INICIAR SESIÓNค่ำคืนที่ไป๋เมิ่งเทารอคอยได้มาถึง ร่างสูงโปร่งก้าวเข้ามาในห้องบรรทม กลิ่นกายของเขาหอมสะอาดสะอ้านจากการอาบน้ำเตรียมตัวมาอย่างดีเพื่อสร้างความประทับใจให้แก่สตรีตรงหน้า
ซ่งซือหนิงเอนกายอยู่บนตั่งมองดูเขาด้วยสายตาพินิจ ในใจของนางเผลอเปรียบเทียบเขากับสือซื่ออันที่เพิ่งจากไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ คนหนึ่งคือพยัคฆ์หนุ่มที่ดุดันร้อนแรง แต่อีกคนตรงหน้านี้กลับดูเหมือนจิ้งจอกหิมะที่งดงามและเยือกเย็น
“เจ้าเตรียมตัวมาดีนี่ ใต้เท้าไป๋” นางเอ่ยทักเสียงเรียบ
“เพื่อพระองค์ กระหม่อมย่อมต้องพิถีพิถันพ่ะย่ะค่ะ” เขาตอบพลางก้าวเข้าไปหยุดตรงหน้านาง
หญิงสาวลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ นางสบตาเขาด้วยแววตาที่ไร้ซึ้งความลุ่มหลงอย่างที่สตรีทั่วไปควรจะมี
“เจ้าคงรู้ดี ข้ามอบกายให้เจ้าครั้งนี้ มิใช่เพราะข้าพ่ายแพ้ต่อรูปโฉมของเจ้า หรือหลงมัวเมาในกามราคะสักเท่าใดนัก แต่เป็นเพราะความสมจริงของแผนการที่เราวางไว้ร่วมกัน”
“กระหม่อมเข้าใจดีพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋เมิ่งเทาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าแฝงความจริงจัง
“แม้สายลับของฮองเฮาจะถอยไปบ้าง แต่สายตาจากตำหนักพระสนมองค์อื่น หรือพวกที่อยากเอาหน้าก็ยังคงเร้นกายสอดแนมอยู่รอบตำหนักเฟิ่งหลัว หากกระหม่อมเข้าหาพระองค์เพียงเพื่อสนทนาเรื่องบ้านเมืองนานนับชั่วโมงโดยไม่ออกมาพร้อมข่าวคาวโลกีย์ คนพวกนั้นย่อมได้กลิ่นผิดปกติแน่”
ซ่งซือหนิงยิ้มบางที่มุมปาก ก่อนจะเริ่มปลดอาภรณ์ชั้นนอกออกอย่างไม่รีบร้อน จนกระทั่งชุดไหมบางเบาเลื่อนหลุดจากลาดไหล่ เผยให้เห็นผิวเนียนละเอียดและรอยรักสีจางๆ ที่แม่ทัพน้อยทิ้งไว้เป็นรอยประทับจากคืนก่อนหน้า
ไป๋เมิ่งเทาถึงกับเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างลืมตัว ดวงตาของเขาจ้องมองความงดงามเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนา ลมหายใจเริ่มติดขัดเมื่อนางก้าวเข้ามาประชิดตัว
หญิงสาวใช้ปลายนิ้วเชยคางเขาขึ้น แววตาหงส์สั่นระริกด้วยความท้าทาย “แต่ถึงแม้จะเป็นไปเพื่อแผนการ ในเมื่อข้าเลือกเจ้ามาแล้ว ก็จงปรนนิบัติข้าให้ดี อย่าให้ข้าต้องรู้สึกเสียดายเวลาที่มอบให้เจ้าเด็ดขาด”
“กระหม่อมจะใช้ทุกศาสตร์ที่เรียนรู้มา ทำให้พระองค์ลืมบุรุษทุกคนที่เคยพ้นผ่านพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋เมิ่งเทาโน้มตัวลงประทับจุมพิตที่ซอกคอของนางอย่างอ่อนโยน เริ่มบทเพลงแห่งเสน่หาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน แตกต่างจากความดุดันของแม่ทัพหนุ่ม ทว่าเปี่ยมไปด้วยความรัญจวนใจที่ทำให้นางต้องยอมจำนนในอ้อมกอดของเขา
