Masukในอุทยานหลวง ซ่งซือหนิงนั่งเอนกายอย่างเกียจคร้านในศาลาริมน้ำ ท่าทางดูผ่อนคลายประหนึ่งสตรีที่ใช้ชีวิตไปกับความรื่นรมย์วันต่อวัน ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของสนมจางเฟย และองค์หญิงเจ็ด บุตรuวัยสิบหกชันษา
“แหม องค์หญิงสามช่างมีความสุขเสียจริงนะเพคะ” จางเฟยเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงจิกกัดพลางสะบัดพัดในมือ
“ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นหน้าค่าตาในงานเลี้ยงบ่อยนัก ที่แท้ก็เอาแต่เก็บตัวคลุกอยู่กับบรรดาที่ปรึกษาส่วนตัวนี่เอง ข่าวลือที่เขาว่ากันว่าทรงงานหนัก หารือพิเศษคืนละหลายชั่วยามกับบุรุษถึงสองคน เห็นทีจะเป็นเรื่องจริงสินะเพคะ”
ซ่งซือหนิงค่อยๆ ละสายตาจากฝูงปลาในสระหันมามองผู้มาเยือน นางคลี่ยิ้มกว้างอย่างเปิดเผย แววตาพราวระยับด้วยความเย้ยหยัน
“พระสนมจางเฟยเอ่ยเช่นนี้ หรือว่าท่านกำลังอิจฉาที่ข้ามีที่ปรึกษาหนุ่มแน่นคอยรับใช้ถึงในตำหนัก แต่ท่านกลับทำไม่ได้อย่างนั้นหรือเพคะ”
นางเว้นจังหวะพลางจิบชาอย่างเชื่องช้าก่อนจะกล่าวเย้ยหยันต่อ “ได้ข่าวว่าเสด็จพ่อไม่ได้เสด็จเยือนตำหนักของท่านมาหลายเดือนแล้ว ความเหงาคงทำให้จางเฟยฟุ้งซ่านจนต้องเที่ยวมาจับผิดเรื่องในมุ้งของผู้อื่นกระมัง”
“เจ้า... เจ้ายัดเยียดคำพูดอัปยศนี่ให้ข้า” สนมจางเฟยหน้าแดงก่ำด้วยความโมโหและอับอายต่อหน้าเหล่านางกำนัลที่ยืนอยู่เบื้องหลัง
ซ่งซือหนิงไม่แยแสโทสะของอีกฝ่าย นางลุกขึ้นยืนแล้วสาวเท้าเข้าไปหา องค์หญิงเจ็ดที่ยืนอยู่ข้างมารดา นางใช้ปลายนิ้วเรียวเชยคางน้องสาวต่างแม่ขึ้นมาสบตา องค์หญิงเจ็ดในวัยแรกแย้มถึงกับชะงักไป
“น้องเจ็ด เจ้าเองก็เริ่มโตเป็สาวสะพรั่งแล้วนะ วัยสิบหกปีนี่แหละที่ควรจะเรียนรู้เรื่องศาสตร์ต่างๆ ไว้ประดับตัว หากเจ้าอยากมีที่ปรึกษาที่รู้งานและปรนนิบัติเก่งกาจเหมือนของพี่หญิง... บอกข้านะ ข้าแนะนำให้เจ้าได้ รับรองว่าเจ้าจะลืมชีวิตที่แสนน่าเบื่อในตำหนักของเสด็จแม่เจ้าไปเลยทีเดียว” นางแสร้งลดเสียงลงให้ดูเป็นความลับ
องค์หญิงเจ็ดฟังแล้วถึงกับตาโต หัวใจเต้นรัวด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาแรกรุ่น แววตาของนางสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด สนมจางเฟยเห็นท่าไม่ดีรีบคว้าข้อมือบุตรีแล้วกระชากกลับมาไว้ข้างหลังตนเองทันที
“อย่ามาทำกิริยาต่ำตามใส่ลูกข้า ส่วนเจ้า... ตามข้ากลับตำหนักเดี๋ยวนี้” สนมจางเฟยแผดเสียงสั่นเครือด้วยความอัปยศ ก่อนจะรีบพาลูกสาวเดินหนีออกไปจากอุทยาน
ซ่งซือหนิงมองตามหลังคนทั้งคู่ไปพลางหัวเราะเบาๆ ในลำคอ นางสะบัดชายแขนเสื้อนั่งลงตามเดิมด้วยท่วงท่าสง่างาม
