ログイン-----------------
ท้องฟ้าสลัวยามเย็นบนถนนลูกรังดินแดงรถกระบะของผู้ใหญ่หาญขับแล่นตรงไปยังตัวอำเภอ โดยข้างกันนั้นคือเมียดวงใจเอาแต่นั่งนิ่งเงียบไม่พูดจาสิ่งใด บรรยายกาศบนรถจึงดูอึดอัดไม่น้อยมีเพียงเสียงเครื่องยนต์ทำงานเท่านั้น ไม่นานรถเริ่มเข้าสู่หมู่บ้านผู้คนคึกคักอย่างเห็นได้ชัด แต่ปลายทางของทั้งคู่นั้นไม่ใช่ร้านค้าขายข้างทางกลับเป็นสถานีรถไฟที่อยู่ไม่ไกลนั้นต่างหาก
ความเร็วรถชะลอตัวเมื่อถึงหน้าสถานีรถไฟ แสงไฟสลัวจากทางเข้าทำให้ดวงใจได้เห็นเข้ากับหญิงสาวคนหนึ่ง ถึงจะไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร ทว่ารูปร่างผิวพรรณและหน้าตากลับคล้ายคลึงกับพี่สาวเธอราวกับแกะแบบกันมา
"นั่นใช่..."
ดวงใจไม่รอผัวกลับรีบเดินเข้าไปประชิดถามหญิงสาวซึ่งมีสีหน้าหม่นหมองในทันที
"น้าดวงใจเหรอจ๊ะ"
"ยัยมะลิ!"
ที่แท้หญิงสาวร่างอิ่มนวลตรงหน้าก็คือหลานสาวเพียงคนเดียวของเธอนั้นเอง ด้วยความดีใจดวงใจรีบปรี่เข้าไปโอบกอดร่างหญิงสาว
"โธ่ หลานน้ามารอนานแล้วเหรอ"
หญิงสาวพยักหน้ารับคล้ายจะร้องไห้ออกมาได้ตลอดเวลา เธอโอบกอดน้าสาวแน่นราวกับกลัวว่าญาติเธอเพียงคนเดียวจะจากไปอีกคน ฝ่ามือเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นแม้จะพึ่งเจอกันครั้งแรกของดวงใจค่อย ๆ ลูบผ่านแผ่นหลังบอบบางของ มะลิ แผ่วเบา
"ไม่เป็นไรนะ มาอยู่กับน้า"
"ฮึก! พ่อกับแม่ทิ้งหนูไปทำงาน ฮือ! ไม่ยอมพาหนูไปด้วยเลยจ้ะน้า ฮือ! ทั้งที่มะลิก็โตแล้วแท้ ๆ มะลิช่วยงาน ฮึก! พ่อแม่ได้แล้วแท้ ๆ "
เสียงบ่นผสมเสียงสะอื้นของมะลิทำเอาน้าสาวที่ได้ยินอดน้ำตาคลอไม่ได้ ดวงใจผละร่างเล็กออกจากอ้อมกอดช้า ๆ ยกมือสั่นเทาประคองใบหน้าเรียวสวยไว้มั่น
"งานกรีดยางมันลำบากนะมะลิ ที่พี่ดวงดาวกับพี่สิบไม่ยอมพาหนูไปด้วย เพราะกลัวว่าหนูจะลำบาก"
"ถึงแบบนั้น"
เสียงฝีเท้าของใครบางคนเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ สะกิดสายตาให้มะลิเงยหน้าขึ้นไปมอง
"อึก"
ชายตรงหน้ารูปร่างสันทัดกำยำผิวเข้มหน้าคมคร้ามแม้จะมีอายุ ที่ทำให้เด็กสาวอย่างมะลิต้องจดจ้องเห็นจะเป็นไรเคราของเขา และดวงตาคู่คมที่จ้องมองมายังเธอราวกับว่ามันกำลังเรียกให้เธอสนใจมาที่เขาแต่เพียงผู้เดียว
"...ลิ"
"มะลิ!"
"จ จ๊ะ!!!"