ริมฝีปากหยักทาบทับลงบนริมฝีปากอิ่มของอย่างนุ่มนวลและแผ่วเบาในคราแรก ราวกับจะหยั่งเชิงและปลอบประโลมให้สตรีตรงหน้าผ่อนคลายจากความตึงเครียดทั้งปวง รสจูบของเขามีความอ่อนโยน ลิ้นร้อนค่อยๆ รุกรานเข้ามาอย่างสุภาพ มอบสัมผัสที่หวานล้ำให้แก่นางจนร่างอรชรเหมือนกำลังล่องลอยกลางอากาศ
หลังจากอาภรณ์ทุกชิ้นถูกโยนขว้างลงบนพื้นห้อง ฝ่ามือร้อนลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเนียนละเอียดอย่างแผ่วเบา สัมผัสจากปลายนิ้วของเขาทำให้นางรู้สึกซ่านสยิวไปทั่ว เขาค่อยๆ รวบตัวนางเข้าสู่อ้อมกอดที่อบอุ่น กลิ่นกายสะอาดจากการอาบน้ำพรมเครื่องหอมของเขาช่างเย้ายวนใจจนนางเผลอเอนกายเบียดชิดเขามากขึ้น
“พระองค์งดงามจนกระหม่อมแทบใจสลาย” เขากระซิบเสียงพร่าชิดใบหู ก่อนจะพรมจูบจากซอกคอลงมายังลาดไหล่มนอย่างช้าๆ
เมื่อทั้งสองทอดกายลงบนฟูกนุ่ม ไป๋เมิ่งเทาใช้ความอ่อนโยนนำทางเขาพรมจูบไปทั่วเรือนร่างของนาง สลับกับการใช้ลิ้นร้อนลากผ่านจุดอ่อนไหวอย่างตั้งใจ ร่างอรชรพรั่งพรูลมหายใจออกมาด้วยความรัญจวน แขนเรียวโอบรัดรอบลำคอของเขาแน่นขึ้น
จังหวะแห่งเสน่หาเริ่มต้นขึ้นอย่างนุ่มนวลและสอดประสาน ไป๋เมิ่งเทาเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสุขุมทว่าเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ที่ลึกซึ้ง เขามองจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนางทุกขณะ ราวกับต้องการสื่อความหมายว่าในยามนี้นางสตรีที่เขาพร้อมจะทุ่มเททุกสิ่งให้
ความละมุนละไมนั้นค่อยๆ ทวีความเร่าร้อนขึ้นตามแรงอารมณ์ที่พุ่งสูง เสียงลมหายใจที่สอดประสานกันดังก้องอยู่ภายในห้องบรรทมที่มิดชิด ความหวานล้ำที่เขามอบให้ช่างแตกต่างจากแม่ทัพน้อยสือ ทว่ามันกลับเติมเต็มความรู้สึกของนางได้อย่างน่าประหลาด
จนกระทั่งคลื่นความสุขสมสุดท้ายมาเยือน ทั้งสองหวีดร้องขึ้นมาเสียงแหลม แล้วผละออกจากกันด้วยลมหายใจที่หอบถี่ ก่อนที่จะดึงผ้าห่มมาปิดบังร่างกายเมื่อได้ยินเสียงประตูเปิดออก
“ข้าขอร่วมหารือได้หรือไม่” จางอวิ๋นเซียวก้าวเข้ามา พร้อมเสียงประตูที่ปิดลง ร่างสูงยืมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่ปรารถนาอย่างปิดไม่มิด
“ดีสิใต้เท้าจาง เช่นนั้นพวกเจ้าก็เข้ามาพร้อมกันเถิด”
**********************
แผ่นดินสงบสุขไร้กังวล หน้าที่ในราชสำนักถูกปลดเปลื้อง ยามค่ำคืนอันยาวนานนี้จึงกลายเป็นเวลาที่องค์หญิงใหญ่จะหาความสำราญให้แก่ตนเองร่างอรชรลุกขึ้นจากสระน้ำหยก ผิวพรรณของนางขึ้นสีระเรื่อชวนมองจากความอุ่นของน้ำ มีเพียงผ้าไหมบางเบาผืนเดียวห่อหุ้มร่างกายทว่ากลับเน้นย้ำสัดส่วนโค้งเว้าเย้ายวนตา นางก้าวเดินอย่างเชื่องช้ามายังเตียงหลังใหญ่ ก่อนจะทอดกายลงนั่งเอนหลังพิงหมอน พลางปรายสายตาคู่หงส์มองสามหนุ่มที่บัดนี้เข้าสู่วัยสามสิบต้นๆ ที่ยืนยิ้มอยู่เบื้องหน้า“พวกท่านพี่เหน็ดเหนื่อยมามากแล้ว ให้ข้าปรนนิบัติเถิด” เสียงหวานล้ำแฝงความยั่วเย้าทำเอาใจของบุรุษทั้งสามกระตุกไหวต่อหน้าคนอื่นนางคือองค์หญิงใหญ่ผู้มีอำนาจ แต่เมื่ออยู่ตามลำพังกับที่ปรึกษาผู้ทรงอำนาจทั้งสาม นางคือภรรยาของพวกเขา“พวกข้าต่างหากที่ต้องปรนนิบัติน้องหญิง” จางอวิ๋นเซียวก้าวเข้ามาหา ใบหน้าหล่อเหลาคมคายของราชครูหนุ่มฉายแววรักใคร่ลึกซึ้งเกินพรรณนา เขาทรุดกายลงนั่งข้างเตียงก่อนจะช้อนฝ่ามือเรียวงามของนางขึ้นมาประทับจูบอย่างแผ่วเบา“หนิงเอ๋อร์... มือคู่นี้ของเจ้าแบกรับสิ่ง
ยามนี้เป็นเวลาห้าปีเต็มแล้วนับตั้งแต่องค์หญิงใหญ่ นางก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นำพาแคว้นต้าซ่งก้าวเข้าสู่ยุคสมัยอันรุ่งเรืองที่สุดในประวัติศาสตร์ ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข คลังหลวงเนืองแน่น และไร้ซึ่งวี่แววของศึกสงครามใดๆ มารบกวนฮ่องเต้น้อยซ่งเล่อคังในวัยสิบแปดชันษา เติบใหญ่ขึ้นเป็นโอรสสวรรค์ผู้ทรงปัญญา สุขุม และเปี่ยมด้วยความเที่ยงธรรม ยามนี้พระองค์สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยมีพี่สาวอย่างซ่งซือหนิงคอยอยู่เบื้องหลัง ทรงประกาศยกเลิกม่านไม้ไผ่ทองคำ และคืนอำนาจสิทธิ์ขาดให้แก่พระอนุชาอย่างสง่างามทว่าขุนนางทั้งราชสำนักและราษฎรทั่วหล้าต่างรู้ดีแก่ใจว่า บุคคลที่อยู่เหนือบัลลังก์มังกร และเป็นจิตวิญญาณที่แท้จริงของแผ่นดินนี้ ก็คือสตรีผู้เลอโฉมผู้นี้ไม่แปรเปลี่ยนส่วนทางด้านทิศเหนือ เป่ยเหยียนชินอ๋องยังคงทำหน้าที่ปกครองดินแดนชายแดนอย่างสงบ ทุกๆ ครึ่งปีเขาจะต้องส่งฎีกาแสดงความจงรักภักดีอย่างนอบน้อมที่สุดเข้ามาในวังหลวง พร้อมกับขบวนเครื่องบรรณาการเพื่อแลกกับยาประทังพิษกู่จากองค์หญิงใหญ่ เขามิกล้ามีความคิดกบฏหรือทรยศหักหลังอีกเลยแม้เพียงเ
กาลเวลาผันผ่านเข้าสู่รัชศกเทียนอี้ที่ยี่สิบแปด ฤดูหนาวปีนี้มาเยือนเมืองหลวงเร็วกว่าทุกปี พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในราชสำนักแคว้นต้าซ่งภายในตำหนักเฉียนชิงอันอบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพรขมปร่า ฮ่องเต้ซ่งเทียนเฟยในวัยห้าสิบเอ็ดชันษา มีพระวรกายที่ซูบผอมและอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด พระชนมายุที่มากขึ้น ตรากตรำพระวรกายในราชกิจมานานหลายสิบปี ทำให้พระอาการประชวรเรื้อรังเริ่มรุมเร้าจนมิอาจทรงงานได้อย่างเต็มที่ แววตาของโอรสสวรรค์ยามนี้เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและปลงตกต่อกิเลสทั้งปวงข้างพระวรกายมีหลี่ฮองเฮาคอยประคองถ้วยยาและปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด นางทอดสายตามองพระสวามีด้วยความเห็นใจ ก่อนจะเอ่ยแนะนำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแฝงความห่วงใย“ฝ่าบาท ยามนี้แผ่นดินสงบ ขุนนางก็มีความสามารถช่วยงานราชสำนักอย่างราบรื่น ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข องค์รัชทายาทก็เติบใหญ่ทรงปัญญาพอที่จะแบกรับใต้หล้าได้แล้ว พระวรกายของพระองค์สำคัญที่สุด เหตุใดมิปล่อยวางราชกิจ แล้วเสด็จไปประทับพักผ่อน ณ ตำหนักฤดูร้อนชานเมืองหลวงเพื่อใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างสงบเล่าเพคะ” นางกล่าวด้วยน้ำ
