เข้าสู่ระบบเวลาผ่านไปเกือบ 3 ชั่วโมงพิจิกาและกัลยณัฏฐ์ก็ช่วยกันเก็บกวาดบริเวณหน้าบ้านและล้างจานชามเก็บเข้าที่ พิจิกาขอตัวไปช่วยงานที่โอบรักโฮมสเตย์ต่อส่วนเจ้าของบ้านนั้นยังต้องตรวจการบ้านต่ออีกสักพัก
“ไปก่อนเลยหนูดี พี่ตรวจการบ้านเสร็จแล้วจะตามไป”
“ค่ะพี่โอป แล้วพี่โอปให้หนูดีเอาข้าวกลางวันมาให้ไหมคะ” คนตัวเล็กถามอย่างห่วงใยเพราะช่วยกันทำงานจนเวลาเกือบจะถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว
“ไม่เป็นไรจ้ะ หนูดีทานไปก่อนเลยและบอกพ่อกับแม่พี่ด้วยว่าไม่ต้องรอทานข้าวเที่ยงเดี๋ยวพี่หาอะไรรองท้องนิดหน่อยก็พอ”
“ค่ะพี่โอป” พิจิการับคำแล้วเดินตามทางเล็กๆ เพื่อไปยังโฮมสเตย์
กัลยณัฏฐ์ตรวจการบ้านได้เพียง 4 เล่ม ท้องก็เริ่มประท้วงเพราะเมื่อเช้าเธอทานข้าวต้มไปไม่ถึงครึ่งชาม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในห้องครัวที่เก็บไว้มานานจึงถูกนำออกมาเปิดฝารอเตรียมพร้อม ขณะที่หญิงสาวเสียบปลั๊กกระติกน้ำร้อนและกำลังเดินกลับมาตรวจการบ้านต่อ โทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานก็ดังขึ้น เธอหยิบขึ้นมาดูก็เป็นข้อความจากน้าชายของพิจิกา
ปุณณวิชญ์ : คุณ
หญิงสาวมองหน้าจอโทรศัพท์รอว่าจะมีข้อความอะไรต่อมาอีกไหม ผ่านไป 5 นาทีทุกอย่างก็เงียบ ‘สงสัยส่งผิด’ เธอคิดในใจและเดินไปเทน้ำใส่ลงไปในถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ระหว่างรอให้ครบ 3 นาที่ตามคำแนะนำข้างกล่องก็นั่งดูรูปที่ถ่ายไว้เมื่อคืน แล้วก็มาสะดุดตากับรูปชายหนุ่มน้าชายของพิจิกาที่กำลังยืนปิ้งบาร์บีคิวอย่างตั้งใจ ‘ก็หล่อดีนะ หน้ายังเด็กอยู่เลย แต่คงอายุเยอะแล้ว’ เธอพูดกับตัวเอง เพราะคิดว่าเขาคงอายุห่างจากน้าเมษาไม่มาก ตอนนี้เมษาอายุ 40 ปี ชายหนุ่มก็น่าจะไม่ต่างจากนั้นมาก จากนั้นก็ดูรูปอื่นไปเรื่อยๆ แล้วก็มีข้อความปรากฏขึ้นมาที่มุมบนของหน้าจอ
‘ผมขอโทรหานะครับ’ คนถามไม่รอคำตอบเขาโทรหาเธอทันที
กัลยณัฏฐ์รีบกดรับทันที
“สวัสดีค่ะ” หญิงสาวกรอกเสียงไปตามสาย
“โอปอ ผมเอง”
“คะ?”
