เข้าสู่ระบบหลินซูเหยาส่งสามีเข้าป่าล่าสัตว์ เฉกเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา และไม่เคยมีสิ่งใดผิดพลาด สามีกลับเรือนพร้อมกับของติดไม้ติดมือุกครา ทว่าในวันนั้น ทุกอย่างกลับไม่เหมือนเดิม แทนที่จะกลับมาพร้อมสัตว์ป่าแต่ สามีกลับพาสตรีผู้หนึ่งกลับเรือนแทน.. ร่างของนางอาบไปด้วยเลือด อาการบาดเจ็บสาหัส ราวกับเพิ่งหลุดพ้นจากความตาย ด้วยความเวทนาและเมตตา หลินซูเหยาจึงยื่นมือช่วยรักษา ประคองชีวิตสตรีแปลกหน้าผู้นั้นไว้ โดยไม่เคยนึกเลยว่า…นี่จะเป็นก้าวแรกของรอยร้าวในชีวิตคู่ คำครหาของผู้คนค่อยๆ ดังขึ้น ถ้อยคำไร้หลักฐานกลับกลายเป็นเชื้อเพลิง สุมใส่กองเพลิงแห่งความสงสัยในหัวใจนาง หลินซูเหยารักษาสตรีผู้นั้นจนหายดี แต่กลับไม่อาจรักษาความสัมพันธ์ระหว่างตนเกับสามีได้ รอยร้าวค่อยๆ ปรากฏ หาใช่เพราะนางไม่เชื่อใจเขา หากแต่เพราะคำพูดของผู้อื่น…คมยิ่งกว่าหนามแหลม กระทั่งวันหนึ่ง ความจริงที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยก็ปรากฏ...สตรีผู้นั้นตั้งครรภ์ขึ้นมา รักเจ็ดปีของหลินซูเหยา ความผูกพันที่นางเชื่อมั่นมาตลอด กำลังสั่นคลอน และรอยร้าวนั้น…กำลังจะปริแตกอย่างไม่อาจหวนคืน
ดูเพิ่มเติมหมอกยามเช้าลอยคลอเหนือหมู่บ้านซานหลิงราวม่านบางสีขาวนวล
กลิ่นดินชื้นหลังฝนเมื่อคืนยังคงลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นควันไฟจากครัวแต่ละหลัง เสียงไก่ขันรับอรุณดังแว่วมาเป็นระยะ สอดรับกับเสียงฝีเท้าของชาวบ้านที่เริ่มออกจากเรือนเพื่อเตรียมงานของวันใหม่ ทุกอย่างดูสงบเรียบง่าย ทว่าเต็มไปด้วยลมหายใจของชีวิตของผู้คนที่ดำเนินไป บ้านไม้เล็กหลังหนึ่งตรงเชิงเขาดูเงียบสงบกว่าที่อื่นเล็กน้อย หน้าต่างบานเก่าถูกเปิดแง้มรับแสงอรุณอ่อนๆ สาดส่องต้องโต๊ะไม้ตัวเล็กภายในเรือน สตรีผู้หนึ่งนั่งอยู่ตรงนั้น แผ่นบางหลังเหยียดตรงสง่า ในมือของนางถือเข็มเงินเล่มหนึ่ง เคลื่อนขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอ ปลายนิ้วเรียวจับผ้าฝ้ายสีอ่อนแน่น รอยเย็บเรียงตัวเป็นระเบียบ งดงามราวกับลายเส้นที่ถูกวาดด้วยความตั้งใจ นัยน์ตาเมล็ดซิ่งเพ่งมองไม่กระพริบตา แม้ท่าทางจะดูสงบนิ่ง หากในแววตากลับกำลังชั่งน้ำหนักคำนวณ หาได้เร่งรีบแม้เพียงจังหวะเดียวราวกับผ่านการไตร่ตรองมาแล้วอย่างรอบคอบ มิต่างจากในใจนางมีไม้บรรทัดล่องหน วัดระยะทุกเส้นด้ายให้ลงตัวพอดี ไม่ว่าจะฤดูกาลใด จะงานมงคลหรืองานไว้ทุกข์ เสื้อผ้าของผู้คนในหมู่บ้านซานหลิงล้วนต้องผ่านมือของหลินซูเหยาทั้งสิ้น ตั้งแต่ชุดแต่งงานมงคงสีแดงฉาดที่ต้องเย็บปักอย่างประณีต