Masuk
“คุณหนูคะ คุณหนู!” ฟางเสียงตะโกนเรียกคุณหนูของเธออย่างสุดเสียง พลางวิ่งไล่ตาม
“ตามมาเร็วๆสิ!” คุณหนูชิงเยียน ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเหรินจง ตะโกนตอบพลางหัวเราะชอบใจ
ชิงเยียน สาวน้อยวัยสิบหกปีเศษ วิ่งผ่านลานกว้างจากจวนขุนนางด้วยกิริยาอ่อนช้อยแต่แฝงไปด้วยความเร่งรีบไปยังบึงต้องห้ามที่อยู่ห่างออกไปทางด้านหลังจวน ชุดฉีซึ้งสีชมพูอ่อนพร้อมกับผ้าคล้องไหล่ลูกไม้เบาพริ้วไหวปลิวสะบัดตามแรงลม ผมยาวดำขลับที่ถูกรวบตึงครึ่งศีรษะปักด้วยปิ่นหยกอ่อน ปอยผมหลุดออกมาเล็กน้อย เผยให้เห็นแก้มเนียนระเรื่อสีชมพูจากการออกแรง
ชิงเยียน เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีของคนในท้องถิ่น เพราะเธอเป็นลูกสาวคนเดียวของเหรินจง หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันในนามว่า ท่านหัวโจวฉี๋ซื่อ ผู้ว่าการเมืองหัวโจว
ส่วนฟางเสียง เธอเป็นเพียงลูกสาวคนเดียวของหัวหน้าพ่อครัว และแม่นมของคุณหนูชิงเยียน ตอนนี้เธอรับช่วงดูแลคุณหนูของบ้านต่อจากแม่ เธอแต่งกายด้วยเสื้อรูว์แขนกว้างเล็กน้อย สวมกระโปรงฉวี่ว์สีครีมเรียบง่าย ดูสะอาดสะอ้าน ม้วนมวยผมต่ำด้านหลัง และปักด้วยปิ่นไม้สลักลายดอกไม้เล็กๆ ที่แม่ของเธอสลักให้เป็นของขวัญวันเกิด กำลังวิ่งตามชิงเยียนด้วยท่าทีทะมัดทะแมง สมกับเป็นสาววัยยี่สิบห้าปี
แม้ฟางเสียงจะแต่งตัวธรรมดาๆ แต่ทว่าความสวยของเธอนั้น กลับสะดุดตาผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก
เมื่อครั้นชิงเยียนยังแบเบาะ แม่ของฟางเสียงรับอาสาทำหน้าที่เป็นแม่นม เธอมีประสบการณ์การเลี้ยงเด็กสาวมาจากการเลี้ยงน้องๆและลูกสาวของเธอเอง ส่วนตัวเหรินจงเอง ก็สูญเสียท่านหญิงผู้เป็นที่รักหลังจากให้กำเนิดบุตรมานานหลายปีแล้ว ยังมิอาจทำใจมีหญิงอื่นข้างกายได้ จึงเห็นชอบที่จะให้ลูกมีแม่นมที่มากประสบการณ์ที่อยู่ใกล้ตัว
ฟางเสียงมีอายุมากกว่าคุณหนูของเธอถึงเก้าปี เธอจึงมีโอกาสช่วยแม่ของเธอดูแลคุณหนู ทั้งเป็นเพื่อนเล่น จัดเตรียมของเล่น เก็บของเล่น หรือแม้กระทั่งจัดโต๊ะอาหาร เธอจึงทั้งรู้สึกรัก เอ็นดู และผูกพันธ์กับคุณหนูน้อยของเธอเป็นอย่างมาก เธอได้มีโอกาสเห็นเด็กน้อยตัวเล็กๆคนหนึ่ง เติบโตจนเป็นสาวสะพรั่ง ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนัก
ในที่สุด ทั้งสองก็มาถึงบึงบัวต้องห้ามแห่งตระกูลหลู่ บึงที่มีขนาดลึกกว่าบึงทั่วไปเป็นอย่างมาก มองออกไปจากริมบึง มีดอกบัวสีขาวขนาดใหญ่มากมาย ลอยชูช่ออยู่กลางบึง ช่างเป็นภาพที่สบายตาแก่ผู้พบเห็น
“คุณหนูอยากได้ดอกบัวหรือเจ้าคะ?” ฟางเสียงถามด้วยความสงสัย
“ใช่ ข้าได้ยินมาว่า ช่วงนี้ดอกบัวที่นี่ จะเบ่งบานและสวยงามกว่าเดือนไหนๆ เจ้าเห็นด้วยกับข้าหรือไม่?”
ฟางเสียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงตอบไปว่า “จริงค่ะคุณหนู ถ้าคุณหนูอยากได้ดอกบัว ข้าจะไปเรียกคนดูแลบึงมาเก็บให้นะเจ้าคะ”
“จะไปเรียกทำไมให้เสียเวลา เจ้าก็ว่ายน้ำเป็นมิใช่รึ!? ชิงเยียนเสียงเข้ม
“แต่ที่นี่คือบึงต้องห้าม การที่ข้าพาคุณหนูมาที่นี่ ก็ถือว่าผิดกฎของตระกูลหลู่แล้ว ยิ่งถ้าข้าลงไปเก็บบัว ข้าเกรงว่า...”
ยังไม่ทันจะพูดจบ ชิงเยียนก็แทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงออดอ้อนว่า
“พี่ฟางเสียง อีกไม่กี่ชั่วยาม ก็จะถึงวันเกิดของข้าแล้วหนา ข้าอยากให้พี่นำดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์เหล่านั้นไปถวายพระแทนข้า พี่จะทำให้ข้าได้หรือไม่”
ฟางเสียงได้ยินดังนั้นก็อดใจอ่อนไม่ได้ พูดพลางถอนหายใจ “งั้น…ข้าจะรีบเก็บให้นะเจ้าคะ เดี๋ยวผู้ดูแลจะมาเห็นเข้า”
ชิงเยียนได้ยินดังนั้น ก็ยิ้มอย่างพอใจ
ฟางเสียงค่อยๆเดินลงน้ำ และว่ายน้ำอย่างขมักเขม้นเพื่อไปถึงกลางบึง นางเห็นดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์อยู่ตรงหน้า จึงหันไปโบกมือเพื่อแจ้งคุณหนูของเธอ
ชิงเยียนโบกมือกลับมาเป็นสัญญาณว่ารับรู้ ฟางเสียงจึงเริ่มเก็บดอกบัว
นางเก็บได้หลายดอก และกำลังจะว่ายน้ำกลับ แต่เหลือบไปเห็นมือของชิงเยียนโบกให้ไปเก็บอีกฝั่งของบึงด้วย
แม้ฟางเสียงจะเริ่มอ่อนแรง แต่ก็ยังว่ายไปอีกฝั่งโดยมิได้บ่นพึมพำแต่อย่างใด
ครั้นเก็บบัวเสร็จแล้ว สายตาของนางก็มองไปที่คุณหนูอันเป็นที่รักอีกครั้ง เธอเอี้ยวตัวไปมาอย่างพอใจเมื่อเห็นดอกบัวมากมายในอ้อมแขนนั้น
แสงแดดในยามบ่ายคล้อย ผสมรวมกับความเหนื่อยล้าจากการรีบเก็บบัว ทำให้ฟางเสียงเกิดตาพร่ามัว แต่เธอก็ยังพยายามว่ายน้ำจนเข้าใกล้ฝั่ง และกำลังจะยื่นดอกบัวให้ชิงเยียน แต่แล้ว เธอก็หมดแรงเสียก่อน
ภาพสุดท้ายที่เธอเห็น คือ สายตาเย้ยหยันของชิงเยียน ที่มองมาทางเธอ ไม่มีแม้แต่ท่าทีตกใจที่ฟางเสียง ผู้เปรียบเสมือนเพื่อนเล่นวัยเด็กของเธอ และผู้ช่วยแม่นมของเธอ กำลังจะจมน้ำ
เธอรู้สึกเหนื่อยล้า สับสน รวมถึงเกิดคำถามภายในใจอยู่มากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ ทำไมนางถึงไม่เรียกผู้ดูแลมาช่วยเธอ!
