Share

บทที่ 2

Author: หรงเซิง
รถเมล์โยกเยกไปมาจนกระทั่งจอดเทียบป้าย

ตลอดทาง ฉินเฟิงพยายามจะคุยกับหลินชิงเหลียนหลายครั้ง แต่ก็ถูกเธอพูดแทรกด้วยความเย็นชาตลอด

พอถึงบ้าน หลินชิงเหลียนก็เดินตรงดิ่งกลับเข้าห้องไปทันที

มือของฉินเฟิงที่ยื่นออกไปคว้าได้เพียงความว่างเปล่าอีกครั้ง ความหงุดหงิดตีตื้นขึ้นมาในใจ สายตาของเขากวาดมองไปรอบๆ บ้าน ทว่าจู่ๆ ก็ต้องชะงักงัน

ตรงมุมห้อง เสื้อผ้าสกปรกที่เขาถอดทิ้งไว้อย่างรีบร้อนตอนออกจากบ้านเมื่อสัปดาห์ก่อนยังคงวางอยู่ที่เดิม แก้วน้ำที่ดื่มแล้ว หรือแม้แต่มีดโกนหนวดที่วางทิ้งไว้ลวกๆ ก็ยังไม่ได้ถูกนำไปล้างทำความสะอาด ในขณะที่ข้าวของทุกชิ้นของหลินชิงเหลียนกลับสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย ช่างแตกต่างกับข้าวของที่วางระเกะระกะของเขาอย่างสิ้นเชิง

ราวกับว่า… เป็นเส้นแบ่งเขตแดนที่ขีดเอาไว้อย่างชัดเจน

ไฟโกรธไร้ที่มาที่ไปโหมกระหน่ำเข้ามา ฉินเฟิงผลักประตูห้องนอนเข้าไป แต่กลับพบว่าบนผนัง รูปงานแต่งที่หลินชิงเหลียนมักจะเช็ดถูจนสะอาดเอี่ยมไร้ฝุ่นอยู่เสมอ ตอนนี้กลับเหลือเพียงแค่กรอบรูปเปล่าๆ

หัวใจของฉินเฟิงกระตุกวูบ “รูปแต่งงานล่ะ?”

เมื่อเห็นสีหน้าและแววตาที่ยังคงเย็นชาของหลินชิงเหลียน เขาก็ไม่อาจสะกดกลั้นความโกรธของตัวเองได้อีกต่อไป “นี่เธอกำลังโกรธประชดฉันอยู่หรอ? ชิงเหลียน เธอไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ มีเรื่องอะไรก็พูดมาตรงๆ พวกเรามาคุยกันดีๆ เถอะ”

“ไม่ได้ประชด” หลินชิงเหลียนยังคงมีท่าทีราบเรียบ “ฉินเฟิง ฉันเหนื่อยแล้ว ชีวิตแต่งงานของพวกเรา…”

ยุติลงแค่นี้เถอะ

คำพูดที่ยังไม่ทันได้เอ่ยจบ ถูกกลบด้วยเสียงกริ่งโทรศัพท์ที่จู่ๆ ก็ดังขึ้น

ฉินเฟิงเดินไปรับโทรศัพท์บ้าน ปลายสายคือเสียงร้อนรนของสวี่เซี่ยงหลานเหมือนเช่นเคย “อาจารย์รีบมาเร็วเข้าค่ะ มีคดีที่ต้องให้อาจารย์ช่วย เรื่องด่วนมาก…”

หลินชิงเหลียนดึงสายตากลับมาอย่างสงบนิ่ง สามวินาทีต่อมา ฉินเฟิงก็วางสาย รีบร้อนคว้าหมวกขึ้นมาสวม

ก่อนจะเดินออกจากบ้าน จู่ๆ เขาก็ชะงัก หันกลับมามองหลินชิงเหลียน “ถ้าเหนื่อยก็พักผ่อนให้เยอะๆ นะ รออีกสักพัก เดี๋ยวฉันจะลางานมาอยู่เป็นเพื่อนเธอ”

