LOGIN
หลินชิงเหลียนเงียบไปครู่หนึ่ง ถึงค่อยฝืนยิ้มมุมปาก “ฉันไม่เป็นไร”เธอหันหลังเดินออกไป เรียกเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ให้เข้ามาตรวจดูอาการของฉินเฟิงช่วงสองสามวันหลังจากนั้น เธอยังคงเฝ้าดูแลฉินเฟิงอยู่ในห้องพักผู้ป่วย เพียงแต่แทบจะไม่ได้พูดคุยกับเขาเลยส่วนใหญ่แล้ว เธอจะเอาแต่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่างเงียบๆ หรือไม่ก็นั่งอ่านหนังสือส่วนฉินเฟิง เขาใช้เวลาทั้งหมดไปกับการจ้องมองเธอเขาสัมผัสได้อย่างชัดเจน ว่าระหว่างเขากับหลินชิงเหลียนมีกำแพงสูงตั้งตระหง่านขวางกั้นอยู่ ทั้งสองคนอยู่ในห้องเดียวกันแท้ๆ แต่กลับเหมือนอยู่กันคนละโลกจู่ๆ เขาก็นึกถึงเมื่อก่อนในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจ การได้รับบาดเจ็บถือเป็นเรื่องปกติ แต่ทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นแผลเล็กน้อยแค่ไหน หลินชิงเหลียนก็จะคอยวนเวียนไถ่ถามด้วยความห่วงใยและร้อนใจเสมอมีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาถูกคนร้ายแทงตั้งหลายแผล ตอนที่ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลมีเลือดอาบไปทั้งตัว หลินชิงเหลียนกุมมือเขาไว้ ร้องไห้จนแทบจะหมดสติช่วงเวลาที่อยู่โรงพยาบาลตอนนั้น เธอคอยเฝ้าไข้ทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ได้หลับไม่ได้นอน ตกกลางคืนแค่เขาขยับตัวพลิกตัว เธอก็จะสะดุ้งตื่นขึ้นมาดูอาการเขาท
หลินชิงเหลียนรู้สึกหงุดหงิดในใจ จึงเดินตรงไปทางที่ฉินเฟิงอยู่เธอไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฉินเฟิง สีหน้ายังคงเย็นชาเหมือนเช่นเคย “ฉินเฟิง เลิกตามตื๊อฉันสักทีเถอะ สิ่งที่นายทำมาทั้งหมดนี้มันไม่มีความหมายอะไรกับฉันเลยสักนิด มันมีแต่จะสร้างความรำคาญใจให้ฉันเปล่าๆ”ฉินเฟิงหน้าซีดเผือดเล็กน้อย ชายชาตรีที่เคยแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้ามาโดยตลอด ในตอนนี้กลับดูต่ำต้อยเหลือเกิน “ขอโทษนะชิงเหลียน ฉันก็แค่อยากจะเข้าใกล้ อยากจะชดเชยให้เธอสักนิด... ฉันรู้ ว่าห้าปีที่ผ่านมาฉันติดค้างเธอไว้เยอะมาก...”หลินชิงเหลียนจ้องมองเขาอย่างสงบนิ่ง “ฉินเฟิง นายก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี”“ตอนที่ฉันรักนาย ฉันไม่เคยรู้สึกเลยว่านายติดค้างอะไรฉัน แล้วพอตอนที่ฉันไม่รักนายแล้ว ไอ้สิ่งที่เรียกว่าการชดเชยของนายพวกนี้ มันก็ยิ่งไม่มีความหมายอะไรเลย”“มันก็เหมือนกับแสงแดดแผดเผาในฤดูร้อน พายุฝนน้ำแข็งในฤดูหนาว ที่มีแต่จะทำให้คนรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ หรือแม้กระทั่ง... ขยะแขยง”ขอบตาของฉินเฟิงแดงก่ำขึ้นมาในพริบตา เขามองหลินชิงเหลียนอย่างเหม่อลอย พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียวเขามองดูหลินชิงเหลียนหันหลัง แล้วก้าวยาวๆ เดินไปทางร้านกาแฟฝั่งต