เสียงเรียกของน้าสาวดังรั้งเธอออกจากห้วงภวังค์ มะลิดวงตาเบิกโพลงด้วยความตกใจจ้องมองหน้าน้าสาวอีกครั้ง
"นี่ลุงหาญ ผัวน้าเอง"
"อึก!"
ได้ยินเช่นนั้นทำเอาสีหน้าของเด็กสาวถึงกับซีดเผือด ได้ยินมาว่าผัวของอาสาวเป็นผู้ใหญ่บ้านแต่ไม่คิดว่าเขาจะมีเสน่ห์เหลือล้นถึงเพียงนี้
"สะ สวัสดีจ้ะลุงผู้ใหญ่"
"อื้ม ไหว้พระเถอะลูก เรียกแค่ลุงหาญก็พอแล้ว"
ผู้ใหญ่หาญยกยิ้มเป็นมิตร ทว่าแววตาที่จ้องมองเด็กสาวนั่นกลับเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาที่ไม่อาจปิดบังได้ มุมปากกดยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ยไม่สนใจแม้แต่สายตาของเมียซึ่งนั่งตรงหน้าแม้แต่น้อย
ผัวน้าเป็นฝ่ายเริ่มก่อนนะ
"ไป กลับบ้านกันเถอะมะลิ"
น้าสาวประคองร่างอิ่มนวลลุกขึ้น พลางหยิบคว้ากระเป๋าเสื้อผ้าของหลานสาว เห็นว่าเป็นเรื่องที่ต้องใช้กำลัง ผู้ใหญ่หาญไม่รอช้ารีบประชิดเข้าช่วยเมียทันใด
"เดี๋ยวพี่ถือให้เอง"
เขาแย่งกระเป๋าผ้าไปถือครองก่อนจะรับเดินกลับไปยังรถกระบะ โดยที่ด้านหลังนั้นยังมีน้าหลานพากันเดินประคองกันเข้ามา
"เดี๋ยวหนูนั่งหลังไปแล้วกัน ไม่นานก็ถึงบ้านผู้ใหญ่แล้วล่ะ"
"จ้ะ"
มะลิเชื่อฟังน้าสาวอย่างว่าง่าย เพียงไม่นานทั้งสามขับรถกระบะกลับบ้านซึ่งอยู่ที่หมู่บ้านใกล้ ๆ ระหว่างนั้นสายตาของผู้ใหญ่หาญยังคงเหลือบมองไปที่ร่างอิ่มนวลเป็นครั้งคราว
ใบหน้าสวยได้รูปจมูกนิดปากหน่อยดวงตาที่คลอไปด้วยหยาดน้ำตานั้นช่างดูน่าเอ็นดูและน่ารังแกในเวลาเดียวกัน เรือนกายอิ่มน้ำผิวพรรณขาวผุดพร่องดั่งกระเบื้องเคลือบ มะลินั่งกอดเข่าก้มหน้าอยู่ด้านหลังกระบะถึงเธอจะดูน่าสงสารทว่าในสายตาของผู้ใหญ่หาญเธอกลับเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แสนเย้ายวนแบบที่เขาเองก็ไม่เคยรู้สึกเช่นนี้กับหญิงใดแม้แต่เมียข้างกายมาก่อน
"อึก" มันน่านัก หึหึ
ถูกกิเลสเข้าครอบงำไปชั่วขณะทำให้หาญเผลอกำพวงมาลัยในมือแน่น เสียงเครื่องยนต์ได้เข้ามาแทนที่ความเงียบระหว่างทางอีกครั้ง
แสงไฟที่เคยมีเริ่มเลือนรางลงจนแทบไม่เห็นข้างทางมีเพียงแสงไฟหน้ารถกะบะเท่านั้น ไอดินกลิ่นนาเริ่มปะทะเข้ามา ไม่นานรถกระบะได้ชะลอความเร็วและจอดยังหน้าเรือนไทยหลังใหญ่ของผู้ใหญ่สล้าง
"เอาเสื้อผ้าเสื้อผ่อนไปไว้ที่ห้องก่อนแล้วกัน เดี๋ยวน้าจะหาข้าวปลาให้กิน"
"จ้ะ น้าดวงใจ"