หลินชิงเหลียนไม่ได้หันกลับไปมอง

หลังจากฉินเฟิงจากไป เธอก็จัดการเคลียร์ข้าวของในบ้านต่อ

ทั้งรูปถ่ายที่เคยตื้อให้ฉินเฟิงไปถ่ายด้วยกัน จดหมายที่เขาส่งกลับมาบอกว่าปลอดภัยตอนที่ออกไปทำงานต่างถิ่น หรือแม้แต่ใบแปะก๊วยที่เขาเด็ดมาให้ส่งๆ เธอรื้อพวกมันออกมาจัดเก็บทั้งหมด

สองชั่วโมงต่อมา หลินชิงเหลียนก็พบปืนประจำกายที่ฉินเฟิงลืมทิ้งไว้ที่บ้าน

เธอเอาปืนไปส่งให้ที่สถานีตำรวจ แต่ตอนที่ผลักประตูห้องพักรับรองของฉินเฟิงเข้าไป กลับพบว่าฉินเฟิงกับสวี่เซี่ยงหลานสองคนกำลังนอนพิงโซฟาหลับอยู่ สวี่เซี่ยงหลานซบอยู่ในอ้อมกอดของฉินเฟิง ทั้งมือและเท้าก่ายกอดรัดอยู่บนตัวเขา

คนสองคนที่ได้ยินเสียงผลักประตูสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที ตอนที่ฉินเฟิงเห็นหลินชิงเหลียน ในแววตาของเขามีความประหม่าวูบผ่านไป

“ชิงเหลียน เธออย่าเข้าใจผิดนะ พวกเราปรึกษาคดีกันอยู่ แล้วก็เผลอหลับไป…”

“ฉันรู้” หลินชิงเหลียนวางปืนลงบนโต๊ะ แล้วหันหลังเดินจากไป

ฉินเฟิงมองแผ่นหลังของเธอแล้วอึ้งไป เมื่อก่อนขอแค่เธอเห็นเขาใกล้ชิดกับสวี่เซี่ยงหลานนิดหน่อย ต่อให้ตอนนั้นจะไม่โวยวายใส่เขา แต่ขอบตาก็จะแดงก่ำแล้วเผยสีหน้าน้อยเนื้อต่ำใจออกมา

แต่เธอในวันนี้ กลับนิ่งสงบเป็นพิเศษ นิ่งสงบเสียจนทำให้เขาใจคอไม่ดี

ฉินเฟิงพุ่งไปคว้าข้อมือเธอแล้วดึงตัวกลับมา เขาก้มหน้าลงพิจารณาเธอ น้ำเสียงกดข่มความกระวนกระวายใจเอาไว้ “ทำไมเธอถึงไม่โกรธล่ะ?”

หลินชิงเหลียนยิ้ม “พวกนายเป็นสหายร่วมรบ เป็นพี่เป็นน้องกัน ฉันรู้ดี”

รอยยิ้มไม่ยี่หระบนใบหน้าของเธอ พอมันตกอยู่ในสายตาของฉินเฟิงกลับดูบาดตายิ่งนัก

ในใจเขาเต็มไปด้วยความหงุดหงิด กำลังจะอ้าปากอธิบายต่อ แต่สวี่เซี่ยงหลานที่เพิ่งเดินออกไปก็ส่งเสียงร้องอุทานขึ้นมา

สีหน้าของฉินเฟิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย รีบปล่อยมือจากหลินชิงเหลียนแล้วพุ่งตัวออกไปทันที

หลินชิงเหลียนนวดข้อมือที่เริ่มแดง ได้ยินเสียงสำนึกผิดของสวี่เซี่ยงหลานดังมาจากห้องข้างๆ “ขอโทษค่ะอาจารย์ ฉันก็แค่อยากจะช่วยเปลี่ยนหลอดไฟ ไม่คิดว่าจะตกลงมา”

“ไม่เป็นไร” เสียงของฉินเฟิงนุ่มนวล “เด็กผู้หญิงไม่ถนัดงานใช้แรงงานพวกนี้หรอก เดี๋ยวฉันเปลี่ยนเอง”

หลินชิงเหลียนชะงักมือไป จู่ๆ เธอก็นึกถึงบ่าทั้งสองข้างของตัวเองที่ถูกเสียดสีจนแดงเถือกและถลอกปอกเปิกตอนที่แบกถ่านรังผึ้ง นึกถึงตอนที่เปลี่ยนหลอดไฟแล้วเกือบโดนไฟดูด หรือแม้แต่วินาทีเฉียดตายตอนที่ปีนขึ้นไปซ่อมหลังคาแล้วเกือบพลัดตกลงมา