ไปจนถึงชุดไว้ทุกข์สีหม่นที่ต้องตัดเย็บให้เรียบง่ายไร้ลวดลายแต่ต้องละเอียดนั้น…นางก็ล้วนใส่ใจไม่ต่างกัน ล้วนบ่งบอกนิสัยของนางได้อย่างชัดเจน เข็มเงินเล่มบางวับวาวสะท้อนแสงอรุณ เคลื่อนขึ้นลงอย่างมั่นคง ปลายนิ้วเรียวแตะแนบผืนผ้าแน่น ทว่ากลับอ่อนโยน ฝีเย็บเรียงชิดเสมอกัน ไม่มีเส้นใดเกิน ไม่มีฝีใดขาด หลินซูเหยาเป็นคนอ่อนหวาน หากมิได้อ่อนแอ นางละเอียดอ่อน ใจเย็น และรอบคอบ จนไม่ยอมปล่อยให้ความผิดพลาดใดเล็ดลอดผ่านปลายนิ้วไปได้ หลินซูเหยาคือช่างเย็บผ้าประจำหมู่บ้านซานหลิง ผู้คนในหมู่บ้านจึงต่างพากันกล่าวว่า หากเสื้อผ้าชุดใดที่ได้ผ่านจากมือหลินซูเหยาแล้ว ย่อมไม่มีวันที่จะต้องแก้ไขซ้ำ ต่อให้เป็นวันสำคัญหรือยามที่โศกเศร้า ก็ยังรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาได้อย่างประหลาด บ้างอาจไม่รู้จักนิสัยใจคอของนางดีนัก ทว่าหากเอ่ยถึงฝีมือ ทุกคนต่างพยักหน้าพร้อมกันเยินยอให้โดยไม่ต้องลังเล หลินซูเหยาไม่ใช่หญิงงามสะกดสายตาในคราแรกพบ แต่เมื่อมองนานเข้า จะพบว่าความอ่อนโยนบนใบหน้าและความนิ่งสงบในแววตานั้น ชวนให้ผู้คนรู้สึกสบายใจอย่างประหลาด ราวกับผืนผ้าที่ผ่านการเย็บอย่างประณีตอาจไม่ฉูดฉาด ทว่าแข็งแรงและงดงามในแบบของมันเอง “ยังไม่พักอีกหรือ” น้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลัง ร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งยืนพิงกรอบประตูไม้ คันธนูยังคงพาดอยู่บนบ่า หนังสัตว์ที่เพิ่งล่าได้ยังห้อยอยู่ข้างเอว กลิ่นคาวเลือดจางๆ ปะปนกับกลิ่นดินชื้นจากยามเช้า สวีเหยียนเป็รนายพรานผู้มีฝีมือแห่งหมู่บ้านซานหลิง ผู้คนในหมู่บ้านล้วนกล่าวขานว่าเขาเป็นนักล่าที่อันตรายที่สุดในละแวกนี้ และยังเป็นสามีของหลินซูเหยา หลินซูเหยาชะงักมือเล็กน้อยพอได้ยินน้ำเสียงคุ้นเคย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง แสงอรุณสะท้อนในดวงตาเมล็ดซิ่งของนาง นิ่งสงบดังเดิม “เหลืออีกเพียงไม่กี่ฝีเข็มก็เสร็จแล้วเจ้าค่ะ” นางเอ่ยตอบเสียงเบา ราวกับกลัวว่าจะรบกวนความเงียบของยามเช้า ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มยิ้มจางๆ บางเบาอบอุ่นส่งให้สามี สวีเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตาคมกริบที่เคยเย็นชา ยามนี้กลับอ่อนลงแทบจะทันที “ไฉนภรรยาเพียงคนเดียวข้าจะเลี้ยงดูไม่ได้กัน” เขามองเห็นรอยคล้ำบางใต้ดวงตานาง เห็นปลายนิ้วเรียวที่แดงระเรื่อจากการจับเข็มนานเกินควร หัวใจแกร่งในอกพลันกระตุกวูบ หาใช่เป็นเขาที่ปล่อยให้นางต้องทำงานหนักเช่นนี้ หากเป็นเพราะนางดื้อรั้น