“ผมน้าของหนูดีไงครับ”
“อ๋อ ค่ะ มีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่าคะ”
“คือ..เออ....” ปุณณวิชญ์ไม่แน่ใจว่าเรื่องที่ตัวเองโทรศัพท์มาหาหญิงสาวนั้นด่วนหรือเปล่าจึงได้แต่อ้ำอึ้ง
“ว่าไงคะน้า ด่วนไหม” เธอเกือบหลุดเรียกเขาไปว่าลุงอย่างที่เคย แต่ก็ยั้งใจทัน เพราะเรื่องที่เรียกเขาว่าลุงนั้นเธอโดนมารดาตำหนิไปแล้วว่าไม่เหมาะสม
ชายหนุ่มอึ้งไปเล็กน้อยที่ได้ยินเธอเรียกเขาว่าน้า แต่ก็ยังดีกว่าที่เธอเรียกเขาว่าลุงครั้งก่อน
“ผมอยากปรึกษาเรื่องของขวัญหน่อยครับ ผมยังนึกไม่ออกว่าจะซื้ออะไร”
“อ๋อ เรื่องแค่นี้เอง”
“มันไม่ใช่เรื่องแค่นี้นะครับ มันเรื่องใหญ่สำหรับผมเลย เพราะผมไม่ค่อยสนิทกับหนูดีเท่าไหร่ เลยไม่รู้จะซื้ออะไร ผมอยากให้ของขวัญถูกใจคนรับด้วย”
คนฟังรู้สึกผิดขึ้นมาทันที เพราะถ้าวันนั้นเขาได้ลูกโลกจำลองใบนั้นไปคงไม่ต้องลำบากไปหาซื้อของขวัญชิ้นใหม่
“ตุ๊กตาดีไหมครับ” เขาเสนอเพราะคิดออกแค่นี้จริงๆ
“มีคนให้ตุ๊กตาแล้วค่ะ” หญิงสาวรีบบอกเขาไป “น้าษาให้นาฬิกาข้อมือ น้าณีให้โคมไฟอ่านหนังสือค่ะ”
“เฮ้อ...” เสียงถอนหายใจดังมาตามสาย
“คุณอยู่ที่ไหน ใกล้ร้านอะไรบ้างแล้วงบประมาณเท่าไหร่” เธอถามเขาไปเพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจว่าจะแนะนำเขาอย่างไร เธอไม่รู้ฐานะของเขาจึงต้องถามออกไปตรง
“ตอนนี้ผมอยู่ที่ห้าง...” เขาบอกชื่อห้างสรรพสินค้าใหญ่ริมถนนพระราม 2 ออกไป “ส่วนเรื่องงบประมาณเท่าไหร่ก็ได้ครับ เพราะผมเองไม่ได้ซื้อของขวัญให้หลานมาหลายปีแล้วครับ” ชายหนุ่มรีบบอก เพราเขาไม่ค่อยได้กลับบ้านบ่อยนัก สวนใหญ่ก็แค่แวะมาคุยไม่นานแล้วก็กลับไปทำงานต่อ พึ่งจะมีปีนี้ที่เขาได้กลับมาอยู่บ้านหลายวันหน่อย
“งบไม่จำกัดจริงๆ นะคะ” เธอย้ำเพื่อความแน่ใจเพราะไม่เคยรู้จักชายหนุ่มเป็นการส่วนตัวอีกทั้งพิจิกาก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องน้าชายให้เธอฟังว่าเขาทำงานอะไร
“จริงครับ โทรศัพท์ดีไหมตอนนี้ผมอยู่หน้าร้านโทรศัพท์พอดีเลย” เขานึกได้เมื่อเดินผ่านร้านโทรศัพท์
“ก็ดีนะคะ เพราะเครื่องที่หนูดีใช้ก็เก่าแล้ว น่าจะใช้มาหลายปี” กัลยณัฏฐ์เห็นด้วยกับเขา
“ขอดูไอโฟน X หน่อยครับ” เสียงคู่สนทนากำลังบอกพนักงานขายดังแว่วเข้ามา
“คุณ เดี๋ยวๆ อย่าพึ่ง” เธอรีบห้ามออกไปอย่างรวดเร็ว
“ทำไมล่ะ ผมว่าหนูดีน่าจะชอบ รุ่นใหม่ล่าสุดเลย ถ่ายภาพก็สวย ความจุก็เยอะ” ปุณณวิชญ์รีบบอกคุณสมบัติของสมาร์ทโฟนให้หญิงสาวฟังเพราะเขาเองก็พึ่งจะซื้อไปไม่นาน