เธอกระตุกมุมปาก เผยรอยยิ้มเย้ยหยันที่ดูเหมือนมีเหมือนไม่มีออกมา แล้วหันหลังเดินจากไป

ตอนที่เดินผ่านห้องข้างๆ หลินชิงเหลียนเห็นฉินเฟิงยืนอยู่บนเก้าอี้เพื่อเปลี่ยนหลอดไฟ ส่วนสวี่เซี่ยงหลานยืนอยู่ข้างล่าง สองมือประคองขาของเขาเอาไว้

สวี่เซี่ยงหลานได้ยินเสียงจึงหันกลับมามอง ริมฝีปากของเธอเสียดสีผ่านจุดอ่อนไหวของฉินเฟิง พร้อมกับเผยรอยยิ้มท้าทายออกมา

ส่วนฉินเฟิงที่อยู่บนเก้าอี้ ร่างกายของเขาแข็งทื่อไปอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีจะผลักเธอออกแต่อย่างใด

หลินชิงเหลียนไร้ซึ่งสีหน้าใดๆ หันหลังเดินออกไป

เพิ่งจะเดินออกจากสถานีตำรวจมาได้ไม่นาน หลินชิงเหลียนก็สัมผัสได้อย่างเฉียบไวว่ามีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาเดินตามอยู่ด้านหลัง หัวใจของเธอกระตุกวูบ กำลังเตรียมจะวิ่งไปทางที่มีคนเยอะๆ ก็ถูกคนจากด้านหลังใช้ไม้ฟาดเข้าอย่างจัง

ความเจ็บปวดแล่นริ้วมาจากหลังศีรษะ เธอสลบเหมือดไปในทันที

พอฟื้นขึ้นมา เธอก็พบว่าตัวเองอยู่ในบ้านเก่าๆ ทรุดโทรมหลังหนึ่ง ปากถูกอุดไว้และถูกมัดติดกับเก้าอี้

ชายที่มีแววตาชั่วร้ายคนหนึ่งถือมีดอยู่ กำลังยิ้มเหี้ยม “ในที่สุดก็ฟื้นแล้วสินะ”

หลินชิงเหลียนมองใบหน้านั้น พลันนึกถึงหนังสือพิมพ์ที่เคยอ่าน นี่มันนักโทษที่เคยถูกฉินเฟิงจับเข้าคุกนี่นา!

ชายคนนั้นเอามีดทาบลงบนใบหน้าของหลินชิงเหลียน แววตาดุดัน “ฉินเฟิงมันทำร้ายฉันจนครอบครัวต้องบ้านแตกสาแหรกขาด วันนี้ฉันจะฆ่าแก ให้มันได้ลิ้มรสความรู้สึกของการสูญเสียครอบครัวบ้าง!”

พูดจบ เขาก็ง้างมีดในมือขึ้น แทงตรงมาที่หน้าอกของหลินชิงเหลียนอย่างโหดเหี้ยม

หลินชิงเหลียนถูกอุดปากเอาไว้ แม้แต่จะร้องก็ร้องไม่ออก ทำได้เพียงเบิกตากว้างมองดูมีดแหลมที่พุ่งเข้ามาใกล้เธอเรื่อยๆ ด้วยความหวาดกลัว

และในตอนนั้นเอง ประตูไม้ผุพังก็ถูกคนถีบจนเปิดออก ฉินเฟิงพาสวี่เซี่ยงหลานพุ่งพรวดเข้ามา

“ชิงเหลียน!”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • แสงจันทร์กระจ่างใส ทว่ามิเคยสาดส่องผู้หวนคืน   บทที่ 17