ไม่ยอมฟังคำเขาต่างหาก ทั้งที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเอ่ยไว้ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นไว้ชัดเจน ตั้งแต่วันแรกที่นางก้าวเข้ามาอยู่ใต้หลังคาเดียวกันว่า… เขายินดีรับผิดชอบดูแลนางไปตลอดชีวิต เป็นผู้รับภาระทุกอย่างแทน จะดูแลนางให้ดีที่สุด ไม่ให้นางต้องหยิบจับสิ่งใดให้นิ้วมืออันนุ่มนิ่มต้องระคายเปรอะเปื้อน ไม่ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานหนักให้เหนื่อยล้า เพียงแค่อยู่เคียงข้างเขาไปชั่วชีวิตก็เพียงพอแช้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานบ้าน หุงหาอาหาร ซักผ้า ฟืนไฟ หรือแม้แต่เรื่องเล็กน้อยจุกจิกยุบยิบในเรือน เขาล้วนเต็มใจเป็นผู้จัดการทั้งหมด ขอเพียงให้นางนั่งมองและส่งยิ้มให้เขา หรือเอ่ยเรียกชื่อเขาเบาๆ สักคำ หัวใจของเขาก็อ่อนยวบลงได้ง่ายดายนัก ทว่านางกลับหัวเราะขบขันแล้วกล่าวว่าจะให้นั่งกินนอนกิน มองดูสามีตรากตรำเพียงผู้เดียวได้อย่างไร หากเป็นเช่นนั้น เกรงว่านางคงเป็นภรรยาหน้าหนาเกินไปสักหน่อย คำพูดนั้นหาได้ทำให้สวีเหยียนไม่พอใจ ตรงกันข้าม…กลับทำให้หัวใจแกร่งดั่งหินผาของเขาอ่อนยวบลงอย่างไร้เหตุผล เขาจึงยอมตามใจ…ยอมให้นางทำในสิ่งที่นางรัก และยอมเป็นเงาที่คอยปรนนิบัติภรรยาแทนอย่างเต็มใจ เขายืนมองแผ่นหลังบางที่นั่งเย็บผ้าอย่างตั้งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้โดยไม่ให้เกิดเสียง มือหยาบกร้านจากการจับคันธนูและมีดล่าสัตว์ เอื้อมไปวางทาบบนบ่าของนางอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าจะทำให้นางสะดุ้ง “พักเสียหน่อยเถิด” เขากล่าวเสียงต่ำอ่อนโยน “หากดวงตาเจ้าเมื่อย ข้าจะเป็นคนเย็บแทนให้เอง…แม้จะไม่งดงามเท่า แต่ก็พอดูได้” หลินซูเหยาหัวเราะร่าออกมาเบาๆ คล้ายเสียงลมพัดผ่าน นางเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาอ่อนโยนจนทำให้สวีเหยียนต้องเบือนหน้าหนีเล็กน้อย “อีกนิดเดียวเท่านั้น” หลินชิงเยว่เงยหน้าขึ้น ยิ้มบางๆ ให้เขา “เสื้อของป้าหวังต้องใช้พรุ่งนี้ ข้าอยากเย็บให้เสร็จก่อนแล้วจะพักจริงๆ” สวีเหยียนไม่เคยเกรงกลัวสัตว์ร้ายใดในป่า หากแต่สายตาเช่นนี้ของภรรยา กลับทำให้หัวใจเขาเต้นผิดจังหวะได้เสมอ สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจอย่างยอมแพ้ จากนั้นจึงนั่งลงข้างๆ ฝ่ามือหนาคอยหยิบด้ายให้ อีกมือคอยประคองโคมไฟไม่ให้แสงสั่นไหว ช่างเถิด บ้านหลังนี้…ภรรยาเป็นใหญ่ นางกล่าวว่าอันใดก็หมายความเช่นนั้น หากนางปวดเมื่อที่ใดหรือรู้สึกเหนื่อย…เขาก็จะดูแลเอง เดิมที