“ฉันรู้ว่าหนูดีน่าจะชอบ แต่ฉันว่ามันแพงเกินไปสำหรับเด็กอายุขนาดนี้ค่ะ เพราะหนูดีต้องเอาไปใช้ที่โรงเรียนถ้าเกิดทำหายหรือทำร่วงเธอคงเสียใจแน่ๆ อีกอย่างนะคะหนูดีเป็นเด็กขี้เกรงใจค่ะ ถ้าของแพงขนาดนั้นเธออาจไม่สบายที่จะรับก็ได้นะคะ” ปลายสายเงียบ
เธอไม่รู้ว่าเขาโกรธเธอหรือเปล่าที่พูดออกไปแบบนั้น เขาอาจจะมีเงินเยอะและสามารถซื้อของราคาแพงให้หลานสาวได้โดยขนหน้าแข้งไม่ร่วง แต่เธอรู้ว่าพิจิกาเป็นเด็กที่ขี้เกรงใจเธออาจไม่รับของขวัญที่น้าชายซื้อให้หรือถ้าเธอรับก็คงต้องหาทางนำเงินมาคืนเป็นแน่
“ก็จริงของคุณนะ แล้วคุณว่ารุ่นไหนดีล่ะ”
“แล้วแต่เลยค่ะ ขอแค่ราคาไม่แพงมากและสามารถเชื่อมต่อกับนาฬิการุ่น....” เธอบอกรุ่นนาฬิกาที่เด็กสาวพึ่งได้รับเป็นของขวัญวันเกิดเมื่อคืนไป
ปุณณวิชญ์ขับรถออมาจากห้างสรรพสินค้าพร้อมของขวัญกล่องใหญ่วางอยู่บนเบาะข้างที่นั่งคนขับ ที่ข้างในเป็นโทรศัพท์มือถือราคาไม่ถึงหนึ่งหมื่นบาทที่พนักงานขายแนะนำว่ารุ่นนี้เด็กวันรุ่นส่วนใหญ่ชอบใช้กัน ราคาไม่สูงจนเกินไปและแต่มีฟังก์ชั่นการใช้งานครบทุกอย่างตามที่ต้องการ และพนักงานยังแนะนำให้เขาเลือกเคสโทรศัพท์ลายน่ารักๆ มาอัก 3 ชิ้นเพราะเด็กวัยรุ่นชอบเปลี่ยนเคสกันบ่อยๆ ตามความนิยมไปเรื่อยๆ ส่วนเบาะหลังเป็นขนมปังนมสดจากร้านดังที่เขาไปยืนต่อแถวเกือบชั่วโมงสำหรับพิจิกาและหญิงสาวที่ให้คำแนะนำเขาเรื่องของขวัญ
เมื่อขับรถมาถึงบ้าน เขากำลังถือของลงจากรถวางลงบนโต๊ะหินอ่อนหน้าบ้าน ก็พอดีกับพิจิกากลับมาจากโฮมสเตย์พอดี
“น้าวิชญ์ สวัสดีค่ะ หนูดีนึกว่าจะไปหลายวัน” เธอรีบวิ่งเข้ามาหาอย่างดีใจ
“พอดีงานน้าเสร็จเร็วเลยรีบกลับ เพราะยังไม่ได้ให้ของขวัญวันเกิดหนูดีเลย” ชายหนุ่มยืนกล่องของขวัญให้หลานสาว
“ขอบคุณค่ะ น้าวิชญ์ หนูดีนึกว่าน้าวิชญ์จะลืมไปแล้ว”
“ถ้าน้าลืมจริงๆ หนูดีจะโกรธน้าไหมครับ”
“ไม่โกรธหรอกค่ะ หนูดีรู้ว่าน้าวิชญ์งานยุ่ง แค่เมื่อวานเราได้ฉลองวันเกิดด้วยกันหนูดีก็ดีใจมากแล้วค่ะ”
“แสดงว่าจะไม่เอาของขวัญ” เขาทำท่าจะดึงของขวัญในมือคืน
“เอาสิคะ เดี๋ยวคนซื้อให้จะเสียใจ ขออนุญาตแกะเลยนะคะ” เด็กสาวไม่รอคำตอบเธอรีบแกะของขวัญทันที เมื่อกล่องออกมาแทนที่เด็กสาวจะดีใจเธอสีหน้ากลับรู้สึกผิดหวัง คนซื้อเลยใจเสีย
“ไม่ชอบเหรอครับหนูดี” ปุณณวิชญ์หน้าเสีย
“ชอบค่ะ ชอบมากๆ ด้วยค่ะ แต่มันดูแพงเกินไป หนูดีเกรงใจน้าวิชญ์” เป็นอย่างที่กัลยณัฏฐ์พูดไว้จริงๆ ว่าหลานสาวของเขาจะต้องรู้สึกเกรงใจ นี่ขนาดว่าเขาเลือกที่ราคาไม่แพงอย่างตอนแรกแล้วนะ ถ้าเขาไม่เชื่อที่กัลยณัฏฐ์บอกสงสัยพิจิกาคงไม่รับของขวัญชิ้นนี้แน่ๆ
