登入“คุณหลินครับ นี่คือเอกสารยินยอมบริจาคร่างกาย คุณแน่ใจใช่ไหมครับว่าหลังจากเสียชีวิตแล้ว จะบริจาคร่างกายให้เราเพื่อเป็นอาจารย์ใหญ่” หลินลู่พยักหน้า ก่อนจะจรดปากกาเซ็นชื่อของตัวเองลงไปอย่างไม่ลังเล “ใช่ค่ะ” “อย่างมากอีกแค่หนึ่งเดือนฉันก็จะตาย ก่อนตายฉันจะติดต่อให้พวกคุณมาจัดการร่างของฉัน รบกวนด้วยนะคะ” พูดจบ เธอก็หยิบเอกสารบริจาคร่างกายขึ้นมา แล้วค่อย ๆ เดินออกจากคณะแพทยศาสตร์ไป เบื้องหลังของเธอ กลุ่มแพทย์ในชุดกาวน์สีขาวต่างขอบตาร้อนผ่าว พวกเขาค้อมตัวลงคำนับส่งเธอด้วยความเคารพอย่างสูงสุด เมื่อกลับถึงบ้านตระกูลเฉิง ทันทีที่หลินลู่ก้าวเท้าเข้าบ้าน เธอก็ได้ยินเสียงครางกระเส่าชวนวาบหวามดังแว่วมาจากด้านใน บนโซฟา เฉิงอวี่เซินกำลังทาบทับร่างของหญิงสาวหุ่นอ้อนแอ้นคนหนึ่งไว้ใต้ร่าง พลางซุกไซ้จุมพิตที่ซอกคอของหล่อน หญิงสาวถูกจูบจนส่งเสียงครางออกมาไม่ขาดสาย หญิงสาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าว่า: “ประธานเฉิงคะ ที่นี่มันเรือนหอของคุณกับคุณนายเฉิงไม่ใช่เหรอคะ? คุณพาฉันมาที่นี่ เพราะอยากจะบีบให้เธอหย่าหรือเปล่า?” เฉิงอวี่เซินในท่าทางเกียจคร้านหัวเราะเสียงต่ำ: “บีบให้เธอหย่าเหรอ? เป็นไปไม่ได้หรอก ไม่มีใครบอกเธอหรือไงว่าเธอคือแสงจันทร์ขาวของผม ผมรักเธอมาก... มากเสียจนยอมตายแทนได้เลยละ” หญิงสาวหลุดหัวเราะพรืดออกมา โดยคิดเพียงว่าเขาแค่จงใจพูดประชดประชัน จึงยิ่งโอบรอบคอเขาแน่นขึ้นกว่าเดิม
查看更多KABOOM!
The strike of yet another thunderstorm tore through the skies, forcing Amelie awake. Feeling lightheaded and hot, she managed to peel her eyes open, only to find that she was smothered underneath a stranger in a dimly lit room.
"Wh-Who are you?" Amelie struggled to ask not noticing her raspy voice soaked with seduce.
"Who do you think I am?" The man softly kissed her earlobe as he chuckled. His voice was deep and s*xy making her body feel a rush of heat.
Amelie couldn't help but clench her legs trying to rub away the strange itch between her thighs. Her brain was a muddle and her body was craving something, something bold but dangerous.
"Arh-" She moaned out as his lips fell down to her breasts. His kisses started going wild as his hands didn't stop caressing her but tracing down to her virgin land.
"P-Please don't..." Amelie begged as his finger thrust into her p*ssy. She finally sensed what was going to happen, "I'm not re..."
"It's too late woman." The man found her lips again as he sped up his finger inside her, "You should be ready when you climb onto my bed."
The intense pleasure overwhelmed her and the very next second, she felt his huge length coming into her womanhood. Amelie's eyes opened wide along with her mouth, yet not a single word escaped her dry throat. Instead, the man on top of her let out a moan of satisfaction.
It was a wild night. Smacking wet sounds echoed around the room mixing with their panting and p*ssionate moans. The man marked every inch of her dominantly while Amelie had no chance to see his face clearly. She only glimpsed the unique tattoos on his body when the lightning stroked.
Who was he? Or was this all just her dream?
Amelie wasn't sure how long had p*ssed before she was finally set free from this absurd dream. It felt so real that her entire body ached so much to the point where she couldn't even lift her hand. She wanted to get up but her eyes were unable to open. She felt somebody injecting a syringe into her arm which was followed by the sound of two familiar voices holding a conversation nearby.
They were that of her stepmother and stepsister!