หลังฝนหยุดตกยามใกล้รุ่งสางเช่นนี้ ป่าเขามักอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การล่าสัตว์ยิ่งนัก สวีเหยียนจึงตั้งใจจะออกไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง พร้อมกับหวังต้าซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ไม่ไกลกันนัก ทว่าเพียงเขาขยับตัวจากที่นอนก็คล้ายกับว่าปลุกให้ภรรยาลืมตาตื่นในทันที เกรงว่าภายหลังจากที่เขาก้าวออกจากเรือนไปแล้วนั้น นางคงจุดตะเกียง นั่งลงหน้าโต๊ะไม้ตัวเดิม หยิบเข็มเงินขึ้นมาเย็บผ้า…ทีละฝีเข็ม ตั้งแต่ฟ้ายังสลัวจนกระทั่งแสงอรุณค่อยๆ แทรกผ่านหมอกและดวงอาทิตย์ลอยขึ้นสูงเหนือยอดเขาอยู่เช่นนั้น เมื่อเขากลับมา…นางก็ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ไม่ขยับเขยื้อนอย่างเคย แผ่นหลังบางยังคงเหยียดตรง มือเรียวยังขยับขึ้นลงอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ราวกับเวลาทั้งหมดไม่อาจทำให้นางหยุดพักได้ หัวใจของสวีเหยียนกลับกระตุกวูบ ความรู้สึกบางอย่างเอ่อล้นขึ้นมาอย่างไม่อาจห้าม เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ เข้าไปใกล้โดยไม่รู้ตัว มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปจับข้อมือนางไว้อ่อนโยน “พอแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างอดกลั้น “มือเจ้าไม่ได้มีไว้ทำงานหนักเช่นนี้” หลินซูเหยาชะงัก ปลายนิ้วสั่นเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาฉายแววแปลกใจปนขบขัน “นึกว่าจะพูดไปแล้วจะรู้เรื่องแล้วเสียอีก” คำตอบนั้นกลับทำให้เขาขมวดคิ้วแน่นขึ้น แทนที่จะคลายใจ กลับรู้สึกอึดอัดยิ่งกว่าเดิม “แต่ข้าเห็นภรรยาทำงานหนักเช่นนี้แล้วปวดใจ” เขากล่าวเสียงแผ่ว พลางดึงเข็มเงินออกจากมือนางอย่างเอาแต่ใจ วางลงบนโต๊ะอย่างไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ “ข้ารู้เรื่อง…หาใช่เด็กสามขวบเสียหน่อย หากแต่ภรรยาพักก่อนเถิด ข้าจะต้มน้ำร้อนให้ จะได้อุ่นมือ” เขากล่าวออกมา สายตาคมกริบเต็มไปด้วยอ่อนโยน ปนความห่วงใยฉายชัดออกมาไม่ปิดบัง หลินซูเหยานิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมปล่อยให้เขากุมมือไว้เช่นนั้น โดยไม่ดึงกลับ สวีเหยียนทอดสายตามองภรรยาไม่วางตา ดวงตาคมกริบที่เคยเย็นชา บัดนี้มีเพียงความอ่อนโยนปะปนหลงใหล ราวกับทั้งชีวิตของเขา เหลือเพียงสตรีตรงหน้าเท่านั้น ขณะเดียวกันนั้น หวังต้าที่ลากกวางป่าออกมาจากภูเขา ก็ได้แต่ยืนนิ่งอยู่หน้าบ้าน ตาโตค้างราวกับถูกสาป เขาเข้าใจอยู่เต็มอกว่าเหตุใดบุรุษผู้นี้ถึงได้เร่งรีบออกจากป่ากลับมาก่อนใคร