“ไม่ต้องเกรงใจ น้าไม่ได้ซื้อของขวัญให้หนูดีหลายปีแล้ว ถือว่ารวบยอดมาวันนี้เลยก็แล้วกัน” ชายหนุ่มรีบบอก
“แต่เครื่องเก่ามันก็ยังใช้ได้”
“น้าไม่ได้ให้เราเอาไปทิ้งเสียหน่อย นี่วันนี้น้าซื้อซิมมาแล้ว กะว่าจะใช้เป็นโทรศัพท์บ้าน เผื่อโทรศัพท์เราแบตหมดหรือลืมเปิดเสียง คนที่เค้ามีธุระด่วนจะได้โทรมาเบอร์นี้ได้”
“ก็ดีเหมือนกันค่ะ เพราะเวลาแม่ไปโรงเรียนชอบปิดเสียงโทรศัพท์ พอกลับมาบ้านบางทีก็ยังไม่เปิดเสียงอีก” สีหน้าคนพูดเริ่มดีขึ้นเมื่อเห็นว่าโทรศัพท์เก่าของตัวเองไม่ได้ถูกทิ้งไว้อย่างไร้ค่า
กัลยณัฏฐ์เงียบหายไปตั้งแต่เช้าวันจันทร์ เขารีบตื่นแต่เช้าเพื่อจะมาส่งเธอและอยากเจอเพื่อนของเธอด้วยแต่พอมาถึงน้ากัลยาก็บอกว่าเพื่อนเธอมารับไปตั้งแต่เช้าปุณณวิชญ์ทำงานอยู่ที่บ้านตามที่หญิงสาวขอร้อง เขาแวะไปคุยกับมารดาของแฟนสาวทุกวัน เพราะกลัวเธอจะเหงา“เหงามากไหม” กัลยาถามชายหนุ่มที่นั่งมองเรือสัญจรไปมาอยู่หน้าระเบียง ชายหนุ่มพึ่งจะรดน้ำต้นไม่เสร็จ ยิ่งมองต้นพิทูเนียในกระถางเขาก็ยิ่งคิดถึงเจ้าของ“ครับน้า ปอไม่ติดต่อมาเลย” ใบหน้าเศร้าสร้อยของชายหนุ่มทำให้เธอยิ้มดีใจที่ลูกสาวได้พบเจอคนดีๆ อย่างเขา ระหว่างที่กัลยณัฏฐ์ไม่อยู่ชายหนุ่มจะแวะมาเธอทุกวัน บางวันก็มาทานอาหารเย็นด้วยอย่างวันนี้เขาก็มานั่งเล่นที่โอบรักโฮมเสตย์ตั้งแต่เช้า“เดี๋ยววันศุกร์ก็คงได้เจอกัน น้าเองก็ไม่เคยห่างกันนานแบบนี้มาก่อน แต่ก็ต้องอดทน” “ครับ” เขาตอบแบบหงอยๆ แล้วนั่งอยู่ที่เดิมจนพระอาทิตย์เริ่มแตะขอบฟ้า ท้องน้ำเบื้องหน้ากลายเป็นสีส้ม ก่อนจะค่อยๆ หายไปกับความมืดยามค่ำคืนเช้าวันศุกร์ปุณณวิชญ์ตื่นแต่เช้าเพราะวันนี้แล้วที่กัลยณัฏฐ์จะกลับมา เขานั่งทำงานอย่างกระสับกระส่ายรอเวลาที่เธอจะโทรหา จนเลยเวลาอาหารกลางวันไปแล้ว ชา
กว่าสัปดาห์ที่ปุณณวิชญ์นอนอยู่ที่โรงพยาบาล กัลยณัฏฐ์เฝ้าดูแลไม่ห่าง และระหว่างนี้เธอก็ได้มีโอกาสช่วยเขาจัดการกับไฟล์เอกสารต่างๆ ที่ไม่ค่อยเป็นระเบียบ เธออาศัยช่วงที่เขาทานยาแล้วนอนพักในตอนบ่าย จัดเรียงข้อมูลที่อยู่ในโน้ตบุ๊กของเขา ชายหนุ่มดูจะพอใจเป็นย่างมากเพราะช่วยให้เขาทำงานได้เร็วขึ้น และการที่ไม่ต้องอยู่เฉยๆ ทำให้เธอจะลืมเรื่องร้ายๆ ที่ผ่านมาได้อย่างรวดเร็วคงเพราะมีเขาอยู่ใกล้ๆ กลางคืนเธอก็นอนเป็นเพื่อนเขาทุกคืน