LOGINฤดูร้อนปี พ.ศ. 2528 หลังจากน้ำท่วมลดลง หลินชิงเหลียนก็จัดงานศพให้กับเสี่ยวหม่านลูกสาวที่เพิ่งอายุครบหนึ่งขวบเพียงลำพังอย่างเงียบๆ และเรียบง่าย นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา คนทั้งเขตบ้านพักครอบครัวเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างก็พบว่าเธอเปลี่ยนไป ตอนเช้า เธอไม่ซักเครื่องแบบของฉินเฟิงจนสะอาดเอี่ยมอ่อง แล้วนำไปแขวนไว้ใต้ชายคาบ้านทุกวันอีกแล้ว ตอนเที่ยง เธอไม่ใช้เวลาสองชั่วโมงในการตุ๋นน้ำซุป แล้วเอาไปส่งให้ฉินเฟิงบำรุงร่างกายที่สถานีตำรวจอีกแล้ว ตอนกลางคืน เธอไม่มานั่งอยู่ใต้แสงไฟ คอยเย็บปะซ่อมแซมเสื้อผ้าให้ฉินเฟิงไปพลาง นั่งรอเขากลับบ้านอย่างร้อนใจไปพลางอีกแล้ว เธอไม่คาดหวังที่จะได้พูดคุยกับเขาให้มากขึ้นอีกสักสองสามประโยค และไม่คอยกระตือรือร้นที่จะแบ่งปันเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันให้เขาฟังอีกต่อไป กระทั่งตอนที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนต้องเข้ารับการผ่าตัดและนอนโรงพยาบาล ตอนที่หมอบอกให้เธอแจ้งญาติ เธอกลับพูดเพียงแค่ว่าไม่มีญาติ จากนั้นก็ใช้มือที่ถูกย้อมไปด้วยเลือดสีแดงฉานเซ็นใบยินยอมรับการผ่าตัด หลังจากนั้น เธอก็นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอย่างเงียบๆ เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ โดยไม่ได้แจ้งให้ฉินเฟิงรู้เลยแม้แต่คำเดียว วันที่ออกจากโรงพยาบาล ฉินเฟิงที่เพิ่งรู้ข่าวก็รีบร้อนรุดมาที่โรงพยาบาล
View Moreหลินชิงเหลียนเงียบไปครู่หนึ่ง ถึงค่อยฝืนยิ้มมุมปาก “ฉันไม่เป็นไร”เธอหันหลังเดินออกไป เรียกเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ให้เข้ามาตรวจดูอาการของฉินเฟิงช่วงสองสามวันหลังจากนั้น เธอยังคงเฝ้าดูแลฉินเฟิงอยู่ในห้องพักผู้ป่วย เพียงแต่แทบจะไม่ได้พูดคุยกับเขาเลยส่วนใหญ่แล้ว เธอจะเอาแต่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่างเงียบๆ หรือไม่ก็นั่งอ่านหนังสือส่วนฉินเฟิง เขาใช้เวลาทั้งหมดไปกับการจ้องมองเธอเขาสัมผัสได้อย่างชัดเจน ว่าระหว่างเขากับหลินชิงเหลียนมีกำแพงสูงตั้งตระหง่านขวางกั้นอยู่ ทั้งสองคนอยู่ในห้องเดียวกันแท้ๆ แต่กลับเหมือนอยู่กันคนละโลกจู่ๆ เขาก็นึกถึงเมื่อก่อนในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจ การได้รับบาดเจ็บถือเป็นเรื่องปกติ แต่ทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นแผลเล็กน้อยแค่ไหน หลินชิงเหลียนก็จะคอยวนเวียนไถ่ถามด้วยความห่วงใยและร้อนใจเสมอมีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาถูกคนร้ายแทงตั้งหลายแผล ตอนที่ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลมีเลือดอาบไปทั้งตัว หลินชิงเหลียนกุมมือเขาไว้ ร้องไห้จนแทบจะหมดสติช่วงเวลาที่อยู่โรงพยาบาลตอนนั้น เธอคอยเฝ้าไข้ทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ได้หลับไม่ได้นอน ตกกลางคืนแค่เขาขยับตัวพลิกตัว เธอก็จะสะดุ้งตื่นขึ้นมาดูอาการเขาท
