Mag-log inภายในห้องทรงอักษรของตำหนักเฟิ่งหลัว จางอวิ๋นเซียวลอบยิ้มด้วยความพึงพอใจเมื่อเห็นองค์ชายสี่สามารถวิเคราะห์หลักการปกครองเบื้องต้นได้อย่างฉะฉานผิดกับเด็กวัยเดียวกัน เพียงไม่กี่วันของการเคี่ยวกรำ เด็กน้อยเริ่มฉายแววผู้มีปัญญาเฉียบแหลมและมีทักษะการลำดับความคิดที่เป็นระบบอย่างน่าทึ่ง
“ทรงทำได้ดีมากพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย หากทรงรักษาความหมั่นเพียรเช่นนี้ไว้ได้ อีกไม่นานย่อมไม่มีใครตามทัน” จางอวิ๋นเซียวเอ่ยชมพลางสะบัดพัดในมือโบกเบาๆ
ทว่าในจังหวะนั้นหูที่ว่องไวของเขากลับได้ยินเสียงฝีเท้าที่พยายามกดให้เบาลงตรงหน้าประตู เขารู้ดีว่านางกำนัลสายลับของฮองเฮายังคงวนเวียนอยู่รอบๆ เพื่อหาข้อพิสูจน์ว่าองค์หญิงสามไม่ได้กำลังซุ่มปั้นหมากตัวใหม่
จางอวิ๋นเซียวรีบปัดตำราและม้วนกระดาษที่มีข้อความลึกซึ้งลงใต้โต๊ะทันที ก่อนจะคว้าเอาหุ่นไม้และพู่กันที่จุ่มสีเลอะเทอะขึ้นมาวางแทนที่
“องค์ชาย พักเล่นกันเถิดพ่ะย่ะค่ะ วาดรูปเล่นให้เลอะๆ เข้าไว้” เขาซิบสั่งเสียงเบา
เมื่อบานประตูเปิดออก นางกำนัลที่รับใช้ในตำหนักหวงกุ้ยเฟยทำทีเป็นยกถาดของว่างสีสวยเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม นางกวาดสายตาสำรวจไปทั่วห้องอย่างรวดเร็ว ทว่าสิ่งที่นางเห็นกลับเป็นภาพของที่ปรึกษาผู้ทรงภูมิที่กำลังหัวเราะร่วน แย่งหุ่นไม้กับเด็กชายตัวน้อย ส่วนบนกระดาษวาดเขียนก็มีเพียงรูปไก่รูปเป็ดที่วาดด้วยเส้นเบี้ยวๆ และรอยหมึกที่เลอะเต็มเปื้อนฉลองพระองค์ขององค์ชายสี่
“อาจารย์จาง ท่านวาดรูปขี้เหร่จัง” ซ่งเล่อคังแกล้งทำเสียงงอแงตามที่พี่หญิงเคยซักซ้อมไว้
“พระสนมหลี่ทรงให้หม่อมฉันนำขนมหวานมาถวายองค์ชายสี่และใต้เท้าจางเพคะ” นางกำนัลผู้นั้นลอบเหยียดริมฝีปากออกมาเล็กน้อยด้วยความสมเพช
‘ที่แท้ที่ปรึกษาที่นางเลือกมา ก็แค่บุรุษหนุ่มที่เอาใจเด็กเก่งเพื่อหวังประจบองค์หญิงเท่านั้น ส่วนองค์ชายสี่ก็ยังเป็นเพียงเด็กไม่เอาถ่านที่วันๆ คิดแต่จะเล่น’
“หม่อมฉันไม่รบกวนเวลาสนุกแล้วเพคะ” นางย่อกายลงและถอยออกไปอย่างรวดเร็ว เชื่อที่เสวียนฮองเฮาบอกแล้วว่าตำหนักนี้ไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวลอีกต่อไป
หลังจากประตูปิดลงจางอวิ๋นเซียวถอนหายใจยาวพลางมองซ่งเล่อคังที่จู่ๆ ก็หุบรอยยิ้มซนแล้วกลับมานั่งหลังตรงเป๊ะ แววตาเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมเหมือนเดิม
“เก่งมากพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย”
องค์ชายสี่วางหุ่นไม้ลง แววตาไร้เดียงสาฉายแววฉงนสงสัยขณะมองหน้าอาจารย์หนุ่ม
“อาจารย์จาง ข้าเรียนรู้ได้รวดเร็วเพียงนี้ ท่านก็น่าจะนำเรื่องนี้ไปทูลเสด็จพ่อมิใช่หรือ หากเสด็จพ่อทรงทราบว่าข้ามิได้เอาแต่เล่น พระองค์ต้องทรงดีพระทัยและรักข้ามากขึ้นแน่ เหตุใดเราต้องแสร้งทำเป็นคนโง่เขลาต่อหน้านางกำนัลผู้นั้นด้วยเล่า”
