงเยว่ลืมตาขึ้น แล้วลุกขึ้นจากแท่นแก้ว บนแดดสวรรค์ นางลุกขึ้นนั่งนิ่ง ๆ“เป็นอย่างไรบ้าง ท่านผ่าด่านเคราะห์ได้หรือไม่”หลิงเยว่พยักหน้าเล็กน้อย เมื่อรับรู้ถึงพลังเทพที่เพิ่มขึ้น นางถอนหายใจแล้วลุกขึ้นยืนนิ่ง ๆ ทอดสายตามองตำหนักสวรรค์อย่างเหม่อลอยต่อไปนางไม่ใช่ฉู่หว่านหนิงอีกแล้ว ดวงตาคู่สวยหันไปมองเซียนน้อยที่คอยอยู่เฝ้านาง แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ“เหตุใดวันนี้ที่ตำหนักถึงได้เงียบนัก”เซียนน้อยหันกลับมา แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น“วันนี้เง็กเซียนฮ่องเต้ ทรงจัดงานเลี้ยงเพคะ และวันนี้ หลิงเซียวตี้จวินก็มาด้วยเพคะ”หลิงเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วเอ่ยถามขึ้น“หลิงเซียวตี้จวินเช่นนั้นหรือ?”เซียนน้อยพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยต่อ“ใช่เพคะ องค์หญิงไม่เคยเห็นหรอกเพคะ เขาเป็นเทพสงครามรูปงาม ทว่าชอบเก็บตัวอยู่แต่ในตำหนักของตน ไม่ชอบพบปะผู้คน ได้ยินว่าเป็นเพราะไปโลกมนุษย์แล้วทำผิดกฎ จึงถูกลงโทษ ทำให้พลังเทพหายไปครึ่งหน
ตอนที่ 40 จากไปหลายเดือนผ่านไปเสียงฟ้าร้องคำรามดังสนั่น ผสานกับเสียงกรีดร้องของ ฉู่หว่านหนิงในตำหนักฮองเฮา เหล่าบรรดานางกำนัลและแม่นม ต่างวิ่งวุ่นกันไปมาทั่วตำหนักมู่หานเซียวที่ยืนอยู่นอกตำหนักนั้น ก็มีสีหน้าเคร่งเครียด มือใหญ่ของเขากำแน่น ในใจสับสนวุ่นวายและกระวนกระวายใจ จนไม่อาจยืนสงบนิ่งได้ร่างสูงโปร่งเดินไปมาอย่างร้อนใจ เมื่อได้ยินเสียงนาง กรีดร้อง ก็พลันเจ็บปวดหัวใจยิ่งนักทว่าเพียงไม่นาน เสียงทารกน้อยก็ร้องดังขึ้นแทรกเสียงความวุ่นวายทั้งหมดที่มีมู่หานเซียวเมื่อได้ยิน สีหน้าที่ตึงเครียดนั้นก็พลันผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาไม่รีรอรีบวิ่งเข้าไปในตำหนักทันทีเมื่อก้าวเข้าไปด้านใน แม่นมสองคนก็ก้าวออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แล้วทำความเคารพอย่างนอบน้อมก่อนจะเอ่ยขึ้น“ฝ่าบาท ได้องค์หญิงเพคะ”แม่นมที่อุ้มทารกน้อยไว้ในอ้อมกอด ก็พลันเดินเข้ามาพร้อมกับยื่นทารกน้อยที่ยังอยู่ในห่อผ้าอยู่ ให้กับมู่หานเซียวอย่างนอบน้อมและเคารพมู่หานเซียวจ้องมองทารกตัวน้อย เขาตัวขาวผ่อง ใบหน้ารูปไข่ ดูงดงามราวกับเทพธิดาน้อย ริมฝีปากหยักได้รูปนั้น พลันปรากฏรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความปลื้มปีติออกมามือใหญ่ของมู่