หลินชิงเหลียนรู้สึกหงุดหงิดในใจ จึงเดินตรงไปทางที่ฉินเฟิงอยู่เธอไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฉินเฟิง สีหน้ายังคงเย็นชาเหมือนเช่นเคย “ฉินเฟิง เลิกตามตื๊อฉันสักทีเถอะ สิ่งที่นายทำมาทั้งหมดนี้มันไม่มีความหมายอะไรกับฉันเลยสักนิด มันมีแต่จะสร้างความรำคาญใจให้ฉันเปล่าๆ”ฉินเฟิงหน้าซีดเผือดเล็กน้อย ชายชาตรีที่เคยแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้ามาโดยตลอด ในตอนนี้กลับดูต่ำต้อยเหลือเกิน “ขอโทษนะชิงเหลียน ฉันก็แค่อยากจะเข้าใกล้ อยากจะชดเชยให้เธอสักนิด... ฉันรู้ ว่าห้าปีที่ผ่านมาฉันติดค้างเธอไว้เยอะมาก...”หลินชิงเหลียนจ้องมองเขาอย่างสงบนิ่ง “ฉินเฟิง นายก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี”“ตอนที่ฉันรักนาย ฉันไม่เคยรู้สึกเลยว่านายติดค้างอะไรฉัน แล้วพอตอนที่ฉันไม่รักนายแล้ว ไอ้สิ่งที่เรียกว่าการชดเชยของนายพวกนี้ มันก็ยิ่งไม่มีความหมายอะไรเลย”“มันก็เหมือนกับแสงแดดแผดเผาในฤดูร้อน พายุฝนน้ำแข็งในฤดูหนาว ที่มีแต่จะทำให้คนรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ หรือแม้กระทั่ง... ขยะแขยง”ขอบตาของฉินเฟิงแดงก่ำขึ้นมาในพริบตา เขามองหลินชิงเหลียนอย่างเหม่อลอย พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียวเขามองดูหลินชิงเหลียนหันหลัง แล้วก้าวยาวๆ เดินไปทางร้านกาแฟฝั่งต
ฉินเฟิงน้ำเสียงร้อนรน “ชิงเหลียน ฉันต้องขอโทษเธอก่อน”“เรื่องที่เอาเธอไปเป็นเหยื่อล่อนั่น ความจริงแล้วตอนแรกเตรียมจะให้สวี่เซี่ยงหลานเป็นคนทำ วันนั้นที่ฉันไปเป็นเพื่อนเธอซื้อชุดกระโปรงสีแดงที่ห้างก็เพราะเรื่องนี้แหละ แต่พวกเราซ้อมกันอยู่หลายรอบ เธอตื่นเต้นเกินไปจนดูออกชัดเจนว่ากำลังแสดง พวกเราถึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนคนกะทันหัน”“ฉันรู้ตัวว่าผิดไปแล้วจริงๆ ฉันไม่ควรปิดบังไม่ยอมบอกเธอก่อน ฉันแค่กลัวว่าถ้าเธอตื่นเต้นแล้วมันจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา”“แล้วก็ ฉันรู้ธาตุแท้ของสวี่เซี่ยงหลานแล้วนะ ทั้งเรื่องน้ำท่วมและเรื่องโจรลักพาตัวล้วนเป็นฝีมือเธอจงใจทำทั้งนั้น ข้อมูลในแฟ้มคดีเธอก็เป็นคนเผา เป็นเธอที่จงใจใส่ร้ายเธอ ฉันไม่ควรที่จะไม่เชื่อใจเธอเลย…”ฉินเฟิงขอบตาแดงก่ำ “ชิงเหลียน ฉันไม่ควรระแวงไม่เชื่อใจเธอ ไม่ควรลงโทษเธอ ขอโทษนะ ฉันผิดไปแล้วจริงๆ ผิดอย่างมหันต์เลย…”“ฉันไปรายงานเรื่องสวี่เซี่ยงหลานกับทางสถานีแล้ว เธอถูกไล่ออก แล้วก็ถูกส่งตัวไปดัดสันดานด้วยการใช้แรงงานแล้วล่ะ ชิงเหลียน ระหว่างฉันกับเธอเราบริสุทธิ์ใจต่อกันจริงๆ นะ เธอต้องเชื่อฉันนะ”ฉินเฟิงมองเธอด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวั
สามวันต่อมา ที่มอสโกฉินเฟิงถือกระดาษโน้ตในมือ หลังจากลงเครื่องก็เรียกแท็กซี่มุ่งตรงไปยังโรงละครใหญ่แห่งมอสโก แล้วเขาก็ได้เห็นหลินชิงเหลียนในห้องซ้อมหลังเวทีเธอสวมชุดกระโปรงบัลเลต์สีขาว เขย่งปลายเท้าอย่างแผ่วเบาพลิ้วไหวไปตามจังหวะเสียงนับของครูฝึก ทั้งเตะขา หมุนตัว ท่วงท่าล้วนงดงามและทรงพลังรูปร่างของเธอเหยียดตรง ลำคอระหง บนใบหน้าสวยหวาน ดวงตาคู่นั้นสุกสกาวราวกับดวงดาว ทอประกายแห่งความมั่นใจและเด็ดเดี่ยวสองเท้าของฉินเฟิงราวกับถูกตอกตะปูตรึงไว้กับที่ เขาจ้องมองเธอเขม็งอย่างเหม่อลอยหลงใหลโดยไม่วางตาวินาทีนี้ ฉินเฟิงราวกับได้เห็นหลินชิงเหลียนเมื่อห้าปีก่อน ที่กำลังเต้นรำอยู่บนเวทีชั่วคราวของสถานีตำรวจจนกระทั่งตอนนี้ เขาถึงเพิ่งจะสัมผัสได้อย่างชัดเจน ว่าหญิงสาวที่เคยมีแววตาสดใสเป็นประกายคนนั้น ต้องกลายเป็นคนหม่นหมองและสูญเสียสีสันทั้งหมดในชีวิตไปได้อย่างไร ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงห้าปีของชีวิตแต่งงาน ท่ามกลางการละเลยและเพิกเฉยครั้งแล้วครั้งเล่าของเขาหัวใจราวกับถูกอุดไว้ด้วยสำลีเปียกชื้นก้อนใหญ่ ทั้งจุกทั้งปวดร้าว กดทับจนฉินเฟิงแทบจะหายใจไม่ออกเขาถึงขั้นไม่กล้าก้าวไปข้างหน้าแม้แ