LOGINไป๋เมิ่งเทาก้าวเข้ามาในตำหนักเฟิ่งหลัวด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดกว่าปกติ เมื่อเห็นว่าภายในห้องบรรทมมีเพียงซ่งซือหนิงและนางกำนัลคนสนิทที่ไว้วางใจ เขาจึงรีบคุกเข่าลงถวายรายงานทันที
“ทูลองค์หญิง สิ่งที่กระหม่อมไปตรวจสอบมานั้น ร้ายแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้มากพ่ะย่ะค่ะ” เขาเริ่มด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจในข้อมูล
ซ่งซือหนิงละสายตาจากคันฉ่อง หันมามองที่ปรึกษาหนุ่มด้วยแววตาเป็นประกาย
“ว่ามา พี่รองของข้าทำเรื่องงามหน้าอะไรไว้บ้าง”
“แผนการบูรณะเขตอุทกภัยขององค์ชายรอง แท้จริงแล้วคือแผนการผันงบประมาณเข้าสู่ตระกูลฝ่ายพระมารดาพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋เมิ่งเทาคลี่ม้วนกระดาษออกเผยให้เห็นตารางตัวเลขและแผนที่ประกอบ
“หินและปูนที่สั่งซื้อมีราคาสูงกว่าท้องตลาดถึงสามเท่า แต่ที่ร้ายที่สุดคือความสะเพร่าในการออกแบบพ่ะย่ะค่ะ” เขาชี้ไปยังจุดยุทธศาสตร์ในแผนที่
“เขื่อนที่เขากำลังเร่งสร้างนั้น ตั้งอยู่บนชั้นดินที่อ่อนนุ่มและไม่มีการขุดลอกทางน้ำสายเก่า หากพายุฤดูร้อนเข้ามาในเดือนหน้า น้ำจะไม่มีทางไปและจะตีกลับเข้าท่วมเขตที่อยู่อาศัยของราษฎรอย่างรุนแรง เขื่อนที่เขาสร้างจะกลายเป็นกำแพงกักน้ำที่รอวันพังทลายลงมาทับชาวบ้านพ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งซือหนิงฟังพลางหรี่ตาลง แววตาของนางเย็นเยียบแต่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ไม่ประหลาดใจ เหมือนรู้อยู่แล้วว่าพี่ชายต่างมารดานั้นจะก้าวพลาด
“เขาคงคิดจะรีบสร้างให้เสร็จเพื่อเอาความดีความชอบในงานเทศกาลที่กำลังจะถึงนี้สินะ”
“พ่ะย่ะค่ะ และกระหม่อมยังพบอีกว่ามีการติดสินบนขุนนางท้องถิ่นเพื่อปกปิดความบกพร่องของรากฐานเขื่อน หากองค์หญิงต้องการจะจัดการเขา ตอนนี้เรามีเชือกที่จะรัดคอเขาได้ทุกเมื่อ อยู่ที่ว่าพระองค์จะทรงเลือกดึงมันในยามใดพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋เมิ่งเทาเงยหน้าขึ้นสบตานาง
องค์หญิงสามยกยิ้มที่มุมปากอย่างพึงใจ นางเอื้อมมือไปแตะที่ไหล่ของเขาเบาๆ เป็นการชื่นชม
“เจ้าทำได้ดีมากใต้เท้าไป๋ ดีกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก... เก็บหลักฐานเหล่านี้ไว้ให้มิดชิดที่สุด รอให้เขื่อนนั้นสร้างตามที่พี่ชายคนเก่งของข้าวางแผนไว้ ให้เขาลำพองใจจนถึงที่สุดเสียก่อน เมื่อนั้นข้าจะใช้ความล้มเหลวของเขา นี่แหละดึงเขาลงมา”
“พ่ะย่ะค่ะ” ไป๋เมิ่งเทารับคำ แววตาของเขาฉายความทะเยอทะยานที่สอดประสานไปกับแผนการขององค์หญิงอย่างสมบูรณ์แบบ
หลังจากไป๋เมิ่งเทากลับเพื่อไปดำเนินการขั้นต่อไป นางกำนัลคนหนึ่งก็เรียกให้หลันเอ๋อร์ออกไปพบ สักนางกำนัลคนสนิทก็รีบก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีรีบร้อน แววตาของนางดูตื่นตระหนกผิดปกติ
“องค์หญิงเพคะ คนของเราที่ส่งไปจับตาดูตำหนักของสนมจางเฟย รายงานมาว่าเมื่อครู่นี้มีนางกำนัลอาวุโสจากตำหนักคุนหนิงของฮองเฮา ลอบเข้าไปพบจางเฟยอย่างลับๆ เพคะ”