ตำหนักของพระสนมฉู่เพียงไม่นาน มู่หานเซียวก็ก้าวเข้ามาถึงตำหนักของ ฉู่หว่านหนิง ด้านในตำหนักนั้นวุ่นวายเล็กน้อย เหล่านางกำนัลและขันทีต่างวิ่งวุ่นกันไปมามู่หานเซียวขมวดคิ้วแน่น แล้วรีบเดินเข้าไปด้านในตำหนัก เขามองเข้าไปก็เห็นฉู่หว่านหนิงนอนอยู่บนเตียง ใบหน้างดงามนั้นซีดเซียวเล็กน้อยข้าง ๆ เตียงนั้น หมอหลวงผู้หนึ่งกำลังนั่งเขียนใบสั่งยาให้อย่างตั้งใจมู่หานเซียวไม่รีรอ รีบก้าวเข้าไปหาฉู่หว่านหนิงอย่างรวดเร็ว ในใจเต็มไปด้วยความกังวล“ฝ่าบาท—”หมอหลวงรีบลุกขึ้นกำลังจะทำความเคารพ ทว่ากลับถูก มู่หานเซียวยกมือขึ้นห้ามไว้เสียก่อน แล้วถามอย่างกังวล“นางเป็นอะไร”หมอหลวงยิ้มบางแล้วเอ่ยขึ้น“พระสนมฉู่ กำลังตั้งครรภ์พ่ะย่ะค่ะ”เมื่อได้ยินคำตอบของหมอหลวง สีหน้าตึงเครียดเมื่อครู่ของมู่หานเซียว ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นชะงักไปเล็กน้อย ในใจกลับเต้นแรงและเบิกบานเป็นพิเศษ ดวงตาคมแดงระเรื่อด้วยความปีติ เขาเองดีใจ จนมีคำพูดมากมายที่อยากจะพูดออกมา ทว่ากลับไม่รู้ต้องเริ่มอย่างไร ใบหน้าคมนั้นหันไปสบตากับดวงตาคู่สวยของนาง ที่กำลังจ้องมองเขาอยู่มู่หานเซียวก้าวเข้าไปทรุดกายลงนั่งเคียงข้าง แล้วยื่นมือ
ตอนที่ 38 แต่งตั้งฮองเฮาสองเดือนผ่านไปณ ท้องพระโรงภายในท้องพระโรงที่โอ่อ่า เหล่าบรรดาขุนนางทั้งสองฝ่ายต่างยืนประจำที่ของตนเองอย่างเป็นระเบียบ เบื้องบนสุดนั้นคือมู่หานเซียว ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรสีทองมู่หานเซียวหยิบฎีกาที่ขันทีเพิ่งยื่นขึ้นไป มาเปิดอ่าน เมื่อเห็นข้อความในนั้น สีหน้าของเขากลับตึงเครียดและโยนมันลงพื้นทันที“บังอาจ!”เสียงตวาดของมู่หานเซียวดังลั่นเหล่าขุนนางที่ยืนอยู่ต่างตกใจ รีบคุกเข่าลงแล้วยกมือขึ้นประสานแน่นด้วยความหวาดหวั่น“ฝ่าบาทโปรด ทรงพิจารณาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”เสียงขุนนางฝ่ายบุ๋นท่านหนึ่งดังขึ้น เสนาบดีซ่ง เขาเป็น ผู้ส่งฎีกาฉบับนั้นขึ้นไป เพราะอยากจะให้ฮ่องเต้รับสนมเพิ่ม หรือเลือกฮองเฮาจากบุตรสาวในตระกูลขุนนาง เพื่อกลบเกลื่อนข่าวที่ทรงโปรดปรานสนมฉู่ จนละเลยราชการดวงตาคมกริบของมู่หานเซียวจดจ้องลงมายังเสนาบดีผู้นั้น ริมฝีปากยกยิ้มอย่างโหดเหี้ยม มือใหญ่ของเขาเคาะลงบนโต๊ะเบา ๆ ในใจพลันหงุดหงิดยิ่งนัก“ลากตัวไปประหาร”น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าคนฟังหนาวสั่นไปถึงกระดูก“ฝ่าบาท ได้โปรดไว้ชีวิตด้วยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมผิดไปแล้ว พ่ะย่ะค่ะ”เสนาบดีซ่งเอ่ยขึ้นด้วยความ