ฉินเฟิงน้ำเสียงร้อนรน “ชิงเหลียน ฉันต้องขอโทษเธอก่อน”“เรื่องที่เอาเธอไปเป็นเหยื่อล่อนั่น ความจริงแล้วตอนแรกเตรียมจะให้สวี่เซี่ยงหลานเป็นคนทำ วันนั้นที่ฉันไปเป็นเพื่อนเธอซื้อชุดกระโปรงสีแดงที่ห้างก็เพราะเรื่องนี้แหละ แต่พวกเราซ้อมกันอยู่หลายรอบ เธอตื่นเต้นเกินไปจนดูออกชัดเจนว่ากำลังแสดง พวกเราถึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนคนกะทันหัน”“ฉันรู้ตัวว่าผิดไปแล้วจริงๆ ฉันไม่ควรปิดบังไม่ยอมบอกเธอก่อน ฉันแค่กลัวว่าถ้าเธอตื่นเต้นแล้วมันจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา”“แล้วก็ ฉันรู้ธาตุแท้ของสวี่เซี่ยงหลานแล้วนะ ทั้งเรื่องน้ำท่วมและเรื่องโจรลักพาตัวล้วนเป็นฝีมือเธอจงใจทำทั้งนั้น ข้อมูลในแฟ้มคดีเธอก็เป็นคนเผา เป็นเธอที่จงใจใส่ร้ายเธอ ฉันไม่ควรที่จะไม่เชื่อใจเธอเลย…”ฉินเฟิงขอบตาแดงก่ำ “ชิงเหลียน ฉันไม่ควรระแวงไม่เชื่อใจเธอ ไม่ควรลงโทษเธอ ขอโทษนะ ฉันผิดไปแล้วจริงๆ ผิดอย่างมหันต์เลย…”“ฉันไปรายงานเรื่องสวี่เซี่ยงหลานกับทางสถานีแล้ว เธอถูกไล่ออก แล้วก็ถูกส่งตัวไปดัดสันดานด้วยการใช้แรงงานแล้วล่ะ ชิงเหลียน ระหว่างฉันกับเธอเราบริสุทธิ์ใจต่อกันจริงๆ นะ เธอต้องเชื่อฉันนะ”ฉินเฟิงมองเธอด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวั
สามวันต่อมา ที่มอสโกฉินเฟิงถือกระดาษโน้ตในมือ หลังจากลงเครื่องก็เรียกแท็กซี่มุ่งตรงไปยังโรงละครใหญ่แห่งมอสโก แล้วเขาก็ได้เห็นหลินชิงเหลียนในห้องซ้อมหลังเวทีเธอสวมชุดกระโปรงบัลเลต์สีขาว เขย่งปลายเท้าอย่างแผ่วเบาพลิ้วไหวไปตามจังหวะเสียงนับของครูฝึก ทั้งเตะขา หมุนตัว ท่วงท่าล้วนงดงามและทรงพลังรูปร่างของเธอเหยียดตรง ลำคอระหง บนใบหน้าสวยหวาน ดวงตาคู่นั้นสุกสกาวราวกับดวงดาว ทอประกายแห่งความมั่นใจและเด็ดเดี่ยวสองเท้าของฉินเฟิงราวกับถูกตอกตะปูตรึงไว้กับที่ เขาจ้องมองเธอเขม็งอย่างเหม่อลอยหลงใหลโดยไม่วางตาวินาทีนี้ ฉินเฟิงราวกับได้เห็นหลินชิงเหลียนเมื่อห้าปีก่อน ที่กำลังเต้นรำอยู่บนเวทีชั่วคราวของสถานีตำรวจจนกระทั่งตอนนี้ เขาถึงเพิ่งจะสัมผัสได้อย่างชัดเจน ว่าหญิงสาวที่เคยมีแววตาสดใสเป็นประกายคนนั้น ต้องกลายเป็นคนหม่นหมองและสูญเสียสีสันทั้งหมดในชีวิตไปได้อย่างไร ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงห้าปีของชีวิตแต่งงาน ท่ามกลางการละเลยและเพิกเฉยครั้งแล้วครั้งเล่าของเขาหัวใจราวกับถูกอุดไว้ด้วยสำลีเปียกชื้นก้อนใหญ่ ทั้งจุกทั้งปวดร้าว กดทับจนฉินเฟิงแทบจะหายใจไม่ออกเขาถึงขั้นไม่กล้าก้าวไปข้างหน้าแม้แ