“คนพวกนี้ แค่โดนจี้จุดเข้าหน่อยก็เสียกระบวนท่าเสียแล้ว ช่างน่าเบื่อจริงๆ” รอยยิ้มยั่วเย้าบนใบหน้าของซ่งซือหนิงจางหายไป
ทันทีที่เงาร่างของสนมจางเฟยและองค์หญิงเจ็ดลับตาจากอุทยาน แววตาของนางกลับมาคมปราบและเต็มไปด้วยความระแวดระวัง หญิงสาวเอนกายพิงพนักศาลาพลางเอ่ยเรียกนางกำนัลคนสนิทด้วยเสียงเย็น
“หลันเอ๋อร์ ส่งคนของเราไปจับตาดูสองแม่ลูกนั่นให้ดี”
“องค์หญิงทรงระแวงสิ่งใดหรือเพคะ หม่อมฉันเห็นสนมจางเฟยก็แค่พยายามหาเรื่องค่อนแคะพระองค์เหมือนทุกที” หลันเอ๋อร์ก้าวเข้ามารับคำสั่งใกล้ๆ
“เจ้าไม่สังเกตหรือ” องค์หญิงสามหรี่ตาลง ก่อนจะกล่าวต่อ
“สนมจางเฟยเป็นพวกเก็บตัวกลัวพายุ ยิ่งเสด็จพ่อไม่เสด็จเยือนตำหนักนางมานาน นางย่อมต้องเก็บตัวเจียมเนื้อเจียมตัวเพื่อรอจังหวะ แต่วันนี้จู่ๆ กลับกล้าเดินเข้ามาทักทายข้าถึงที่ แถมยังกล้าขุดเรื่องที่ปรึกษาขึ้นมาโจมตีต่อหน้าผู้คน นี่ไม่ใช่การบังเอิญมาเจอ แต่นางตั้งใจมาหยั่งเชิงดูปฏิกิริยาของข้าต่างหาก” นางหมุนถ้วยชาในมือช้าๆ แล้วอธิบายความคิดต่อ
“เสด็จแม่ของข้าเป็นหวงกุ้ยเฟยที่กุมอำนาจวังหลังและเป็นที่โปรดปรานของเสด็จพ่อที่สุด สนมคนอื่นๆ ต่างก็จ้องจะหาทางลากนางลงจากตำแหน่งตลอดเวลา และวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการทำลายข้า ซึ่งเป็นจุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวของนาง”
หลันเอ๋อร์พยักหน้ารับฟังอย่างเข้าใจ
“การที่จางเฟยกล้าเผยตัวออกมาเช่นนี้ แสดงว่าในเงาต้องมีคนคอยหนุนหลัง หรือไม่นางก็มีไม้ตายบางอย่างที่คิดว่าจะจัดการข้าได้แน่ๆ ข้าอยากรู้นักว่าใต้ความขี้ขลาดนั่น นางซ่อนเข็มพิษเล่มไหนไว้” ซ่งซือหนิงแค่นยิ้มหยัน
“หม่อมฉันจะรีบจัดการเพคะ จะจับตาดูทุกความเคลื่อนไหวไม่ให้เล็ดลอดสายตาไปได้” นางกำนัลคนสนิทรับคำด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
**********************
แผ่นดินสงบสุขไร้กังวล หน้าที่ในราชสำนักถูกปลดเปลื้อง ยามค่ำคืนอันยาวนานนี้จึงกลายเป็นเวลาที่องค์หญิงใหญ่จะหาความสำราญให้แก่ตนเองร่างอรชรลุกขึ้นจากสระน้ำหยก ผิวพรรณของนางขึ้นสีระเรื่อชวนมองจากความอุ่นของน้ำ มีเพียงผ้าไหมบางเบาผืนเดียวห่อหุ้มร่างกายทว่ากลับเน้นย้ำสัดส่วนโค้งเว้าเย้ายวนตา นางก้าวเดินอย่างเชื่องช้ามายังเตียงหลังใหญ่ ก่อนจะทอดกายลงนั่งเอนหลังพิงหมอน พลางปรายสายตาคู่หงส์มองสามหนุ่มที่บัดนี้เข้าสู่วัยสามสิบต้นๆ ที่ยืนยิ้มอยู่เบื้องหน้า“พวกท่านพี่เหน็ดเหนื่อยมามากแล้ว ให้ข้าปรนนิบัติเถิด” เสียงหวานล้ำแฝงความยั่วเย้าทำเอาใจของบุรุษทั้งสามกระตุกไหวต่อหน้าคนอื่นนางคือองค์หญิงใหญ่ผู้มีอำนาจ แต่เมื่ออยู่ตามลำพังกับที่ปรึกษาผู้ทรงอำนาจทั้งสาม นางคือภรรยาของพวกเขา“พวกข้าต่างหากที่ต้องปรนนิบัติน้องหญิง” จางอวิ๋นเซียวก้าวเข้ามาหา ใบหน้าหล่อเหลาคมคายของราชครูหนุ่มฉายแววรักใคร่ลึกซึ้งเกินพรรณนา เขาทรุดกายลงนั่งข้างเตียงก่อนจะช้อนฝ่ามือเรียวงามของนางขึ้นมาประทับจูบอย่างแผ่วเบา“หนิงเอ๋อร์... มือคู่นี้ของเจ้าแบกรับสิ่ง