หาใช่เพราะเหนื่อยหรือเบื่อการล่าสัตว์ หากแต่เป็นคะนึงหาภรรยาจนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวต่างหาก ทว่ามองไปมองมา ภาพที่เห็นกลับชวนให้ส่ายหน้าไม่ได้ บุรุษรูปร่างกำยำที่เคยยืนหยัดกลางพายุฝน เล็งคันธนูด้วยสายตาเย็นเฉียบ มิต่างนักฆ่า หากแต่ยามนี้สายตากลับทอดมองไปยังสตรีผู้หนึ่งไม่วางอย่างอ่อนโยน ทว่าดูราวกับเด็กสามขวบที่เกาะติดมารดาไม่ห่าง แต่นึกแล้วน่าแปลกนัก! ยามปล่อยดึงสาย ปล่อยลูกธนู…สายตาของสวีเหยียนแข็งกร้าวไร้ความรู้สึก แต่เพียงแค่หันมามองภรรยา แววตานั้นกลับอ่อนยวบลงในพริบตา ดูคล้ายแมวน้อยเชื่องๆ ตัวหนึ่งที่พร้อมจะหมอบราบแทบเท้าก็ไม่ปาน หวังต้าส่ายหน้าเบาๆ พลางถอนหายใจยาวเหยียด ผู้คนทั้งหมู่บ้านซานหลิงมีผู้ใดไม่รู้บ้างว่า...สวีเหยียนรักภรรยายิ่งกว่าสิ่งใดในชีวิต และหากผู้ใดริอาจกล้าทำให้แม่นางหลินต้องเจ็บช้ำ คงไม่มีโอกาสได้ถอนหายใจเป็นครั้งที่สองแน่นอน!หลายเดือนผ่านไปฤดูหนาวที่ยาวนานค่อยๆ คลายลง หิมะสีขาวโพลนละลาย เหลือเพียงสายลมเย็นบางเบาพัดผ่านกลางตลาด ความสัมพันธ์ของหลินซูเหยาและสวีเหยียน มิได้ถูกสั่นคลอนด้วยถ้อยคำซุบซิบนินทาอีกต่อไป ตรงกันข้าม…กลับแน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิมจากคู่สามีภรรยาที่เคยถูกผู้คนซุบซิบนินทา กลับกลายเป็นคู่ที่ใครเห็นก็อดไม่ได้ต้องเหลียวมองสายตาของผู้คนที่เคยเต็มไปด้วยเสียงกระซิบเย้ยหยัน บัดนี้กลับมีเพียงรอยยิ้มและสายตาอิจฉาปนชื่นชมสตรีออกเรือนหลายคนที่เคยเอาแต่พูดจาเสียดสี เริ่มนำผ้าเนื้อดีมาขอให้หลินซูเหยาช่วยเย็บปัก บางคนถึงกับเอ่ยปากชมฝีมือไม่ขาดปาก ราวกับไม่เคยพูดร้ายกันมาก่อนกลับจากหลังมือเป็นหน้ามืออย่างสิ้นเชิง!เปลี่ยนเร็วราวกับเป็นกิ้งก่า!ยามสาย แสงอาทิตย์อ่อนส่องลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาในเรือน หลินซูเหยานั่งอยู่หน้าโต๊ะ เตรียมเข็มด้ายอย่างเป็นระเบียบ ผืนผ้าสีอ่อนถูกคลี่วางตรงหน้ามือเรียวกำลังทดลองปักลายดอกเหมยอย่างแผ่วเบา แต่ยังไม่ทันได้ลงเข็ม เสียงจากหน้าประตูก็ดังขึ้น“แม่นางหลินอยู่หรือไม่เจ้าคะ!”หลินซูเหยาชะงักเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูหน้าประตูเรือนมีสตรีวัยกลางคนสองสามคนยืนเกา
