เข้าสู่ระบบแม้ฝนจะหยุดตกตั้งแต่เมื่อวาน แต่ทว่าเช้าวันใหม่ในผืนป่าซานหลิงกลับยังคงชุ่มชื้นเป็นพิเศษราวกับเพิ่งหยุดตกใหม่ๆ
หมอกบางลอยอ้อยอิ่งอยู่ระหว่างลำต้นไม้สูงใหญ่ ราวกับม่านโปร่งที่ธรรมชาติกางคลุมผืนป่าเอาไว้ ใบไม้ที่อาบน้ำฝนยังเปียกชื้น มีหยดน้ำค้างเกาะพราว ส่งกลิ่นอายสดชื่นปะปนกับกลิ่นดินชื้นอย่างแผ่วเบา เสียงนกป่าขานรับกันเป็นระยะ บางคราวมีเสียงกิ่งไม้หักดังแผ่วคล้ายสัตว์เล็กเคลื่อนไหวอยู่ไกลๆ ลำแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลอดผ่านยอดไม้สูง โปรยลงมากระทบพื้นดินเป็นริ้ว สะท้อนหยดน้ำบนใบหญ้าให้ระยิบระยับ ผืนป่าดูสงบ งดงามและเงียบงันในคราเดียวกัน ทว่าหากผู้ใดคุ้นเคยย่อมรู้ดีว่า ใต้ความสงบนั้น ได้ซ่อนชีวิตและความระแวดระวังเอาไว้อย่างแนบเนียน สวีเหยียนเดินนำอยู่เบื้องหน้า คันธนูสะพายหลัง ก้าวเท้ามั่นคงเหยียบลงบนผืนดินชุ่มน้ำโดยไม่ส่งเสียงอันใดๆ เสื้อผ้าสีหม่นกลมกลืนกับเงาไม้ หวังต้าเดินตามหลังอยู่ไม่ห่าง มือหนึ่งลากเชือก อีกมือจับมีดล่าสัตว์แน่น “รอยกวางเมื่อคืนยังใหม่อยู่” หวังต้ากระซิบเสียงต่ำ สวีเหยียนเพียงพยักหน้าตอบ หาได้เอ่ยอันใด แม้สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบด้านอย่างระมัดระวัง แต่ในใจกลับกำลังคิดถึงเพียงคนเดียว เขาเกรงว่า หากผู้เป็นภรรยาตื่นขึ้นมาแล้วไม่พบเงาของตนอยู่ข้างกาย นางคงทำหน้าบึ้ง อารมณ์ไม่ดีไปครึ่งค่อนวันเป็นแน่และยามนี้ก็คงนั่งอยู่หน้าโต๊ะตัวเดิม…ไม่พ้นก้มหน้าเย็บผ้าด้วยสีหน้าจดจ่อดังเช่นทุกวัน ความคิดนั้นผุดขึ้นมาเพียงชั่วครู่ ก่อนที่สวีเหยียนจะสูดลมหายใจลึก สายตาคมกริบหันกลับมาจับจ้องผืนป่าตรงหน้าอีกครั้ง ในยามที่เขาอยู่ห่างจากนางเช่นนี้ ดังนั้น หน้าที่ของของเขาจึงมีเพียงอย่างเดียว คือกลับไปหานางอย่างปลอดภัย สวีเหยียนสูดลมหายใจเข้าลึกตั้งสติ สายตาคมกริบมองเห็นกิ่งไม้ใหญ่ที่หักอยู่ตรงหน้า หญ้าถูกเหยียบย่ำเอนล้มไปคนละทิศคนละทาง ความผิดปกติเหล่านี้ ล้วนไม่อาจรอดพ้นสายตาของเขาได้ ไม่นานนัก เขาก็หยุดฝีเท้าลง ตรงหน้าคือรอยเท้าจางๆ หลายรอยเหยียบซ้อนกันอยู่ริมธาร ลึกกว่ารอยกวาง หากกว้างเกินกว่าจะเป็นหมูป่าและที่สำคัญ ทิศทางของมันมุ่งลึกเข้าไปในเขตป่าที่พรานทั้งหมู่บ้านหลีกเลี่ยง “ตัวอันใดกัน” หวังต้ามองรอยเท้าบนพื้นดินแล้วอดขมวดคิ้วถามไม่ได้ แม้ฝีมือล่าสัตว์ของหวังต้าจะไม่แม่นยำและเก่งกาจเท่ากับ สวีเหยียน ทว่าทั้งชีวิตก็คลุกคลีอยู่กับป่าเขา เห็นร่องรอยของสัตว์ป่ามาแล้วนับไม่ถ้วน หากแต่รอยเท้าตรงหน้านี้…กลับชวนให้รู้สึกประหลาด