และจะกลับไปบ้านบ้างในตอนเย็นที่พี่สาวของเขามาเยี่ยมโดยมีพิจิกานั่งรถไปด้วยทุกครั้ง เพราะชายหนุ่มยังไม่ยอมให้เธอไปไหนมาไหนคนเดียว วันนี้เขาได้รับอนุญาตให้กลับไปพักที่บ้านได้เพราะแผลหายดีแล้ว โดยเธอเป็นคนพาขากลับมาที่บ้าน“คืนนี้พี่นอนไม่หลับแน่เลย” ปุณณวิชญ์พูดในระหว่างที่เธอกำลังช่วยเขาจัดโต๊ะทำงาน “ไม่ได้แปลกที่เสียหน่อยจะนอนไม่หลับได้ยังไงคะ”“ก็คืนนี้พี่ต้องนอนคนเดียวนี่ครับ คงเหงาน่าดูเลย”“ให้หนูดีมานอนด้วยไหมคะ เผื่อมีอะไรจะได้เรียกใช้ได้”“ไม่เอาหรอก ใครมานอนด้วยก็ไม่เหมือนมีปอมานอนด้วย”“พี่วิชญ์พูดแบบนี้ ถ้าเกิดคนอื่นมาได้ยินปอเสียหายแย่เลยนะคะ” กัลยณัฏฐ์ต่อว่า
มุกไหมนั่งมองตัวเองในกระจกภายในห้องนอนของบ้านไม้สักหนังใหญ่ ตั้งแต่เธอมาอยู่กับพ่อเลี้ยงมงคล หญิงสาวมีความสุขมาก พ่อเลี้ยงเอาใจเธอทุกอย่าง ทุกคืนเขามานอนที่ห้องของเธอและไม่เคยสนใจภรรยาของเขาอีกเลย เวลาไปงานเลี้ยงหรือไปติดต่อธุรกิจต่างๆ เขาก็จะพามุกไหมไปด้วยทุกครั้งจนใครๆ ก็ต่างก็พากันเอาอกเอาใจเธอในฐานะคนรักคนใหม่ของพ่อเลี้ยงมงคล เธอมีชีวิตหรูหราชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ก็เข้าร้านเสริมสวย ช้อปปิ้ง แต่งตัว พ่อเลี้ยงเองก็ไม่เคยว่าอะไรเธอเลยสักนิด แต่เขามีข้อแม้ว่าไม่ให้เธอไปยุ่งเกี่ยวกับเขมิกาภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น “พ่อเลี้ยงไปไหนเหรอป้าชื่น” มุกไหมตื่นนอนมาตอนเกือบเที่ยงถามขึ้น “ป้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เห็นรีบขับรถอออกไปหลังจากที่รับโทรศัพท์” ป้าชื่นตอบโดยไม่มองหน้าหญิงสาวเลยเพราะนางไม่พอใจที่หญิงสาวมาแย่งความรักไปจากนายหญิงของนาง มุกไหมไม่สนใจว่านางจะปฏิบัติกับเธอยังไง เพราะเธอมีแค่พ่อเลี้ยงก็พอแล้ว หญิงสาวนั่งจิบกาแฟอยู่ที่ระเบียงก็เห็นว่าป้าชื่นนั่งรถคนงานออกไปจากไร่ หญิงสาวไม่สนใจเพราะคนที่คอยรับใช้เธอในบ้านหลังนี้คือชบาคนเดียว “คุณมุกคะ
พอหญิงสาวออกไปได้สักครู่ปุณณวิชญ์ก็เรียกตรีทิพย์เข้ามาถามเรื่องงานทันที“ไม่พักผ่อนก่อนเหรอคะพี่ เรื่องงานเอาไว้ทีหลังก็ได้งานไม่ได้หนักหนาอะไร”“พี่อยากรีบตรวจเอกสารให้เสร็จระหว่างที่นอนอยู่ที่นี่ เพราะถ้าออกจากโรงพยาบาลแล้วพี่คงต้องคอยรับส่งปอพี่ไม่กล้าไว้ใจให้อยู่ที่โรงเรียนคนเดียวอีกแล้ว”“ก็ดีนะคะ แต่ทำไมน้องปอถึงโชคร้ายอย่างนี้ก็ไม่รู้ ครั้งก่อนก็คุณมุกใหม่ครั้งนี้ก็อยากจะมาเจอคนใกล้ตัวจับไปอีก”“นั่นแหละสิพี่ใจหายหมดเลยตั้งแต่รู้เรื่อง นี่ก็ยังไม่รู้ว่าเรื่องจะจบลงจริงๆ หรือเปล่าเพราะคดีเก่าก็ยังจับตัวมุกไหมไม่ได้เลย”“นั่นสิค่ะ ตรีให้เครื่องช็อตไฟฟ้ากับสเปรย์พริกไทยน้องไว้แล้ว ช่วงไหนน้องปอว่าตรีว่างจะชวนไปเรียนศิลปะป้องกันตัวสักหน่อย ตรีเองก็อยากเรียนอยู่ด้วย”“ก็ดีเหมือนกันนะ ตรีลองไปหาที่เรียนดู เรื่องค่าใช้จ่ายพี่จะจัดการทั้งสองคนเลย”“ใจดีที่สุดเลยนะคะ ชวนหนูดีไปด้วยอีกคนดีไหมคะ”“ดีเลย พี่จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงมาก อย่างน้อยก็ป้องกันตัวเองได้บ้าง” เขาเอ่ยจากใจจริง“แล้วตอนนี้พี่เจ็บตรงไหนอยู่หรือเปล่า”“ก็ยังเจ็บแผลอยู่ ขยับตัวมากไม่ค่อยได้”“อย่างนั้นก็นอนเล่นอยู่บนเตียงส
เสียงปืนที่ได้ยินในที่เกิดเหตุนัดแรกนั้นเป็นเสียงปืนที่คนร้ายยิงปุณณวิชญ์ส่วนอีกสองนัดที่เหลือเป็นเสียงจากปืนของขุนพลที่ยิงไปยังคนร้ายเขาไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุเพราะถ้าเขาไม่ยิง คนร้ายก็คงจะยิงปุณณวิชญ์ซ้ำอีกเป็นแน่ ส่วนปราณีเมื่อเห็นร่างของแฟนหนุ่มโดนยิงจนร่วงไปกองกับพื้นก็กรี๊ดร้องอย่างคนเสียสติแล้วเป็นลมไป ตอนนี้กำลังอยู่ในความดูแลของทางโรงพยาบาลไปก่อนขุนพลมาแจ้งข่าวเรื่องคนร้ายกับกัลยณัฏฐ์หญิงสาวต้องไปให้ปากคำเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ระหว่างที่รอปุณณวิชญ์ฟื้น หญิงสาวรู้ว่าปราณีก็อยู่ที่โรงพยาบาลแต่เธอเลือกที่จะไม่ไปเยี่ยม ไม่ใช่เพราะเธอใจดำหรือโกรธ แต่เพราะเธอกลัวว่าจะใจอ่อนจนทำให้ไม่กล้าเอาผิดเธอ“ผมแค่แจ้งให้ทราบเท่านั้นครับ ส่วนเรื่องคดีก็คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของตำรวจเจ้าของคดี” ขุนพลบอกหญิงสาว“ค่ะ ขอบคุณมากๆ นะคะ” เธอยกมือไหว้และขอบคุณขุนพล“ไม่เป็นไรครับ ถ้านายวิชญ์ฟื้นแล้วรบกวนบอกผมด้วยนะครับ” ขุนพลบอกแล้วขอตัวกลับภายในห้องพักผู้ป่วยตอนนี้มีเมษาและกัลยณัฏฐ์นั่งรอให้ชายหนุ่มฟื้น ส่วนกัลยาและพิจิกากลับไปก่อนแล้ว เมษาให้ลูกสาวไปนอนที่บ้านของกัลยา ส่วนเธอจะรอกว่าน้องชายคนเดียวจ
เสียงปืนที่ได้ยินในที่เกิดเหตุนัดแรกนั้นเป็นเสียงปืนที่คนร้ายยิงปุณณวิชญ์ส่วนอีกสองนัดที่เหลือเป็นเสียงจากปืนของขุนพลที่ยิงไปยังคนร้ายเขาไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุเพราะถ้าเขาไม่ยิง คนร้ายก็คงจะยิงปุณณวิชญ์ซ้ำอีกเป็นแน่ ส่วนปราณีเมื่อเห็นร่างของแฟนหนุ่มโดนยิงจนร่วงไปกองกับพื้นก็กรี๊ดร้องอย่างคนเสียสติแล้วเป็นลมไป