Masukฟางเสียงตื่นจากความตายขึ้นมาอยู่ในร่างของ “ฟางเฟย” ลูกสาวคนเดียวของเต๋อหมิง อัครมหาเสนาบดี ผู้มีตำแหน่งใหญ่รองจากองค์จักรพรรดิ เป็นขุนนางชั้นหนึ่งเอก หรือที่ผู้คนขนานนามว่า “ท่านไจ่เสียง”
เธอค่อยๆลืมตาอย่างช้าๆ ในขณะที่ยังมีอาการมึนงงอยู่จากการหลับไหลไปชั่วครู่ ภาพแรกที่เธอเห็น คือ ห้องที่ใหญ่โตโอ่อ่า ประดับประดาไปด้วยของใช้มีราคามากมายสำหรับชนชั้นสูง ส่วนเตียงที่นอนอยู่นั้น ก็สัมผัสได้ถึงผ้าแพรพันธุ์หนานุ่มที่รองรับร่างของเธออยู่ เธอเริ่มเกิดความสงสัย และกล่าวพึมพำว่า “ที่นี่ที่ไหน?”
ไม่ทันที่จะคลายความสงสัย แม่นมที่นอนฟุบอยู่ข้างเตียง ได้ยินเสียงเล็กๆ ฟังดูคุ้นหูนั้น จึงเงยหน้าขึ้นมามอง
“คุณหนูฟื้นแล้ว!” เธอร้องตะโกนออกมาด้วยความดีใจ
“คุณหนูหิวน้ำไหมเจ้าคะ เดี๋ยวข้าจะนำมาให้?” เสียงสดใสของสาวแก่ดังขึ้น พร้อมกระวีกระวาดไปหาน้ำมาให้ผู้เป็นนายหญิง
“ใช่...ข้าหิวน้ำ” ฟางเสียงพึมพำออกมาแบบคนยังไม่ได้สติ
ซู่หยาง แม่นมของคุณหนูฟางเฟย ค่อยๆพยุงร่างอันผอมบางพลันป้อนน้ำให้เธอจิบอย่างช้าๆ
“คุณหนูของข้าฟื้นแล้วจริงๆ ด้วย หลายวันมานี้ ข้าเฝ้าแต่สวดมนต์ภาวนาให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์โปรดดลบันดาลให้ท่านฟื้นขึ้นมาโดยเร็ววัน” ซู่หยางพูดเสริมอีกว่า “หมอหลวงบอกว่าชีพจรของท่านอ่อนแรงมาก เกรงว่าท่านจะไม่รอด แลอาจจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงไม่กี่ชั่วยาม ทั้งข้าแลท่านไจ่เสียง ได้ยินดังนั้นแล้วก็แทบจะล้มทั้งยืนเจ้าค่ะ”
ฟางเสียงได้ยินดังนั้นก็ตกใจเป็นอย่างมาก แต่เธอต้องเก็บอาการเอาไว้ เธอชักไม่แน่ใจแล้วว่า เธอยังคือฟางเสียงอยู่หรือป่าว
แต่ยังไม่ทันจะได้หาคำตอบ ซู่หยางก็พูดขึ้นมาว่า “ข้าต้องไปเรียนท่านไจ่เสียงและท่านหญิงใหญ่ก่อนนะเจ้าคะ ว่าคุณหนูฟื้นแล้ว นอนพักนะเจ้าคะ” พอพูดจบ นางก็ส่งยิ้มหวานให้ฟางเสียง แล้วค่อยๆเดินจากไป
“ข้าขอบใจท่านมากนะ” ฟางเสียงกล่าว แม้ว่าซู่หยางจะรู้สึกประหลาดที่คุณหนูเรียกนางว่า “ท่าน” แต่ก็ไม่มีเวลาจะสงสัยมากนัก เพราะนางต้องรีบไปแจ้งข่าวดีกับเจ้านายของนางเสียก่อน
โดยปกติแล้ว ฟางเฟยจะเรียกซู่หยางว่า “พี่” แม้อายุจะห่างกันมาก แต่เธอก็มิอาจทำใจเรียกนางว่า “เจ้า” หรือ เรียกชื่อเฉยๆได้ หากมิได้ออกไปนอกฝู