ซ่งซือหนิงขยับตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ แววตาที่เคยพึงใจจากรายงานของไป๋เมิ่งเทาพลันเปลี่ยนเป็นดุดัน
“หึ ที่แท้คนหนุนหลังจางเฟยก็คือฮองเฮานี่เอง มิน่านางถึงได้กล้าเผยตัวในอุทยาน”
“หรือว่าฮองเฮาจะใช้จางเฟยเป็นเบี้ยล่อ เพื่อจัดการพระองค์ในเรื่องที่ปรึกษาทั้งสาม... หรือพระนางรู้แล้วว่าองค์หญิงมีแผนการผลักดันองค์ชายสี่”
“ไม่หรอก” ซ่งซือหนิงเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปในความมืด
“นางคงจะใช้จางเฟยให้ทำเรื่องที่สกปรกยิ่งกว่านั้น นางเห็นว่าข้าไม่เป็นภัยต่อทั้งองค์ชายใหญ่และองค์ชายรองจึงวางใจในตัวข้า แต่ก็ยังอยากกำจัดเสด็จแม่เพื่อชิงความโปรดปรานอยู่ดี... หลันเอ๋อร์ นางกำนัลผู้นั้นถืออะไรติดมือไปด้วยหรือไม่” นางถามในตอนท้ายอย่างรู้ทัน
“เห็นว่ามีกล่องไม้ใบเล็กๆ ที่ห่อหุ้มมิดชิดติดมือไปด้วยเพคะองค์หญิง” หลันเอ๋อร์รายงาน
ซ่งซือหนิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งการหลันเอ๋อร์ด้วยเสียงกระซิบ
“สั่งคนของเราให้เปิดทางให้คนของจางเฟยเข้ามาในตำหนักของเสด็จแม่ได้สะดวกขึ้น ข้าอยากรู้นักว่ากล่องไม้ใบนั้นจะถูกนำมาวางไว้ที่ใดและเพื่ออะไร”
“องค์หญิง จะทรงยอมให้พวกนางเอาของอันตรายมาวางหรือเพคะ” หลันเอ๋อร์ตกใจ
“หากไม่ปล่อยให้นางลงมือ เราจะจับงูพิษให้มั่นได้อย่างไร ในเมื่อฮองเฮาอยากจะเล่นงิ้วบทใส่ร้าย โดยใช้จางเฟยเป็นเครื่องมือ เช่นนั้นข้าก็จะลากจางเฟยลงสู่นรกด้วยมือของนางเอง” นางยิ้มเย็นจนนางกำนัลคนสนิทขนลุกซู่
**********************
เมื่อพายุอารมณ์อันเร่าร้อนเริ่มสงบลง เหลือเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของขุนนางหนุ่มที่ยังคงกกกอดร่างระหงไม่ยอมห่าง ซ่งซือหนิงที่นอนทอดกายอยู่บนตั่งหญิงงามก็เริ่มขยับตัวลุกขึ้น นัยน์ตาคู่หงส์ที่เคยพร่าเลือนบัดนี้กลับคืนสู่ความแจ่มใสและเฉียบคมดังเดิม นางปรายสายตามองไป๋เมิ่งเทาที่ยามนี้ใบหน้าหล่อเหลาเปี่ยมไปด้วยความอิ่มเอิบสุขสม“เอาเถอะ เต็มอิ่มแล้วก็ลุกขึ้นเสียที ใต้เท้าไป๋” น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าแฝงกระแสสั่งการทำให้ไป๋เมิ่งเทาต้องยอมผละอ้อมแขนออกอย่างแสนเสียดายซ่งซือหนิงใช้ปลายนิ้วเขี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากเขาเบาๆ“เล่อคังยังรอเจ้าอยู่ ปล่อยให้ใต้เท้าจางสอนอยู่คนเดียวเสียนาน หากเจ้าไม่รีบกลับไป ทำหน้าที่ที่ข้ามอบหมายให้เสร็จสิ้น ข้าจะโกรธเอาได้นะ”“กระหม่อมทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋เมิ่งเทายกยิ้มกว้าง แววตาไม่มีความหม่นหมองอีกต่อไป เขาก้มลงจุมพิตที่หลังมือเรียวสวยของนางอย่างทะนุถนอม ก่อนจะลุกขึ้นจัดการสวมเสื้อผ้าชุดขุนนางให้เข้าที่เข้าทางท่วงท่าในการก้าวเดินออกจากห้องบรรทมของเขาเต็มไปด้วยความเบิกบานใจและภาคภูมิอย่างปิดไม่มิด ดั่งคนหลังสู้ฟ้าที่เพิ่งได้รับราง
