Share

บทที่ 8

Author: ตูอิน
เมื่อลืมตาขึ้น แสงสีขาวในโรงพยาบาลก็สาดเข้าตาจนพร่ามัว

เสิ่นชิวอิ่งปวดศีรษะราวกับจะแตก พยายามฝืนลุกขึ้น แต่กลับพบว่าทั้งร่างขยับไม่ได้

พอก้มลงมอง ก็เห็นว่าร่างกายของตัวเองถูกสายรัดมัดไว้แน่น

ตอนที่เธอไปรักษา เธอเคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน มันใช้กับผู้ป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยที่อารมณ์รุนแรงทำร้ายตัวเองหรือคนอื่น

แต่ทำไมเธอถึงถูกมัดไว้แบบนี้

ในตอนนั้นเอง ประตูก็เปิดออก

ปั๋วจิ่นเหยียนค่อย ๆ เดินเข้ามาตรงหน้า เขาไม่พูดอะไร เพียงแต่มองเธอด้วยสีหน้าซับซ้อน

“ปั๋วจิ่นเหยียน ปล่อยฉัน”

ปั๋วจิ่นเหยียนส่ายหน้า “ชิวอิ่ง เสี่ยวเจี๋ยได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างหนัก หมอบอกว่าโอกาสฟื้นตัวมีน้อยมาก”

เสิ่นชิวอิ่งย้อนถาม “แล้วไง ฉันบอกแล้วว่าเรื่องของเสิ่นเจี๋ยไม่เกี่ยวกับฉัน”

“ฉันไม่มีเหตุผลต้องทำเรื่องพวกนั้นกับเธอ”

แววสำนึกผิดที่เหลืออยู่ในดวงตาของปั๋วจิ่นเหยียนหายไปจนหมด “เธอยังดื้อรั้น ไม่ยอมสำนึกผิด”

“ในเมื่อเป็นแบบนี้ ฉันก็ไม่จำเป็นต้องออมมือ”

“เธอก็ลองสัมผัสความทรมานของการรักษาโรคซึมเศร้าดู ถือซะว่าเป็นการชดเชยให้เสี่ยวเจี๋ย”

พูดจบ ปั๋วจิ่นเหยียนก็เซ็นเอกสารยินยอมที่หมอยื่นมาให้

“รบกวนคุณหมอด้วย เริ่มการรักษาได้เลย”

เขาไม่แม้แต่จะมองเสิ่นชิวอิ่งอีกสักครั้ง

เสิ่นชิวอิ่งเห็นหมอกำลังเตรียมเครื่องช็อตไฟฟ้า ดวงตาแทบถลนออกมา

เธอตะโกนเรียกชื่อปั๋วจิ่นเหยียนสุดเสียง

แต่ปั๋วจิ่นเหยียนไม่หันกลับมา และไม่ลังเลแม้แต่น้อย เปิดประตูเดินออกไป

เสิ่นชิวอิ่งมองหมอที่ยิ้มอย่างน่าหวาดหวั่น พลางถือเครื่องช็อตไฟฟ้าเดินเข้ามาหาเธอ

“คุณเสิ่นใช่ไหม มีคนฝากผมดูแลคุณเป็นพิเศษ”

“วางใจได้เลย รับรองว่าพอคุณออกไปจากที่นี่ ร่างกายจะไม่มีตรงไหนที่ไม่บาดเจ็บ”

เธอมองดูเขาค่อย ๆ นำเครื่องมือเข้าไปแนบที่ขมับทั้งสองข้างของเธอ

จากนั้นกระแสไฟฟ้าก็พุ่งผ่านร่างอย่างรุนแรง

“อ๊ากกกกกก”

เธออดกรีดร้องออกมาไม่ได้

ที่แท้การช็อตไฟฟ้ามันเจ็บขนาดนี้เอง ตอนรักษาด้วยเอ็มอีซีที เธอถูกวางยาสลบ จึงไม่เคยรู้สึก