สองน้าหลานพากันเดินขึ้นบันไดบ้านหลังใหญ่ไป ทิ้งไว้แค่หาญเท่านั้น เขาหย่อนกายนั่งเก้าอี้ไม้ตัวประจำ สายตาล่องลอยเอาแต่คิดถึงใบหน้าของหลานสาวเมีย น้ำเสียงหวานหยาดเยิ้มเมื่อได้ฟังหัวใจที่เคยร้อนรนก็สงบเยือกเย็นขึ้นมา
"มะลิ หึ"
-----------------
------------------"อึดอัดหรือเปล่าที่เดินกับพี่" "เปล่าเลยค่ะ ไม่อึดอัดเลยสักนิด" เธอเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสดใสคนพี่เองรีบคว้ามือเล็กเข้ามากุมไว้แน่น เขาต้องการตอกย้ำให้ทุกคนได้รับรู้ถึงสถานะของตน "ว๊ายๆ จับไม้จับมือกันแล้วนั่น" "ลูกเขยคนโตกำนันเชนเขาล่ะ" คราวนี้ยิ่งทำให้จันจิรู้สึกเขินอายมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก แต่คนที่อารมณ์ดีดูเหมือนจะเป็นลูกชายผู้การ เขาเดินยกยิ้มแสดงตัวว่าตนนั้นเป็นเจ้าของ บรรยากาศชื่นมื่นกลับต้องกร่อยเพราะเชิด "เชิด" เชิดยืนขวางทางของทั้งสองท่ามกลางสายตาของชาวบ้านที่จ้องมองมา เห็นชายอันตรายเนออนรีบก้าวเท้าใช้ร่างหนาของตนปิดบังร่างบางของจันจิไว้เบื้องหลัง ชายหนุ่มทั้งสองยืนประจันหน้ากันโดยไม่มีใครยอมถอย กระทั่งเสียงหวานเอยพูด "พี่เนออนหนูไม่เป็นไร" จันจิขยับตัวถอยห่างจากเนออนชายที่เพิ่งเลื่อนสถานะมาเป็นแฟนหนุ่มเมื่อไม่กี่วันที่แล้ว "มีอะไรหรือเปล่าเชิด" เธอพยายามข่มอาการกลัวเอ่ยถามออกไปด้วยสายตาสั่นไหว แววตาดุดันของเชิดค่อยๆ อ่อนลงพลางถอนหายใจ "ฉันขอโทษ" เขาเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยก้มหน้ามองเพียงพื้นดิน แม้ท่าทีจะดูเหมือนไม่สำนึกผิดแต่อดีตเพื่อนอย่าง
------------"ฝากดูแลลูกสาวแม่ด้วยนะเนออน" "ครับ" ทุกคนเดินทางออกจากบ้าน บรรยากาศเงียบลงเช่นเดียวกันกับจันจิและเนออนที่ต่างแยกย้ายกันเข้าห้องนอนไปพักผ่อน เวลาล่วงเลยมาจนถึงสามทุ่ม เสียงเคาะประตูหน้าห้องหญิงสาวดังเรียกให้เจ้าของห้องหลุดออกจากภวังค์ "จันจินอนหรือยัง?" "ยังค่ะ" "พี่ขอเข้าไปหาหน่อยได้ไหม" "อะ เออค่ะ" จันจิลุกขึ้นจากเตียงเดินไปเปิดประตูห้อง พบเข้ากับชายหนุ่มลูกครึ่งในมือถือแก้วนมเห็นไอร้อนลอยขึ้นจากแก้ว ไม่ทันจะได้สอบถามร่างหนาเดินแทรกพาตัวเองเข้าห้องนอนหญิงสาวไปเสียแล้ว"คืนนี้พี่เห็นอากาศค่อนข้างเย็นเลยชงนมร้อนมาให้" "ขอบคุณค่ะ" คนพี่นั่งบนเตียงพร้อมส่งนมให้หญิงสาวได้ดื่ม เกรงว่าคนพี่จะเสียใจจึงรับนมร้อนมาดื่มก่อนจะวางลงบนโต๊ะหัวเตียง