Se connecter“เชิญครับ” เลขาของผมที่ไปรับยากับวิตามินให้ เดินเข้ามาพร้อมกับถุงกระดาษใบใหญ่มีโลโก้แ
เกือบหนึ่งสัปดาห์จริงๆ ตามที่คุณพ่อภีม ควบหน้าที่หมอเจ้าของไข้บอกเอาไว้ ร่างกายเขาแข็งแรงและฟื้นตัวได้ไว และเป็นเพราะโชคดีที่ไม่ได้บาดเจ็บที่จุดสำคัญของร่างกาย เพียงกระดูกร้าวและที่เลือดออกมากก็เพราะหัวแตกเท่านั้น ตรวจอย่างละเอียดแล้วไม่มีเลือดออกภายใน“พรุ่งนี้ได้กลับบ้านแล้ว นายจะกลับไปพักที่บ้านใช่มั้ย” ฉันถามพลางปลอกผลไม้ให้เขาไปด้วย“ไม่อ่ะ เราอยู่คอนโดใกล้โรงพยาบาลกว่า สะดวกกว่า”“งั้นนายก็ต้องอยู่คนเดียวสิ ใครจะคอยดูแล” ฉันเป็นห่วงว่าหากเขากลับไปอยู่ที่คอนโดคนเดียว แล้วจะมีใครคอยดูแลล่ะ“อัยย์ไง ไม่ได้ตามไปดูแลเหรอครับ คุณพยาบาลส่วนตัว” นี่ภีมพูดออกมาแบบนี้ได้ยังไง ฉันต้องหันมองไปรอบๆ เพื่อดูให้แน่ใจว่า พยาบาลที่คุณแม่จ้างไว้ให้ช่วยดูแลไม่อยู่ในห้องนี้“ได้ไงเล่า จะบ้าเหรอ ยังไม่ได้... จะไปอยู่ด้วยกันสองคนอย่างงั้นได้ยังไง” ฉันไม่กล้าพูดคำว่าแต่งงานออกไป ได้แต่หยุดเว้นให้เขาคิดเอาเอง แล้วค่อยอธิบายต่อถึงความไม่เหมาะสม“งั้นพรุ่งนี้กลับบ้านเธอก่อนไปเอาทะเบียนบ้าน แล้วเรา
“นี่...นายจำเราไม่ได้เหรอ” เธอผงะกำลังจะก้าวถอยหลังครึ่งก้าว แต่ผมบีบมือที่กุมกันอยู่ดึงรั้งไว้ได้ทัน ก่อนที่เธอจะก้าวถอยไปอีกก้าว“พูดได้แล้วเหรอหะ หึหึ” ผมฝืนมือสุดแรง แล้วดึงเธอให้ขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม จนสามารถกุมมือเธอมาวางไว้ที่กลางอกผม แต่ก็ต้องทำหน้านิ่ว เพราะกลายเป็นว่าที่ออกแรงไปทำให้กระเทือนไปถึงแผลที่ยังไม่หายดี“สมน้ำหน้าเจ็บตัวอยู่แล้วไม่เจียมตัว แกล้งเราดีนัก โดนตีอีกซักทีดีมั้ย” อัยย์ง้างมืออีกข้างที่ว่างอยู่ขึ้นเหมือนจะตีผมจริงๆ ผมหลับตาปี๋ยอมรับโทษแต่โดยดีทุกคนที่ยืนรอบเตียงผู้ป่วยต่างพากันหัวเราะชอบใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก็เห็นอัยย์ใช้มือข้างที่ง้างขึ้นปิดปาก กลั้นหัวเราะอยู่เช่นเดียวกัน“ไอ้วัต มึงช่วยกูเช็กกล้องหน่อยว่าใครเป็นคนขับรถคันนั้น แล้วมันเป็นอุบัติเหตุหรือตั้งใจกันแน่” ผมหันไปวานไอ้วัต ให้ช่วยตรวจสอบให้ เพราะสภาพผมแบบนี้คงลุกขึ้นไปทำอะไรไม่ได้ และผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่น่าจะเป็นเพียงอุบัติเหตุแน่นอน“กูเช็กมาแล้ว มึงไม่ต้องห่วง พักรักษาตัวเอ