อ้อมแขนข้างซ้าย ค่อยๆปล่อยดอกบัวลงน้ำทีละดอก พร้อมกับแขนข้างขวาที่หมดแรงจะต้านทานน้ำ ขาทั้งสองข้างของเธออ่อนเปลี้ยมากเกินกว่าที่จะช่วยผลักให้ร่างอันผอมบางของเธอขึ้นฝั่งได้ เธอพึมพำออกมาเบาๆ ด้วยแรงเฮือกสุดท้าย แล้วพูดว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าขอโทษ” และร่างของเธอก็ค่อยๆดำดิ่งลงก้นบึ้งของบึงไปอย่างช้าๆ
ฟางเสียงสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากความฝัน เหงื่อออกทั่วร่าง หัวใจเต้นแรงดั่งกลองเพลิง“คุณหนูเจ้าคะ ฝันร้ายรึเจ้าคะ?” ซู่หยางเอ่ยถามด้วยความห่วงใย“ใช่...ข้าฝันว่าข้าจมน้ำตาย” ฟางเฟยตอบ“จริงรึเจ้าคะ!...วันก่อน พวกเราเพิ่งจะไปไหว้พระมาที่วัด เหตุใด คุณหนูจึงฝันร้าย?” ซู่หยางเอ่ยถามด้วยความสงสัย“พระท่านคงเมตตามาเตือนให้ข้าระวังตัวกระมัง” ฟางเฟยตอบ พลันหายใจแรงด้วยความเหนื่อยหอบ“นั่งก่อนนะเจ้าคะคุณหนู เดี๋ยวข้าไปชงชาให้” ซู่หยางพูดจบ ก็รีบเดินจากไปฟางเสียงพนมมือกล่าวขอบคุณที่พระท่านได้เปิดนิมิตให้นางได้รับรู้ถึงสาเหตุแห่งการตาย“นี่คุณหนูชิงเยียนฆ่าข้าเพราะความอิจฉางั้นรึ? ถึงว่า...พักหลัง...นางมิยอมให้ข้าเข้าไปปรนนิบัติ”ฟางเสียงกล่าวพึมพำแล้วพ่อแม่ของข้าล่ะ จะเป็นเช่นไรบ้างเพลานี้ อีกทั้งท่านแม่ทัพ...“ดี...ถ้านางอยากได้ท่านแม่ทัพซงเฟิงมาเป็นคู่ล่ะก็ ข้านี่ล่ะ...จะขัดขวางนางทุกทาง มิให้นางได้สมหวัง ด้วยฐานะของข้า ณ เพลานี้ นางมิอาจจะต่อกรกับข้าได้เป็นแน่!” ฟางเสียงกล่าวด้วยความโกรธคุณหนูชิงเยียนกับท่านแม่ทัพซงเฟิง มีโอกาสจะได้เป็นคู่ร่วมหอลงโลง เหตุเพราะพ่อของทั้งสอง เป็นเพื่อนรักกันมาต
ฟางเสียงหมดเรี่ยวแรงจะว่ายน้ำต่อไป พลันปล่อยดอกบัวออกจากอ้อมแขนทีละดอกๆ นางยอมรับชะตากรรม ปล่อยตัวเองจมดิ่งสู่ก้นบึง ร่างกายอันผอมบางชักกระตุกอยู่หลายครา พร้อมกับเลือดที่ไหลออกมาจากทั้งทางปากและทางจมูก ส่งสัญญาณว่าจบสิ้นแล้ว…ฟางเสียง“คุณหนูเจ้าคะ!” ซู่หยางเรียกคุณหนูของเธอด้วยความตกใจ หลังจากเห็นฟางเฟยชักกระตุกฟางเสียงยังคงมิตื่นจากความฝัน ภาพการตายของนางถูกตัดไปที่ภาพของชาย-หญิงคู่หนึ่งกำลังมองตากันอย่างหวานซึ้งณ จวนของท่านฉีซื่อ“ชาเขียวต้นฤดูของเจ้าชั่งหอมแลรสชาติดียิ่งนัก” แม่ทัพซงเฟิงกล่าวชมฟางเสียง ที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดดอกไม้ให้คุณหนูชิงเยียนของเธอ โดยมิทันได้สนใจต้นเสียงนั้น“ขอบพระคุณท่านฉีซื่อเจ้าค่ะ ข้าคิดว่า ข้าจะชงไปให้คุณหนูชิงเยียนด้วยเจ้าค่ะ หากคุณหนูได้ลิ้มลองชาเขียวต้นฤดูอ่อนๆ คุณหนูคง...” พูดยังมิทันจบ นางก็เหลือบไปเห็นปลายรองเท้าหนังสัตว์สีดำ พลันตกใจ“นี่มิใช่ท่านฉีซื่อนี่!” ฟางเสียงคิดในใจนางค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา ดวงตากลมโตสดใสประสานกับดวงตาเรียวยาวคมกริบ แต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยน คิ้วดกดำพาดเฉียง จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากสีชมพูบางได้รูป เส้นผมดำขลับถูกรวบม