และนั่งลงข้างกายคนพี่ "จันจิ" "ค คะ?!" "พี่คิดมาอย่างดีแล้ว" "คิดว่า...?" "คิดว่าพี่จะจริงจังกับความรู้สึกตัวเอง จะจริงจังว่าจะขอจันจิคบในสถานะแฟน" "!!!!" ลูกสาวกำนันดั่งกับถูกสะกดจิตเวลานี้เธอไม่ได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจตัวเอง ได้ยินเพียงเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจที่มันกำลังเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาจากอก หัวใจดวงเล็กร้อนรุ่มจนยา
---------------"เรากลับบ้านก่อนนะแจน" "โอเคพรุ่งนี้เจอกัน" โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในตัวอำเภอนักเรียนเบาบางตาลงคงเหลือไว้ไม่กี่คน หนึ่งในนั้นที่ยังรอพี่สาวมารับคือแจนแจน เธอตัดสินใจที่จะรอหน้าอาคารเรียนบริเวณนั้นมีต้นไม้ให้ร่มเงาร่มรื่น ทว่าช่วงเย็นย่ำเช่นนี้กลับดูน่ากลัวเหมือนกับฉากในหนังสยองขวัญ "เมื่อไหร่จะมานะ?" เด็กสาวละสายตาจากหน้าจอมือถือเงยตรงไปยังถนนกลับจ้องผงะเมื่อเจอเข้ากับชายหนุ่มร่างใหญ่ใบหน้าเคร่งขรึมสายตาดุดันยืนมองเธออยู่ก่อนแล้ว "พะ พี่เชิด!!" ที่แท้เป็นลูกชายสัปเหร่อที่มีชื่อเสียงในทางที่ผิด ร่างใหญ่นั้นค่อยๆ เดินตรงมาหาเด็กสาวก่อนจะนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ ต่างก็ตรงที่ว่าวันนี้เธอกลับไม่ได้รู้สึกกลัวเขาเหมือนอย่างก่อน พยายามจ้องมองหยั่งลึกเข้าไปในนัยน์ตาดุดันคู่นั้น แม้มันจะเกรี้ยวกราดแต่เธอกลับมองว่าลึกๆ ข้างในนั้นเต็มไปด้วยความอ้างว้างเดียวดายอย่างน่าสงสาร "เห็นฉันขนาดนี้แล้วไม่กลัวเลยหรือไง" "ไม่ค่ะ เพราะครั้งหนึ่งพี่ก็เป็นคนที่เคยช่วยชีวิตหนูเอาไว้" เชิดถอนหายใจเฮือกใหญ่ไม่รู้ว่าเด็กสาวจะเดียงสาถึงเพียงนี้ ก่อนตนจะเริ่มเอ่ยถึงสิ่งที่ต้องการพูด
-------------------"ไม่ได้! คิดทะลึ่งอะไรของเรากันเนี่ย" หญิงสาวร่างบางยกมือปิดหน้าปิดตาตัวเองด้วยความเขินอาย ริมฝีปากไม่อาจหุบยิ้มได้เอาแต่หน้าแดงเมื่อคิดถึงชายหนุ่มลูกครึ่ง ลมหายใจร้อนรุ่มปะทะผิวกาย เสียงแหบพร่าเอ่ยกระซิบข้างใบหู รอยจูบอ่อนโยนและนุ่มนวล ทุกสัมผัสยังคงติดตราตรึงใจใจเธอไม่เปลี่ยน ก่อนเสียงพูดคุยของใครบางคนจะดังเล็ดลอดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างห้อง "วันพรุ่งนี้เราต้องเดินทางกลับแล้ว ฉันยังไม่ได้บอกเนออนเลย" "ปล่อยให้พักผ่อนไปก่อนเดี๋ยวลูกตื่นมาค่อยบอกก็ได้" "ค่ะคงต้องเป็นแบบนั้น