ฟางเฟยนับถือซู่หยางเสมือนคนในครอบครัวคนหนึ่ง เพราะนางเป็นแม่นมที่เลี้ยงเธอมาตั้งแต่แบเบาะ ซู่หยางเป็นคนใจดี พูดจาอ่อนหวาน อ่อนโยน สุขุม ใจเย็น รอบคอบ และเธอสัมผัสได้ว่านางรักเธอสุดหัวใจ จนสามารถตายแทนได้ ซู่หยางได้รับความไว้วางใจจากทั้งตัวฟางเฟยเอง แลท่านแม่และท่านพ่อของนางเป็นอย่างมาก อาจเป็นเพราะนางอาศัยอยู่ที่ฝูแห่งนี้มาตั้งแต่เด็ก โดยการตามพ่อและแม่ของนางมาดูแลสวนในฝู ได้เที่ยวเล่น อีกทั้งช่วยงานพ่อแม่ในสวน จนเป็นที่คุ้นตา เมื่อนางเติบโตเป็นสาว จึงมีโอกาสได้เข้ารับการอบรมความประพฤติ ก่อนที่จะเข้ามาเป็นแม่นมให้แก่ฟางเฟย
ซู่หยางกึ่งเดินกึ่งวิ่งด้วยความดีใจไปยังฝูอีกด้านหนึ่ง เพื่อไปหาท่านไจ่เสียง เมื่อมองเข้าไปจากด้านนอก เห็นท่านกำลังอ่านบางอย่างอยู่
“ท่านไจ่เสียงเจ้าคะ ข้าน้อยซู่หยาง ขอเข้าพบได้ไหมเจ้าคะ?” เสียงอ่อนน้อมของซู่หยางดังอยู่ด้านนอก
“เข้ามาได้” น้ำเสียงเคร่งขรึมแต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนตอบกลับมา
“เจ้ามีธุระอันใดรึ ซู่หยาง?” ท่านไจ่เสียงถามด้วยน้ำเสียงเรียบ
“คุณหนูฟื้นแล้วเจ้าค่ะ” ซู่หยางตอบพลางอมยิ้ม
“อะไรนะ เจ้าว่าอะไรนะ อาเฟยฟื้นแล้วหรอ?” น้ำเสียงเรียบนั้นกลับกลายเป็นตื่นเต้น
“ใช่เจ้าค่ะ ตอนนี้คุณหนูพักผ่อนอยู่บนเตียงเจ้าค่ะ ข้าจึงรีบมาแจ้งข่าวดีให้ท่านไจ่เสียงทราบ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ในที่สุด ลูกสาวของข้าก็ฟื้นแล้ว ขอขอบคุณเทวดาฟ้าดิน ที่เห็นใจข้า ปกปักรักษาลูกสาวของข้าให้ฟื้นคืนมาได้” ท่านไจ่เสียงพูดพลางหัวเราะออกมาด้วยความดีใจ
“เจ้ารีบกลับไปเฝ้าอาเฟยเถิด เดี๋ยวข้าจะไปแจ้งข่าวดีกับท่านหญิงใหญ่ด้วยตัวของข้าเอง”
“เจ้าค่ะ” ซู่หยางรับคำพร้อมจากไปทันที
ย้อนกลับมาที่ในห้องนอนของฟางเฟย นางมิได้นอนหลับแต่อย่างใด ในใจเฝ้าแต่ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ในอดีต พลางยกมือขึ้นมาดู
“ทำไมมือของข้าถึงอ่อนนุ่มยิ่งนัก ราวกับว่ามิเคยสัมผัสงานเรือนมาก่อน?”
ในขณะที่ฟางเสียงกำลังมองไปที่มือผิวสีขาวอมชมพูอ่อนนุ่ม นิ้วยาวเรียวเรียงสวยราวกับกลีบดอกบัวเรียงกัน นางก็สะดุดตากับกำไลหยกที่ข้อมือด้านซ้าย เพราะกำไลหยกนี้ บ่งบอกถึงความสูงศักดิ์ของสตรีผู้สวมใส่ นางจึงพยายามที่จะลุกขึ้นมาเพื่อมองหน้าตนเองในกระจก
“ข้าจะต้องเห็นหน้าตัวเองให้ได้” ฟางเสียงกล่าวพลันขยับตัวเล็กน้อย
แต่ความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าของนางกลับไม่เป็นผล นางไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะลุกขึ้นมานั่ง น้ำตาแห่งความสิ้นหวังพลั่งพลูออกมาอาบสองแก้ม นางบ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
“นี่ข้าเป็นใคร และอยู่ที่ไหนกันแน่?”
ฟางเสียงสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากความฝัน เหงื่อออกทั่วร่าง หัวใจเต้นแรงดั่งกลองเพลิง“คุณหนูเจ้าคะ ฝันร้ายรึเจ้าคะ?” ซู่หยางเอ่ยถามด้วยความห่วงใย“ใช่...ข้าฝันว่าข้าจมน้ำตาย” ฟางเฟยตอบ“จริงรึเจ้าคะ!...วันก่อน พวกเราเพิ่งจะไปไหว้พระมาที่วัด เหตุใด คุณหนูจึงฝันร้าย?” ซู่หยางเอ่ยถามด้วยความสงสัย“พระท่านคงเมตตามาเตือนให้ข้าระวังตัวกระมัง” ฟางเฟยตอบ พลันหายใจแรงด้วยความเหนื่อยหอบ“นั่งก่อนนะเจ้าคะคุณหนู เดี๋ยวข้าไปชงชาให้” ซู่หยางพูดจบ ก็รีบเดินจากไปฟางเสียงพนมมือกล่าวขอบคุณที่พระท่านได้เปิดนิมิตให้นางได้รับรู้ถึงสาเหตุแห่งการตาย“นี่คุณหนูชิงเยียนฆ่าข้าเพราะความอิจฉางั้นรึ? ถึงว่า...พักหลัง...นางมิยอมให้ข้าเข้าไปปรนนิบัติ”ฟางเสียงกล่าวพึมพำแล้วพ่อแม่ของข้าล่ะ จะเป็นเช่นไรบ้างเพลานี้ อีกทั้งท่านแม่ทัพ...“ดี...ถ้านางอยากได้ท่านแม่ทัพซงเฟิงมาเป็นคู่ล่ะก็ ข้านี่ล่ะ...จะขัดขวางนางทุกทาง มิให้นางได้สมหวัง ด้วยฐานะของข้า ณ เพลานี้ นางมิอาจจะต่อกรกับข้าได้เป็นแน่!” ฟางเสียงกล่าวด้วยความโกรธคุณหนูชิงเยียนกับท่านแม่ทัพซงเฟิง มีโอกาสจะได้เป็นคู่ร่วมหอลงโลง เหตุเพราะพ่อของทั้งสอง เป็นเพื่อนรักกันมาต
ฟางเสียงหมดเรี่ยวแรงจะว่ายน้ำต่อไป พลันปล่อยดอกบัวออกจากอ้อมแขนทีละดอกๆ นางยอมรับชะตากรรม ปล่อยตัวเองจมดิ่งสู่ก้นบึง ร่างกายอันผอมบางชักกระตุกอยู่หลายครา พร้อมกับเลือดที่ไหลออกมาจากทั้งทางปากและทางจมูก ส่งสัญญาณว่าจบสิ้นแล้ว…ฟางเสียง“คุณหนูเจ้าคะ!” ซู่หยางเรียกคุณหนูของเธอด้วยความตกใจ หลังจากเห็นฟางเฟยชักกระตุกฟางเสียงยังคงมิตื่นจากความฝัน ภาพการตายของนางถูกตัดไปที่ภาพของชาย-หญิงคู่หนึ่งกำลังมองตากันอย่างหวานซึ้งณ จวนของท่านฉีซื่อ“ชาเขียวต้นฤดูของเจ้าชั่งหอมแลรสชาติดียิ่งนัก” แม่ทัพซงเฟิงกล่าวชมฟางเสียง ที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดดอกไม้ให้คุณหนูชิงเยียนของเธอ โดยมิทันได้สนใจต้นเสียงนั้น“ขอบพระคุณท่านฉีซื่อเจ้าค่ะ ข้าคิดว่า ข้าจะชงไปให้คุณหนูชิงเยียนด้วยเจ้าค่ะ หากคุณหนูได้ลิ้มลองชาเขียวต้นฤดูอ่อนๆ คุณหนูคง...” พูดยังมิทันจบ นางก็เหลือบไปเห็นปลายรองเท้าหนังสัตว์สีดำ พลันตกใจ“นี่มิใช่ท่านฉีซื่อนี่!” ฟางเสียงคิดในใจนางค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา ดวงตากลมโตสดใสประสานกับดวงตาเรียวยาวคมกริบ แต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยน คิ้วดกดำพาดเฉียง จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากสีชมพูบางได้รูป เส้นผมดำขลับถูกรวบม