ซู่หยางกำลังหวีผมยาวสลวยของฟางเฟยอย่างแผ่วเบา ผมของเธอพริ้วไหวราวกับน้ำตกยามต้องแสงจันทร์เมื่อกระทบกับหวี ซู่หยางซึ่งกำลังชื่นชมกับความงามตรงหน้า พลันนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องราวอยู่ในใจที่ใคร่อยากจะรู้“คุณหนูเจ้าคะ เหตุใดครานี้ คุณหนูจึงเชื่อคำของเติ้งจ้าวล่ะเจ้าคะ?” ซู่หยางเอ่ยถาม“เพราะข้าไม่เชื่อเขานี่ไง ข้าจึงป่วยหนักถึงเพียงนี้”“จริงด้วยเจ้าค่ะ” ซู่หยางใคร่ครวญ“ข้านึกไม่ถึงจริงๆเจ้าค่ะ ว่าเหตุใดท่านหญิงรองจึงต้องกระทำการอุกอาจเช่นนั้น?” ซู่หยางเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย“เป็นไปได้รึไม่ ที่ท่านพ่อมิยอมมีบุตรสืบสกุลให้กับนาง นางจึงรู้สึกโกรธแค้น แลคิดกำจัดข้า?”“คุณพระ! เหตุใดใจคอท่านหญิงรองจึงโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้!” ซู่หยางตะโกนออกมาด้วยความตกใจ“อย่าเอ็ดไปพี่หยาง เรามิรู้ได้ว่า ณ เพลานี้ ผู้ใดไว้ใจได้ ผู้ใดไว้ใจมิได้” ฟางเฟยเตือนสติ“ข้าขอโทษเจ้าค่ะคุณหนู”“แล้วพี่คิดเห็นอย่างไรเล่า กับข้อสันนิษฐานของข้า?” ฟางเฟยเอ่ยถาม“ข้าคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่สุดเจ้าค่ะ เหตุเพราะท่านไจ่เสียง รักและให้เกียรติท่านหญิงใหญ่มาก ท่านมักจะพูดอยู่เสมอว่า ท่านดีใจเหลือเกินที่มีเพียงคุณหนูสืบตระกูลหานเจ้าค่
หลังสำรับกลางวัน ขุนนางทั้งสี่ก็ได้กลับเข้าเรือนของตนเป็นที่เรียบร้อย แต่จะมีอยู่หนึ่งคนที่ออกมาจากเรือนรับประทานอาหารด้วยอารมณ์ที่แสนจะขุ่นมัว“ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะประตูสองครั้งเช่นนี้ มักจะเป็นเติ้งจ้าว“มีอะไรนะท่านองครักษ์” ซู่หยางบ่นพึมพำ“คุณหนูเจ้าคะ เดี๋ยวข้าไปเปิดประตูให้ท่านองครักษ์ก่อนนะเจ้าคะ” พูดจบนางก็เดินออกไป“แม่นมซู่หยาง ข้าขอเข้าพบคุณหนูสักครู่ได้รึไม่?” เติ้งจ้าวเอ่ยถาม“ได้สิเจ้าคะ เชิญเจ้าค่ะ” ซู่หยางหลีกทาง“ข้าขอคำนับคุณหนูฟางเฟย” พูดจบพลางยืนตรงและก้มศรีษะให้“มีเหตุอันใดรึท่านองครักษ์” ฟางเฟยเอ่ยถาม“เมื่อสักครู่ ข้าได้เฝ้าสังเกตการณ์อยู่นอกเรือนรับประทานอาหาร พลันได้ยินท่านสนมเอกเอ่ยถึงเหตุการณ์วันขี่ม้าที่ทุ่งราบฝูผิง ข้าจึงอยากกล่าวชี้แจงเพิ่มเติมขอรับ”“ว่ามาเถิด” ฟางเฟยเอ่ยขึ้น“ในวันนั้น ข้าได้เดินผ่านไปสังเกตการณ์ความเรียบร้อยอยู่บริเวณหน้ากระโจมอุ่นสำรับ แม่นมซู่หยางและแม่นมไท่โป๋กำลังอุ่นสำรับสำหรับทุกคนด้วยอารมณ์เบิกบาน แต่กลับมิเห็นคุณหนูอยู่บริเวณนั้นด้วย จึงได้ออกตามหาห่างออกไปประมาณหนึ่งลี้ ข้าเห็นคุณหนูกับท่านสนมเอกกำลังยืนคุยกันด้วยท่าทีสนุกส
