INICIAR SESIÓNปั๋วจิ่นเหยียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดง พร้อมความหวังสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่พวกเขานั่งอยู่ในลานเล็ก ๆ ของที่พัก บนม้านั่งหินเย็นเฉียบเสิ่นชิวอิ่งไม่อ้อมค้อม เอ่ยขึ้นตรง ๆ“คุณปั๋ว ฉันเคยเข้ารับการรักษาด้วยเอ็มอีซีที เพื่อให้ลืมเรื่องบางอย่างที่เจ็บปวดเกินไป”“ถึงในสมุดบันทึกจะจดบันทึกเรื่องราวบางส่วนเอาไว้ แต่สำหรับฉัน มันก็เหมือนเรื่องของคนอื่นในชาติที่แล้ว ฉันไม่อาจสัมผัสได้ถึงความรักที่คุณพูดถึง และก็ไม่รู้สึกถึงความเกลียดชังที่คุณพูดถึง”เธอหยุดเล็กน้อย มองไปยังแสงไฟอบอุ่นของโฮมสเตย์ที่อยู่ไกลออกไป น้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่นขึ้น“ตอนนี้ฉันมีความสุขมาก เฉินโม่ดีกับฉันมาก ชีวิตที่นี่ทำให้ฉันรู้สึกสงบและพึงพอใจ นี่คือทุกสิ่งที่ฉันต้องการ”“เพราะฉะนั้น ได้โปรด...ปล่อยมือเถอะ”เธอหันกลับมา มองเขาด้วยดวงตาที่ใสกระจ่าง“อย่าพยายามปลุกความทรงจำอะไรขึ้นมาอีกเลย ต่อให้ฉันจำได้ ความเจ็บปวดเหล่านั้นก็จะกลับมาด้วย คุณต้องการให้ฉันเป็นแบบนั้นเหรอ”ปั๋วจิ่นเหยียนราวกับถูกสายฟ้าฟาดเขาต้องการให้เธอจำได้อย่างนั้นเหรอจำการทรยศของเขา จำแผนการของเสิ่นเจี๋ย จำวันที่เธอต
เสิ่นชิวอิ่งมองเขา แววตาใสกระจ่าง แต่แฝงไว้ด้วยระยะห่างที่ชัดเจนเธอส่ายหน้าเบา ๆ น้ำเสียงสงบนิ่งเสียจนแทบโหดร้าย“คุณผู้ชาย คุณจำคนผิดหรือเปล่า ฉันไม่รู้จักคุณ”เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อ“อีกอย่าง ที่นี่คือบ้านของฉัน ฉันจะไม่ไปไหน”คำว่า “คุณผู้ชาย” สามคำนั้น เหมือนเข็มเย็นเฉียบสามเล่ม ทิ่มแทงเข้าไปในหัวใจของปั๋วจิ่นเหยียนเธอไม่รู้จักเขา... เธอบอกว่าที่นี่ต่างหากคือบ้านของเธอ...ความสิ้นหวังและความหวาดกลัวมหาศาล ถาโถมเข้าท่วมเขาราวกับคลื่นยักษ์ เขาออกตามหาเธออย่างยากลำบาก ทนทุกข์ทรมานราวกับตกนรก กว่าจะหาเธอพบ แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นเพียงคำว่า “ไม่รู้จัก” ที่แผ่วเบาเช่นนี้เฉินโม่ยกมือขึ้น โอบไหล่ของเสิ่นชิวอิ่งเบา ๆ ก่อนเอ่ยไล่แขกอย่างสุภาพ“คุณผู้ชาย ถ้าคุณไม่ได้มาพัก กรุณาอย่ารบกวนแขกของผม แล้วก็...คู่หมั้นของผม”คู่หมั้น...ร่างของปั๋วจิ่นเหยียนโคลงอย่างแรง ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษในพริบตาเขาจ้องเสิ่นชิวอิ่งเขม็ง หวังจะหาความเสแสร้งแม้เพียงนิดบนใบหน้าของเธอ แต่กลับเห็นเพียงเธอขยับเข้าไปใกล้เฉินโม่เล็กน้อย นั่นคือความไว้วางใจและการพึ่งพาอย่างหมดหัวใจเขามาแล้ว แต่กล