ซู่หยางกำลังหวีผมยาวสลวยของฟางเฟยอย่างแผ่วเบา ผมของเธอพริ้วไหวราวกับน้ำตกยามต้องแสงจันทร์เมื่อกระทบกับหวี ซู่หยางซึ่งกำลังชื่นชมกับความงามตรงหน้า พลันนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องราวอยู่ในใจที่ใคร่อยากจะรู้“คุณหนูเจ้าคะ เหตุใดครานี้ คุณหนูจึงเชื่อคำของเติ้งจ้าวล่ะเจ้าคะ?” ซู่หยางเอ่ยถาม“เพราะข้าไม่เชื่อเขานี่ไง ข้าจึงป่วยหนักถึงเพียงนี้”“จริงด้วยเจ้าค่ะ” ซู่หยางใคร่ครวญ“ข้านึกไม่ถึงจริงๆเจ้าค่ะ ว่าเหตุใดท่านหญิงรองจึงต้องกระทำการอุกอาจเช่นนั้น?” ซู่หยางเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย“เป็นไปได้รึไม่ ที่ท่านพ่อมิยอมมีบุตรสืบสกุลให้กับนาง นางจึงรู้สึกโกรธแค้น แลคิดกำจัดข้า?”“คุณพระ! เหตุใดใจคอท่านหญิงรองจึงโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้!” ซู่หยางตะโกนออกมาด้วยความตกใจ“อย่าเอ็ดไปพี่หยาง เรามิรู้ได้ว่า ณ เพลานี้ ผู้ใดไว้ใจได้ ผู้ใดไว้ใจมิได้” ฟางเฟยเตือนสติ“ข้าขอโทษเจ้าค่ะคุณหนู”“แล้วพี่คิดเห็นอย่างไรเล่า กับข้อสันนิษฐานของข้า?” ฟางเฟยเอ่ยถาม“ข้าคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่สุดเจ้าค่ะ เหตุเพราะท่านไจ่เสียง รักและให้เกียรติท่านหญิงใหญ่มาก ท่านมักจะพูดอยู่เสมอว่า ท่านดีใจเหลือเกินที่มีเพียงคุณหนูสืบตระกูลหานเจ้าค่
หลังสำรับกลางวัน ขุนนางทั้งสี่ก็ได้กลับเข้าเรือนของตนเป็นที่เรียบร้อย แต่จะมีอยู่หนึ่งคนที่ออกมาจากเรือนรับประทานอาหารด้วยอารมณ์ที่แสนจะขุ่นมัว“ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะประตูสองครั้งเช่นนี้ มักจะเป็นเติ้งจ้าว“มีอะไรนะท่านองครักษ์” ซู่หยางบ่นพึมพำ“คุณหนูเจ้าคะ เดี๋ยวข้าไปเปิดประตูให้ท่านองครักษ์ก่อนนะเจ้าคะ” พูดจบนางก็เดินออกไป“แม่นมซู่หยาง ข้าขอเข้าพบคุณหนูสักครู่ได้รึไม่?” เติ้งจ้าวเอ่ยถาม“ได้สิเจ้าคะ เชิญเจ้าค่ะ” ซู่หยางหลีกทาง“ข้าขอคำนับคุณหนูฟางเฟย” พูดจบพลางยืนตรงและก้มศรีษะให้“มีเหตุอันใดรึท่านองครักษ์” ฟางเฟยเอ่ยถาม“เมื่อสักครู่ ข้าได้เฝ้าสังเกตการณ์อยู่นอกเรือนรับประทานอาหาร พลันได้ยินท่านสนมเอกเอ่ยถึงเหตุการณ์วันขี่ม้าที่ทุ่งราบฝูผิง ข้าจึงอยากกล่าวชี้แจงเพิ่มเติมขอรับ”“ว่ามาเถิด” ฟางเฟยเอ่ยขึ้น“ในวันนั้น ข้าได้เดินผ่านไปสังเกตการณ์ความเรียบร้อยอยู่บริเวณหน้ากระโจมอุ่นสำรับ แม่นมซู่หยางและแม่นมไท่โป๋กำลังอุ่นสำรับสำหรับทุกคนด้วยอารมณ์เบิกบาน แต่กลับมิเห็นคุณหนูอยู่บริเวณนั้นด้วย จึงได้ออกตามหาห่างออกไปประมาณหนึ่งลี้ ข้าเห็นคุณหนูกับท่านสนมเอกกำลังยืนคุยกันด้วยท่าทีสนุกส