เช้านี้ ท่านไจ่เสียงมิได้ออกไปว่าราชการ จึงได้ชวนท่านหญิงจางมาเยี่ยมลูกสาวถึงเรือนนอน“ก๊อก ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก “พ่อเข้าไปได้รึไม่?” เต๋อหมิงเอ่ยถามลูกสาวอย่างอ่อนโยน“ท่านไจ่เสียงมาเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าไปเปิดประตูก่อนนะเจ้าคะ” ซู่หยางกล่าว“เชิญเจ้าค่ะ” พูดจบพลางโค้งคำนับ“ข้าน้อยขอคารวะท่านไจ่เสียงและท่านหญิงใหญ่เจ้าค่ะ”ทั้งสองยิ้มให้ซู่หยางอย่างเป็นมิตร ก่อนที่จะเดินตรงไปหาลูกสาวที่เตียงนอน“ลูกเป็นอย่างไรบ้าง อาเฟย?” เต๋อหมิงเอ่ยถามพลางลูบหัวลูกสาวอย่างแผ่วเบา“ลูกดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ เมื่อวาน ลูกขอให้พี่หยางพาไปชมสวนด้านนอกด้วยเจ้าค่ะ ขออภัยท่านพ่อที่มิได้แจ้งล่วงหน้า”“มิเป็นไรหรอกลูก สวนแห่งนี้พ่อกับแม่ได้สร้างไว้เพื่อให้ลูกได้ออกไปชื่นชมเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่ใจปรารถนา แต่...ซู่หยาง ลูกข้าดีขึ้นถึงเพียงนี้ เหตุใดเจ้าจึงมิไปแจ้งต่อข้า?” เต๋อหมิงถามเสียงเข้ม“ข้าน้อยผิดไปแล้วเจ้าค่ะ” ซู่หยางก้มโค้ง“ช่างเถอะ ที่อาเฟยดีขึ้นมาก ส่วนหนึ่งก็เพราะการดูแลของเจ้า ข้ามิโกรธเคืองเจ้าแต่อย่างใด”คุณหญิงใหญ่เอ่ยขึ้นอย่างใจดีฟางเฟยค่อยๆลุกขึ้นจากเตียง พลางยกมือทั้งสองข้างป
แสงแรกของวันค่อยๆ ลอดผ่านช่องหน้าต่างกระดาษสีงาช้าง ทำให้ห้องนอนสว่างขึ้นอย่างนุ่มนวล ก่อนที่ลมเย็นยามรุ่งอรุณจะพัดกลิ่นไม้จันทน์จากแท่นธูปลอยลอดเข้ามา เสียงนกกระจิบ ที่เกาะอยู่บนกิ่งท้อหน้าลานเริ่มส่งเสียงเจื้อยแจ้ว เป็นจังหวะแผ่วเบาราวกับจะปลุกให้ผู้คนทั้งฝูตื่นจากนิทราหลายวันมานี้ ฟางเสียงรู้สึกได้ว่าซู่หยาง ปรนนิบัติเธอในร่างของฟางเฟยเป็นอย่างดี ทั้งจัดสำรับอาหาร เสื้อผ้าอาภรณ์ จัดหายาสมุนไพรบำรุงกำลัง เช็ดเนื้อเช็ดตัว บีบนวดทั่งร่าง อีกทั้งยังคอยเล่าเรื่องมากมายในฝูให้เธอฟัง ฟางเสียงเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ ในใจก็พลันคิดไปว่า “ข้าจะไว้ใจซู่หยางผู้นี้ได้มากน้อยเพียงไหน? ”ในขณะที่ซู่หยางกำลังจัดห้อง ฟางเสียงก็ลองใจเอ่ยถามขึ้นว่า“พี่หยาง พี่จะบอกทุกสิ่งที่ข้าอยากรู้ได้หรือไม่?”“ได้สิเจ้าคะ ทุกเรื่องที่คุณหนูอยากรู้ และถ้าข้าไม่รู้ ข้าจะไปหาข่าวมาให้เจ้าค่ะ” ซู่หยางยืนกรานเสียงเข้ม“ต่อไปนี้ เรื่องในฝู ข้าคงจะได้รู้ทุกอย่างจากซู่หยาง แต่ข้าจะสืบหาความจริงเพื่อคุณหนูฟางเฟย ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง เพราะเหตุใดนางถึงเป็นไข้ จนต้องจบชีวิตลงเช่นนี้ ฝูแห่งนี้ แท้จริงแล้วคงจะมิได้สงบสุขนักสินะ