คับคล้ายคับคามีขนาดที่ใกล้เคียงสัตว์ใหญ่ ทว่าไม่หนักแน่น ไม่ชัดเจน และไม่เป็นระเบียบอย่างที่ควรจะเป็น สวีเหยียนเองก็ขมวดคิ้วเช่นกัน เขาย่อตัวลง ใช้นิ้วแตะผืนดินชื้น กลิ่นอับหลังฝนเมื่อคืนปะปนกับกลิ่นคาวจางๆ ที่ไม่คุ้นเคย ลอยขึ้นมากระทบปลายจมูก…หาใช่กลิ่นของสัตว์ป่าที่เขาเคยล่า ในจังหวะนั้นเอง สายลมเย็นก็พัดผ่านยอดไม้ เสียงนกป่าที่เคยขานรับกันอยู่ทั่วบริเวณกลับเงียบงันลงอย่างฉับพลัน ความสงบเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอึดอัดที่อธิบายไม่ถูก และแล้วเสียงผิดปกติก็ดังแทรกเข้ามา ไม่ใช่เสียงคำราม…ไม่ใช่เสียงคำรบของสัตว์ หากเป็นเสียงของฝีเท้าที่เร่งร้อน เสียงหอบหายใจถี่กระชั้น และเสียงกิ่งไม้แห้งหักดังกรอบแกรบเป็นระยะ สวีเหยียนชะงัก ก่อนจะลุกขึ้นช้าๆ สีหน้าราบเรียบพลันตึงเครียด เขายกมือขึ้นเป็นสัญญาณส่งให้หวังต้าหยุด ทั้งสองหลบหลังต้นไม้ใหญ่แทบจะพร้อมกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด คันธนูถูกยกขึ้น ลูกศรถูกพาดสาย ปลายนิ้วกระชับมั่น ร่างกายตึงเครียดมิต่างสายธนูที่ถูกดึงจนสุด สายตาคมกริบหรี่ลงมองเห็นบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในป่า และมันหาใช่เพียงสัตว์ป่าธรรมดาอย่างแน่นอน! เสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ กิ่งไม้แห้งถูกเหยียบหักดังกรอบแกรบต่อเนื่องไม่เป็นจังหวะ คล้ายบ่งบอกถึงความตื่นตระหนกมากกว่า และเพียงชั่วอึดใจ เงาร่างหนึ่งก็พุ่งออกมาจากพุ่มไม้ด้านหน้า เป็นสตรีผู้หนึ่ง… เสื้อผ้าขาดวิ่น เปื้อนโคลนและคราบเลือดจางๆ เส้นผมยาวยุ่งเหยิงแนบติดแก้ม ใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือดฝาด ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว นางวิ่งสะดุดล้มหลายครั้ง แต่ยังฝืนลุกขึ้นวิ่งต่อ ราวกับมีบางสิ่งไล่ล่าตามหลังมา คล้ายถูกไล่ต้อนจนไร้หนทางหนี “ช่วยด…ช่วยข้าด้วย!” น้ำเสียงนั้นแหบพร่าแทบไม่เป็นคำ ร่างบางเซถลาล้มลงกับพื้นอีกครั้ง ก่อนจะพยายามคลานต่อ มือเรียวสั่นเทาคว้าอากาศราวกับคว้าเส้นชีวิต “เป็น…เป็นคน!” หวังต้าเห็นแล้วถึงกับอ้าปากค้าง “ในป่านี่หรือ…!?” ทว่าสวีเหยียนกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย สายตาคมกริบกวาดมองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเหลือบมองไปด้านหลังพุ่มไม้ที่นางโผล่ออกมา หูผึ่งฟังความเคลื่อนไหวรอบด้าน วันนี้ป่าเงียบผิดปกติ…เงียบเกินไป ยังไม่ทันสิ้นความคิด เสียงคำรามก็ดังขึ้นจากด้านหลังพงไม้ แม้ไม่ดังนัก หากแฝงด้วยแรงกดดันชวนให้ขนลุก สวีเหยียนไม่รอช้า