ยามนี้เป็นเวลาห้าปีเต็มแล้วนับตั้งแต่องค์หญิงใหญ่ นางก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นำพาแคว้นต้าซ่งก้าวเข้าสู่ยุคสมัยอันรุ่งเรืองที่สุดในประวัติศาสตร์ ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข คลังหลวงเนืองแน่น และไร้ซึ่งวี่แววของศึกสงครามใดๆ มารบกวนฮ่องเต้น้อยซ่งเล่อคังในวัยสิบแปดชันษา เติบใหญ่ขึ้นเป็นโอรสสวรรค์ผู้ทรงปัญญา สุขุม และเปี่ยมด้วยความเที่ยงธรรม ยามนี้พระองค์สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยมีพี่สาวอย่างซ่งซือหนิงคอยอยู่เบื้องหลัง ทรงประกาศยกเลิกม่านไม้ไผ่ทองคำ และคืนอำนาจสิทธิ์ขาดให้แก่พระอนุชาอย่างสง่างามทว่าขุนนางทั้งราชสำนักและราษฎรทั่วหล้าต่างรู้ดีแก่ใจว่า บุคคลที่อยู่เหนือบัลลังก์มังกร และเป็นจิตวิญญาณที่แท้จริงของแผ่นดินนี้ ก็คือสตรีผู้เลอโฉมผู้นี้ไม่แปรเปลี่ยนส่วนทางด้านทิศเหนือ เป่ยเหยียนชินอ๋องยังคงทำหน้าที่ปกครองดินแดนชายแดนอย่างสงบ ทุกๆ ครึ่งปีเขาจะต้องส่งฎีกาแสดงความจงรักภักดีอย่างนอบน้อมที่สุดเข้ามาในวังหลวง พร้อมกับขบวนเครื่องบรรณาการเพื่อแลกกับยาประทังพิษกู่จากองค์หญิงใหญ่ เขามิกล้ามีความคิดกบฏหรือทรยศหักหลังอีกเลยแม้เพียงเ
กาลเวลาผันผ่านเข้าสู่รัชศกเทียนอี้ที่ยี่สิบแปด ฤดูหนาวปีนี้มาเยือนเมืองหลวงเร็วกว่าทุกปี พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในราชสำนักแคว้นต้าซ่งภายในตำหนักเฉียนชิงอันอบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพรขมปร่า ฮ่องเต้ซ่งเทียนเฟยในวัยห้าสิบเอ็ดชันษา มีพระวรกายที่ซูบผอมและอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด พระชนมายุที่มากขึ้น ตรากตรำพระวรกายในราชกิจมานานหลายสิบปี ทำให้พระอาการประชวรเรื้อรังเริ่มรุมเร้าจนมิอาจทรงงานได้อย่างเต็มที่ แววตาของโอรสสวรรค์ยามนี้เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและปลงตกต่อกิเลสทั้งปวงข้างพระวรกายมีหลี่ฮองเฮาคอยประคองถ้วยยาและปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด นางทอดสายตามองพระสวามีด้วยความเห็นใจ ก่อนจะเอ่ยแนะนำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแฝงความห่วงใย“ฝ่าบาท ยามนี้แผ่นดินสงบ ขุนนางก็มีความสามารถช่วยงานราชสำนักอย่างราบรื่น ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข องค์รัชทายาทก็เติบใหญ่ทรงปัญญาพอที่จะแบกรับใต้หล้าได้แล้ว พระวรกายของพระองค์สำคัญที่สุด เหตุใดมิปล่อยวางราชกิจ แล้วเสด็จไปประทับพักผ่อน ณ ตำหนักฤดูร้อนชานเมืองหลวงเพื่อใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างสงบเล่าเพคะ” นางกล่าวด้วยน้ำ