“เราไม่เป็นอะไรแล้วนิต้า สบายดีมากๆ นี่ไง” ฉันหันหน้าจะเดินไปหานิต้าที่กำลังวางถุงของบนโต๊ะกลาง แต่ลืมไปว่าตัวเองมีเข็มต่อสายน้ำเกลือฝังอยู่ที่มือ พอฉันเดินออกห่างจึงทำให้เสาที่แขวนถุงน้ำเกลือถูกดึงจนเกือบจะล้มลงมา ฉันหันไปรับไว้ได้ทันพอดี แต่ก็เซจนสะโพกไปกระแทกกับเตียงที่ภีมนอนอยู่อย่างแรงฉันตกใจและรู้สึกผิดมาก ‘ฉันไปทำให้กระทบกระเทือนแผลเขาหรือเปล่านะ’ ด้วยความเป็นห่วง ฉันก้มลงสำรวจตามร่างกายเขาอีกครั้งจึงได้เห็นว่า ภีมถูกพันผ้าที่แขนทั้งสองข้าง และที่ศีรษะก็พันไว้ทั้งหมดเหลือแต่หน้าเมื่อสำรวจมาถึงใบหน้า มีรอยฟกช้ำอยู่เล็กน้อย และฉันก็ได้เห็นเหมือนตาเขากำลังกลอกไปมาแต่ยังไม่ได้เปิดเปลือกตาขึ้น“ภีม ภีม” ฉันเรียกเขาอย่างแผ่วเบา กลัวว่าหากสิ่งที่ฉันเห็นไม่ได้เป็นเพราะเขารู้สึกตัว แต่อาจจะเป็นแค่ปฏิกิริยาอัตโนมัติของร่างกายเท่านั้น ฉันกลัวว่าคิดไปเองแล้วจะกวนเวลาการพักของเขา แต่ในที่สุดฉันก็เห็นภีมค่อยๆ ลืมตาขึ้น สบตากับฉันที่จ้องเขาอยู่พอดี“ภีม ฟื้นแล้วเหรอ เป็นยังไงบ้าง เจ็บมั้ย” ฉันดีใจจนน้ำตาไหล มืออัน
ฉันพยายามมองหาเตียงที่เข็นพาภีมเข้ามาก่อนหน้าแต่ก็ไม่เห็น จึงถามกับพยาบาลที่ช่วยทำแผลให้ฉันอยู่ ได้ความว่าเขาน่าจะถูกพาเข้าห้องผ่าตัดฉุกเฉินไปแล้วฉันปล่อยโฮออกมาโดยไม่สนใจอีกแล้วว่าจะมีใครมองอยู่หรือไม่ หัวใจรู้สึกเจ็บเหมือนมีใครซักคนมาบีบอย่างแรงหมายจะให้มันแหลกคามือ คำปลอบโยนจากพยาบาลที่กำลังช่วยทำแผลให้กลายเป็นเหมือนลมพัดผ่านหูไป ฉันไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้นหลังจากคุณหมอประจำแผนกฉุกเฉินมาตรวจดูอาการ ฉันถูกส่งไปเอกซเรย์ แขนขาทุกอย่างยังอยู่ดีไม่มีกระดูกร้าวหรือหักแต่อย่างใด มีเพียงรอยแผลถลอกที่ผิวหนัง และรอยช้ำจากการถูกกระแทกเท่านั้น เมื่อทำแผลเสร็จแล้ว ฉันขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยเข็นรถเข็นพาฉันไปนั่งรอภีมที่หน้าห้องผ่าตัด“อัยย์ เป็นยังไงบ้าง มันเกิดอะไรขึ้น” เสียงนิต้าดังมาจากทางเดิน ฉันหันไปมองตามเสียงจึงเห็นเธอวิ่งมาพร้อมกับหมอวัต หลังจากที่น้ำตาฉันหยุดไหลไปไม่นาน ก็กลับปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง“ฮืออ นิต้า...ภีม ฮืออ” ฉันพูดออกมาไม่ได้ศัพท์ เพราะยังไม่สามารถบังคับตัวเองให้หยุดสะอื้นได้“ไม่เป็นไรๆ ถึงมือหมอแล้วนะ หมอภีมต้อ