ดึงสายธนูขึ้นเต็มแรง ดวงตาคมกริบจับจ้องเงาดำที่ขยับไหวอยู่หลังพุ่มไม้ ก่อนที่จะปล่อยลูกธนูออกไปโดยไม่ลังเล ฉึก! เสียงสัตว์ร้องแหลมดังขึ้น พร้อมร่างหมู่ป่าตัวหนึ่งที่พุ่งออกมาแล้วล้มลงกับพื้น เลือดแดงฉานซึมลงดินชื้น สตรีผู้นั้นหยุดคลานกะทันหัน ร่างทรุดฮวบลงกับพื้นราวกับเส้นเอ็นขาดสะบั้นทันที สวีเหยียนยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวออกมาจากที่กำบังอย่างระวัง มือยังจับคันธนูแน่น สายตากวาดมองรอบด้านอย่างไม่ประมาท ก่อนจะหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางตรงหน้า สตรีผู้นั้นเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาสั่นระริก เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง “ข้า…ข้าขอร้อง…” เสียงนั้นแหบพร่าแทบไม่เป็นคำ “ช่วยข้าด้วย…” “หนีผู้ใดมา” เขาถามเสียงต่ำ มิได้ลดคันธนูลง หวังต้ากลืนน้ำลายลงคอ มองเห็นสภาพอีกฝ่ายแล้วอดที่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ไม่ได้ “ดูท่าจะหนีตายมาจริงๆ” เขาเอ่ยตอบ สตรีผู้นั้นสะดุ้ง ริมฝีปากสั่นระริก “มี…มีคน…พวกมันจะฆ่าข้า…!” น้ำเสียงหวานแหบแหบพร่า ฟังแล้วแทบจับใจความไม่ได้นัก นัยน์ตาเมล็ดซิ่งช้อนมองบุรุษตรงหน้าทั้งสองอย่างอ้อนวอน และยังไม่ทันกล่าวจบ เสียงฝีเท้าหนักๆ หลายคู่ก็ดังแว่วมาไกลๆ ปะปนกับเสียงสบถหยาบคาย สวีเหยียนหรี่ตาลงทันที หัวคิ้วเข้มขมวดมุ่น ดูท่าแล้วคงหาใช่พวกโจรป่าธรรมดา เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงเช่นนี้เป็นของคนที่คุ้นเคยกับการไล่ล่า!? เขาชักลูกธนูขึ้นจนสุดสาย เอียงหน้าเล็กน้อยเป็นสัญญาณให้หวังต้าถอยเข้าหลบหลังต้นไม้ใหญ่ “อย่าส่งเสียง” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยแผ่วเบาคล้ายกำลังกระซิบกับสตรีที่นอนอยู่บนพื้น ดวงตาคมกริบกริบทอดมองป่าทึบตรงหน้าไม่แม้แต่จะกระพริบตา ก่อนจะใช้ปลายเท้าผลักนางให้หลบเข้าหลังพุ่มไม้หนาทึบ ทันใดนั้น ภาพใบหน้าของสตรีผู้หนึ่งแวบขึ้นมาในความคิดโดยไม่รู้ตัว…นางผู้เป็นภรรยาที่เขาหวงยิ่งกว่าสิ่งใดในชีวิต เหตุใดยามนี้เขาจึงต้องช่วจสตรีอื่นกัน!? สวีเหยียนไม่ชอบเข้าให้สตรีแปลกหน้าเข้าใกล้ ไม่ชอบเรื่องยุ่งยาก และยิ่งไม่ชอบสิ่งที่อาจนำความไใสงบกลับสู่เรือน ทว่าจะปล่อยให้สตรีผู้นี้ตายอยู่ตรงหน้า ก็ไม่ใช่นิสัยของเขาเช่นกัน “พานางออกจากป่าก่อน” สวีเหยียนสูดลมหายใจเฮือกก่อนพ่นออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความหนักอึ้ง จากนั้นจึงเอ่ยเสียงต่ำ ราวกับตัดสินใจเด็ดขาด “ที่นี่ไม่ปลอดภัย” หวังต้าพยักหน้าอย่างเห็นด้วย