"Are you sure that was the right dosage?" The voice that belonged to her stepsister Chloe asked.
"Does that matter?" Her stepmother Audrey sneered. "She has no more value for us now since she's not a virgin."
Amelie's heart stopped beating the moment those words escaped Audrey's mouth. She suddenly remembered that today was her mother's death anniversary. As her father strongly suggested, she finally agreed to hang out with Audrey and Chloe to lighten her mood. They had taken her out to a bar, bought her some drinks, and then...Everything was blank.
d*mn! They drugged her! What were they going to do next?
"As long as she dies, she'd no longer be able to get in the way of our future plans and try to claim the family inheritance," Audrey said coldly.
"That is true. And also, the money we'll get from her stupid father for her funeral would be more than enough to pay for anything we want."
Audrey clicked her tongue and asked. "Do you honestly believe that a man who hates his own daughter would provide money for a funeral? He'll probably just leave her body to rot in a mortuary.”
Amelie felt her heart tremble at hearing this. What did Chloe mean when she said that her father hated her? She tried once again to open her eyes or at least move her lips, but she failed. It was like her body had gone completely numb, making her feel even more terrified and frustrated at the same time.
As if she could sense her questions, Chloe spoke up. "You're right, Mom. Amelie is just a useless nerd. The only reason Daddy kept her was that he couldn't bear to waste the money he had spent on her. See, she finally earned him some price."
"Well, it's true. Who would have thought that selling a waste like her would be the only way to save his crumbling company." Audrey said and snickered.
Chloe chuckled. "I always hated that high and mighty attitude of hers.I can't wait to get her inheritance and start my vacation with it. We need to celebrate this joyful day!"
Amelie felt her heart clench in pain. The amount of pain she was feeling in her heart slowly overwhelmed what she was physically feeling.
Why? What did she do to deserve that? Did she really just exist to be used as a pawn by others? To be betrayed by the ones she once called family?!
"Oh we finally arrived," Audrey announced as the car stopped. "Let's finish this soon. It starts to rain. I hate rainy days."
Audrey turned to demand a black suit man beside them, "Dump her body into the river."
As the cold rain hit her skin and the sound of thunder roared overhead, Amelie was unable to talk or cry. The black suit man put her in a big bag and lifted her somewhere and with a splash, she was thrown into the water with the bag.
The water quickly sneaked in and took her air. Amelie wanted to escape but she had no strength. Slowly, she helplessly watched her world slip away into darkness.