ตอนนี้กำลังอยู่ในความดูแลของทางโรงพยาบาลไปก่อนขุนพลมาแจ้งข่าวเรื่องคนร้ายกับกัลยณัฏฐ์หญิงสาวต้องไปให้ปากคำเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ระหว่างที่รอปุณณวิชญ์ฟื้น หญิงสาวรู้ว่าปราณีก็อยู่ที่โรงพยาบาลแต่เธอเลือกที่จะไม่ไปเยี่ยม ไม่ใช่เพราะเธอใจดำหรือโกรธ แต่เพราะเธอกลัวว่าจะใจอ่อนจนทำให้ไม่กล้าเอาผิดเธอ“ผมแค่แจ้งให้ทราบเท่านั้นครับ ส่วนเรื่องคดีก็คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของตำรวจเจ้าของคดี” ขุนพลบอกหญิงสาว“ค่ะ ขอบคุณมากๆ นะคะ” เธอยกมือไหว้และขอบคุณขุนพล“ไม่เป็นไรครับ ถ้านายวิชญ์ฟื้นแล้วรบกวนบอกผมด้วยนะครับ” ขุนพลบอกแล้วขอตัวกลับภายในห้องพักผู้ป่วยตอนนี้มีเมษาและกัลยณัฏฐ์นั่งรอให้ชายหนุ่มฟื้น ส่วนกัลยาและพิจิกากลับไปก่อนแล้ว เมษาให้ลูกสาวไปนอนที่บ้านของกัลยา ส่วนเธอจะรอกว่าน้องชายคนเดียวจ
นอกจากกัลยาและลูกสาวแล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าคืนนี้เขาพักที่นี่ ช่างประจวบเหมาะเสียจริง กลางดึกทุกอย่างเสียบสงัด ชายหนุ่มค่อยๆ ออกมาจากห้อง เขานั่งรออย่างใจจดใจจ่อ จนกระทั่งได้ยินเสียงประตูห้องเปิดออก น้าปองพลเดินออกมาจากห้องนอนด้านในสุด แล้วตรงไปยังห้องริมประตูทางเข้า แล้วหายเข้าไปในห้องนั้น เขานั่งรอ
ปุณณวิชญ์ขับรถมาจอดหน้าโรงเรียนเกือบห้าโมงเย็น เมื่อเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่เห็นคนที่เขามารอรับเดินออกมาสักที เขาโทรไปเธอก็ไม่รับสาย ชายหนุ่มคิดว่าเธอคงไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์เป็นแน่ เขาเดินลงจากรถจากนั้นก็เดินเข้าไปยังทิศทางตรงกันข้ามกับคนอื่นๆ โรงเรียนนี้เขาไม่เคยเข้ามาเลยสักครั้ง พอเดินไปถึ
เช้านี้กัลยณัฏฐ์พยายามสตาร์ทรถอยู่เกือบ 10 นาทีก็ยังไม่เป็นผล ทุกอย่างยังคงเงียบผิดปกติ เมื่อมองไปทางโรงจอดรถที่เคยมีรถของบิดาอยู่แต่ตอนนี้ว่างเปล่า เธอกำลังคิดว่าจะโทรไปบอกบิดาให้กลับมารับเธอไปส่งที่โรงเรียนแต่ก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานนี้มารดาบอกกับเธอไว้ว่า พ่อค้าจะมาซื้อส้มโอในสวน เธอไม่อยากให้บิด
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ สองหนุ่มสาวยังอยู่ที่เดิม อีกคนยังคงอ่านหนังสือส่วนอีกคนก็ล้มตัวไปนอนตั้งแต่เมื่อไหร่เธอเองก็ไม่ทันสังเกต กัลยณัฏฐ์มองเวลาที่หน้าจอโทรศัพท์ก่อนที่จะเอื้อมมือไปแตะแขนชายหนุ่มเบาๆ“น้าวิชญ์คะ” เธอเรียกเบาๆชายหนุ่มขยับตัวแต่ไม่ทีท่าจะตื่น เธอลองเขย่าแขนอีกครั้งเขาก็ยังนอนน