แม้ว่าจะรู้สึกตงิดใจอยู่บ้าง ทว่าก็รีบก้าวเข้าไปพยุงสตรีผู้นั้นขึ้นมาโดยไม่รีรอ ก่อนจะอดเหลือบมองสวีเหยียนไม่ได้ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังนัก “ยามนี้…ข้ามีภรรยาแล้ว” หากจะให้พาสตรีอื่นเข้าเรือนไปรักษา เพียงเพราะความสงสารหรือเห็นใจนั้น เขาคงต้องคิดให้หนักหนา เพราะหากภรรยาเข้าใจผิดขึ้นมา เกรงว่าคนที่ต้องหนีตายเสียเอง…คงเป็นเขา แน่นอน หากภรรยาโกรธ เขาก็ย่อมต้องง้อ แต่การง้อครั้งนั้น อาจมาพร้อมกับหนังสือหย่าที่ปะหน้าเขาเสียก่อนก็เป็นได้ นี่มิใช่แค่ช่วยคนกลางป่า แต่มันไม่ต่างอะไรกับการชักศึกเข้าบ้านโดยแท้! หวังต้าพูดจบก็ถอนหายใจยาวเหยียด ราวกับมองเห็นภาพอนาคตอันมืดมนลอยมาแต่ไกล “หากอาเหมยเห็นข้าพาสตรีแปลกหน้าเข้าเรือนไป ต่อให้นางจะเลือดท่วมตัวก็ยังถามก่อนว่าเป็นใคร!” เขาพูดพลางหัวเราะแห้งๆ “แล้วข้าก็คงจะตายทั้งเป็น” สวีเหยียนเหลือบตามองหวังต้าเพียงครู่เดียว ก่อนจะลดคันธนูลง เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างเรียบเฉย “เจ้าคิดว่าข้าต่างจากเจ้าหรือไร” หวังต้าชะงัก ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างรู้ทัน “นั่นสิ…แม่นางหลินแม้จะมีหน้าตานิ่งๆ แต่ข้าเห็นแววตาแล้ว ขืนมีสตรีอื่นเข้าใกล้สามีกะทันหัน…” เขาทำท่าปาดคอ พลางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคออย่างยากลำบาก กระซิบพูดเสียงเบา “ไม่ต้องถึงวันพรุ่งนี้…” สวีเหยียนไม่ตอบ สายตาคมกริบยังคงเรียบเฉย เพียงก้าวเข้าไปดูอาการสตรีผู้นั้นใกล้ๆ อีกครั้ง นางในสภาพหมดสติ เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง มีรอยขีดข่วนตามแขนขา รอยเท้าและคราบโคลนบ่งบอกชัดว่าไม่ได้เดินเข้าป่ามาเองด้วยความสมัครใจอน่ “นางบาดเจ็บหนัก” เขากล่าวเสียงต่ำ ช้อนตามองหวังต้า “หากปล่อยไว้ คงไม่รอด” หวังต้าขมวดคิ้วแน่นขึ้นท่าทางครุ่นเครียด “แล้วจะให้ทำอย่างไรดีเล่า หากขืนพานางกลับเรือนไป…ไม่ว่าจะเจ้าหรือข้าก็คงไม่รอดเช่นกัน แต่จะทิ้งไว้ก็ทำไม่ลง!” พอสิ่นคำ เขาก็พลางถอนหายใจหนักอึ้งราวกับมีหินร้อยชั่งกดทับอกเอาไว้ สวีเหยียนเงียบไปชั่วครู่ ดวงตาคมกริบลุ่มลึกท่าทางคล้ายกำลังคิดหนักไม่ต่างกัน ก่อนจะเอ่ยขึ้นช้าๆ ราวกับคิดรอบคอบแล้ว “อย่างไรก็ต้องบอกภรรยาเสียก่อนเถอะ หากนางไม่เต็มใจ ข้าก็จะพากลับมาทิ้งไว้ที่นี่” เขาเอ่ยน้ำเสียงเรียบ หากถ้อยคำกลับเด็ดขาดชัดเจน ราวกับเรื่องนี้ไม่มีที่ให้ต่อรองแม้แต่น้อย หวังต้าชะงัก ก่อนจะรีบเสริมอย่างจริงจัง “แต่ข้าขอพูดไว้ก่อน