หลังจากที่ร่างสูงกำยำของสือซื่ออันลับตาไป ซ่งซือหนิงยังคงนั่งอยู่ที่ตั่งหญิงงามกลางศาลาที่ปิดด้วยม่าน นางไม่ได้ลุกขึ้นจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยไปกว่าเดิม นัยน์ตาคู่หงส์ปรายมองไปยังมุมหลังเสาอย่างรู้เท่าทัน รอยยิ้มผุดขึ้นที่มุมปากอิ่มก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ“ออกมาเถอะ เจ้าจะยืนดูจนจบเลยหรืออย่างไร”สิ้นเสียงนุ่มนวลเงาร่างโปร่งในชุดขุนนางเต็มยศก็ค่อยๆ ก้าวออกมาจากหลังเสา ไป๋เมิ่งเทาดูขัดเขินเล็กน้อย ทว่าแววตาที่มองตรงมายังองค์หญิงสามกลับเต็มไปด้วยกระแสคลื่นแห่งความปรารถนา“ข้าสั่งให้เจ้าไปเตรียมบทเรียนเรื่องผังเมืองให้เล่อคังมิใช่หรือ เหตุใดจึงตามข้ามาที่นี่” ซ่งซือหนิงเลิกคิ้วถามพลางเอนกายลงยังตั่งไม้ไป๋เมิ่งเทาก้าวเข้ามาหยุดอยู่ข้างนางช้าๆ เขาไม่ปิดบังความรู้สึกของตนเองอีกต่อไป เอ่ยสารภาพตามตรงด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงความน้อยใจ“ทูลองค์หญิง กระหม่อมเพียงแต่อยากอยู่กับพระองค์ตามลำพังบ้างพ่ะย่ะค่ะ” เขาช้อนสายตาขึ้นมองนาง“หลายวันมานี้พระองค์ทรงใส่พระทัยแต่ราชครูจาง ทั้งเรื่องสั่งสอนองค์ชายสี่และเรื่องแผนการในวังหลัง แม้แต่ครั้งก่อนที่กระ
จางอวิ๋นเซียวและไป๋เมิ่งเทาได้ร่วมกันสอนทฤษฎีการจัดการผังเมืองตามแผนการที่ซ่งซือหนิงวางไว้ ในขณะที่องค์หญิงสามและแม่ทัพน้อยสือซื่ออัน เดินออกไปนั่งชมบรรยากาศที่ศาลาในอุทยานเล็กของตำหนักเฟิ่งหลัวด้วยกันตามลำพังสือซื่ออันป้อนขนมให้นางแล้วยกจอกน้ำชาป้อนถึงริมฝีปาก ยังคงประคองนิ้วมือระหงของนางเอาไว้ แววตาของเขาที่เคยดุดันยามอยู่ต่อหน้ากองทัพทหารหลวง บัดนี้กลับฉายแววหวานล้ำและเปี่ยมไปด้วยความกระหายที่ยากจะควบคุม รสสัมผัสจากการที่นางงับปลายนิ้วของเขาเมื่อครู่ ยังคงแผ่ซ่านซึมลึกจนหัวใจแกร่งเต้นระรัว“องค์หญิง” สือซื่ออันกระซิบเรียกเสียงพร่า ร่างหนากำยำขยับเข้าใกล้ตั่งหญิงงามจนเงาร่างของเขาโอบล้อมตัวนางไว้เกือบทั้งหมด“ยามนี้ไม่มีใครมาขัดขวางการหารือลับของเราแล้วใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”ซ่งซือหนิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายรอยยิ้มยั่วเย้าอันเป็นเอกลักษณ์ นางใช้พัดจีบในมือแตะลงบนอกแกร่งของเขาเบาๆ “เจ้าเพิ่งกลับมา เหน็ดเหนื่อยมิใช่หรือ แม่ทัพน้อยสือ เหตุใดจึงดูมีเรี่ยวแรงล้นเหลือถึงเพียงนี้”“ความเหน็ดเหนื่อยของกระหม่อม มลายหายไปสิ้นตั้งแต่ได้เห็นพระพัก
ซ่งซือหนิงนั่งเอนกายอยู่บนตั่งหญิงงาม ในมือถือพัดจีบเล่มบาง นัยน์ตาคู่หงส์ทอดมองไปยังเบื้องหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจที่โต๊ะอักษรตัวใหญ่ องค์ชายสี่ซ่งเล่อคังในวัยเยาว์กำลังนั่งตัวตรง ท่าทางพินิจม้วนคัมภีร์ตรงหน้าอย่างตั้งอกตั้งใจ โดยมีจางอวิ๋นเซียวในชุดบัณฑิตสีขาวสะอาดตานั่งอยู่เคียงข้าง ท่วงท่าของขุนนางหนุ่มดูสุขุมนุ่มลึกและเปี่ยมไปด้วยเมตตา“คุณธรรมของผู้ปกครอง ดั่งลม... ส่วนราษฎร ดั่งยอดหญ้า ยามลมพัดผ่าน ยอดหญ้าย่อมลู่ตาม” จางอวิ๋นเซียวเอ่ยประโยคปรัชญาโบราณด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ก่อนจะละสายตามามองศิษย์ตัวน้อย“องค์ชายสี่ ข้อความในบทคัมภีร์นี้ หากมองในแง่การปกครองแผ่นดิน พระองค์ทรงมีความเห็นอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”องค์ชายสี่นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ดวงตากลมโตฉายแววฉลาดเฉลียวเกินวัย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาอาจารย์และเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงฉะฉาน“เรียนอาจารย์จาง ผู้อื่นอาจมองว่าข้อความนี้หมายถึงราษฎรต้องสยบยอมต่ออำนาจของผู้ปกครอง แต่ข้ากลับเห็นต่าง”“โอ... ทรงเห็นต่างอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ” คำตอบนั้นทำให้จางอว