เสิ่นชิวอิ่งและเฉินโม่ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เหมือนฤดูใบไม้ผลิของเหลียวเฉิง หิมะและน้ำแข็งละลาย ทุกสรรพสิ่งฟื้นคืนชีวิต ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและอบอุ่นไม่มีคำสารภาพรักที่สะเทือนฟ้าสะเทือนดิน เพียงเย็นวันหนึ่งยามพระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า หลังจากทั้งสองตรวจเส้นทางเดินป่าที่เพิ่งเปิดใหม่เสร็จและกำลังเดินกลับ เฉินโม่จับมือเธอขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ เสิ่นชิวอิ่งชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะผ่อนคลาย แล้วกระชับมือเขากลับไออุ่นที่ส่งผ่านปลายนิ้ว แทนทุกถ้อยคำนับจากวันนั้น ชีวิตก็ราวกับแช่อยู่ในน้ำผึ้งทั้งสองช่วยกันดูแลโฮมสเตย์ วางแผนเส้นทางท่องเที่ยว และต้อนรับแขกจากทั่วทุกสารทิศเวลาว่าง เฉินโม่จะขี่มอเตอร์ไซค์พาเธอเข้าไปกลางทุ่งหญ้า ชมดอกไม้ป่าที่เบ่งบานหรือเวลาที่เธอก้มหน้าทำงานอยู่ เขาก็จะยื่นชาหอมหมื่นลี้แก้วโปรดให้เธออย่างเงียบ ๆรอยยิ้มบนใบหน้าของเสิ่นชิวอิ่งมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ความผ่อนคลายและความสุขที่เปล่งออกมาจากหัวใจ ทำให้ทั้งตัวเธอเปล่งประกายอ่อนโยนเธอแทบจะลืมอดีตที่เคยถูกปกคลุมด้วยหมอกนั้นไปแล้ว สมุดบันทึกถูกเก็บไว้ก้นกล่อง มีฝุ่นจับหนา เหลียวเฉิง แสงเหนือแห่งแดนเห
เมื่อเผชิญกับจำนวนนักท่องเที่ยวและความสนใจที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน เสิ่นชิวอิ่งและเฉินโม่จึงต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดยิ่งกว่าเดิมทั้งคู่ช่วยกันหารือว่าจะปรับปรุงการบริการอย่างไร จะรับมือกับการสัมภาษณ์ของสื่ออย่างไร และจะตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น โดยยังคงเอกลักษณ์ของโฮมสเตย์ไว้ได้อย่างไรจากการได้ใช้ชีวิตร่วมกันทุกวัน เสิ่นชิวอิ่งรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า เฉินโม่ไม่คิดปิดบังความรู้สึกที่มีต่อเธออีกต่อไปเขาจำได้ว่าเธอกระเพาะไม่ดี ทุกเช้าจึงอุ่นนมหนึ่งแก้วให้เธออย่างเงียบ ๆเวลาที่เธออดนอนจัดการเอกสารจนดึก เขาจะแอบวางโคมไฟถนอมสายตาและผลไม้ที่หั่นไว้เรียบร้อยลงข้างมือเธอเวลานักท่องเที่ยวแซวเล่นว่า “เจ้าของกับเจ้าของสาวเหมาะกันจริง ๆ” ใบหูของเขาจะแดงเรื่อ แต่ไม่เคยปฏิเสธ เพียงแอบมองเธอเงียบ ๆความรู้สึกเช่นนี้ เป็นความอบอุ่นที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา และค่อย ๆ ซึมซาบเหมือนสายน้ำหัวใจที่เคยถูกแช่แข็งของเสิ่นชิวอิ่ง ท่ามกลางแสงแดดอันบริสุทธิ์และสายน้ำจากหิมะแห่งเหลียวเฉิง ภายใต้ความห่วงใยที่ซื่อตรงแม้จะไม่ชำนาญของเฉินโม่ ค่อย ๆ ละลายลงทีละน้อยเธอเริ่มพบว่าตัวเอง