หากเรื่องนี้ไปถึงหูอาเหมย…ข้าคงได้ไปนอนใต้ชายคาโรงฟืนแน่”” “ข้าจะเป็นคนอธิบายเอง” สวีเหยียนเอ่ยทันควัน น้ำเสียงหนักแน่นราวกับตัดสินใจแล้วตั้งแต่แรก “หากเพียงช่วยชีวิตคนใกล้ตาย…จิตใจย่อมบริสุทธิ์ จะไม่แตะต้องนางเกินกว่าที่จำเป็น” หวังต้ามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง สายตาฉายแววครุ่นคิด ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วหัวเราะอย่างจนใจ “เหอะ! สวีเหยียน…เข้านี่นะ รักภรรยาจนคนอื่นพลอยต้องเกรงใจไปด้วย” สวีเหยียนมิได้ตอบโต้ เพียงกำมือแน่นขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมกริบทอดมองไปยังแนวป่าลึกเบื้องหลัง ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักบางสิ่งที่มองไม่เห็น ผู้ใดกันที่บีบให้สตรีผู้นี้ต้องหนีตายเข้ามาถึงป่าซานหลิงอันลึกเช่นนี้ และเหตุใดเสียงฝีเท้าที่เขาได้ยินก่อนหน้านั้น จึงยังไม่เลือนหายไปจากโสตประสาทแม้แต่น้อยหลายเดือนผ่านไปฤดูหนาวที่ยาวนานค่อยๆ คลายลง หิมะสีขาวโพลนละลาย เหลือเพียงสายลมเย็นบางเบาพัดผ่านกลางตลาด ความสัมพันธ์ของหลินซูเหยาและสวีเหยียน มิได้ถูกสั่นคลอนด้วยถ้อยคำซุบซิบนินทาอีกต่อไป ตรงกันข้าม…กลับแน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิมจากคู่สามีภรรยาที่เคยถูกผู้คนซุบซิบนินทา กลับกลายเป็นคู่ที่ใครเห็นก็อดไม่ได้ต้องเหลียวมองสายตาของผู้คนที่เคยเต็มไปด้วยเสียงกระซิบเย้ยหยัน บัดนี้กลับมีเพียงรอยยิ้มและสายตาอิจฉาปนชื่นชมสตรีออกเรือนหลายคนที่เคยเอาแต่พูดจาเสียดสี เริ่มนำผ้าเนื้อดีมาขอให้หลินซูเหยาช่วยเย็บปัก บางคนถึงกับเอ่ยปากชมฝีมือไม่ขาดปาก ราวกับไม่เคยพูดร้ายกันมาก่อนกลับจากหลังมือเป็นหน้ามืออย่างสิ้นเชิง!เปลี่ยนเร็วราวกับเป็นกิ้งก่า!ยามสาย แสงอาทิตย์อ่อนส่องลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาในเรือน หลินซูเหยานั่งอยู่หน้าโต๊ะ เตรียมเข็มด้ายอย่างเป็นระเบียบ ผืนผ้าสีอ่อนถูกคลี่วางตรงหน้ามือเรียวกำลังทดลองปักลายดอกเหมยอย่างแผ่วเบา แต่ยังไม่ทันได้ลงเข็ม เสียงจากหน้าประตูก็ดังขึ้น“แม่นางหลินอยู่หรือไม่เจ้าคะ!”หลินซูเหยาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูหน้าประตูเรือนมีสตรีวัยกลางคนสองสามคนยืนเกา