“เชิญครับ” เลขาของผมที่ไปรับยากับวิตามินให้ เดินเข้ามาพร้อมกับถุงกระดาษใบใหญ่มีโลโก้และชื่อโรงพยาบาลอยู่ที่ข้างถุง“ยาได้แล้วค่ะคุณหมอ” เธอบอกแล้วเดินเข้ามาวางถุงนั้นไว้บนโต๊ะตัวเล็กที่ตั้งอยู่หน้าโซฟา แล้วโน้มตัวโค้งหัวลงครั้งหนึ่งจึงถอยและเดินออกจากห้องไปโดยผมไม่ต้องบอกฉันไม่ทันได้คิดเลยว่า การที่พยายามหลบสายตาคนจากหน้าห้องยา แล้วยอมเชื่อภีม ให้เขาพาเข้ามารอรับยาในห้องทำงานเขาซึ่งอยู่ภายในโรงพยาบาล เพราะจะได้ไม่ต้องทนเป็นจุดสนใจจากพยาบาลและบุคลากรของโรงพยาบาล ที่สนใจจะได้เห็นคุณหมอลูกเจ้าของโรงพยาบาลควบตำแหน่งผู้ก่อตั้งแผนกแอปฯหมอออนไลน์ นั่งกุมมือผู้หญิงคนหนึ่งไม่ยอมปล่อยทั้งที่อยู่ในที่สาธารณะเพราะเชื่อว่าในห้องทำงานจะไร้สายตาผู้คน จนทำให้ตัวเองต้องเจอเข้ากับสถานการณ์แบบนี้ ใครจะคิดว่าเขาจะทำแบบนั้นทั้งๆ ที่อยู่ในห้องทำงาน แล้วฉันก็ก่นด่าตัวเองอยู่ในใจที่ยอมให้เขาลุกล้ำเข้ามาโดยไม่สามารถจะหยุดได้ จนเกือบจะขาดอากาศหายใจนั่นแหละ หากเขาไม่ยอมหยุด ฉันคงได้ขาดใจตายในอ้อมกอดเขาแล้วย
ระหว่างขับรถกลับกรุงเทพ ผมโทรบอกพ่อกับแม่ เรื่องที่อัยย์ยอมตกลงให้นัดคุยกับพ่อแม่เธอเรื่องของเรา ท่านทั้งสองยินดีมากและให้ผมเข้าไปนัดพ่อกับแม่อัยย์ด้วยตัวเอง แล้วค่อยแจ้งเวลานัดหมายอีกที ท่านจะเคลียร์เวลาให้แน่นอนแก้มผมยิ้มจนไม่สามารถหุบลงได้ ผมดึงมือคนข้างๆ มากุมไว้ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าเธอจะคอยหันมาบ่นอยู่เป็นระยะที่ผมใช้มือเดียวขับรถอยู่แบบนี้ แต่ผมก็ยังคงดื้อตาใส ไม่ยอมปล่อยมืออยู่ดีนั่นแหละ“จากนี้ไปจะไม่ยอมปล่อยอีกแล้ว” พอหันไปบอกเธอแบบนี้ อัยย์ทำหน้ายู่ใส่แล้วก็หันหน้าหนีผม มองออกไปที่หน้าต่างฝั่งที่เธอนั่งและไม่บ่นอะไรอีกก่อนจะพาอัยย์ไปส่งที่บ้านและเข้าไปคุยกับพ่อแม่เธอ ผมแวะโรงพยาบาลให้อัยย์ได้ตรวจร่างกายเพิ่มเติม อยากให้แน่ใจว่ายาสลบที่ไอ้เมฆใช้กับเธอจะไม่ตกค้างและทำอันตรายอะไรเธออีกหลังจากนี้คราวนี้ผมอยู่กับอัยย์ตลอดไม่ยอมห่างแม้แต่ก้าวเดียว จนเธอเริ่มบ่นผมว่าทำเกิดกว่าเหตุแล้ว หลังจากที่บ่นมาตั้งแต่จอดรถเดินเข้าโรงพยาบาลจนตรวจเสร็จ และตอนนี้กำลังนั่งรอรับวิตามินเพิ่มอยู่ที่หน้าห้องจ่า