เจ็บเหลือเกิน ๆ

เธออยากดิ้นรน แต่ขยับตัวไม่ได้

เธออยากอ้าปากถาม อยากด่า แต่พออ้าปากกลับพบว่าไม่มีแม้แต่แรงจะเปล่งเสียง

เธอจะด่าใครหรือจะถามความยุติธรรมจากใคร

จะด่าปั๋วจิ่นเหยียนที่เปลี่ยนใจไปแล้วหรือเสิ่นเจี๋ยที่เห็นแก่ตัว

หรือจะด่าแม่ที่มอบแต่ความทุกข์ให้เธอ แต่ก็เป็นคนเลี้ยงเธอจนโต หรือพ่อที่ทอดทิ้งแม่ลูกสองคน แล้วหนีไปกับเมียน้อย

ครึ่งชีวิตแรกของเสิ่นชิวอิ่งผ่านมาท่ามกลางความแค้นและความเจ็บปวด

ตอนนี้เธอเหนื่อยแล้ว เธอไม่อยากคิดเรื่องพวกนี้อีกแล้ว

กระแสไฟฟ้าครั้งต่อมามาถึงตามกำหนด ร่างของเธอสั่นกระตุกอย่างควบคุมไม่ได้

หลังจากการช็อตไฟฟ้าครั้งนี้สิ้นสุดลง เธอหมดเรี่ยวแรง นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง

น้ำตาไหลออกมาจากหางตา

เธอปลอบตัวเองว่าอดทนอีกหน่อยก็พอ อีกไม่นานเธอก็จะไปจากที่นี่แล้ว

เจ็ดวันต่อมา เธอได้รับการปล่อยตัว

เสิ่นชิวอิ่งมีสีหน้าเหม่อลอย แม้เห็นปั๋วจิ่นเหยียนปรากฏตัว ก็ไม่มีปฏิกิริยาใด

ปั๋วจิ่นเหยียนเรียกชื่อเธอเบา ๆ แล้วหยิบเสื้อคลุมมาคลุมให้

“ชิวอิ่ง... ฉันจะพาเธอกลับบ้าน”

เสิ่นชิวอิ่งสีหน้าไร้อารมณ์ ก่อนจะปัดเสื้อคลุมทิ้งลงพื้น แล้วสะบัดมือของปั๋วจิ่นเหยียนออก

เธอขยับริมฝีปาก เสียงแหบพร่า

“ไปเถอะ ปั๋วจิ่นเหยียน ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณอีก”

ปั๋วจิ่นเหยียนมองเสื้อคลุมที่ตกอยู่บนพื้น ความรู้สึกในใจยากจะบรรยาย

“ฉันรู้ว่าเธอต้องโกรธฉัน แต่เธอต้องเชื่อฉัน ฉันทำไปเพราะหวังดีกับเธอจริง ๆ”

“ทำอะไรก็ต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา ฉันปล่อยให้เธอรังแกน้องสาวของตัวเองไม่ได้”

“ชิวอิ่ง ฉันจะชดเชยให้เธออย่างดี...”

เสิ่นชิวอิ่งไม่พูดอะไรอีกเพราะพูดไปก็ไม่มีประโยชน์

เธอไม่อยากเห็นปั๋วจิ่นเหยียนอีก กำลังคิดว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เขาตามเธอมา

ในตอนนั้นเอง โทรศัพท์ของปั๋วจิ่นเหยียนก็ดังขึ้น

สายตาของเขาเหลือบไปเห็นชื่อคนโทรเข้า มือที่กำลังจะกดตัดสายก็ชะงัก ก่อนจะรับสาย

เสียงของเสิ่นเจี๋ยดังขึ้น

“พี่จิ่นเหยียน พี่ไปไหน”

“หนูตื่นมาแล้วไม่เห็นพี่ หนูกลัวมาก”

“พี่จะทิ้งหนูเหมือนพ่อ แม่ แล้วก็พี่สาวใช่ไหม”