กระทั่งเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้น ประตูเรือนค่อยๆ เปิดออก เฮยเซวียนเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก ขนตาที่ถูกหิมะเกาะแข็งสั่นไหวแทบจะทันทีลั่วชิงหรูผลักบานประตูเรือนออกมาในจังหวะเดียวกันกับที่สายลมหนาวพัดโหมกระหน่ำเข้าใส่พร้อมกับเศษหิมะ ใบหน้าจึงซีดขาวยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นภาพตรงหน้าเฮยเซวียนยังคงคุกเข่าอยู่กลางลานหิมะ ร่างของเขาตั้งตรงไม่เอนเอียง ทว่าหิมะที่ตกหนักกลับทับถมจนบ่ากว้างและเส้นผมดำสนิทกลายเป็นสีขาวโพลน ขนตาถูกเกล็ดน้ำแข็งเกาะจนแทบลืมตาไม่ขึ้น ลมหายใจที่พ่นออกมาแผ่วเบา ราวกับขาดหายไปได้ทุกเมื่อลั่วชิงหรูยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าประตู ดวงตาคู่งามจ้องมองบุรุษที่เคยทำให้นางต้องกล้ำกลืนศักดิ์ศรีและน้ำตานับไม่ถ้วนหัวใจพลางบีบรัดอย่างไม่อาจควบคุม เมื่อยังเห็นเขานั่งนิ่งอยู่ตรงที่เดิมราวกับเหมือนหลายชั่วยามก่อนนางเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา“ยังไม่ตายอีกหรือ” ใบหน้าคนงามเชิดขึ้นไม่แม้แต่จะหันไปมองสักนิดหาใช่เพราะไม่อยากจะมอง หากแต่เป็นหัวใจของนางกลับสั่นสะท้าน เมื่อเห็นเขานั่งอยู่ตรงนั้นไม่ขยับเขยื้อนทั้งที่อากาศหนาวเย็นถึงเพียงนี้เหตุใดถึงได้โง่งมไม่เข้าเรื่อง!คำพู
แม้คำสั่งนั้นจะฟังดูโหดร้าย ท่านหมอชูถึงกลับลอบกลืนน้ำอึกใหญ่เมื่อได้ฟัง แม่นางบนเตียงผู้นี้แม้ภายนอกจะดูบอบบางและอ่อนแอ แต่จิตใจกลับแข็งกร้าวยิ่งนัก เกรงว่าหากใช้ค้อนทุบลงกลางอกก็คงไม่สะทกสะท้านหรือรู้สึกอันใดทว่าเฮยเซวียนกลับเพียงยืนนิ่งๆ หาได้โต้แย้งอันใดเขามองลั่วชิงหรูบนเตียงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย หาได้เอ่ยอันใดออกมาอีกหากนั้นเป็นความต้องการนาง…หากนั้นสมควรแล้วกลับสิ่งที่เขาเคยทำในอดีต…เช่นนั้น…ก็สมควรแล้วประตูเรือนถูกเปิดออก พร้อมกับสายลมหนาวพัดโชยหอบเอาเศษหิมะสีขาวโพลนปลิวว่อนเข้ามาด้านใน ร่างสูงเฮยเซวียนหันหลังก้าวออกไปกลางลานอย่างแน่วแน่และมั่นคงบรรยากาศลานด้านนอกเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหนาวพัดหวีดหวิวพาเกล็ดหิมะโปรยปรายไม่ขาดสาย พื้นหิมะขาวโพลนหนานุ่ม หากกลับเย็นเยียบเสียจนแทบกัดกินถึงกระดูกเฮยเซวียนยืนอยู่หน้าประตูเรือนเพียงชั่วหนึ่งดวงตาคมกริบสบเข้ากับนัยน์ตาเมล็ดซิ่งของนางที่ทอดมองผ่านหน้าต่าง ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าลงท่ามกลางหิมะที่ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่ลังเล แรงกระแทกกับพื้นดังอับทว่าบุรุษผู้นั้นกลับไม่แสดงท่าทีสะทกสะท้านแม้แต่น้อยเ