ภายในตำหนักคุนหนิง แจกันกระเบื้องเคลือบราคาแพงหลายชิ้นถูกปัดกวาดลงไปกองแตกกระจายอยู่บนพื้นด้วยโทสะของเจ้าของตำหนัก เหล่านางกำนัลและขันทีต่างคุกเข่าหมอบกราบกับพื้น ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงเสวียนเฟิงเหยายืนอยู่กลางห้อง หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความโกรธแค้นจนแทบกระอักเลือด ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มอย่างงดงามบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความอัปยศอดสู เสียงตวาดแผดลั่นดังสะท้อนไปทั่วผนังห้อง“นังแพศยา แม่ลูกสารเลว พวกมันกล้าดีอย่างไรกล้าใช้แผนต่ำช้าหน้าซื่อใจคดเช่นนี้มาตลบหลังข้า” นางขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโป่งความเจ็บปวดจากการถูกฮ่องเต้หักหน้าต่อธารกำนัลยังไม่เท่ากับความอัปยศที่ต้องถูกสั่งกักบริเวณถึงหนึ่งเดือน อำนาจในวังหลังที่พระนางเคยถือครองอย่างมั่นคง บัดนี้หลุดลอยไปอยู่ในมือของหวงกุ้ยเฟยอย่างสมบูรณ์แบบ เพียงเพราะผ้าอักษรโลหิตจอมปลอมสองผืนนั้นหลังจากระบายโทสะจนเหนื่อยหอบ เสวียนฮองเฮาทรุดตัวลงนั่งบนแท่นประทับอย่างหมดแรง แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย พลันเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดและหวาดระแวงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก
ข้อความในผ้าไหมสีขาวที่เขียนด้วยโลหิต ถูกอ่านโดยฮ่องเต้ซ่งเทียนเฟย ทั้งสองผืนเขียนข้อความเดียวกันเอาไว้ แต่ว่าลงชื่อต่างกัน[หม่อมฉัน ขอตั้งจิตอธิษฐานต่อทวยเทพและบรรพชน ขอขจัดปัดเป่าภัยพิบัติอุทกภัยให้หมดไปจากบ้านเมือง ขอให้ราษฎรตงหัวร่มเย็นเป็นสุข และขอให้พลานามัยของฝ่าบาทสมบูรณ์แข็งแรงอายุยืนหมื่นๆ ปี... หม่อมฉันยินดีอุทิศโลหิตและสละอายุขัยของตนเองคนละสิบปีเพื่อแลกกับพรข้อนี้ ..... ซ่งซือหนิง / หลี่เวินอวี้]“นี่... นี่พวกเจ้า...” ฮ่องเต้ทรงพระหัตถ์สั่นเทา พระเนตรแดงก่ำด้วยความซาบซึ้งใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ที่แท้การที่ซ่งซือหนิงโวยวายขัดขวางไม่ให้เปิดกล่อง และการที่หวงกุ้ยเฟยรีบออกมารับผิดแทน เพราะพวกนางต้องการปกปิดความลับเรื่องที่พวกนางแอบกรีดเลือดเขียนขอพรสละอายุขัยตนเองเพื่อแผ่นดินและเพื่อพระองค์ เพราะกลัวว่าพระองค์จะทรงเป็นกังวลและห้ามปราม“โธ่... ลูกรัก สนมรักของข้า” ฮ่องเต้ทรงโผเข้าไปโอบกอดหวงกุ้ยเฟยและองค์หญิงสามไว้ในอ้อมกอดอย่างแนบแน่นด้วยความรักและสงสารจับใจ“พวกเจ้าช่างโง่เขลานัก เหตุใดต้องทำถึงเพียงนี้ อายุขัยของพวกเจ้ามีค่าสำหรับข้ายิ่งกว่าสิ่งใด”เสวียนฮองเฮาเบิกตากว้างจน







