ログインหลังสำรับกลางวัน ขุนนางทั้งสี่ก็ได้กลับเข้าเรือนของตนเป็นที่เรียบร้อย แต่จะมีอยู่หนึ่งคนที่ออกมาจากเรือนรับประทานอาหารด้วยอารมณ์ที่แสนจะขุ่นมัว
“ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะประตูสองครั้งเช่นนี้ มักจะเป็นเติ้งจ้าว
“มีอะไรนะท่านองครักษ์” ซู่หยางบ่นพึมพำ
“คุณหนูเจ้าคะ เดี๋ยวข้าไปเปิดประตูให้ท่านองครักษ์ก่อนนะเจ้าคะ” พูดจบนางก็เดินออกไป
“แม่นมซู่หยาง ข้าขอเข้าพบคุณหนูสักครู่ได้รึไม่?” เติ้งจ้าวเอ่ยถาม
“ได้สิเจ้าคะ เชิญเจ้าค่ะ” ซู่หยางหลีกทาง
“ข้าขอคำนับคุณหนูฟางเฟย” พูดจบพลางยืนตรงและก้มศรีษะให้
“มีเหตุอันใดรึท่านองครักษ์” ฟางเฟยเอ่ยถาม
“เมื่อสักครู่ ข้าได้เฝ้าสังเกตการณ์อยู่นอกเรือนรับประทานอาหาร พลันได้ยินท่านสนมเอกเอ่ยถึงเหตุการณ์วันขี่ม้าที่ทุ่งราบฝูผิง ข้าจึงอยากกล่าวชี้แจงเพิ่มเติมขอรับ”
“ว่ามาเถิด” ฟางเฟยเอ่ยขึ้น
“ในวันนั้น ข้าได้เดินผ่านไปสังเกตการณ์ความเรียบร้อยอยู่บริเวณหน้ากระโจมอุ่นสำรับ แม่นมซู่หยางและแม่นมไท่โป๋กำลังอุ่นสำรับสำหรับทุกคนด้วยอารมณ์เบิกบาน แต่กลับมิเห็นคุณหนูอยู่บริเวณนั้นด้วย จึงได้ออกตามหา
ห่างออกไปประมาณหนึ่งลี้ ข้าเห็นคุณหนูกับท่านสนมเอกกำลังยืนคุยกันด้วยท่าทีสนุกสนาน แต่แล้ว ก็มีเงามืดที่แอบอยู่ในแนวพุ่มไม้ ยิงธนูตรงมาที่คุณหนู!” พูดจบเติ้งจ้าวก็หยุดชะงัก
“เหตุใดจึงมิเล่าต่อไปล่ะท่านองครักษ์” ซู่หยางถามด้วยท่าทีร้อนรน
“ข้าตกตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า ข้ารู้สึกว่า...ท่านสนมเอกมิได้ตั้งใจจะบังคุณหนู แต่...กลับเข้าไปเพื่อกอดรัดคุณหนูมิให้ขยับหนี และธนูนั่นก็แล่นตรงมาที่ไหล่ซ้ายของคุณหนูในทันที”
ฟางเฟยและซู่หยางมองหน้ากันราวกับแทบไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่เพิ่งได้ยินไปเมื่อครู่
“ข้ารู้ว่าถ้าข้าพูดออกไป อาจจะมิมีผู้ใดอยากจะเชื่อข้า โดยเฉพาะท่านไจ่เสียง เพราะท่านสนมเอก มักมีกิริยาและวาจานอบน้อมอ่อนหวานอยู่เสมอต่อหน้าทุกคนในฝู” เติ้งจ้าวกล่าวเสริม
“ท่านหญิงรองจะทำสิ่งนั้นไปเพื่ออะไร?” ซู่หยางเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ข้าก็มิอาจจะให้คำตอบได้ แต่ภาพที่เห็นตรงหน้า มันบอกข้าเช่นนั้น”
“จากนั้น ข้าก็พุ่งตัวออกจากพุ่มไม้ฝั่งตรงข้าม เพื่อไปต่อสู้กับโจรในทันที แลข้าสัมผัสได้ว่าโจรนั่น มิใช่โจรกระจอก หากแต่เป็นโจรรับจ้างมาจากที่ใดที่หนึ่ง ด้วยฝีมือทางการรบของมันนั่นเอง
ฟ้าดินยังเข้าข้างข้า ข้าได้นำปลายกระบี่ปัดไปที่ผ้าคลุมหน้า เผยให้เห็นใบหน้าของโจรอย่างชัดเจน ข้าจดจำมันได้อย่างดี และกำลังติดตามมันอยู่ขอรับ” เติ้งจ้าวกล่าวด้วยท่าทีฮึกเหิม