    หลินชิงเหลียนเงียบไปครู่หนึ่ง ถึงค่อยฝืนยิ้มมุมปาก “ฉันไม่เป็นไร”เธอหันหลังเดินออกไป เรียกเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ให้เข้ามาตรวจดูอาการของฉินเฟิงช่วงสองสามวันหลังจากนั้น เธอยังคงเฝ้าดูแลฉินเฟิงอยู่ในห้องพักผู้ป่วย เพียงแต่แทบจะไม่ได้พูดคุยกับเขาเลยส่วนใหญ่แล้ว เธอจะเอาแต่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่างเงียบๆ หรือไม่ก็นั่งอ่านหนังสือส่วนฉินเฟิง เขาใช้เวลาทั้งหมดไปกับการจ้องมองเธอเขาสัมผัสได้อย่างชัดเจน ว่าระหว่างเขากับหลินชิงเหลียนมีกำแพงสูงตั้งตระหง่านขวางกั้นอยู่ ทั้งสองคนอยู่ในห้องเดียวกันแท้ๆ แต่กลับเหมือนอยู่กันคนละโลกจู่ๆ เขาก็นึกถึงเมื่อก่อนในฐานะเจ้าหน้าที่ตำรวจ การได้รับบาดเจ็บถือเป็นเรื่องปกติ แต่ทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นแผลเล็กน้อยแค่ไหน หลินชิงเหลียนก็จะคอยวนเวียนไถ่ถามด้วยความห่วงใยและร้อนใจเสมอมีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาถูกคนร้ายแทงตั้งหลายแผล ตอนที่ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลมีเลือดอาบไปทั้งตัว หลินชิงเหลียนกุมมือเขาไว้ ร้องไห้จนแทบจะหมดสติช่วงเวลาที่อยู่โรงพยาบาลตอนนั้น เธอคอยเฝ้าไข้ทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ได้หลับไม่ได้นอน ตกกลางคืนแค่เขาขยับตัวพลิกตัว เธอก็จะสะดุ้งตื่นขึ้นมาดูอาการเขาท

  • แสงจันทร์กระจ่างใส ทว่ามิเคยสาดส่องผู้หวนคืน   บทที่ 16

    หลินชิงเหลียนรู้สึกหงุดหงิดในใจ จึงเดินตรงไปทางที่ฉินเฟิงอยู่เธอไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฉินเฟิง สีหน้ายังคงเย็นชาเหมือนเช่นเคย “ฉินเฟิง เลิกตามตื๊อฉันสักทีเถอะ สิ่งที่นายทำมาทั้งหมดนี้มันไม่มีความหมายอะไรกับฉันเลยสักนิด มันมีแต่จะสร้างความรำคาญใจให้ฉันเปล่าๆ”ฉินเฟิงหน้าซีดเผือดเล็กน้อย ชายชาตรีที่เคยแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้ามาโดยตลอด ในตอนนี้กลับดูต่ำต้อยเหลือเกิน “ขอโทษนะชิงเหลียน ฉันก็แค่อยากจะเข้าใกล้ อยากจะชดเชยให้เธอสักนิด... ฉันรู้ ว่าห้าปีที่ผ่านมาฉันติดค้างเธอไว้เยอะมาก...”หลินชิงเหลียนจ้องมองเขาอย่างสงบนิ่ง “ฉินเฟิง นายก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี”“ตอนที่ฉันรักนาย ฉันไม่เคยรู้สึกเลยว่านายติดค้างอะไรฉัน แล้วพอตอนที่ฉันไม่รักนายแล้ว ไอ้สิ่งที่เรียกว่าการชดเชยของนายพวกนี้ มันก็ยิ่งไม่มีความหมายอะไรเลย”“มันก็เหมือนกับแสงแดดแผดเผาในฤดูร้อน พายุฝนน้ำแข็งในฤดูหนาว ที่มีแต่จะทำให้คนรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ หรือแม้กระทั่ง... ขยะแขยง”ขอบตาของฉินเฟิงแดงก่ำขึ้นมาในพริบตา เขามองหลินชิงเหลียนอย่างเหม่อลอย พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียวเขามองดูหลินชิงเหลียนหันหลัง แล้วก้าวยาวๆ เดินไปทางร้านกาแฟฝั่งต