เจ้าลูกชายตัวดีนี่ดื้อจริงๆ เกือบพาลูกสาวกำนันไปเป็นอันตรายแล้วไหมล่ะ" "จะว่าไปหนูจันจิก็น่ารักดีนะ เหมาะกับลูกชายเราซะจริง" "คิดว่าฉันคิดไปคนเดียว ฉันอยากได้ลูกสะใภ้เหมือนหนูจันจิเลยล่ะ สวยเก่งจบในคนเดียว" "อึก!" ก่อนเสียงสองสามีภรรยาจะหายไปบ่งบอกว่าทั้งคู่ได้เดินห่างออกไปไกลจากบริเวณห้องเธอแล้ว นั่นยิ่งทำให้จันจิไม่อาจจะข่มตาหลับลงได้ "ละ ลูกสะใภ้งั้นหรอไม่จริงหน่า" แบบนี้ฉันจะนอนหลับตอนไหนกันล่ะเนี่ย!!---"ขอบคุณกำนันและแม่จันทร์อุตส่าห์ช่วยดูแลต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดี" "ไม่เป็นไรเลยค
-----------------"ทีนี้รู้หรือยัง" "อึก! พี่เนออนคือว่า...ขอจูบได้ไหม" แม้จะไม่เคยจูบใครมาก่อนและไม่คิดที่จะขอจูบชายคนไหน แต่กลับเป็นเธอเองก็เอ่ยพูดความคิดออกไปดั่งผู้หญิงมีประสบการณ์ "ได้สิ แต่ถ้าพี่หยุดไม่ได้ไม่รับประกันความปลอดภัยนะ" "เรื่องนั้น จันจิรู้ดีและไม่คิดจะหยุดอยู่แล้ว อื้ม" ร่างบางขยับก้นนั่งลงบนตักแกร่ง ประคองกรอบหน้าคมครามเลื่อนริมฝีปากจูบชายหน้าหล่อด้วยท่าทีเงอะงะ บ่งบอกว่าเธอนั้นยังเดียงสากับเรื่องอย่างว่าอยู่มาก ก่อนคนพี่จะผละตัวถอยห่างประคองเรือนหน้าสวยเพ่งสายตาจ้องมองเธอผ่านความมืด "ใจเย็นสิค่อยๆ เปิดปากออกเดี๋ยวพี่สอนเอง" "อะ อา---!!!" ทันทีที่เธอเปิดริมฝีปากออกเพียงเล็กน้อยตามคำสั่ง ริมฝีปากหนาเข้าจู่โจมราวกับเสือตะครุบเหยื่อ เรียวลิ้นร้อนตวัดเกี่ยวลิ้นหวานพันละวันคลอเคลียไม่ปล่อยให้หนี ทำเอาคนน้องถึงกับหายใจไม่ออกตบไหล่เตือนสติคนพี่ให้ปล่อยตนเป็นอิสระ "แฮ่ก! หายใจไม่ออก" "พี่บอกแล้วไงว่ามันจะหยุดไม่ได้ อยากให้พี่ต่อหรือพอแค่นี้" ฝ่ามือหนารวบคล้องเอวคอดขยับเลื่อนมายังแผ่นหลัง ก่อนจะขยับมาบีบเคล้นเนินอกอวบอิ่มแสนนุ่มนิ่มแผ่วเบา ทำเอาหญิงสาวที่ไม่ประสา
-----------------"โอ๊ย!!!" ร่างเล็กถูกวางตรงบนพื้นกระท่อมหลังไม่เล็กไม่ใหญ่ โดยที่ฉันผิดเองก็ไม่รู้เลยว่ากระท่อมหลังนี้อยู่ส่วนไหนของป่า ตลอดทางเดินเธอเห็นเพียงพื้นดินและหญ้าเท่านั้น "เริ่มกันเลยดีไหม" "ชะ เชิดเราเป็นเพื่อนกันนะมีอะไรก็ใจเย็นค่อยๆ คุยกันสิ" ตลอดทางที่เดินมาร่วมสิบนาทีเธอค้นพบแล้วว่าการขัดขืนนั้นไม่มีประโยชน์ ไม่ว่าเธอจะทุบตีแผ่นหลังหรือกัดลำตัวของชายป่าเถื่อนสักเท่าไรเขาก็ไม่ตอบโต้ ทั้งยังนิ่งเฉยเหมือนกับหินผาที่ไม่มีความรู้สึก แต่เมื่อเธอพูดคุยด้วยเหตุและผลร่างใหญ่ที่คร่อมอยู่นั้นค่อยๆ อ่อนลงจ้องมองใบหน้าเธอด้วยสายตาเรียบเฉย ต่างจากแววตาของสัตว์ป่าเมื่อครู่"แล้วจันจิล่ะ จันจิเคยที่จะรับฟังคำพูดของฉันบ้างไหม เธอเอาแต่หลบหน้าและหนีฉันทุกครั้งไปราวกับว่าฉันเป็นตัวขยะแขยงในชีวิตของเธอ" "ระ เรื่องนั้น" ฉันไม่ได้ขยะแขยงหรือรังเกียจเชิดสักหน่อย แต่ที่ทำไปก็เพื่อรักษาระยะห่างไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เหมือนในวันนั้นเท่านั้นเอง "พอฉันพยายามจะเข้าหาเธอ เธอกลับวิ่งหนีรู้หรือเปล่าว่าฉันตกหลุมรักเธอจนแทบคลั่ง" "งึก!" เมื่อปลายนิ้วโป้งหยาบกร้านค่อยๆ เกลี่ยเนินแก้มหญิงสาวอย่
--------------"ที่นี่ถูกแล้วสินะ" เบื้องหน้ารถคือโฮมสเตย์ที่ทำจากไม้สไตล์บ้านๆ แต่อบอุ่นโดยรอบเต็มไปด้วยทุ่งนา ส่วนวิวด้านหลังถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขา "ไม่ได้จองมาด้วยสิ คงมีห้องว่างอยู่หรอกมั้ง"หลังจากคว้ากระเป๋าและข้าวของที่จำเป็น เตรียมจะเปิดประตูก้าวเท้าลงจากรถ จู่ๆ ร่างของหญิงสาวในเสื้อคอกระเ
---------------"นะ นม อึก!"เสียงแหบพร่าหลุดออกมาจากลำคอที่แห้งผาก สายตาหื่นกระหายจ้องทะลุเนื้อผ้าขาวบางที่เปียกชุ่มจนเห็นไปถึงไหนต่อไหน เนินเนื้อที่เบียดแน่นอยู่ในยกทรงสีขาว นั้นดูนวลตาเสียจนเขาอยากจะกระโจนเข้าไปฝังหน้าลงซะให้รู้แล้วรู้รอด ความรุ่มร้อนมหาศาลหลั่งไหลลงไปรวมกันที่กลางกายประหนึ่งลาว
--------------บนโต๊ะอาหารเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงช้อนกระทบจาน ทว่าความเงียบนั้นเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อสายตาของผู้ใหญ่หาญลอบมองไปยังร่างอิ่มนวล ของเด็กสาววัยสะพรั่งที่นั่งฝั่งตรงข้าม ยามที่มะลิขยับกายยกแขนตักกับข้าว คอเสื้อคอกระเช้าเว้าลึกก็เผยให้เห็นเนินเนื้ออวบอิ่มที่เบียดชิดกันจนเด่นชัด ดึงดูดสาย
--------------"มะลิ หึ"แสงจากตะเกียงรำไรสาดกระทบใบหน้าคมคร้ามที่ครานี้ดูสับสนวุ่นวายใจ พลางลอบมองขึ้นไปยังด้านบนเรือน ได้ยินเสียงพูดคุยเบา ๆ ของน้าหลานลอยตามลมลงมา "เฮ้อ ทันทีที่มีเด็กสาว บ้านหลังนี้กลับดูสดใสขึ้นมาทันตา"เขาลอบถอนหายใจยาว พลางพึมพำกับความว่างเปล่าด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ต่างจากในหั