เช้านี้ ท่านไจ่เสียงมิได้ออกไปว่าราชการ จึงได้ชวนท่านหญิงจางมาเยี่ยมลูกสาวถึงเรือนนอน“ก๊อก ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก “พ่อเข้าไปได้รึไม่?” เต๋อหมิงเอ่ยถามลูกสาวอย่างอ่อนโยน“ท่านไจ่เสียงมาเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าไปเปิดประตูก่อนนะเจ้าคะ” ซู่หยางกล่าว“เชิญเจ้าค่ะ” พูดจบพลางโค้งคำนับ“ข้าน้อยขอคารวะท่านไจ่เสียงและท่านหญิงใหญ่เจ้าค่ะ”ทั้งสองยิ้มให้ซู่หยางอย่างเป็นมิตร ก่อนที่จะเดินตรงไปหาลูกสาวที่เตียงนอน“ลูกเป็นอย่างไรบ้าง อาเฟย?” เต๋อหมิงเอ่ยถามพลางลูบหัวลูกสาวอย่างแผ่วเบา“ลูกดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ เมื่อวาน ลูกขอให้พี่หยางพาไปชมสวนด้านนอกด้วยเจ้าค่ะ ขออภัยท่านพ่อที่มิได้แจ้งล่วงหน้า”“มิเป็นไรหรอกลูก สวนแห่งนี้พ่อกับแม่ได้สร้างไว้เพื่อให้ลูกได้ออกไปชื่นชมเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่ใจปรารถนา แต่...ซู่หยาง ลูกข้าดีขึ้นถึงเพียงนี้ เหตุใดเจ้าจึงมิไปแจ้งต่อข้า?” เต๋อหมิงถามเสียงเข้ม“ข้าน้อยผิดไปแล้วเจ้าค่ะ” ซู่หยางก้มโค้ง“ช่างเถอะ ที่อาเฟยดีขึ้นมาก ส่วนหนึ่งก็เพราะการดูแลของเจ้า ข้ามิโกรธเคืองเจ้าแต่อย่างใด”คุณหญิงใหญ่เอ่ยขึ้นอย่างใจดีฟางเฟยค่อยๆลุกขึ้นจากเตียง พลางยกมือทั้งสองข้างป
แสงแรกของวันค่อยๆ ลอดผ่านช่องหน้าต่างกระดาษสีงาช้าง ทำให้ห้องนอนสว่างขึ้นอย่างนุ่มนวล ก่อนที่ลมเย็นยามรุ่งอรุณจะพัดกลิ่นไม้จันทน์จากแท่นธูปลอยลอดเข้ามา เสียงนกกระจิบ ที่เกาะอยู่บนกิ่งท้อหน้าลานเริ่มส่งเสียงเจื้อยแจ้ว เป็นจังหวะแผ่วเบาราวกับจะปลุกให้ผู้คนทั้งฝูตื่นจากนิทราหลายวันมานี้ ฟางเสียงรู้สึกได้ว่าซู่หยาง ปรนนิบัติเธอในร่างของฟางเฟยเป็นอย่างดี ทั้งจัดสำรับอาหาร เสื้อผ้าอาภรณ์ จัดหายาสมุนไพรบำรุงกำลัง เช็ดเนื้อเช็ดตัว บีบนวดทั่งร่าง อีกทั้งยังคอยเล่าเรื่องมากมายในฝูให้เธอฟัง ฟางเสียงเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ ในใจก็พลันคิดไปว่า “ข้าจะไว้ใจซู่หยางผู้นี้ได้มากน้อยเพียงไหน? ”ในขณะที่ซู่หยางกำลังจัดห้อง ฟางเสียงก็ลองใจเอ่ยถามขึ้นว่า“พี่หยาง พี่จะบอกทุกสิ่งที่ข้าอยากรู้ได้หรือไม่?”“ได้สิเจ้าคะ ทุกเรื่องที่คุณหนูอยากรู้ และถ้าข้าไม่รู้ ข้าจะไปหาข่าวมาให้เจ้าค่ะ” ซู่หยางยืนกรานเสียงเข้ม“ต่อไปนี้ เรื่องในฝู ข้าคงจะได้รู้ทุกอย่างจากซู่หยาง แต่ข้าจะสืบหาความจริงเพื่อคุณหนูฟางเฟย ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง เพราะเหตุใดนางถึงเป็นไข้ จนต้องจบชีวิตลงเช่นนี้ ฝูแห่งนี้ แท้จริงแล้วคงจะมิได้สงบสุขนักสินะ