จางอวิ๋นเซียวขยับตัวเข้ามาใกล้เด็กน้อยพลางลดเสียงลงให้เบาที่สุด แววตาของเขามั่นคงและจริงจัง
“องค์ชาย ในวังหลวงแห่งนี้ ความฉลาดที่แสดงออกผิดเวลา คือดาบที่หันเข้าหาตัวเองพ่ะย่ะค่ะ” เขาใช้ปลายนิ้วแตะที่ม้วนตำราเบาๆ ก่อนจะกหล่าวต่อ
“นอกจากองค์หญิงสามและพวกกระหม่อมทั้งสามคนแล้ว องค์ชายห้ามบอกเรื่องที่ทรงเรียนรู้หรือความสามารถที่แท้จริงให้ใครรู้เป็นอันขาด แม้แต่ต่อหน้า หวงกุ้ยเฟยพระมารดาของท่าน... ก็ทรงต้องแสร้งทำเป็นเด็กน้อยที่รักสนุกเช่นเดิม”
“แม้แต่เสด็จแม่อย่างนั้นหรือ เสด็จแม่รักข้าที่สุด นางไม่มีทางทำร้ายข้า” ซ่งเล่อคังขมวดคิ้ว
“กระหม่อมทราบดีว่าพระสนมทรงรักพระองค์ยิ่งกว่าสิ่งใด แต่เพราะความรักนั่นเองพ่ะย่ะค่ะ หากพระนางทรงทราบว่าพระองค์ทรงปราดเปรื่อง พระนางอาจจะทรงเผลอแสดงความภูมิพระทัยออกไปจนคนอื่นจับสังเกตได้ และเมื่อนั้น ภัยจะมิได้มาถึงเพียงแค่องค์ชาย แต่จะลามไปถึงพระสนมด้วย หากศัตรูรู้ว่าพระองค์คือขวากหนามของบัลลังก์ พวกเขาจะเริ่มกำจัดคนที่พระองค์รักเป็นอันดับแรกเพื่อตัดกำลัง” ขุนนางหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่เด็ดขาด
เด็กชายตัวน้อยนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ ภัยถึงเสด็จแม่... คำนี้ทำให้หัวใจดวงน้อยสั่นสะท้าน แม้เขาจะยังไม่เข้าใจเล่ห์เหลี่ยมการเมืองที่ซับซ้อนลึกซึ้ง แต่เขารู้ดีว่าเขาไม่อาจสูญเสียพระมารดาไปได้
ซ่งเล่อคัง เม้มปากแน่นก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ข้าเข้าใจแล้วอาจารย์จาง”
จางอวิ๋นเซียวยิ้มออกมาด้วยความโล่งอก ที่เด็กน้อยนั้นเข้าใจโลกกว่าที่คิด “ดีมากพ่ะย่ะค่ะ ยามนี้จงเป็นลูกแกะที่อ่อนแอ เพื่อที่ในวันข้างหน้า จะได้เป็นพยัคฆ์ที่ปกครองป่าแห่งนี้ได้อย่างมั่นคง”
**********************
แผ่นดินสงบสุขไร้กังวล หน้าที่ในราชสำนักถูกปลดเปลื้อง ยามค่ำคืนอันยาวนานนี้จึงกลายเป็นเวลาที่องค์หญิงใหญ่จะหาความสำราญให้แก่ตนเองร่างอรชรลุกขึ้นจากสระน้ำหยก ผิวพรรณของนางขึ้นสีระเรื่อชวนมองจากความอุ่นของน้ำ มีเพียงผ้าไหมบางเบาผืนเดียวห่อหุ้มร่างกายทว่ากลับเน้นย้ำสัดส่วนโค้งเว้าเย้ายวนตา นางก้าวเดินอย่างเชื่องช้ามายังเตียงหลังใหญ่ ก่อนจะทอดกายลงนั่งเอนหลังพิงหมอน พลางปรายสายตาคู่หงส์มองสามหนุ่มที่บัดนี้เข้าสู่วัยสามสิบต้นๆ ที่ยืนยิ้มอยู่เบื้องหน้า“พวกท่านพี่เหน็ดเหนื่อยมามากแล้ว ให้ข้าปรนนิบัติเถิด” เสียงหวานล้ำแฝงความยั่วเย้าทำเอาใจของบุรุษทั้งสามกระตุกไหวต่อหน้าคนอื่นนางคือองค์หญิงใหญ่ผู้มีอำนาจ แต่เมื่ออยู่ตามลำพังกับที่ปรึกษาผู้ทรงอำนาจทั้งสาม นางคือภรรยาของพวกเขา“พวกข้าต่างหากที่ต้องปรนนิบัติน้องหญิง” จางอวิ๋นเซียวก้าวเข้ามาหา ใบหน้าหล่อเหลาคมคายของราชครูหนุ่มฉายแววรักใคร่ลึกซึ้งเกินพรรณนา เขาทรุดกายลงนั่งข้างเตียงก่อนจะช้อนฝ่ามือเรียวงามของนางขึ้นมาประทับจูบอย่างแผ่วเบา“หนิงเอ๋อร์... มือคู่นี้ของเจ้าแบกรับสิ่ง