Couldn't there be anyone to save her?
เฉิงอวี่เซินกุมมือหลินลู่ไว้โดยไม่ลังเล เพื่อส่งผ่านความเข้มแข็งไปให้เธอ: “ลองเชื่อใจผมดูสักครั้งได้ไหม? ตอนนี้ผมเริ่มลงทุนในการวิจัยยาแล้ว ผมเชื่อว่าอีกไม่นานจะต้องเห็นผลลัพธ์ คุณเชื่อใจผมนะ?”“หากผ่านไปหลายปีแล้ว อาการป่วยของคุณยังคงทรุดลง ผมก็จะทำตัวเองให้น่าเกลียดตามไปด้วย และเมื่อถึงวันที่คุณจากไป ผมก็จะตามคุณไปในทันที” เฉิงอวี่เซินคลี่ยิ้มบาง ๆ “คุณลืมไปแล้วเหรอ? ผมเคยบอกแล้วว่าผมรักคุณ รักมากจนยอมตายแทนคุณได้” เมื่อได้ยินประโยคนี้ ในที่สุดหลินลู่ก็หลุดหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา หลินลู่กลอกตาไปมาอย่างซุกซน พลางแสร้งพูดประชดว่า: “ถ้าคุณขี้เหร่ขึ้นมาเมื่อไหร่ ฉันก็ไม่ชอบคุณแล้วล่ะ” “ต่อให้ผมจะน่าเกลียดแค่ไหน ผมก็จะตามเกาะติดคุณเป็นตังเมเลย” เฉิงอวี่เซินรีบสำทับ มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่รู้ดีว่า สิ่งที่หลินลู่เพิ่งพูดออกมาเมื่อครู่นั้นคือการพูดประชดประชันในเชิงหยอกล้อ หลินลู่หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี เธอคีบอาหารเข้าปากอย่างเป็นธรรมชาติ “เฉิงอวี่เซิน ฉันจริงจังนะ คุณแน่ใจจริง ๆ ใช่ไหมที่จะอยู่เคียงข้างฉัน?” หลินลู่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเฉิงอวี่เซินด้วยความจริงจังอย่างท
เด็กสาวที่กองอยู่บนพื้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นชวีเสี่ยวเสวี่ยที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับหลินลู่หลายส่วน ในชาตินี้ ชวีเสี่ยวเสวี่ยเพิ่งจะเข้าเรียนชั้นมัธยมปลาย เมื่อขาดการสนับสนุนและคุ้มครองจากเฉิงอวี่เซิน เธอจึงไม่ได้ใช้ชีวิตเป็นนักเรียนที่สงบเสงี่ยมเจียมตัวอย่างที่ควรจะเป็น ฐานะทางบ้านของเธอย่ำแย่เกินไป ลำพังแค่จะส่งเสียให้เรียนจบมัธยมปลายยังแทบไม่ไหว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเรียนต่อมหาวิทยาลัยเลย ผิดกับในชาติก่อนที่ชวีเสี่ยวเสวี่ยขยันทำงานพิเศษควบคู่ไปกับการเรียน จนในที่สุดก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ และนั่นคือตอนที่เฉิงอวี่เซินมาพบเธอเข้า จนทำให้เธอได้มีชีวิตที่สุขสบายไร้กังวล ทว่าในชาตินี้ เพราะรูปร่างหน้าตาของเธอ เธอจึงถูกคนเลือกตัวไว้ล่วงหน้า และรอจังหวะที่จะถูกส่งตัวไปประเคนตรงหน้าเฉิงอวี่เซิน แต่ใครจะไปคาดคิดว่า เฉิงอวี่เซินกลับไม่แยแสแม้แต่นิดเดียว ซ้ำยังเดินหนีออกมาเสียดื้อ ๆ เฉิงอวี่เซินผละออกมาเพื่อไปตามนัดของหลินลู่ แต่ชวีเสี่ยวเสวี่ยไม่อาจยอมปล่อยให้เขาจากไปแบบนี้ได้ เธอไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องวิ่งตามเฉิงอวี่เซินไปภายใต้การบีบบังคับของเจ้านาย เฉิงอวี่เซินเพิ
หลินลู่ดีใจจนทำอะไรไม่ถูก เธออุ้มเจ้าแมวน้อยขึ้นมาหอมฟอดใหญ่สองที ราวกับตุนตุนจะสัมผัสได้ถึงความรักที่หลินลู่มีให้ มันร้องเหมียวอ้อนอย่างแสนหวาน ทั้งยังยกอุ้งเท้าเล็ก ๆ ขึ้นมาแตะ ๆ นวด ๆ บนใบหน้าของเธอเบา ๆ หลินลู่ดีใจสุดซึ้ง รีบหิ้วตุนตุนกับกล่องกลับบ้านด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน เธอโอบกอดเจ้าแมวน้อยไว้ ในใจรู้ดีว่านอกจากเฉิงอวี่เซินแล้ว คงไม่มีใครทำเรื่องแบบนี้ หลินลู่เข้าใจดีว่า นี่คือวิธีที่เฉิงอวี่เซินกำลังบอกกับเธอเป็นนัยว่า “เชื่อผมเถอะนะ ครั้งนี้เราจะเลี้ยงตุนตุนให้โตไปด้วยกัน”ทว่าภาพจำเกี่ยวกับชะตากรรมของตุนตุนในชาติก่อนยังคงติดตา ตราบใดที่เฉิงอวี่เซินยังอยู่ข้างกาย หลินลู่ก็อดกังวลไม่ได้ว่าตุนตุนจะต้องมารับเคราะห์ร้ายโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่อีกหรือไม่ เธออุ้มแมวน้อยอยู่นานแสนนาน ก่อนจะตัดสินใจว่าเมื่อเลี้ยงมันให้โตกว่านี้อีกสักหน่อย จะหาคนที่ไว้ใจได้มารับเลี้ยงมันไป หากอยู่ข้างกายเธอ ไม่รู้ว่าวันไหนมันอาจจะต้องเจ็บตัว หรือแม้กระทั่งตัวเธอเองที่เป็นเจ้าของก็ยังไม่รู้ว่าจะอยู่ดูแลมันไปจนสิ้นอายุขัยได้ไหม สู้ไม่เลี้ยงเสียตั้งแต่แรกยังจะดีกว่า หลินลู่โอบอุ้มแมวน้อยที่แสนเ
หลังจากผ่านเหตุการณ์เรื่องยาจีนมาด้วยกัน กำแพงที่เคยขวางกั้นระหว่างหลินลู่และเฉิงอวี่เซินดูเหมือนจะทลายลงไปหลายส่วนอย่างไม่รู้ตัว เมื่อมองใบหน้าที่ซีดเซียวไร้สีเลือดของเขา หลินลู่ก็ได้แต่ลอบคิดในใจว่า... เฉิงอวี่เซิน คุณนี่ช่างรู้วิธีทำให้ฉันใจอ่อนจริง ๆ เฉิงอวี่เซินรับรู้ได้ถึงท่าทีที่โอนอ่อนลงของหญิงสาว เขาจึงถือโอกาสรุกไล่ทันที: “แน่นอน ผมจริงจังที่สุด”“ครั้งนี้ ผมจะส่งมอบทุกอย่างในชีวิตให้คุณเป็นคนดูแล ให้คุณเป็นคนบงการแต่เพียงผู้เดียว” เขาโน้มตัวลงมาจนหน้าผากแตะกับหน้าผากของหลินลู่ สบประสานสายตาด้วยความสัตย์จริงเต็มเปี่ยม ก่อนจะกล่าวต่อ: “เรื่องราวในชาติก่อน เราลืมมันไปให้หมดดีไหม? ชาตินี้เรามาเริ่มต้นกันใหม่ เราจะไม่ปิดบัง และจะไม่โกหกกันอีก”หลินลู่หลบสายตาด้วยความประหม่าและทำตัวไม่ถูก “ฉัน... ฉันยังไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลย!” พูดจบ เธอก็รีบย่อตัวมุดหนีจากพันธนาการของเขา แล้วรีบเปิดประตูหนีเข้าบ้านไปด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อมองตามแผ่นหลังที่วิ่งหนีไปราวกับกระต่ายตัวน้อย เฉิงอวี่เซินก็หลุดขำออกมาเบา ๆ แผนเจ็บตัวเรียกความสงสารนี่ได้ผลจริง ๆ ด้วย อย่างน้อ
คำตอบของคำถามนี้ แทบไม่ต้องเสียเวลาคิดให้มากความเลย หากเธอตั้งใจแต่แรกว่าจะทำให้เฉิงอวี่เซินเจ็บปวด และฉุดรั้งเขาให้จมดิ่งลงสู่ก้นเหวไปพร้อมกับเธอละก็ ในตอนนั้น เขาคงไม่มีทางบอกเลิกกับเธอหรอก บางที... ตอนนี้อาจถึงเวลาที่เหมาะสมแล้ว เวลานี้คือช่วงที่เฉิงอวี่เซินเกลียดชังเธอถึงขีดสุด ดังนั้น ต่อ
เจ้าแมวตัวนี้พวกเขาเก็บมาเลี้ยงด้วยกันเมื่อหลายปีก่อนในตอนที่ยังรักกันดีตอนที่พบมันครั้งแรก มันอายุยังไม่ถึงสามเดือนเสียด้วยซ้ำ ทั้งผอมโซและตัวเล็กจ้อย พวกเขาช่วยกันอาบน้ำ ชงนมแพะให้มันกิน ประคบประหงมเลี้ยงดูจนมันเติบโตมาจนอ้วนท้วนสมบูรณ์น่ารักอย่างในวันนี้ ในตอนนั้น เฉิงอวี่เซินเคยบอกว่า เมื่
กว่าจะจัดการอาบน้ำให้เธอจนเสร็จ หลินลู่ก็ตัวเปียกปอนไปหมดทั้งร่าง ชวีเสี่ยวเสวี่ยจงใจหาเรื่องรังแกเธอชัด ๆ เดี๋ยวก็บ่นว่าน้ำเย็นไป เดี๋ยวก็ว่าน้ำร้อนเกินไป ไม่ใช้ให้ไปรินน้ำชา ก็จะเรียกกินผลไม้ แต่ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเรียกร้องอะไร หลินลู่ก็ยอมก้มหน้าก้มตาทำตามแต่โดยดีโดยไม่ปริปากบ่น ความอ่อนแอที่ดู
สายน้ำจากก๊อกยังคงไหลรินไม่ขาดสาย หลินลู่มองหลังมือของตนที่ถูกลวกจนแดงก่ำ หยาดน้ำตาเม็ดโตพรั่งพรูลงมาอย่างต่อเนื่อง เธอจะมานั่งเสียใจทำไมกัน ในเมื่อผลลัพธ์แบบนี้ไม่ใช่หรือที่เธอต้องการ? ต่อให้เธอตายลงตรงหน้าเขา เขาก็คงไม่หลั่งน้ำตาให้สักหยด นี่คือสิ่งที่เธอปรารถนาให้เป็นมาตั้งแต่ต้น เธอควรจะรู้ส






評論