กาลเวลาผันผ่านไปอีกปี พร้อมกับการขยับหมากบนกระดานอำนาจอันเหนือชั้นขององค์หญิงสาม แผนการที่นางเคยวางไว้เพื่อผลักดันยอดที่ปรึกษาอีกสองคนให้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด บัดนี้บรรลุผลสำเร็จลุล่วงอย่างงดงาม ไร้ซึ่งข้อครหาใดๆทางด้านฝ่ายบู๊แม่ทัพสือซื่ออันที่ถูกส่งขึ้นเหนือไปปราบกลุ่มกบฏ ได้แสดงความแข็งแกร่งในสนามรบอย่างเกรียงไกร เขาใช้เวลาไม่นานในการกวาดล้างศัตรูจนราบคาบ ซ้ำยังวางระบบป้องกันชายแดนใหม่จนมั่นคงดั่งปราการเหล็ก ผลงานศึกนี้บีบให้เสนาธิการเฒ่าที่ฝักใฝ่สกุลเฉินและขุนพลอาวุโสขั้วอำนาจเก่าต้องยอมสยบยามที่เขาเลื่อนทัพกลับเข้าสู่เมืองหลวง ฮ่องเต้ซ่งเทียนเฟยจึงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเขาขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งแคว้นต้าซ่ง กุมตราพยัคฆ์สั่งการกองทัพทั้งหมดไว้ในอุ้งมืออย่างชอบธรรม ทหารทุกนายพร้อมหลั่งเลือดเพื่อเขา และเขาพร้อมสะบัดดาบเพื่อองค์หญิงสามในขณะเดียวกันไป๋เมิ่งเทาก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในกรมคลัง สืบทอดอำนาจการบริหารการคลังและภาษีทั้งหมดต่อจากบิดาได้อย่างเบ็ดเสร็จ มิหนำซ้ำแผนการจัดตั้งหน่วยตรวจการพิเศษที่องค์หญิงสามทูลเสนอ ก็ได้รับการอนุม
ในค่ำคืนนี้ จางอวิ๋นเซียวต้องอยู่เฝ้าเวรและจัดเตรียมฎีกาชุดแรกในตำหนักบูรพาเพื่อเตรียมตัวรับตำแหน่งข้างกายรัชทายาทอย่างเป็นทางการ ยามนี้ในตำหนักเฟิ่งหลัวจึงเหลือเพียงเงาร่างของยอดบุรุษอีกสองคนที่พึ่งก้าวข้ามผ่านประตูเข้ามาแม่ทัพน้อยสือซื่ออัน ในชุดลำลองสีดำสนิท รูปร่างสูงใหญ่กำยำแฝงไปด้วยไอสังหารของบุรุษเหล็กผู้ผ่านศึก และ ไป๋เมิ่งเทาในชุดสีครามเข้มที่แทบจะกลืนหายไปกับความมืดของค่ำคืนทั้งสองมองสตรีเลอโฉมตรงหน้า หลังจากถูกเรียกตัวมาในห้องอักษรกลางดึก ทว่าสายตาที่ทอดมองนางกลับมิใช่สายตาที่มองเจ้านาย หากแต่เป็นสายตาของบุรุษที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความปรารถนาอันแรงกล้า“แผนอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”รอยยิ้มงดงามปานล่มเมืองผุดพรายบนใบหน้า แสงเทียนสาดสะท้อนดวงตาคู่หงส์ให้ดูระยิบระยับชวนหลงใหล นางยื่นม้วนแผนการบนโต๊ะให้แก่บุรุษทั้งสองได้อ่านสือซื่ออันก้าวเข้ามาใกล้ กลิ่นอายบุรุษเพศอันดุดันแผ่ซ่านจนองค์หญิงสามสัมผัสได้ มือหนาที่หยาบกร้านจากการจับดาบรับม้วนกระดาษไปคลี่ดูอย่างละเอียด ในขณะที่ไป๋เมิ่งเทาก้าวเข้ามาขนาบอีกข้างหนึ่ง นัยน์ตาสีเข้มกวาดมองข
