Share

แสงจันทร์กระจ่างใส ทว่ามิเคยสาดส่องผู้หวนคืน
แสงจันทร์กระจ่างใส ทว่ามิเคยสาดส่องผู้หวนคืน
Author: หรงเซิง

บทที่ 1

Author: หรงเซิง
ชายหนุ่มสวมเครื่องแบบตำรวจสีเขียวขี้ม้าสุดเนี้ยบ ซึ่งยิ่งขับให้เขาที่หล่อเหลาอยู่แล้วดูองอาจผ่าเผยมากยิ่งขึ้น ทว่าหากมองดูดีๆ จะเห็นไรหนวดเขียวครึ้มตรงปลายคางและเส้นเลือดฝอยสีแดงก่ำในดวงตา เป็นความเหนื่อยล้าที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

“เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ทำไมถึงไม่ยอมบอกฉันล่ะ”

สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความห่วงใย น้ำเสียงเจือความตำหนิ เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอแล้วย่อตัวลงนั่งยองๆ อย่างเป็นธรรมชาติ เตรียมจะใส่รองเท้าให้เธอ

ทว่าเท้าของหลินชิงเหลียนกลับหดหนี หลบเลี่ยงการสัมผัสจากเขา

เมื่อคว้าได้เพียงความว่างเปล่า ฉินเฟิงก็ขมวดคิ้วเงยหน้าขึ้น สบเข้ากับแววตาของหลินชิงเหลียนที่ราบเรียบราวกับน้ำนิ่งสนิทไร้ระลอกคลื่น

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก งานของนายสำคัญกว่า”

น้ำเสียงของเธอราบเรียบมาก เธอสวมรองเท้าแล้วลุกขึ้นยืนตรง ดึงใบรายงานการออกจากโรงพยาบาลมาถือไว้แล้วเดินออกไป

ฉินเฟิงมองแผ่นหลังที่ดูซูบผอมลงไปไม่น้อยของเธอ จู่ๆ หัวใจก็ถูกความรู้สึกกระวนกระวายใจบางอย่างเกาะกุม

เขารู้สึกแค่เพียงว่า หลินชิงเหลียน... เหมือนจะมีตรงไหนไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

เขาเดินตามออกไป มองดูหลินชิงเหลียนจัดการเรื่องออกจากโรงพยาบาลด้วยตัวเอง เดินไปรับยาที่ช่องจ่ายยา แล้วก็เดินไปรอรถที่ป้ายรถเมล์หน้าโรงพยาบาล

ทั้งที่เขาก็ยืนอยู่ข้างหลังเธอแท้ๆ แต่เธอกลับไม่หันมาออดอ้อนเขา ไม่บ่นว่าเขามาสายอีกต่อไป หรือแม้กระทั่งไม่ซบลงในอ้อมอกแล้วลูบไล้ไรหนวดของเขาเหมือนเมื่อก่อน พร้อมกับคอยกำชับให้เขาพักผ่อนเยอะๆ อย่าโหมงานหนักจนร่างกายทรุดโทรม

จู่ๆ ในใจของฉินเฟิงก็ตีรวนไปด้วยความหงุดหงิดและกระวนกระวาย เขาก้าวเข้าไปคว้าข้อมือของหลินชิงเหลียนเอาไว้ เม้มริมฝีปากแน่น เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถาม “นี่เธอกำลังโกรธเรื่องอุบัติเหตุรถชนหรอ หรือว่าโกรธเรื่องของเสี่ยวหม่าน…”

“ไม่ได้โกรธเรื่องไหนทั้งนั้นแหละ” หลินชิงเหลียนพูดแทรกขึ้น เธอค่อยๆ ดึงมือออก น้ำเสียงราบเรียบจนเกือบจะเย็นชา “ฉินเฟิง เรื่องที่ผ่านไปแล้ว ฉันไม่อยากพูดถึงมันอีก”

ฝ่ามือว่างเปล่าอีกครั้ง ฉินเฟิงร้อนรนยื่นมือไปคว้าจับเธอไว้ “แล้วทำไมเธอถึง…”