“เป็นอย่างที่ข้าคิดจริงๆด้วย ท่านสนมเอกผู้นี้มิธรรมดาจริงๆ” ฟางเสียงพึมพำในใจ
“หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ คุณหนูของข้าก็มิปลอดภัยน่ะสิท่านองครักษ์” ซู่หยางกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวล
“หากพวกท่านอยู่แต่ในฝู ข้ารับรองว่า มิมีผู้ใดสามารถทำร้ายพวกท่านได้อย่างแน่นอน เพราะในฝูแห่งนี้ ล้วนเต็มไปด้วยยอดฝีมือเดินวนเวียนตรวจตราอยู่มิขาดสาย แม่นมซู่หยางอย่าห่วงไปเลย” เติ้งจ้าวยืนกราน
“ได้ฟังเช่นนั้นแล้ว ข้าค่อยสบายใจหน่อยเจ้าค่ะ ข้าห่วงก็แต่คุณหนูของข้า” ซู่หยางพูดพลางเอื้อมมือมาจับมือคุณหนูฟางเฟย
“คุณหนูฟางเฟย ท่านเชื่อที่ข้าพูดรึไม่ขอรับ?” เติ้งจ้าวเอ่ยถาม
หากย้อนไปถึงความสัมพันธ์ฉันเพื่อนรักระหว่างคุณหนูฟางเฟยผู้สูงศักดิ์กับองครักษ์เอกแห่งฝูท่านไจ่เสียงตามที่ซู่หยางเล่าให้ฟางเสียงฟังแล้ว เติ้งจ้าวมิน่าจะให้การเท็จแต่อย่างใด เพราะเขาเป็นคนกล้าหาญ เข้มแข็ง พูดตรง เด็ดขาด แต่ก็นอบน้อมถ่อมตนอยู่ไม่น้อย เขามักจะปกป้องคุณหนูของเขาอยู่เสมอตั้งแต่เมื่อครั้งเยาว์วัย ทั้งจากลูกๆของขุนนางท่านอื่นๆที่พยายามจะมารังแก ทั้งจากสัตว์มีพิษต่างๆ อีกทั้งยังเป็นเพื่อนเล่นและเพื่อนเรียนของคุณหนูฟางเฟยอีกด้วย ก่อนที่สถานะทางสังคม จะทำให้ทั้งสองคนต่างต้องพูดจาและปฏิบัติต่อกันด้วยท่าทีห่างเหิน
“ข้าเชื่อท่านองครักษ์โดยมิมีข้อกังขาใดๆ” ฟางเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ท่านปกป้องข้ามาตั้งแต่ยังเด็ก เราสองคนเปรียบเสมือนเพื่อนแลพี่ชายและน้องสาว อีกทั้ง ข้าได้สังเกตท่าทีของท่านหญิงรองตั้งแต่ในเรือนรับประทานอาหารแล้ว นางมีท่าทีประหลาดอยู่หลายครา ทั้งตอนที่กล่าวถึงการนำกายของนางมาบังข้าจากธนู รวมถึงดวงตาที่เบิกโพลงด้วยความตกใจ เมื่อท่านพ่อกล่าวว่า ท่านองครักษ์เห็นหน้าโจรนั่น” ฟางเฟยกล่าวเสริม
“ในที่สุด คุณหนูก็เชื่อข้าเสียที!” เติ้งจ้าวกล่าวขึ้นมาด้วยความดีใจ
ซู่หยางเล่าว่า เติ้งจ้าวมักจะมาเตือนคุณหนูฟางเฟยอยู่หลายคราถึงท่าทีประหลาดของท่านสนมเอก แต่ด้วยความจิตใจดีของนาง จึงมักมองข้ามคำเตือนของเขา
“ข้าขอบใจท่านองครักษ์เป็นอย่างมาก ที่มิย่อท้อต่อการคอยตักเตือนข้า” ฟางเฟยกล่าวพร้อมส่งยิ้มหวานให้
“เป็นหน้าที่ขององครักษ์อย่างข้าขอรับ” เติ้งจ้าวกล่าวด้วยความภูมิใจ
“มัวแต่ฝึกรบอยู่นั่นล่ะหนาท่านองครักษ์ เมื่อไหร่ท่านจะฝึกรักบ้าง?” ซู่หยางกล่าวพลางยิ้มอย่างมีเลศน์นัย
เติ้งจ้าวได้ยินดังนั้น ก็พลันฉุกคิดถึงการครองเรือนขึ้นมาในทันที
ฟางเสียงสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากความฝัน เหงื่อออกทั่วร่าง หัวใจเต้นแรงดั่งกลองเพลิง“คุณหนูเจ้าคะ ฝันร้ายรึเจ้าคะ?” ซู่หยางเอ่ยถามด้วยความห่วงใย“ใช่...ข้าฝันว่าข้าจมน้ำตาย” ฟางเฟยตอบ“จริงรึเจ้าคะ!...วันก่อน พวกเราเพิ่งจะไปไหว้พระมาที่วัด เหตุใด คุณหนูจึงฝันร้าย?” ซู่หยางเอ่ยถามด้วยความสงสัย“พระท่านคงเมตตามาเตือนให้ข้าระวังตัวกระมัง” ฟางเฟยตอบ พลันหายใจแรงด้วยความเหนื่อยหอบ“นั่งก่อนนะเจ้าคะคุณหนู เดี๋ยวข้าไปชงชาให้” ซู่หยางพูดจบ ก็รีบเดินจากไปฟางเสียงพนมมือกล่าวขอบคุณที่พระท่านได้เปิดนิมิตให้นางได้รับรู้ถึงสาเหตุแห่งการตาย“นี่คุณหนูชิงเยียนฆ่าข้าเพราะความอิจฉางั้นรึ? ถึงว่า...พักหลัง...นางมิยอมให้ข้าเข้าไปปรนนิบัติ”ฟางเสียงกล่าวพึมพำแล้วพ่อแม่ของข้าล่ะ จะเป็นเช่นไรบ้างเพลานี้ อีกทั้งท่านแม่ทัพ...“ดี...ถ้านางอยากได้ท่านแม่ทัพซงเฟิงมาเป็นคู่ล่ะก็ ข้านี่ล่ะ...จะขัดขวางนางทุกทาง มิให้นางได้สมหวัง ด้วยฐานะของข้า ณ เพลานี้ นางมิอาจจะต่อกรกับข้าได้เป็นแน่!” ฟางเสียงกล่าวด้วยความโกรธคุณหนูชิงเยียนกับท่านแม่ทัพซงเฟิง มีโอกาสจะได้เป็นคู่ร่วมหอลงโลง เหตุเพราะพ่อของทั้งสอง เป็นเพื่อนรักกันมาต
ฟางเสียงหมดเรี่ยวแรงจะว่ายน้ำต่อไป พลันปล่อยดอกบัวออกจากอ้อมแขนทีละดอกๆ นางยอมรับชะตากรรม ปล่อยตัวเองจมดิ่งสู่ก้นบึง ร่างกายอันผอมบางชักกระตุกอยู่หลายครา พร้อมกับเลือดที่ไหลออกมาจากทั้งทางปากและทางจมูก ส่งสัญญาณว่าจบสิ้นแล้ว…ฟางเสียง“คุณหนูเจ้าคะ!” ซู่หยางเรียกคุณหนูของเธอด้วยความตกใจ หลังจากเห็นฟางเฟยชักกระตุกฟางเสียงยังคงมิตื่นจากความฝัน ภาพการตายของนางถูกตัดไปที่ภาพของชาย-หญิงคู่หนึ่งกำลังมองตากันอย่างหวานซึ้งณ จวนของท่านฉีซื่อ“ชาเขียวต้นฤดูของเจ้าชั่งหอมแลรสชาติดียิ่งนัก” แม่ทัพซงเฟิงกล่าวชมฟางเสียง ที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดดอกไม้ให้คุณหนูชิงเยียนของเธอ โดยมิทันได้สนใจต้นเสียงนั้น“ขอบพระคุณท่านฉีซื่อเจ้าค่ะ ข้าคิดว่า ข้าจะชงไปให้คุณหนูชิงเยียนด้วยเจ้าค่ะ หากคุณหนูได้ลิ้มลองชาเขียวต้นฤดูอ่อนๆ คุณหนูคง...” พูดยังมิทันจบ นางก็เหลือบไปเห็นปลายรองเท้าหนังสัตว์สีดำ พลันตกใจ“นี่มิใช่ท่านฉีซื่อนี่!” ฟางเสียงคิดในใจนางค่อยๆเงยหน้าขึ้นมา ดวงตากลมโตสดใสประสานกับดวงตาเรียวยาวคมกริบ แต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยน คิ้วดกดำพาดเฉียง จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากสีชมพูบางได้รูป เส้นผมดำขลับถูกรวบม