กระทั่งเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้น ประตูเรือนค่อยๆ เปิดออก เฮยเซวียนเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก ขนตาที่ถูกหิมะเกาะแข็งสั่นไหวแทบจะทันทีลั่วชิงหรูผลักบานประตูเรือนออกมาในจังหวะเดียวกันกับที่สายลมหนาวพัดโหมกระหน่ำเข้าใส่พร้อมกับเศษหิมะ ใบหน้าจึงซีดขาวยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นภาพตรงหน้าเฮยเซวียนยังคงคุกเข่าอยู่กลางลานหิมะ ร่างของเขาตั้งตรงไม่เอนเอียง ทว่าหิมะที่ตกหนักกลับทับถมจนบ่ากว้างและเส้นผมดำสนิทกลายเป็นสีขาวโพลน ขนตาถูกเกล็ดน้ำแข็งเกาะจนแทบลืมตาไม่ขึ้น ลมหายใจที่พ่นออกมาแผ่วเบา ราวกับขาดหายไปได้ทุกเมื่อลั่วชิงหรูยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าประตู ดวงตาคู่งามจ้องมองบุรุษที่เคยทำให้นางต้องกล้ำกลืนศักดิ์ศรีและน้ำตานับไม่ถ้วนหัวใจพลางบีบรัดอย่างไม่อาจควบคุม เมื่อยังเห็นเขานั่งนิ่งอยู่ตรงที่เดิมราวกับเหมือนหลายชั่วยามก่อนนางเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา“ยังไม่ตายอีกหรือ” ใบหน้าคนงามเชิดขึ้นไม่แม้แต่จะหันไปมองสักนิดหาใช่เพราะไม่อยากจะมอง หากแต่เป็นหัวใจของนางกลับสั่นสะท้าน เมื่อเห็นเขานั่งอยู่ตรงนั้นไม่ขยับเขยื้อนทั้งที่อากาศหนาวเย็นถึงเพียงนี้เหตุใดถึงได้โง่งมไม่เข้าเรื่อง!คำพู
แม้คำสั่งนั้นจะฟังดูโหดร้าย ท่านหมอชูถึงกลับลอบกลืนน้ำอึกใหญ่เมื่อได้ฟัง แม่นางบนเตียงผู้นี้แม้ภายนอกจะดูบอบบางและอ่อนแอ แต่จิตใจกลับแข็งกร้าวยิ่งนัก เกรงว่าหากใช้ค้อนทุบลงกลางอกก็คงไม่สะทกสะท้านหรือรู้สึกอันใดทว่าเฮยเซวียนกลับเพียงยืนนิ่งๆ หาได้โต้แย้งอันใดเขามองลั่วชิงหรูบนเตียงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย หาได้เอ่ยอันใดออกมาอีกหากนั้นเป็นความต้องการนาง…หากนั้นสมควรแล้วกลับสิ่งที่เขาเคยทำในอดีต…เช่นนั้น…ก็สมควรแล้วประตูเรือนถูกเปิดออก พร้อมกับสายลมหนาวพัดโชยหอบเอาเศษหิมะสีขาวโพลนปลิวว่อนเข้ามาด้านใน ร่างสูงเฮยเซวียนหันหลังก้าวออกไปกลางลานอย่างแน่วแน่และมั่นคงบรรยากาศลานด้านนอกเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหนาวพัดหวีดหวิวพาเกล็ดหิมะโปรยปรายไม่ขาดสาย พื้นหิมะขาวโพลนหนานุ่ม หากกลับเย็นเยียบเสียจนแทบกัดกินถึงกระดูกเฮยเซวียนยืนอยู่หน้าประตูเรือนเพียงชั่วหนึ่งดวงตาคมกริบสบเข้ากับนัยน์ตาเมล็ดซิ่งของนางที่ทอดมองผ่านหน้าต่าง ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าลงท่ามกลางหิมะที่ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่ลังเล แรงกระแทกกับพื้นดังอับทว่าบุรุษผู้นั้นกลับไม่แสดงท่าทีสะทกสะท้านแม้แต่น้อยเ