รถเมล์มาถึงป้ายพอดี

หลินชิงเหลียนไม่แม้แต่จะปรายตามองเขาอีก เธอหันหลังก้าวขึ้นรถไปอย่างไม่ลังเล เดินตามกระแสคนเข้าไปยืนอยู่ตรงกลางรถ

ฉินเฟิงเม้มปากเดินตามขึ้นไป เขาเบียดเข้าไปยืนอยู่ข้างหลังเธอ ใช้เรือนร่างสูงใหญ่ช่วยกันผู้คนรอบข้างออกไปให้พ้นจากตัวเธอ

หลินชิงเหลียนมองดูทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่เคลื่อนถอยหลังไปเรื่อยๆ สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายของฉินเฟิงจากแผ่นหลัง ความคิดล่องลอยกลับไปเมื่อห้าปีก่อน ตอนที่เธอได้เจอกับฉินเฟิงเป็นครั้งแรก

วันนั้นหน่วยศิลปากรหยุดพักผ่อน เธอถือตั๋วปันส่วนผ้าที่อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบไว้ เดินไปที่ร้านสหกรณ์เพื่อซื้อกระโปรงคอลเลกชันใหม่ล่าสุด

ตอนที่เดินไปถึงหน้าประตูร้านสหกรณ์ จู่ๆ บนถนนก็มีคนตะโกนให้ช่วยจับโจร ท่ามกลางฝูงชนที่กำลังแตกตื่น ผู้ชายในชุดเครื่องแบบตำรวจคนหนึ่งก็กระโดดเตะสกัดผู้ชายที่กำลังวิ่งหนีจนล้มคว่ำ แล้วพุ่งเข้าชาร์จจับกุมตัวไว้อย่างรวดเร็ว

จังหวะที่เขาเงยหน้าขึ้นมา ความดุดันในแววตาของเขาทำเอาหลินชิงเหลียนตกใจจนยืนแข็งทื่ออยู่กับที่

ตอนนั้นเธอรู้สึกแค่ว่า “ตำรวจคนนี้ดุจัง น่ากลัวชะมัด” แต่กลับจดจำคิ้วและดวงตาคู่นั้นของเขาเอาไว้จนขึ้นใจ

ตอนที่เจอกันครั้งที่สอง ฉินเฟิงปีนขึ้นไปบนหลังคาเพื่อช่วยเหลือเด็กผู้หญิงในชุมชนที่ติดอยู่ข้างบน ตอนที่พลัดตกลงมา เขาเอาตัวบังเด็กผู้หญิงไว้ในอ้อมกอดแน่น

วันนั้นแขนของเขามีเลือดไหลอาบ แต่เขากลับลูบหัวเด็กผู้หญิงคนนั้นพร้อมกับยิ้มให้อย่างอ่อนโยน ในแววตามีประกายสว่างไสว หลินชิงเหลียนที่ยืนมุงดูอยู่ข้างๆ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งบีต

การพบกันครั้งที่สาม คือตอนที่ตัวแทนหน่วยศิลปากรไปจัดการแสดงเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจที่สถานีตำรวจ

เธอกำลังเต้นรำอยู่บนเวที ส่วนฉินเฟิงอยู่ข้างล่างเวที สายตาของเขาจดจ่ออยู่แต่กับเธอ ตอนที่สบตากัน หลินชิงเหลียนหัวใจเต้นรัว ใบหูแดงเถือก

หลังจากวันนั้น หลินชิงเหลียนก็สืบจนรู้มาว่าฉินเฟิงกำลังดูตัวหาคู่ เธอจึงไปขอร้องคุณอาผู้หญิงที่ทำงานอยู่ในหน่วยงานยุติธรรมเหมือนกันให้ช่วยเป็นแม่สื่อให้

วันที่ไปดูตัว ฉินเฟิงนั่งอยู่ตรงข้ามเธอ น้ำเสียงของเขาจริงจังและจริงใจ “สหายหลินครับ ลักษณะงานของผมมันค่อนข้างพิเศษ ปกติก็ยุ่งมากๆ ด้วย สำหรับเรื่องครอบครัวแล้ว ผมอาจจะดูแลได้ไม่ทั่วถึง คุณจะรังเกียจไหมครับ”