ยามนี้เป็นเวลาห้าปีเต็มแล้วนับตั้งแต่องค์หญิงใหญ่ นางก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นำพาแคว้นต้าซ่งก้าวเข้าสู่ยุคสมัยอันรุ่งเรืองที่สุดในประวัติศาสตร์ ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข คลังหลวงเนืองแน่น และไร้ซึ่งวี่แววของศึกสงครามใดๆ มารบกวนฮ่องเต้น้อยซ่งเล่อคังในวัยสิบแปดชันษา เติบใหญ่ขึ้นเป็นโอรสสวรรค์ผู้ทรงปัญญา สุขุม และเปี่ยมด้วยความเที่ยงธรรม ยามนี้พระองค์สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยมีพี่สาวอย่างซ่งซือหนิงคอยอยู่เบื้องหลัง ทรงประกาศยกเลิกม่านไม้ไผ่ทองคำ และคืนอำนาจสิทธิ์ขาดให้แก่พระอนุชาอย่างสง่างามทว่าขุนนางทั้งราชสำนักและราษฎรทั่วหล้าต่างรู้ดีแก่ใจว่า บุคคลที่อยู่เหนือบัลลังก์มังกร และเป็นจิตวิญญาณที่แท้จริงของแผ่นดินนี้ ก็คือสตรีผู้เลอโฉมผู้นี้ไม่แปรเปลี่ยนส่วนทางด้านทิศเหนือ เป่ยเหยียนชินอ๋องยังคงทำหน้าที่ปกครองดินแดนชายแดนอย่างสงบ ทุกๆ ครึ่งปีเขาจะต้องส่งฎีกาแสดงความจงรักภักดีอย่างนอบน้อมที่สุดเข้ามาในวังหลวง พร้อมกับขบวนเครื่องบรรณาการเพื่อแลกกับยาประทังพิษกู่จากองค์หญิงใหญ่ เขามิกล้ามีความคิดกบฏหรือทรยศหักหลังอีกเลยแม้เพียงเ
กาลเวลาผันผ่านเข้าสู่รัชศกเทียนอี้ที่ยี่สิบแปด ฤดูหนาวปีนี้มาเยือนเมืองหลวงเร็วกว่าทุกปี พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในราชสำนักแคว้นต้าซ่งภายในตำหนักเฉียนชิงอันอบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพรขมปร่า ฮ่องเต้ซ่งเทียนเฟยในวัยห้าสิบเอ็ดชันษา มีพระวรกายที่ซูบผอมและอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด พระชนมายุที่มากขึ้น ตรากตรำพระวรกายในราชกิจมานานหลายสิบปี ทำให้พระอาการประชวรเรื้อรังเริ่มรุมเร้าจนมิอาจทรงงานได้อย่างเต็มที่ แววตาของโอรสสวรรค์ยามนี้เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและปลงตกต่อกิเลสทั้งปวงข้างพระวรกายมีหลี่ฮองเฮาคอยประคองถ้วยยาและปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด นางทอดสายตามองพระสวามีด้วยความเห็นใจ ก่อนจะเอ่ยแนะนำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแฝงความห่วงใย“ฝ่าบาท ยามนี้แผ่นดินสงบ ขุนนางก็มีความสามารถช่วยงานราชสำนักอย่างราบรื่น ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข องค์รัชทายาทก็เติบใหญ่ทรงปัญญาพอที่จะแบกรับใต้หล้าได้แล้ว พระวรกายของพระองค์สำคัญที่สุด เหตุใดมิปล่อยวางราชกิจ แล้วเสด็จไปประทับพักผ่อน ณ ตำหนักฤดูร้อนชานเมืองหลวงเพื่อใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างสงบเล่าเพคะ” นางกล่าวด้วยน้ำ
กาลเวลาผันผ่านไปอีกปี พร้อมกับการขยับหมากบนกระดานอำนาจอันเหนือชั้นขององค์หญิงสาม แผนการที่นางเคยวางไว้เพื่อผลักดันยอดที่ปรึกษาอีกสองคนให้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด บัดนี้บรรลุผลสำเร็จลุล่วงอย่างงดงาม ไร้ซึ่งข้อครหาใดๆทางด้านฝ่ายบู๊แม่ทัพสือซื่ออันที่ถูกส่งขึ้นเหนือไปปราบกลุ่มกบฏ ได้แสดงความแข็งแกร่งในสนามรบอย่างเกรียงไกร เขาใช้เวลาไม่นานในการกวาดล้างศัตรูจนราบคาบ ซ้ำยังวางระบบป้องกันชายแดนใหม่จนมั่นคงดั่งปราการเหล็ก ผลงานศึกนี้บีบให้เสนาธิการเฒ่าที่ฝักใฝ่สกุลเฉินและขุนพลอาวุโสขั้วอำนาจเก่าต้องยอมสยบยามที่เขาเลื่อนทัพกลับเข้าสู่เมืองหลวง ฮ่องเต้ซ่งเทียนเฟยจึงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเขาขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดแห่งแคว้นต้าซ่ง กุมตราพยัคฆ์สั่งการกองทัพทั้งหมดไว้ในอุ้งมืออย่างชอบธรรม ทหารทุกนายพร้อมหลั่งเลือดเพื่อเขา และเขาพร้อมสะบัดดาบเพื่อองค์หญิงสามในขณะเดียวกันไป๋เมิ่งเทาก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในกรมคลัง สืบทอดอำนาจการบริหารการคลังและภาษีทั้งหมดต่อจากบิดาได้อย่างเบ็ดเสร็จ มิหนำซ้ำแผนการจัดตั้งหน่วยตรวจการพิเศษที่องค์หญิงสามทูลเสนอ ก็ได้รับการอนุม
ในค่ำคืนนี้ จางอวิ๋นเซียวต้องอยู่เฝ้าเวรและจัดเตรียมฎีกาชุดแรกในตำหนักบูรพาเพื่อเตรียมตัวรับตำแหน่งข้างกายรัชทายาทอย่างเป็นทางการ ยามนี้ในตำหนักเฟิ่งหลัวจึงเหลือเพียงเงาร่างของยอดบุรุษอีกสองคนที่พึ่งก้าวข้ามผ่านประตูเข้ามาแม่ทัพน้อยสือซื่ออัน ในชุดลำลองสีดำสนิท รูปร่างสูงใหญ่กำยำแฝงไปด้วยไอสังหารของบุรุษเหล็กผู้ผ่านศึก และ ไป๋เมิ่งเทาในชุดสีครามเข้มที่แทบจะกลืนหายไปกับความมืดของค่ำคืนทั้งสองมองสตรีเลอโฉมตรงหน้า หลังจากถูกเรียกตัวมาในห้องอักษรกลางดึก ทว่าสายตาที่ทอดมองนางกลับมิใช่สายตาที่มองเจ้านาย หากแต่เป็นสายตาของบุรุษที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความปรารถนาอันแรงกล้า“แผนอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”รอยยิ้มงดงามปานล่มเมืองผุดพรายบนใบหน้า แสงเทียนสาดสะท้อนดวงตาคู่หงส์ให้ดูระยิบระยับชวนหลงใหล นางยื่นม้วนแผนการบนโต๊ะให้แก่บุรุษทั้งสองได้อ่านสือซื่ออันก้าวเข้ามาใกล้ กลิ่นอายบุรุษเพศอันดุดันแผ่ซ่านจนองค์หญิงสามสัมผัสได้ มือหนาที่หยาบกร้านจากการจับดาบรับม้วนกระดาษไปคลี่ดูอย่างละเอียด ในขณะที่ไป๋เมิ่งเทาก้าวเข้ามาขนาบอีกข้างหนึ่ง นัยน์ตาสีเข้มกวาดมองข