ซู่หยางกำลังหวีผมยาวสลวยของฟางเฟยอย่างแผ่วเบา ผมของเธอพริ้วไหวราวกับน้ำตกยามต้องแสงจันทร์เมื่อกระทบกับหวี ซู่หยางซึ่งกำลังชื่นชมกับความงามตรงหน้า พลันนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องราวอยู่ในใจที่ใคร่อยากจะรู้“คุณหนูเจ้าคะ เหตุใดครานี้ คุณหนูจึงเชื่อคำของเติ้งจ้าวล่ะเจ้าคะ?” ซู่หยางเอ่ยถาม“เพราะข้าไม่เชื่อเขานี่ไง ข้าจึงป่วยหนักถึงเพียงนี้”“จริงด้วยเจ้าค่ะ” ซู่หยางใคร่ครวญ“ข้านึกไม่ถึงจริงๆเจ้าค่ะ ว่าเหตุใดท่านหญิงรองจึงต้องกระทำการอุกอาจเช่นนั้น?” ซู่หยางเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย“เป็นไปได้รึไม่ ที่ท่านพ่อมิยอมมีบุตรสืบสกุลให้กับนาง นางจึงรู้สึกโกรธแค้น แลคิดกำจัดข้า?”“คุณพระ! เหตุใดใจคอท่านหญิงรองจึงโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้!” ซู่หยางตะโกนออกมาด้วยความตกใจ“อย่าเอ็ดไปพี่หยาง เรามิรู้ได้ว่า ณ เพลานี้ ผู้ใดไว้ใจได้ ผู้ใดไว้ใจมิได้” ฟางเฟยเตือนสติ“ข้าขอโทษเจ้าค่ะคุณหนู”“แล้วพี่คิดเห็นอย่างไรเล่า กับข้อสันนิษฐานของข้า?” ฟางเฟยเอ่ยถาม“ข้าคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่สุดเจ้าค่ะ เหตุเพราะท่านไจ่เสียง รักและให้เกียรติท่านหญิงใหญ่มาก ท่านมักจะพูดอยู่เสมอว่า ท่านดีใจเหลือเกินที่มีเพียงคุณหนูสืบตระกูลหานเจ้าค่
หลังสำรับกลางวัน ขุนนางทั้งสี่ก็ได้กลับเข้าเรือนของตนเป็นที่เรียบร้อย แต่จะมีอยู่หนึ่งคนที่ออกมาจากเรือนรับประทานอาหารด้วยอารมณ์ที่แสนจะขุ่นมัว“ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะประตูสองครั้งเช่นนี้ มักจะเป็นเติ้งจ้าว“มีอะไรนะท่านองครักษ์” ซู่หยางบ่นพึมพำ“คุณหนูเจ้าคะ เดี๋ยวข้าไปเปิดประตูให้ท่านองครักษ์ก่อนนะเจ้าคะ” พูดจบนางก็เดินออกไป“แม่นมซู่หยาง ข้าขอเข้าพบคุณหนูสักครู่ได้รึไม่?” เติ้งจ้าวเอ่ยถาม“ได้สิเจ้าคะ เชิญเจ้าค่ะ” ซู่หยางหลีกทาง“ข้าขอคำนับคุณหนูฟางเฟย” พูดจบพลางยืนตรงและก้มศรีษะให้“มีเหตุอันใดรึท่านองครักษ์” ฟางเฟยเอ่ยถาม“เมื่อสักครู่ ข้าได้เฝ้าสังเกตการณ์อยู่นอกเรือนรับประทานอาหาร พลันได้ยินท่านสนมเอกเอ่ยถึงเหตุการณ์วันขี่ม้าที่ทุ่งราบฝูผิง ข้าจึงอยากกล่าวชี้แจงเพิ่มเติมขอรับ”“ว่ามาเถิด” ฟางเฟยเอ่ยขึ้น“ในวันนั้น ข้าได้เดินผ่านไปสังเกตการณ์ความเรียบร้อยอยู่บริเวณหน้ากระโจมอุ่นสำรับ แม่นมซู่หยางและแม่นมไท่โป๋กำลังอุ่นสำรับสำหรับทุกคนด้วยอารมณ์เบิกบาน แต่กลับมิเห็นคุณหนูอยู่บริเวณนั้นด้วย จึงได้ออกตามหาห่างออกไปประมาณหนึ่งลี้ ข้าเห็นคุณหนูกับท่านสนมเอกกำลังยืนคุยกันด้วยท่าทีสนุกส