“ฉันไม่รังเกียจค่ะ!” หลินชิงเหลียนตอบกลับอย่างหนักแน่นเด็ดขาด ทั้งที่ใบหูยังแดงก่ำ

ฉินเฟิงพยักหน้า “ผมจะดูแลคุณให้ดีครับ”

หลังจากแต่งงานกัน ฉินเฟิงก็ดีกับเธอมากจริงๆ แต่เขาก็ยุ่งมากเช่นกัน

หลินชิงเหลียนต้องจัดการงานบ้านอยู่คนเดียว ทั้งถ่านรังผึ้งที่บ้านหมด หลอดไฟเสีย หลังคารั่ว ฉินเฟิงมักจะปลีกตัวกลับมาจัดการให้ไม่ทันเวลาอยู่เสมอ เธอจึงได้แต่ถกแขนเสื้อขึ้น แล้วหัดซ่อมแซมทำนู่นทำนี่ด้วยตัวเอง

ฉินเฟิงเป็นคนมีน้ำใจ พวกสวัสดิการเงินอุดหนุนต่างๆ ที่หน่วยงานแจกให้ เขามักจะเอาไปให้เพื่อนบ้านในชุมชนที่เดือดร้อนกว่าเสมอ หลินชิงเหลียนเองก็คอยสนับสนุน ไม่เคยปริปากบ่นเลยสักคำ

เดือนที่เธอคลอดลูก ฉินเฟิงถูกยืมตัวไปช่วยไขคดีสำคัญที่เมืองข้างๆ กว่าเขาจะกลับมา เธอก็หมดช่วงอยู่ไฟหลังคลอดพอดี

เธอมองดูเส้นเลือดฝอยสีแดงก่ำในดวงตาของเขา กับความรู้สึกผิดที่ปิดบังเอาไว้ไม่มิด เธอทำเพียงแค่กดข่มทุกความรู้สึกในใจเอาไว้ และไม่ด่าว่าเขาสักคำ

วันนั้น ฉินเฟิงกอดเธอเอาไว้แน่น บอกว่าจะพยายามหาเวลาให้ครอบครัวมากกว่านี้

แต่เขาก็ผิดคำพูด

เขายุ่งมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะหน่วยงานส่งลูกศิษย์มาให้เขาคนหนึ่ง

ตำรวจหญิงที่ชื่อสวี่เซี่ยงหลานคนนั้น มักจะเรียกเขาด้วยเสียงหวานเจี๊ยบว่า “อาจารย์คะ” อยู่เสมอ จากนั้นก็ทำพังครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อเรื่องครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อให้ฉินเฟิงคอยตามเช็ดตามล้างให้

ส่วนฉินเฟิง จากที่ตอนแรกเวลาพูดถึงเธอมักจะรำคาญใจ จนสุดท้ายแววตากลับเจือไปด้วยรอยยิ้มและความเอ็นดูโดยที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ตัวเลยสักนิด

หลินชิงเหลียนเคยร้องไห้โวยวายกับเขาเพราะเรื่องนี้ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือการตำหนิอย่างไม่เข้าใจครั้งแล้วครั้งเล่าของเขา

“ชิงเหลียน เธอคือสหายร่วมรบ คือเพื่อนร่วมงาน คือพี่น้องของฉัน ระหว่างเราไม่มีความสัมพันธ์สกปรกโสมมแบบนั้นเด็ดขาด ฉันไม่มีวันหักหลังเธอ เธอเลิกทำตัวงี่เง่าไร้เหตุผลสักทีได้ไหม?”

จนกระทั่งเมื่อครึ่งเดือนก่อน ตอนที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ ฉินเฟิงอพยพประชาชน แต่หลินชิงเหลียนกับลูกสาววัยหนึ่งขวบกลับถูกเขาทิ้งไว้เป็นคนสุดท้าย

เธอกอดลูกสาวเอาไว้ยืนอยู่บนหลังคา รอคอยความช่วยเหลืออย่างร้อนใจ

แต่ในตอนที่ฉินเฟิงกำลังจะฝ่ากระแสน้ำมาหาเธอ เด็กผู้ชายที่เพิ่งรอดชีวิตดันตกลงไปในน้ำ สวี่เซี่ยงหลานกระโดดลงไปช่วย แต่กลับเป็นตะคริวอยู่ในน้ำ

ในช่วงเวลาเป็นเวลาตาย ฉินเฟิงกลับไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย เขาหันหัวเรือกลับไปช่วยสวี่เซี่ยงหลานทันที

และในวินาทีนั้นเอง คลื่นลูกใหญ่ก็ซัดเข้ามา หลินชิงเหลียนกับลูกสาวถูกกระแสน้ำพัดกลืนหายไป พอเธอฟื้นขึ้นมา ลูกสาววัยหนึ่งขวบก็หมดลมหายใจไปเสียแล้ว

แต่ที่นอกห้อง ฉินเฟิงกลับกำลังปลอบโยนสวี่เซี่ยงหลานที่กำลังโทษตัวเองอย่างหนัก “อย่าร้องไห้เลย เธอไม่ผิดหรอก เรื่องนี้เธอไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น เธอไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดกับเรื่องนี้เลยนะ”

วินาทีนั้น หลินชิงเหลียนก็หัวเราะออกมา หัวเราะจนตัวสั่นเทิ้ม น้ำตาร่วงหล่นลงมาอย่างบ้าคลั่ง

เธอนั่งนิ่งเป็นหินอยู่ทั้งคืน จากนั้นก็สอดใบหย่าปะปนไปกับใบยินยอมการเผาศพของเสี่ยวหม่าน เพื่อให้ฉินเฟิงเซ็นชื่อ

วันที่จัดงานศพลูกสาว ฉินเฟิงปรากฏตัวแค่แป๊บเดียว ก็ถูกสวี่เซี่ยงหลานรีบร้อนตามตัวไปอีกแล้ว

ส่วนหลินชิงเหลียน หลังจากที่เขาจากไป เธอทำเรื่องสองเรื่อง

เรื่องที่หนึ่ง เธอไปที่สำนักงานเขตเพื่อยื่นใบหย่า ขออนุมัติการหย่าร้าง

เรื่องที่สอง เธอยื่นเรื่องกับหน่วยศิลปากรเพื่อขอรับทุนไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่มอสโก เป็นเวลาสามปี

รอให้ทั้งสองเรื่องนี้อนุมัติผ่านเมื่อไหร่ เธอจะจากฉินเฟิงไปทันที จากบ้านที่ใช้ชีวิตอยู่มาตลอดห้าปีหลังนี้ไปตลอดกาล

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • แสงจันทร์กระจ่างใส ทว่ามิเคยสาดส่องผู้หวนคืน   บทที่ 17

    หลินชิงเหลียนเงียบไปครู่หนึ่ง ถึงค่อยฝืนยิ้มมุมปาก “ฉันไม่เป็นไร”เธอหันหลังเดินออกไป เรียกเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ให้เข้ามาตรวจดูอาการของฉินเฟิงช่วงสองสามวันหลังจากนั้น เธอยังคงเฝ้าดูแลฉินเฟิงอยู่ในห้องพักผู้ป่วย เพียงแต่แทบจะไม่ได้พูดคุยกับเขาเลยส่วนใหญ่แล้ว เธอจะเอาแต่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่างเงียบๆ หรือไม่ก็นั่งอ่านหนังสือส่วนฉินเฟิง เขาใช้เวลาทั้งหมดไปกับการจ้องมองเธอเขาสัมผัสได้อย่างชัดเจน ว่าระหว่างเขากับหลินชิงเหลียนมีกำแพงสูงตั้งตระหง่านขวางกั้นอยู่ ทั้งสองคนอยู่ในห้องเดียวกันแท้ๆ แต่กลับเหมือนอยู่กันคนละโลกจู่ๆ เขาก็นึกถึงเมื่อก่อนในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจ การได้รับบาดเจ็บถือเป็นเรื่องปกติ แต่ทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นแผลเล็กน้อยแค่ไหน หลินชิงเหลียนก็จะคอยวนเวียนไถ่ถามด้วยความห่วงใยและร้อนใจเสมอมีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาถูกคนร้ายแทงตั้งหลายแผล ตอนที่ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลมีเลือดอาบไปทั้งตัว หลินชิงเหลียนกุมมือเขาไว้ ร้องไห้จนแทบจะหมดสติช่วงเวลาที่อยู่โรงพยาบาลตอนนั้น เธอคอยเฝ้าไข้ทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ได้หลับไม่ได้นอน ตกกลางคืนแค่เขาขยับตัวพลิกตัว เธอก็จะสะดุ้งตื่นขึ้นมาดูอาการเขาท