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงปีนั้น เหลียวเฉิงได้พบกับปรากฏการณ์แสงเหนือที่เกิดขึ้นอย่างคึกคักที่สุดในรอบหลายสิบปีม่านแสงสีเขียวและม่วงอันงดงามพลิ้วไหวอยู่บนท้องฟ้ายามค่ำคืน ราวกับความฝันเสิ่นชิวอิ่งคว้าโอกาสนี้ไว้ได้อย่างเฉียบคมเธอเร่งทำงานล่วงเวลา จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์และวิดีโอในหัวข้อ “ตามล่าแสงเหนือแห่งแดนเหนือ” พร้อมติดต่อบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวที่เคยร่วมงานกันมาก่อน เปลี่ยนโฮมสเตย์ “แสงเหนือแห่งแดนเหนือ” ให้กลายเป็นจุดชมแสงเหนือชั้นเยี่ยม“มาแสงเหนือแห่งแดนเหนือ นอนดูแสงเหนือได้จากบนเตียง” ประโยคนี้เต็มไปด้วยแรงดึงดูดเพียงชั่วเวลาไม่นาน เมืองเล็กที่เคยเงียบเหงาก็มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาเพื่อตามล่าแสงเหนือส่วนโฮมสเตย์ “แสงเหนือแห่งแดนเหนือ” ที่เตรียมพร้อมไว้อย่างดี ก็มีผู้เข้าพักเต็มแทบทุกวัน คิวจองยาวไปถึงสองเดือนข้างหน้าเฉินโม่ยุ่งจนแทบไม่มีเวลาแตะพื้น ส่วนเสิ่นชิวอิ่งก็รับผิดชอบทุกอย่างทั้งงานหน้าและหลัง ตั้งแต่ต้อนรับแขก วางแผนกิจกรรม ไปจนถึงบางครั้งเมื่อคนไม่พอ เธอก็ยังลงมือเข้าครัวเองแม้จะยุ่งมาก แต่ใบหน้าของเธอกลับเปล่งปลั่งด้วยเลือดฝา
ท้องฟ้าของเหลียวเฉิง เป็นสีฟ้าใสสูงโปร่งที่เสิ่นชิวอิ่งไม่เคยเห็นมาก่อนอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นสดชื่นของใบสนและกลิ่นหอมของผืนดิน แตกต่างจากกลิ่นไอเสียและปูนคอนกรีตในเมืองใหญ่อย่างสิ้นเชิงเธอเช่าบ้านเก่าหลังหนึ่งที่มีลานเล็ก ๆ อยู่ชานเมืองของเมืองเล็กแห่งนี้ ภายในลานมีต้นเบิร์ชอายุนับสิบปีต้นหนึ่งทุกเช้า เธอตื่นขึ้นเพราะเสียงนกร้อง เพียงเปิดหน้าต่างก็จะเห็นแนวภูเขาไกลลิบทอดตัวดั่งหมึกเข้มเธอเริ่มใช้ชีวิตเหมือนชาวเมือง ออกไปซื้อผักสดที่ตลาด ทำอาหารกินเอง บางครั้งก็เรียนรู้การหมักผักกาดดองและเย็บผ้านวมหนา ๆ จากคุณป้าข้างบ้านบางครั้งเธอยังหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาเปิดอ่าน แต่เรื่องราวในอดีตเกี่ยวกับ “ปั๋วจิ่นเหยียน” และ “เสิ่นเจี๋ย” เมื่ออ่านแล้วกลับให้ความรู้สึกราวกับเป็นเรื่องของคนแปลกหน้า ไม่อาจทำให้หัวใจเกิดคลื่นอารมณ์มากนักการรักษาด้วยเอ็มอีซีที เปรียบเหมือนยางลบอ่อนโยนที่ค่อย ๆ ลบรอยความเจ็บปวดอันแหลมคมออกไป เหลือไว้เพียงร่องรอยจาง ๆเธอชอบชีวิตที่สงบเช่นนี้มากไม่ต้องทุ่มเทเพื่อใครอีก ไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกใครทอดทิ้ง ไม่ต้องมีชีวิตอยู่ท่ามกลางการเปรียบเทียบและความคับแค้นอีก