กาลเวลาผันผ่านไปอีกปี พร้อมกับการขยับหมากบนกระดานอำนาจอันเหนือชั้นขององค์หญิงสาม แผนการที่นางเคยวางไว้เพื่อผลักดันยอดที่ปรึกษาอีกสองคนให้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด บัดนี้บรรลุผลสำเร็จลุล่วงอย่างงดงาม ไร้ซึ่งข้อครหาใดๆทางด้านฝ่ายบู๊แม่ทัพสือซื่ออันที่ถูกส่งขึ้นเหนือไปปราบกลุ่มกบฏ ได้แสดงความแข็งแกร่งในสนามรบอย่างเกรียงไกร เขาใช้เวลาไม่นานในการกวาดล้างศัตรูจนราบคาบ ซ้ำยังวางระบบป้องกันชายแดนใหม่จนมั่นคงดั่งปราการเหล็ก ผลงานศึกนี้บีบให้เสนาธิการเฒ่าที่ฝักใฝ่สกุลเฉินและขุนพลอาวุโสขั้วอำนาจเก่าต้องยอมสยบยามที่เขาเลื่อนทัพกลับเข้าสู่เมืองหลวง ฮ่องเต้ซ่งเทียนเฟยจึงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเขาขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งแคว้นต้าซ่ง กุมตราพยัคฆ์สั่งการกองทัพทั้งหมดไว้ในอุ้งมืออย่างชอบธรรม ทหารทุกนายพร้อมหลั่งเลือดเพื่อเขา และเขาพร้อมสะบัดดาบเพื่อองค์หญิงสามในขณะเดียวกันไป๋เมิ่งเทาก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในกรมคลัง สืบทอดอำนาจการบริหารการคลังและภาษีทั้งหมดต่อจากบิดาได้อย่างเบ็ดเสร็จ มิหนำซ้ำแผนการจัดตั้งหน่วยตรวจการพิเศษที่องค์หญิงสามทูลเสนอ ก็ได้รับการอนุม
ในค่ำคืนนี้ จางอวิ๋นเซียวต้องอยู่เฝ้าเวรและจัดเตรียมฎีกาชุดแรกในตำหนักบูรพาเพื่อเตรียมตัวรับตำแหน่งข้างกายรัชทายาทอย่างเป็นทางการ ยามนี้ในตำหนักเฟิ่งหลัวจึงเหลือเพียงเงาร่างของยอดบุรุษอีกสองคนที่พึ่งก้าวข้ามผ่านประตูเข้ามาแม่ทัพน้อยสือซื่ออัน ในชุดลำลองสีดำสนิท รูปร่างสูงใหญ่กำยำแฝงไปด้วยไอสังหารของบุรุษเหล็กผู้ผ่านศึก และ ไป๋เมิ่งเทาในชุดสีครามเข้มที่แทบจะกลืนหายไปกับความมืดของค่ำคืนทั้งสองมองสตรีเลอโฉมตรงหน้า หลังจากถูกเรียกตัวมาในห้องอักษรกลางดึก ทว่าสายตาที่ทอดมองนางกลับมิใช่สายตาที่มองเจ้านาย หากแต่เป็นสายตาของบุรุษที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความปรารถนาอันแรงกล้า“แผนอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”รอยยิ้มงดงามปานล่มเมืองผุดพรายบนใบหน้า แสงเทียนสาดสะท้อนดวงตาคู่หงส์ให้ดูระยิบระยับชวนหลงใหล นางยื่นม้วนแผนการบนโต๊ะให้แก่บุรุษทั้งสองได้อ่านสือซื่ออันก้าวเข้ามาใกล้ กลิ่นอายบุรุษเพศอันดุดันแผ่ซ่านจนองค์หญิงสามสัมผัสได้ มือหนาที่หยาบกร้านจากการจับดาบรับม้วนกระดาษไปคลี่ดูอย่างละเอียด ในขณะที่ไป๋เมิ่งเทาก้าวเข้ามาขนาบอีกข้างหนึ่ง นัยน์ตาสีเข้มกวาดมองข