  • แสงจันทร์กระจ่างใส ทว่ามิเคยสาดส่องผู้หวนคืน   บทที่ 16

    หลินชิงเหลียนรู้สึกหงุดหงิดในใจ จึงเดินตรงไปทางที่ฉินเฟิงอยู่เธอไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฉินเฟิง สีหน้ายังคงเย็นชาเหมือนเช่นเคย “ฉินเฟิง เลิกตามตื๊อฉันสักทีเถอะ สิ่งที่นายทำมาทั้งหมดนี้มันไม่มีความหมายอะไรกับฉันเลยสักนิด มันมีแต่จะสร้างความรำคาญใจให้ฉันเปล่าๆ”ฉินเฟิงหน้าซีดเผือดเล็กน้อย ชายชาตรีที่เคยแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้ามาโดยตลอด ในตอนนี้กลับดูต่ำต้อยเหลือเกิน “ขอโทษนะชิงเหลียน ฉันก็แค่อยากจะเข้าใกล้ อยากจะชดเชยให้เธอสักนิด... ฉันรู้ ว่าห้าปีที่ผ่านมาฉันติดค้างเธอไว้เยอะมาก...”หลินชิงเหลียนจ้องมองเขาอย่างสงบนิ่ง “ฉินเฟิง นายก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี”“ตอนที่ฉันรักนาย ฉันไม่เคยรู้สึกเลยว่านายติดค้างอะไรฉัน แล้วพอตอนที่ฉันไม่รักนายแล้ว ไอ้สิ่งที่เรียกว่าการชดเชยของนายพวกนี้ มันก็ยิ่งไม่มีความหมายอะไรเลย”“มันก็เหมือนกับแสงแดดแผดเผาในฤดูร้อน พายุฝนน้ำแข็งในฤดูหนาว ที่มีแต่จะทำให้คนรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ หรือแม้กระทั่ง... ขยะแขยง”ขอบตาของฉินเฟิงแดงก่ำขึ้นมาในพริบตา เขามองหลินชิงเหลียนอย่างเหม่อลอย พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียวเขามองดูหลินชิงเหลียนหันหลัง แล้วก้าวยาวๆ เดินไปทางร้านกาแฟฝั่งต