ดูเหมือนว่าถ้อยคำซุบซิบนินทาของผู้คนก็ไม่อาจสั่นคลอนความสัมพันธ์ของแม่นางหลินและสามีได้แม้แต่น้อย แต่ตรงกันข้าม ความสัมพันธ์ของสามีภรรยาคู่นี้กลับแนบแน่น รักใคร่กลมเกลียวยิ่งกว่าเดิมเสียอีกวันนี้ เมื่อทั้งสองปรากฏตัวกลางตลาดอีกครั้งหลังจากหายหน้าหายตาไปนานเกือบหนึ่งเดือน ผู้คนที่พบเห็นต่างพากันเบิกตากว้าง ราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆแท้จริงแล้ว หนึ่งเดือนที่หายไป หาได้เพราะเลิกรากันหรือแตกหัก หากแต่กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ทั้งคู่แปรเปลี่ยนเป็นสามีภรรยาที่รักใคร่ปานจะกลืนกินกันเสียแทน!ยามนี้จิตใจของหลินซูเหยาแข็งแกร่งขึ้นแล้ว ถ้อยคำของผู้คนไม่อาจทำให้นางหวั่นไหวหรือโอนเอนคล้อยตามได้ง่ายดายเช่นก่อนใบหน้าคนงามปรากฏรอยยิ้มจางๆ ในขณะเดินชมร้านนั้นออกร้านนี้ นัยน์ตาเมล็ดซิ่งเปล่งประกายอย่างตื่นเต้น ราวกับว่าเป็นเด็กน้อยวัยสามขวบที่ได้เลือกของเล่นชิ้นโปรดสวีเหยียนทอดมองท่าทางของภรรยาก็อารมณ์พลอยดีตามไปด้วย และหากมีเสียงซุบซิบใดๆ เล็ดลอดเข้าหู เขาก็ตวัดสายตามองกลับไปอย่างเฉียบเย็นในทันทีคนพวกนั้นกล้าดีอย่างไรมาทำให้ภรรยาของเขาบอบช้ำ!ตราบใดที่เขายังยืนอยู่ข้างกายนาง ต่อให้เป็นถ้อยคำจากคน
หิมะโปรยปรายกระหน่ำลงมาอย่างหนัก บางทีกองกันจนเป็นภูเขาลูกเล็กๆ บรรยากาศเย็นเยียบหนาวจับเข้ากระดูก ยามที่มีสายลมพัดผ่านมาพลันสั่นสะท้านขนลุกซู่ไปทั้งร่างไม่แน่ใจว่าเพราะอากาศยามนี้ที่หนาวเย็น หรือเป็นเพราะหน้าบ้านของหลินซูเหยานั้น มีกลุ่มเหล่าชายฉกรรจ์นับสิบ ก่อกองเพลิงจุดไฟพิงอยู่หน้าประตูเรือน แทบทั้งวันทั้งคืนผลัดเปลี่ยนเวรยามมิต่างจากกำลังเฝ้านักโทษก็ไม่ปานเหล่าชาวบ้านที่ชอบพากันเดินผ่าน พักหลังมานี้กลับไร้ผู้ใดกล้าเข้ามาแม้แต่ครึ่งฝีเท้าหรือหาผู้ใดที่บังเอิญเดินผ่านมาทางนี้แล้วยังต้องหยุดยืนอยู่ห่างๆ มองด้วยสายตาระแวดระวังเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นบรรยากาศรอบเรือนกลับเงียบสงัดราวกับถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกมืดมิด เพียงแค่เห็นเงาดำๆ ของกลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบ นั่งล้อมวงเรียงรายอยู่หน้าประตูเรือน ฝีเท้าที่เคยหนักแน่นมั่นคงก็พลันชะงักกึก ร่างเกร็งขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว ความกลัวฉับพลันแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แววตาที่หวาดหวั่นมองพวกชายฉกรรจ์ด้วยความระแวงหันหลังถอยหนีอย่างว่องไวแทบไม่ทัน แต่ละก้าวเต็มไปด้วยความรีบเร่งราวกับทุกชั่วอึดใจคือความตายก็ไม่ปานปีนี้สวีเหยียนเข้าป่าล่าสัตว์นับครั้งไม่ถ้วน