ซ่งซือหนิงก้าวเดินไปมาอย่างช้าๆ เสื้อคลุมผ้าไหมสีม่วงเข้มปักลายหงส์ลากไปกับพื้น นัยน์ตาคู่หงส์จ้องมองรายชื่อขุนนาง ทหาร และเสนาบดีขั้วต่างๆ ที่ถูกเขียนเชื่อมโยงกันยามนี้จางอวิ๋นเซียวได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่ปรึกษาเอกประจำตำหนักบูรพา คุมรากฐานทางปัญญาและการปกครองฝ่ายบุ๋นเคียงข้างองค์รัชทายาทซ่งเล่อคังเป็นที่เรียบร้อย อนาคตตำแหน่งราชครูแห่งแผ่นดินย่อมอยู่เพียงเอื้อมมือ ทว่าซ่งซือหนิงรู้ดีว่าแผ่นดินที่มั่นคง มิอาจค้ำจุนไว้ได้ด้วยพู่กันเพียงด้ามเดียว นางจำเป็นต้องผลักดันยอดบุรุษอีกสองคนให้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในสายงานของตน เพื่อสร้างระบบสามขั้วอำนาจค้ำบัลลังก์ให้แก่น้องชายของนางอย่างเบ็ดเสร็จสายตาของนางเลื่อนไปตกอยู่ที่ชื่อแรก สือซื่ออัน“ซื่ออัน...” ซ่งซือหนิงพึมพำแผ่วเบาตลอดสองปีหลังจากวังหลังสงบสุข เขามีชื่อเสียงจากการกวาดล้างกบฏและกุมกำลังทหารรักษาพระองค์อันแข็งแกร่ง ทว่าในโครงสร้างกองทัพใหญ่ของแคว้นต้าซ่ง บารมีของเขายังคงถูกทับและคานอำนาจอยู่ลึกๆ โดยเสนาธิการเฒ่าที่ภักดีต่อสกุลเฉิน ขุนพลอาวุโสผู้เปรียบเสมือนจิ้งจอกเฒ่าในสนามรบที่คอยขัดแข้งขั
สายลมเอื่อยพัดผ่านศาลากลางอุทยานหลวง ซ่งซือหนิงเอนกายพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีเกียจคร้าน ดวงตาหรี่ปรือคล้ายคนง่วงงุนจากสุราที่วางอยู่ใกล้มือ โดยมีไป๋เมิ่งเทานั่งอยู่เคียงข้าง มือเรียวของเขาหยิบผลองุ่นปอกเปลือกอย่างประณีตส่งถึงริมฝีปากอิ่ม“ผลผูเถานี้หวานหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”&
หลังจากเข้าเฝ้าที่ตำหนักทรงอักษรแล้ว ขบวนเสด็จขององค์หญิงสามก็เคลื่อนผ่านอุทยานหลวงด้วยใบหน้าที่เชิดรั้น นางนำชายงามทั้งสามมุ่งตรงไปยังตำหนักของ หวงกุ้ยเฟยผู้เป็นมารดา เพื่อไปรับตัวน้องชายมาทำพิธีฝากตัวเป็นศิษย์อาจารย์อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางสายตาเคลือบแคลงของเหล่าข้ารับใช้ที่มองว่าองค์หญิงสามกำลัง
ภายในห้องทรงอักษร ฮ่องเต้ซ่งเทียนเฟยประทับอยู่บนเก้าอี้ไม้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าดวงตามีแววดุดัน ข้างกายมีเสวียนฮองเฮานั่งอย่างสงบนิ่ง สายตาของนางจ้องมองไปที่ซ่งซือหนิงและบุรุษทั้งสามอย่างไม่วางตา ราวกับพญาหงส์ที่กำลังรอจิกทึ้งเหยื่อที่ทำความผิดซ่งซือหนิงยืนอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์ ท่าทางของนางดูไม
ในคืนนั้นหลังจากที่ปรึกษาทั้งสามในตระกูลใหญ่กลับออกไปจนเหลือเพียงแม่ทัพน้อยสือ องค์หญิงสามที่ต้องทำทุกอย่างให้เป็นองค์หญิงเจ้าสำราญในสายตาของผู้อื่นเพื่อลดความระแวงจากฮองเฮามารดาของพี่ชายทั้งสอง ก็ให้สือซื่ออันค้างที่ตำหนักกับนางในคืนนี้“มานอนด้วยกันกับข้าสิ” นางกล่าวเสียงเรียบพลางมองหน้าบุรุษร่าง