  • แสงจันทร์กระจ่างใส ทว่ามิเคยสาดส่องผู้หวนคืน   บทที่ 15

    ฉินเฟิงน้ำเสียงร้อนรน “ชิงเหลียน ฉันต้องขอโทษเธอก่อน”“เรื่องที่เอาเธอไปเป็นเหยื่อล่อนั่น ความจริงแล้วตอนแรกเตรียมจะให้สวี่เซี่ยงหลานเป็นคนทำ วันนั้นที่ฉันไปเป็นเพื่อนเธอซื้อชุดกระโปรงสีแดงที่ห้างก็เพราะเรื่องนี้แหละ แต่พวกเราซ้อมกันอยู่หลายรอบ เธอตื่นเต้นเกินไปจนดูออกชัดเจนว่ากำลังแสดง พวกเราถึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนคนกะทันหัน”“ฉันรู้ตัวว่าผิดไปแล้วจริงๆ ฉันไม่ควรปิดบังไม่ยอมบอกเธอก่อน ฉันแค่กลัวว่าถ้าเธอตื่นเต้นแล้วมันจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา”“แล้วก็ ฉันรู้ธาตุแท้ของสวี่เซี่ยงหลานแล้วนะ ทั้งเรื่องน้ำท่วมและเรื่องโจรลักพาตัวล้วนเป็นฝีมือเธอจงใจทำทั้งนั้น ข้อมูลในแฟ้มคดีเธอก็เป็นคนเผา เป็นเธอที่จงใจใส่ร้ายเธอ ฉันไม่ควรที่จะไม่เชื่อใจเธอเลย…”ฉินเฟิงขอบตาแดงก่ำ “ชิงเหลียน ฉันไม่ควรระแวงไม่เชื่อใจเธอ ไม่ควรลงโทษเธอ ขอโทษนะ ฉันผิดไปแล้วจริงๆ ผิดอย่างมหันต์เลย…”“ฉันไปรายงานเรื่องสวี่เซี่ยงหลานกับทางสถานีแล้ว เธอถูกไล่ออก แล้วก็ถูกส่งตัวไปดัดสันดานด้วยการใช้แรงงานแล้วล่ะ ชิงเหลียน ระหว่างฉันกับเธอเราบริสุทธิ์ใจต่อกันจริงๆ นะ เธอต้องเชื่อฉันนะ”ฉินเฟิงมองเธอด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวั

  • แสงจันทร์กระจ่างใส ทว่ามิเคยสาดส่องผู้หวนคืน   บทที่ 14

    สามวันต่อมา ที่มอสโกฉินเฟิงถือกระดาษโน้ตในมือ หลังจากลงเครื่องก็เรียกแท็กซี่มุ่งตรงไปยังโรงละครใหญ่แห่งมอสโก แล้วเขาก็ได้เห็นหลินชิงเหลียนในห้องซ้อมหลังเวทีเธอสวมชุดกระโปรงบัลเลต์สีขาว เขย่งปลายเท้าอย่างแผ่วเบาพลิ้วไหวไปตามจังหวะเสียงนับของครูฝึก ทั้งเตะขา หมุนตัว ท่วงท่าล้วนงดงามและทรงพลังรูปร่างของเธอเหยียดตรง ลำคอระหง บนใบหน้าสวยหวาน ดวงตาคู่นั้นสุกสกาวราวกับดวงดาว ทอประกายแห่งความมั่นใจและเด็ดเดี่ยวสองเท้าของฉินเฟิงราวกับถูกตอกตะปูตรึงไว้กับที่ เขาจ้องมองเธอเขม็งอย่างเหม่อลอยหลงใหลโดยไม่วางตาวินาทีนี้ ฉินเฟิงราวกับได้เห็นหลินชิงเหลียนเมื่อห้าปีก่อน ที่กำลังเต้นรำอยู่บนเวทีชั่วคราวของสถานีตำรวจจนกระทั่งตอนนี้ เขาถึงเพิ่งจะสัมผัสได้อย่างชัดเจน ว่าหญิงสาวที่เคยมีแววตาสดใสเป็นประกายคนนั้น ต้องกลายเป็นคนหม่นหมองและสูญเสียสีสันทั้งหมดในชีวิตไปได้อย่างไร ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงห้าปีของชีวิตแต่งงาน ท่ามกลางการละเลยและเพิกเฉยครั้งแล้วครั้งเล่าของเขาหัวใจราวกับถูกอุดไว้ด้วยสำลีเปียกชื้นก้อนใหญ่ ทั้งจุกทั้งปวดร้าว กดทับจนฉินเฟิงแทบจะหายใจไม่ออกเขาถึงขั้นไม่กล้าก้าวไปข้างหน้าแม้แ