ดูเหมือนว่าถ้อยคำซุบซิบนินทาของผู้คนก็ไม่อาจสั่นคลอนความสัมพันธ์ของแม่นางหลินและสามีได้แม้แต่น้อย แต่ตรงกันข้าม ความสัมพันธ์ของสามีภรรยาคู่นี้กลับแนบแน่น รักใคร่กลมเกลียวยิ่งกว่าเดิมเสียอีกวันนี้ เมื่อทั้งสองปรากฏตัวกลางตลาดอีกครั้งหลังจากหายหน้าหายตาไปนานเกือบหนึ่งเดือน ผู้คนที่พบเห็นต่างพากันเบิกตากว้าง ราวกับเห็นผีกลางวันแสกๆแท้จริงแล้ว หนึ่งเดือนที่หายไป หาได้เพราะเลิกรากันหรือแตกหัก หากแต่กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ทั้งคู่แปรเปลี่ยนเป็นสามีภรรยาที่รักใคร่ปานจะกลืนกินกันเสียแทน!ยามนี้จิตใจของหลินซูเหยาแข็งแกร่งขึ้นแล้ว ถ้อยคำของผู้คนไม่อาจทำให้นางหวั่นไหวหรือโอนเอนคล้อยตามได้ง่ายดายเช่นก่อนใบหน้าคนงามปรากฏรอยยิ้มจางๆ ในขณะเดินชมร้านนั้นออกร้านนี้ นัยน์ตาเมล็ดซิ่งเปล่งประกายอย่างตื่นเต้น ราวกับว่าเป็นเด็กน้อยวัยสามขวบที่ได้เลือกของเล่นชิ้นโปรดสวีเหยียนทอดมองท่าทางของภรรยาก็อารมณ์พลอยดีตามไปด้วย และหากมีเสียงซุบซิบใดๆ เล็ดลอดเข้าหู เขาก็ตวัดสายตามองกลับไปอย่างเฉียบเย็นในทันทีคนพวกนั้นกล้าดีอย่างไรมาทำให้ภรรยาของเขาบอบช้ำ!ตราบใดที่เขายังยืนอยู่ข้างกายนาง ต่อให้เป็นถ้อยคำจากคน
“ข้าไม่หย่า!”สวีเหยียนเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ ราวกับหยั่งรู้ความคิดที่สั่นไหวอยู่ในใจสตรีตรงหน้าได้หัวคิ้วเข้มขมวดมุ่น สีหน้าหนักอึ้งลงในพริบตา ความแน่วแน่ในแววตานั้นไม่มีช่องว่างให้ลังเลแม้แต่น้อยเขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวหนึ่ง แล้วคว้าร่างบางของภรรยาเข้ามาโอบกอดไว้แน่นในอ้อมแขน
ภายหลังจากช่วยพยุงลั่วชิงหรูเข้าเรือนให้นอนพักเรียบร้อยแล้วและดูอาการอยู่ครู่หนึ่ง พออีกฝ่ายคล้อยหลับไป ทั้งนาง หวังต้า แม่นางหลินและสวีเหยียนต่างพากันออกมาเงียบๆ ก่อนจะมาหยุดยืนอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่หน้าบ้านแทนสายลมยามบ่ายพัดเอื่อย ทว่าบรรยากาศกลับหนักอึ้งอย่างประหลาด ภาพใบหน้าซีดเซียวอิดโรยของสตรีผู้
ภายในค่ายโจรป่าที่ซ่อนตัวอยู่หลังภูเขาหมู่บ้านซางหลินเปลวไฟในกองฟืนลุกโชนสว่างวาบ สาดแสงสะท้อนเงาร่างผู้คนบนผืนผ้าใบของกระโจม ทว่าบรรยากาศกลับเย็นเยียบผิดปกติ ราวกับถูกบางสิ่งกดทับไว้เงียบงันเฮยเซวียนยืนนิ่งอยู่กลางกระโจม ฝ่ามือใหญ่กำแน่นจนเส้นเลือดปูดนูน ก่อนจะฟาดลงบนโต๊ะไม้เสียงดังกึกก้อง จนเกิ
ยามนี้สวีเหยียนโกรธเกรี้ยวจนแทบอยากสังหารสตรีผู้นั้นให้สิ้นลมหายใจในคราเดียวดวงตาคมกริบวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ มือที่กำแน่นสั่นไหวอย่างห้ามไม่อยู่ หากมิใช่เพราะแม่นางหลินนอนบาดเจ็บอยู่บนเตียงตรงหน้า เกรงว่าเขาคงไม่ยั้งมือไว้ได้แน่อาเหมยเหลือบมองเห็นสายตาวิงวอนของหลินซูเหยาเข้าพอดี แม้นางไม่ได้เอ่ยถ