  • แสงจันทร์กระจ่างใส ทว่ามิเคยสาดส่องผู้หวนคืน   บทที่ 15

    ฉินเฟิงน้ำเสียงร้อนรน “ชิงเหลียน ฉันต้องขอโทษเธอก่อน”“เรื่องที่เอาเธอไปเป็นเหยื่อล่อนั่น ความจริงแล้วตอนแรกเตรียมจะให้สวี่เซี่ยงหลานเป็นคนทำ วันนั้นที่ฉันไปเป็นเพื่อนเธอซื้อชุดกระโปรงสีแดงที่ห้างก็เพราะเรื่องนี้แหละ แต่พวกเราซ้อมกันอยู่หลายรอบ เธอตื่นเต้นเกินไปจนดูออกชัดเจนว่ากำลังแสดง พวกเราถึงได้ตัดสินใจเปลี่ยนคนกะทันหัน”“ฉันรู้ตัวว่าผิดไปแล้วจริงๆ ฉันไม่ควรปิดบังไม่ยอมบอกเธอก่อน ฉันแค่กลัวว่าถ้าเธอตื่นเต้นแล้วมันจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา”“แล้วก็ ฉันรู้ธาตุแท้ของสวี่เซี่ยงหลานแล้วนะ ทั้งเรื่องน้ำท่วมและเรื่องโจรลักพาตัวล้วนเป็นฝีมือเธอจงใจทำทั้งนั้น ข้อมูลในแฟ้มคดีเธอก็เป็นคนเผา เป็นเธอที่จงใจใส่ร้ายเธอ ฉันไม่ควรที่จะไม่เชื่อใจเธอเลย…”ฉินเฟิงขอบตาแดงก่ำ “ชิงเหลียน ฉันไม่ควรระแวงไม่เชื่อใจเธอ ไม่ควรลงโทษเธอ ขอโทษนะ ฉันผิดไปแล้วจริงๆ ผิดอย่างมหันต์เลย…”“ฉันไปรายงานเรื่องสวี่เซี่ยงหลานกับทางสถานีแล้ว เธอถูกไล่ออก แล้วก็ถูกส่งตัวไปดัดสันดานด้วยการใช้แรงงานแล้วล่ะ ชิงเหลียน ระหว่างฉันกับเธอเราบริสุทธิ์ใจต่อกันจริงๆ นะ เธอต้องเชื่อฉันนะ”ฉินเฟิงมองเธอด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวั

  • แสงจันทร์กระจ่างใส ทว่ามิเคยสาดส่องผู้หวนคืน   บทที่ 14

    สามวันต่อมา ที่มอสโกฉินเฟิงถือกระดาษโน้ตในมือ หลังจากลงเครื่องก็เรียกแท็กซี่มุ่งตรงไปยังโรงละครใหญ่แห่งมอสโก แล้วเขาก็ได้เห็นหลินชิงเหลียนในห้องซ้อมหลังเวทีเธอสวมชุดกระโปรงบัลเลต์สีขาว เขย่งปลายเท้าอย่างแผ่วเบาพลิ้วไหวไปตามจังหวะเสียงนับของครูฝึก ทั้งเตะขา หมุนตัว ท่วงท่าล้วนงดงามและทรงพลังรูปร่างของเธอเหยียดตรง ลำคอระหง บนใบหน้าสวยหวาน ดวงตาคู่นั้นสุกสกาวราวกับดวงดาว ทอประกายแห่งความมั่นใจและเด็ดเดี่ยวสองเท้าของฉินเฟิงราวกับถูกตอกตะปูตรึงไว้กับที่ เขาจ้องมองเธอเขม็งอย่างเหม่อลอยหลงใหลโดยไม่วางตาวินาทีนี้ ฉินเฟิงราวกับได้เห็นหลินชิงเหลียนเมื่อห้าปีก่อน ที่กำลังเต้นรำอยู่บนเวทีชั่วคราวของสถานีตำรวจจนกระทั่งตอนนี้ เขาถึงเพิ่งจะสัมผัสได้อย่างชัดเจน ว่าหญิงสาวที่เคยมีแววตาสดใสเป็นประกายคนนั้น ต้องกลายเป็นคนหม่นหมองและสูญเสียสีสันทั้งหมดในชีวิตไปได้อย่างไร ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียงห้าปีของชีวิตแต่งงาน ท่ามกลางการละเลยและเพิกเฉยครั้งแล้วครั้งเล่าของเขาหัวใจราวกับถูกอุดไว้ด้วยสำลีเปียกชื้นก้อนใหญ่ ทั้งจุกทั้งปวดร้าว กดทับจนฉินเฟิงแทบจะหายใจไม่ออกเขาถึงขั้นไม่กล้าก้าวไปข้างหน้าแม้แ