ถ้อยคำนั้นราวกับมีดคมกริบ ฟาดฟันลงกลางอกเฮยเซวียนเข้าเต็มแรงจนจุกคล้ายจะกระอักเลือดออกมาเขานิ่งงัน ราวกับถูกตรึงไว้กับที่ ลมหายใจหนักอึ้งจนแทบขาดห้วง ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวฉายแววสั่นไหวอย่างปิดไม่มิด“ลั่วชิงหรู…” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยแผ่วต่ำราวกับลำคอถูกบีบไม่ว่าคำใด ก็ไร้ค่าเกินกว่าจะหลุดพ้นริมฝีปากออกมาได้นางพลางหลับตาลงช้าๆ ขนตาสั่นระริก น้ำตาใสเอ่อคลอ แม้จะกัดฟันกลั้นไว้สุดกำลัง แต่หยดหนึ่งก็ยังหลุดร่วง เปียกซับลงบนหมอนผืนขาวร่างบางสั่นสะท้านเพียงน้อยนิด หากเพียงพอจะทำให้คนมองรู้ว่าความเจ็บปวดนั้นฝังลึกเพียงใดเฮยเซวียนหลุบตาลงต่ำ นิ้วมือสั่นไหวเล็กน้อยก่อนกำแน่นอีกครั้ง เขาพูดเสียงแหบพร่า “เมียและลูกข้าอยู่ที่นี่…จะให้ข้าไสหัวไปที่อื่นได้อย่างไรกัน”ดวงตาคมกริบทอดมองแผ่นหลังบางที่สั่นระริก คล้ายกำลังหลั่งน้ำตาร้องไห้ออกมา หัวใจแกร่งก็พลันปวดหนึบจนต้องกัดฟัน“ข้า…ข้าขอโทษ”น้ำเสียงทุ้มนั้นเบาหวิวคล้ายจะถูกกลืนหายไปกับเสียงของไม้ในกองเพลิงที่กำลังแตกกระจาย“หนวกหูนัก! ข้าไม่อยากฟัง” ลั่วชิงหรูเอ่ยเสียงแข็งหลินซูเหยาเหลือบมองสามีแวบหนึ่ง ก่อนลุกขึ้นจากเตียงอย่างช้าๆ นางก้าวไปหยุดยืนต
ยามนี้สวีเหยียนโกรธเกรี้ยวจนแทบอยากสังหารสตรีผู้นั้นให้สิ้นลมหายใจในคราเดียวดวงตาคมกริบวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ มือที่กำแน่นสั่นไหวอย่างห้ามไม่อยู่ หากมิใช่เพราะแม่นางหลินนอนบาดเจ็บอยู่บนเตียงตรงหน้า เกรงว่าเขาคงไม่ยั้งมือไว้ได้แน่อาเหมยเหลือบมองเห็นสายตาวิงวอนของหลินซูเหยาเข้าพอดี แม้นางไม่ได้เอ่ยถ
หลายวันผ่านไปอาการของหานกู้เฟิงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากพิษร้ายในร่างกายถูกขับออกจนแทบหมดสิ้นดังนั้น พักหลังมานี้เขาจึงไม่ได้เอาแต่นอนนิ่งๆ อยู่บนเตียง กลอกตามองเพดานอย่างคนสิ้นหวังอีกต่อไป หากแต่ลุกขึ้นใช้ชีวิตได้มากขึ้น และไม่ต้องกล้ำกลืนความรู้สึกสมเพชที่อัดแน่นอยู่เต็มอกอย่างน่าเวทนาวันน
หลินซูเหยาพอได้ยินถ้อยคำเช่นนั้นก็หลุดหัวเราะร่าออกมาเบาๆ คล้ายฟังเรื่องตลกขบขันที่อดกลั้นไม่ไหวเสียงหัวเราะนั้นไม่ดังนัก หากกลับทำให้บรรยากาศหนักอึ้งเมื่อครู่คลายลงอย่างเห็นได้ชัด นัยน์ตาเมล็ดซิ่งพลางช้อนขึ้นสบตาบุรุษตรงหน้า แววตาที่เคยนิ่งสงบกลับอ่อนยวบลงเล็กน้อย“สามีกล่าวเกินจริงไปแล้ว” นางเอ่
สวีเหยียนและหลินซูเหยาร่วมกราบไหว้ฟ้าดิน ผูกผมครองคู่ร่วมกันมาจนปีนี้ก็ครบเจ็ดปีพอดีตลอดเจ็ดปีนั้น ไม่ว่าอุปสรรคหรือหนามแหลมใดที่ขวางกั้น ทั้งสองล้วนจับมือกันแน่น ฝ่าฟันมาด้วยกันจนถึงวันนี้หากกล่าวตามตรงความสัมพันธ์ของทั้งคู่แน่นแฟ้นยิ่งนักเพราะหาได้ก่อร่างขึ้นจากเพียงความรัก หากแต่หล่อหลอมจากวั