เช้านี้ ท่านไจ่เสียงมิได้ออกไปว่าราชการ จึงได้ชวนท่านหญิงจางมาเยี่ยมลูกสาวถึงเรือนนอน“ก๊อก ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก “พ่อเข้าไปได้รึไม่?” เต๋อหมิงเอ่ยถามลูกสาวอย่างอ่อนโยน“ท่านไจ่เสียงมาเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าไปเปิดประตูก่อนนะเจ้าคะ” ซู่หยางกล่าว“เชิญเจ้าค่ะ” พูดจบพลางโค้งคำนับ“ข้าน้อยขอคารวะท่านไจ่เสียงและท่านหญิงใหญ่เจ้าค่ะ”ทั้งสองยิ้มให้ซู่หยางอย่างเป็นมิตร ก่อนที่จะเดินตรงไปหาลูกสาวที่เตียงนอน“ลูกเป็นอย่างไรบ้าง อาเฟย?” เต๋อหมิงเอ่ยถามพลางลูบหัวลูกสาวอย่างแผ่วเบา“ลูกดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ เมื่อวาน ลูกขอให้พี่หยางพาไปชมสวนด้านนอกด้วยเจ้าค่ะ ขออภัยท่านพ่อที่มิได้แจ้งล่วงหน้า”“มิเป็นไรหรอกลูก สวนแห่งนี้พ่อกับแม่ได้สร้างไว้เพื่อให้ลูกได้ออกไปชื่นชมเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่ใจปรารถนา แต่...ซู่หยาง ลูกข้าดีขึ้นถึงเพียงนี้ เหตุใดเจ้าจึงมิไปแจ้งต่อข้า?” เต๋อหมิงถามเสียงเข้ม“ข้าน้อยผิดไปแล้วเจ้าค่ะ” ซู่หยางก้มโค้ง“ช่างเถอะ ที่อาเฟยดีขึ้นมาก ส่วนหนึ่งก็เพราะการดูแลของเจ้า ข้ามิโกรธเคืองเจ้าแต่อย่างใด”คุณหญิงใหญ่เอ่ยขึ้นอย่างใจดีฟางเฟยค่อยๆลุกขึ้นจากเตียง พลางยกมือทั้งสองข้างป
แสงแรกของวันค่อยๆ ลอดผ่านช่องหน้าต่างกระดาษสีงาช้าง ทำให้ห้องนอนสว่างขึ้นอย่างนุ่มนวล ก่อนที่ลมเย็นยามรุ่งอรุณจะพัดกลิ่นไม้จันทน์จากแท่นธูปลอยลอดเข้ามา เสียงนกกระจิบ ที่เกาะอยู่บนกิ่งท้อหน้าลานเริ่มส่งเสียงเจื้อยแจ้ว เป็นจังหวะแผ่วเบาราวกับจะปลุกให้ผู้คนทั้งฝูตื่นจากนิทราหลายวันมานี้ ฟางเสียงรู้สึกได้ว่าซู่หยาง ปรนนิบัติเธอในร่างของฟางเฟยเป็นอย่างดี ทั้งจัดสำรับอาหาร เสื้อผ้าอาภรณ์ จัดหายาสมุนไพรบำรุงกำลัง เช็ดเนื้อเช็ดตัว บีบนวดทั่งร่าง อีกทั้งยังคอยเล่าเรื่องมากมายในฝูให้เธอฟัง ฟางเสียงเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ ในใจก็พลันคิดไปว่า “ข้าจะไว้ใจซู่หยางผู้นี้ได้มากน้อยเพียงไหน? ”ในขณะที่ซู่หยางกำลังจัดห้อง ฟางเสียงก็ลองใจเอ่ยถามขึ้นว่า“พี่หยาง พี่จะบอกทุกสิ่งที่ข้าอยากรู้ได้หรือไม่?”“ได้สิเจ้าคะ ทุกเรื่องที่คุณหนูอยากรู้ และถ้าข้าไม่รู้ ข้าจะไปหาข่าวมาให้เจ้าค่ะ” ซู่หยางยืนกรานเสียงเข้ม“ต่อไปนี้ เรื่องในฝู ข้าคงจะได้รู้ทุกอย่างจากซู่หยาง แต่ข้าจะสืบหาความจริงเพื่อคุณหนูฟางเฟย ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง เพราะเหตุใดนางถึงเป็นไข้ จนต้องจบชีวิตลงเช่นนี้ ฝูแห่งนี้ แท้จริงแล้วคงจะมิได้สงบสุขนักสินะ