ซ่งซือหนิงก้าวเดินไปมาอย่างช้าๆ เสื้อคลุมผ้าไหมสีม่วงเข้มปักลายหงส์ลากไปกับพื้น นัยน์ตาคู่หงส์จ้องมองรายชื่อขุนนาง ทหาร และเสนาบดีขั้วต่างๆ ที่ถูกเขียนเชื่อมโยงกันยามนี้จางอวิ๋นเซียวได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่ปรึกษาเอกประจำตำหนักบูรพา คุมรากฐานทางปัญญาและการปกครองฝ่ายบุ๋นเคียงข้างองค์รัชทายาทซ่งเล่อคังเป็นที่เรียบร้อย อนาคตตำแหน่งราชครูแห่งแผ่นดินย่อมอยู่เพียงเอื้อมมือ ทว่าซ่งซือหนิงรู้ดีว่าแผ่นดินที่มั่นคง มิอาจค้ำจุนไว้ได้ด้วยพู่กันเพียงด้ามเดียว นางจำเป็นต้องผลักดันยอดบุรุษอีกสองคนให้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในสายงานของตน เพื่อสร้างระบบสามขั้วอำนาจค้ำบัลลังก์ให้แก่น้องชายของนางอย่างเบ็ดเสร็จสายตาของนางเลื่อนไปตกอยู่ที่ชื่อแรก สือซื่ออัน“ซื่ออัน...” ซ่งซือหนิงพึมพำแผ่วเบาตลอดสองปีหลังจากวังหลังสงบสุข เขามีชื่อเสียงจากการกวาดล้างกบฏและกุมกำลังทหารรักษาพระองค์อันแข็งแกร่ง ทว่าในโครงสร้างกองทัพใหญ่ของแคว้นต้าซ่ง บารมีของเขายังคงถูกทับและคานอำนาจอยู่ลึกๆ โดยเสนาธิการเฒ่าที่ภักดีต่อสกุลเฉิน ขุนพลอาวุโสผู้เปรียบเสมือนจิ้งจอกเฒ่าในสนามรบที่คอยขัดแข้งขั
ภายในห้องบรรทมที่มิดชิดและไออุ่นจากร่างกายที่สอดประสานกัน ซ่งซือหนิงประทับอยู่กึ่งกลางระหว่างบุรุษรูปงามทั้งสองที่นางไว้วางใจที่สุดในยามนี้จางอวิ๋นเซียวบรรจงประทับจุมพิตที่ขมับของนางอย่างแผ่วเบา มือเรียวของเขาโอบกอดนางจากทางด้านหลัง มอบความอบอุ่นที่มั่นคง ขณะที่ไป๋เมิ่งเทาซึ่งอยู่เบื้องหน
ค่ำคืนที่ไป๋เมิ่งเทารอคอยได้มาถึง ร่างสูงโปร่งก้าวเข้ามาในห้องบรรทม กลิ่นกายของเขาหอมสะอาดสะอ้านจากการอาบน้ำเตรียมตัวมาอย่างดีเพื่อสร้างความประทับใจให้แก่สตรีตรงหน้าซ่งซือหนิงเอนกายอยู่บนตั่งมองดูเขาด้วยสายตาพินิจ ในใจของนางเผลอเปรียบเทียบเขากับสือซื่ออันที่เพิ่งจากไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ คนห
ไอหมอกสีขาวลอยอวลอยู่เหนืออ่างไม้ขนาดใหญ่ที่โรยด้วยกลีบบุปผาที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ร่างอรชรที่มีรอยเหมยที่เนินอกนั่งเอนกายพิงขอบอ่าง หลับตาพริ้มรับสัมผัสจากสายน้ำอุ่นที่ช่วยบรรเทาความเมื่อยขบตามร่างกาย โดยเฉพาะที่บั้นเอวซึ่งยังคงมีความรู้สึกปวดร้าวหลงเหลืออยู่จากศึกหนักเมื่อครู่หลันเอ๋อร์ค่อยๆ ใช้ผ้าไ
สือซื่ออันในชุดสีดำรัดกุม เคลื่อนไหวเข้ามาในห้องบรรทมในเงามืด ร่างกำยำคุกเข่าลงเบื้องหน้าหญิงสูงศักดิ์ เพื่อถวายรายงานก่อนออกเดินทาง“กระหม่อมต้องเดินทางไปต่างเมือง เพื่อจัดการเรื่องขององค์ชายใหญ่ให้เรียบร้อยพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงของแม่ทัพหนุ่มหนักแน่น ท่าทางเคร่งขรึมผิดกับตอนที่อ