ซ่งซือหนิงก้าวเดินไปมาอย่างช้าๆ เสื้อคลุมผ้าไหมสีม่วงเข้มปักลายหงส์ลากไปกับพื้น นัยน์ตาคู่หงส์จ้องมองรายชื่อขุนนาง ทหาร และเสนาบดีขั้วต่างๆ ที่ถูกเขียนเชื่อมโยงกันยามนี้จางอวิ๋นเซียวได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่ปรึกษาเอกประจำตำหนักบูรพา คุมรากฐานทางปัญญาและการปกครองฝ่ายบุ๋นเคียงข้างองค์รัชทายาทซ่งเล่อคังเป็นที่เรียบร้อย อนาคตตำแหน่งราชครูแห่งแผ่นดินย่อมอยู่เพียงเอื้อมมือ ทว่าซ่งซือหนิงรู้ดีว่าแผ่นดินที่มั่นคง มิอาจค้ำจุนไว้ได้ด้วยพู่กันเพียงด้ามเดียว นางจำเป็นต้องผลักดันยอดบุรุษอีกสองคนให้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในสายงานของตน เพื่อสร้างระบบสามขั้วอำนาจค้ำบัลลังก์ให้แก่น้องชายของนางอย่างเบ็ดเสร็จสายตาของนางเลื่อนไปตกอยู่ที่ชื่อแรก สือซื่ออัน“ซื่ออัน...” ซ่งซือหนิงพึมพำแผ่วเบาตลอดสองปีหลังจากวังหลังสงบสุข เขามีชื่อเสียงจากการกวาดล้างกบฏและกุมกำลังทหารรักษาพระองค์อันแข็งแกร่ง ทว่าในโครงสร้างกองทัพใหญ่ของแคว้นต้าซ่ง บารมีของเขายังคงถูกทับและคานอำนาจอยู่ลึกๆ โดยเสนาธิการเฒ่าที่ภักดีต่อสกุลเฉิน ขุนพลอาวุโสผู้เปรียบเสมือนจิ้งจอกเฒ่าในสนามรบที่คอยขัดแข้งขั
ไป๋เมิ่งเทาก้าวเข้ามาในตำหนักเฟิ่งหลัวด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดกว่าปกติ เมื่อเห็นว่าภายในห้องบรรทมมีเพียงซ่งซือหนิงและนางกำนัลคนสนิทที่ไว้วางใจ เขาจึงรีบคุกเข่าลงถวายรายงานทันที“ทูลองค์หญิง สิ่งที่กระหม่อมไปตรวจสอบมานั้น ร้ายแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้มากพ่ะย่ะค่ะ” เขาเริ่มด้วยน้ำเสี
บรรยากาศภายในตำหนักเฟิ่งหลัววันนี้ดูเงียบสงบเป็นพิเศษ ซ่งซือหนิงนั่งเอนกายอยู่บนตั่งไม้แกะสลัก จิบชาพลางทอดสายตามองดูจางอวิ๋นเซียวที่กำลังสอนซ่งเล่อคัง คัดลายมือและอธิบายหลักปรัชญาอย่างใจเย็นอยู่ห่างๆภาพของพี่สาวที่เฝ้าดูน้องชายเรียนหนังสือช่างดูอบอุ่นและธรรมดา หากแต่เบื้องหลังนั้นคือการห
เช้าวันต่อมา ข่าวคาวจากตำหนักเฟิ่งหลัวก็กลายเป็นพายุลูกใหญ่ที่พัดถล่มไปทั่ววังหลัง เมื่อข่าวลือที่หลุดลอดออกมาจากปากนางกำนัลและขันทีเวรยามระบุว่า ค่ำคืนที่ผ่านมาองค์หญิงสามมิได้เรียกหาที่ปรึกษาเพียงคนเดียวดังเช่นทุกครั้ง ทว่ากลับมีทั้งจางอวิ๋นเซียวและไป๋เมิ่งเทา ก้าวเข้าสู่ห้องบรรทมพร้อมกัน และไม่ม
ภายในห้องบรรทมที่มิดชิดและไออุ่นจากร่างกายที่สอดประสานกัน ซ่งซือหนิงประทับอยู่กึ่งกลางระหว่างบุรุษรูปงามทั้งสองที่นางไว้วางใจที่สุดในยามนี้จางอวิ๋นเซียวบรรจงประทับจุมพิตที่ขมับของนางอย่างแผ่วเบา มือเรียวของเขาโอบกอดนางจากทางด้านหลัง มอบความอบอุ่นที่มั่นคง ขณะที่ไป๋เมิ่งเทาซึ่งอยู่เบื้องหน