  • แสงจันทร์กระจ่างใส ทว่ามิเคยสาดส่องผู้หวนคืน   บทที่ 13

    ฉินเฟิงคุมตัวสวี่เซี่ยงหลานเข้าไปในสถานีตำรวจ ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของผู้คนที่มามุงดูในห้องทำงานของผู้กำกับ เขาเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่สวี่เซี่ยงหลานเคยทำออกมาอย่างละเอียดทีละเรื่องผู้กำกับมองดูคนทั้งสองตรงหน้า สีหน้าทะมึนดำเคร่งเครียดเขาตวาดลั่น “ฉินเฟิง! นี่คุณลืมไปแล้วหรือไง ว่าเมื่อหลายวันก่อนคุณดึงดันที่จะปกป้องสวี่เซี่ยงหลานยังไงบ้าง!”ฉินเฟิงเงียบไป แววตาเต็มไปด้วยความสำนึกเสียใจ “ผมผิดเองครับ ผมมองคนผิด ผมนึกว่าสวี่เซี่ยงหลานแค่ทำผิดพลาดเพราะความสามารถไม่ถึง ผมไม่คิดเลยว่าเธอจะซ่อนเจตนาร้ายแอบแฝง และจงใจทำร้ายคนอื่น!”“ผู้กำกับครับ ผมทำผิด ผมยินดีรับโทษทุกอย่าง แต่ผมต้องการให้สวี่เซี่ยงหลานได้รับบทเรียนที่สาสม ให้ส่งตัวเธอไปดัดสันดานด้วยการใช้แรงงานครับ”สวี่เซี่ยงหลานแววตาวูบผ่านความเคียดแค้นชิงชัง “ผู้กำกับคะ ฉันขอร้องเรียนว่าฉินเฟิงอาศัยหน้าที่การงานมาตีสนิท และใช้อำนาจล่วงละเมิดฉันค่ะ! เขาทำเรื่องแบบนี้ทั้งที่ยังแต่งงานอยู่ ถือเป็นการคบชู้ ฉันต้องการส่งเขาไปเข้าค่ายดัดสันดานด้วยการใช้แรงงานเหมือนกันค่ะ!”ผู้กำกับมองคนทั้งสองตรงหน้า “ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นพวก

  • แสงจันทร์กระจ่างใส ทว่ามิเคยสาดส่องผู้หวนคืน   บทที่ 12

    ตอนที่เธอตัดใจจากเขาอย่างเด็ดขาด และตั้งใจจะจากเขาไปอย่างแน่วแน่ เขายังถึงขั้นเอาเรื่องการลงโทษมาอ้าง เพื่อขังเธอไว้ตั้งสองวันฉินเฟิงยกมือขึ้น แล้วตบหน้าตัวเองไปฉาดใหญ่อย่างแรงจากนั้น เขาก็ก้าวไปข้างหน้า ค่อยๆ เปิดฝาประตูห้องใต้ดินออก แล้วเดินลงไปเพิ่งจะเดินไปได้แค่สองก้าว หนูตัวอ้วนพีหลายตัวก็ส่งเสียงร้อง “จี๊ดๆ” แล้ววิ่งสวนออกไปจากปลายเท้าของเขาอย่างรวดเร็วร่างของฉินเฟิงแข็งทื่อไปทั้งตัวในห้องใต้ดินมีหนูได้ยังไง?ชิงเหลียนกลัวหนูที่สุด ตอนแต่งงานกันใหม่ๆ ที่บ้านเคยมีหนูเข้ามาอาละวาดครั้งหนึ่ง เธอตกใจกลัวจนกระโดดกอดเขาแน่น แถมยังร้องไห้อยู่นานมากและในตอนนั้นเอง ฉินเฟิงก็ได้กลิ่นเหม็นบูดลอยมาจากข้างในฉินเฟิงขมวดคิ้ว เดินเข้าไปด้วยความสงสัยเต็มอก ก็พบว่าทั่วทั้งห้องใต้ดินเต็มไปด้วยข้าวของที่ถูกหนูกัดแทะ และบนพื้นตรงหน้าประตูห้องใต้ดิน ก็มีเศษอาหารที่ขึ้นราและส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวกองอยู่นั่นมัน... กับข้าวที่เขาตักมาจากโรงอาหารของสถานี แล้วให้สวี่เซี่ยงหลานเอามาส่งให้ในวันนั้นนี่นา!ภาพตอนที่หลินชิงเหลียนเดินออกมาจากห้องใต้ดินด้วยสภาพที่ทั้งหวาดกลัวและอ่อนแรงผุดขึ้นมาในหั

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status