ฉินเฟิงคุมตัวสวี่เซี่ยงหลานเข้าไปในสถานีตำรวจ ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของผู้คนที่มามุงดูในห้องทำงานของผู้กำกับ เขาเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่สวี่เซี่ยงหลานเคยทำออกมาอย่างละเอียดทีละเรื่องผู้กำกับมองดูคนทั้งสองตรงหน้า สีหน้าทะมึนดำเคร่งเครียดเขาตวาดลั่น “ฉินเฟิง! นี่คุณลืมไปแล้วหรือไง ว่าเมื่อหลายวันก่อนคุณดึงดันที่จะปกป้องสวี่เซี่ยงหลานยังไงบ้าง!”ฉินเฟิงเงียบไป แววตาเต็มไปด้วยความสำนึกเสียใจ “ผมผิดเองครับ ผมมองคนผิด ผมนึกว่าสวี่เซี่ยงหลานแค่ทำผิดพลาดเพราะความสามารถไม่ถึง ผมไม่คิดเลยว่าเธอจะซ่อนเจตนาร้ายแอบแฝง และจงใจทำร้ายคนอื่น!”“ผู้กำกับครับ ผมทำผิด ผมยินดีรับโทษทุกอย่าง แต่ผมต้องการให้สวี่เซี่ยงหลานได้รับบทเรียนที่สาสม ให้ส่งตัวเธอไปดัดสันดานด้วยการใช้แรงงานครับ”สวี่เซี่ยงหลานแววตาวูบผ่านความเคียดแค้นชิงชัง “ผู้กำกับคะ ฉันขอร้องเรียนว่าฉินเฟิงอาศัยหน้าที่การงานมาตีสนิท และใช้อำนาจล่วงละเมิดฉันค่ะ! เขาทำเรื่องแบบนี้ทั้งที่ยังแต่งงานอยู่ ถือเป็นการคบชู้ ฉันต้องการส่งเขาไปเข้าค่ายดัดสันดานด้วยการใช้แรงงานเหมือนกันค่ะ!”ผู้กำกับมองคนทั้งสองตรงหน้า “ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นพวก
ตอนที่เธอตัดใจจากเขาอย่างเด็ดขาด และตั้งใจจะจากเขาไปอย่างแน่วแน่ เขายังถึงขั้นเอาเรื่องการลงโทษมาอ้าง เพื่อขังเธอไว้ตั้งสองวันฉินเฟิงยกมือขึ้น แล้วตบหน้าตัวเองไปฉาดใหญ่อย่างแรงจากนั้น เขาก็ก้าวไปข้างหน้า ค่อยๆ เปิดฝาประตูห้องใต้ดินออก แล้วเดินลงไปเพิ่งจะเดินไปได้แค่สองก้าว หนูตัวอ้วนพีหลายตัวก็ส่งเสียงร้อง “จี๊ดๆ” แล้ววิ่งสวนออกไปจากปลายเท้าของเขาอย่างรวดเร็วร่างของฉินเฟิงแข็งทื่อไปทั้งตัวในห้องใต้ดินมีหนูได้ยังไง?ชิงเหลียนกลัวหนูที่สุด ตอนแต่งงานกันใหม่ๆ ที่บ้านเคยมีหนูเข้ามาอาละวาดครั้งหนึ่ง เธอตกใจกลัวจนกระโดดกอดเขาแน่น แถมยังร้องไห้อยู่นานมากและในตอนนั้นเอง ฉินเฟิงก็ได้กลิ่นเหม็นบูดลอยมาจากข้างในฉินเฟิงขมวดคิ้ว เดินเข้าไปด้วยความสงสัยเต็มอก ก็พบว่าทั่วทั้งห้องใต้ดินเต็มไปด้วยข้าวของที่ถูกหนูกัดแทะ และบนพื้นตรงหน้าประตูห้องใต้ดิน ก็มีเศษอาหารที่ขึ้นราและส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวกองอยู่นั่นมัน... กับข้าวที่เขาตักมาจากโรงอาหารของสถานี แล้วให้สวี่เซี่ยงหลานเอามาส่งให้ในวันนั้นนี่นา!ภาพตอนที่หลินชิงเหลียนเดินออกมาจากห้องใต้ดินด้วยสภาพที่ทั้งหวาดกลัวและอ่อนแรงผุดขึ้นมาในหั