  • แสงจันทร์กระจ่างใส ทว่ามิเคยสาดส่องผู้หวนคืน   บทที่ 13

    ฉินเฟิงคุมตัวสวี่เซี่ยงหลานเข้าไปในสถานีตำรวจ ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของผู้คนที่มามุงดูในห้องทำงานของผู้กำกับ เขาเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่สวี่เซี่ยงหลานเคยทำออกมาอย่างละเอียดทีละเรื่องผู้กำกับมองดูคนทั้งสองตรงหน้า สีหน้าทะมึนดำเคร่งเครียดเขาตวาดลั่น “ฉินเฟิง! นี่คุณลืมไปแล้วหรือไง ว่าเมื่อหลายวันก่อนคุณดึงดันที่จะปกป้องสวี่เซี่ยงหลานยังไงบ้าง!”ฉินเฟิงเงียบไป แววตาเต็มไปด้วยความสำนึกเสียใจ “ผมผิดเองครับ ผมมองคนผิด ผมนึกว่าสวี่เซี่ยงหลานแค่ทำผิดพลาดเพราะความสามารถไม่ถึง ผมไม่คิดเลยว่าเธอจะซ่อนเจตนาร้ายแอบแฝง และจงใจทำร้ายคนอื่น!”“ผู้กำกับครับ ผมทำผิด ผมยินดีรับโทษทุกอย่าง แต่ผมต้องการให้สวี่เซี่ยงหลานได้รับบทเรียนที่สาสม ให้ส่งตัวเธอไปดัดสันดานด้วยการใช้แรงงานครับ”สวี่เซี่ยงหลานแววตาวูบผ่านความเคียดแค้นชิงชัง “ผู้กำกับคะ ฉันขอร้องเรียนว่าฉินเฟิงอาศัยหน้าที่การงานมาตีสนิท และใช้อำนาจล่วงละเมิดฉันค่ะ! เขาทำเรื่องแบบนี้ทั้งที่ยังแต่งงานอยู่ ถือเป็นการคบชู้ ฉันต้องการส่งเขาไปเข้าค่ายดัดสันดานด้วยการใช้แรงงานเหมือนกันค่ะ!”ผู้กำกับมองคนทั้งสองตรงหน้า “ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นพวก

  • แสงจันทร์กระจ่างใส ทว่ามิเคยสาดส่องผู้หวนคืน   บทที่ 12

    ตอนที่เธอตัดใจจากเขาอย่างเด็ดขาด และตั้งใจจะจากเขาไปอย่างแน่วแน่ เขายังถึงขั้นเอาเรื่องการลงโทษมาอ้าง เพื่อขังเธอไว้ตั้งสองวันฉินเฟิงยกมือขึ้น แล้วตบหน้าตัวเองไปฉาดใหญ่อย่างแรงจากนั้น เขาก็ก้าวไปข้างหน้า ค่อยๆ เปิดฝาประตูห้องใต้ดินออก แล้วเดินลงไปเพิ่งจะเดินไปได้แค่สองก้าว หนูตัวอ้วนพีหลายตัวก็ส่งเสียงร้อง “จี๊ดๆ” แล้ววิ่งสวนออกไปจากปลายเท้าของเขาอย่างรวดเร็วร่างของฉินเฟิงแข็งทื่อไปทั้งตัวในห้องใต้ดินมีหนูได้ยังไง?ชิงเหลียนกลัวหนูที่สุด ตอนแต่งงานกันใหม่ๆ ที่บ้านเคยมีหนูเข้ามาอาละวาดครั้งหนึ่ง เธอตกใจกลัวจนกระโดดกอดเขาแน่น แถมยังร้องไห้อยู่นานมากและในตอนนั้นเอง ฉินเฟิงก็ได้กลิ่นเหม็นบูดลอยมาจากข้างในฉินเฟิงขมวดคิ้ว เดินเข้าไปด้วยความสงสัยเต็มอก ก็พบว่าทั่วทั้งห้องใต้ดินเต็มไปด้วยข้าวของที่ถูกหนูกัดแทะ และบนพื้นตรงหน้าประตูห้องใต้ดิน ก็มีเศษอาหารที่ขึ้นราและส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวกองอยู่นั่นมัน... กับข้าวที่เขาตักมาจากโรงอาหารของสถานี แล้วให้สวี่เซี่ยงหลานเอามาส่งให้ในวันนั้นนี่นา!ภาพตอนที่หลินชิงเหลียนเดินออกมาจากห้องใต้ดินด้วยสภาพที่ทั้งหวาดกลัวและอ่อนแรงผุดขึ้นมาในหั

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status