น้ำเสียงของปั๋วจิ่นเหยียนอ่อนโยน“จะเป็นไปได้ยังไง ฉันแค่... มีธุระกะทันหัน”

“ฉันออกมาธุระข้างนอก จำเป็นต้องมา เดี๋ยวก็กลับไปอยู่เป็นเพื่อนเธอ”

เสิ่นชิวอิ่งได้ยินเสียงร้องไห้ของเสิ่นเจี๋ยจากปลายสายอย่างชัดเจน

“พี่จิ่นเหยียน หนูกลัวจริง ๆ”

ปั๋วจิ่นเหยียนไม่สนใจอย่างอื่นอีก พูดเพียงว่า “ฉันจะรีบกลับไป”

เสิ่นชิวอิ่งรับรู้ได้ถึงสายตาที่เขามองมายังเธอ ราวกับอยากพูดอะไรแต่ก็พูดไม่ออก

เธอพูดเรียบ ๆ “คุณกลับไปเถอะ ฉันเรียกแท็กซี่เองได้”

ปั๋วจิ่นเหยียนเห็นสีหน้าที่ไม่แยแสของเสิ่นชิวอิ่ง เขาอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อนึกถึงเสิ่นเจี๋ยที่กำลังสติแตก

สุดท้ายก็เลือกรีบกลับโรงพยาบาลก่อน

เสิ่นชิวอิ่งเรียกแท็กซี่ไปยังศูนย์บำบัด เพื่อเข้ารับการรักษาด้วยเอ็มอีซีที เป็นครั้งสุดท้าย

หลังจากหลับตาลง พยาบาลก็พูดกับเธออย่างอ่อนโยน

“คุณเสิ่น ผ่อนคลายนะคะ นี่เป็นการรักษาครั้งสุดท้ายแล้ว”

“หวังว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกันที่นี่ และหวังว่าชีวิตของคุณหลังจากนี้จะมีแต่ฤดูใบไม้ผลิ”

เสิ่นชิวอิ่งไม่พูดอะไร ในวินาทีสุดท้ายก่อนฤทธิ์ยาสลบจะออกฤทธิ์เต็มที่ หยดน้ำตาหยดหนึ่งก็ไหลลงมาจากหางตาของเธอ

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ใจติดเงาในอดีต   บทที่ 24

    ปั๋วจิ่นเหยียนเงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดง พร้อมความหวังสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่พวกเขานั่งอยู่ในลานเล็ก ๆ ของที่พัก บนม้านั่งหินเย็นเฉียบเสิ่นชิวอิ่งไม่อ้อมค้อม เอ่ยขึ้นตรง ๆ“คุณปั๋ว ฉันเคยเข้ารับการรักษาด้วยเอ็มอีซีที เพื่อให้ลืมเรื่องบางอย่างที่เจ็บปวดเกินไป”“ถึงในสมุดบันทึกจะจดบันทึกเรื่องราวบางส่วนเอาไว้ แต่สำหรับฉัน มันก็เหมือนเรื่องของคนอื่นในชาติที่แล้ว ฉันไม่อาจสัมผัสได้ถึงความรักที่คุณพูดถึง และก็ไม่รู้สึกถึงความเกลียดชังที่คุณพูดถึง”เธอหยุดเล็กน้อย มองไปยังแสงไฟอบอุ่นของโฮมสเตย์ที่อยู่ไกลออกไป น้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่นขึ้น“ตอนนี้ฉันมีความสุขมาก เฉินโม่ดีกับฉันมาก ชีวิตที่นี่ทำให้ฉันรู้สึกสงบและพึงพอใจ นี่คือทุกสิ่งที่ฉันต้องการ”“เพราะฉะนั้น ได้โปรด...ปล่อยมือเถอะ”เธอหันกลับมา มองเขาด้วยดวงตาที่ใสกระจ่าง“อย่าพยายามปลุกความทรงจำอะไรขึ้นมาอีกเลย ต่อให้ฉันจำได้ ความเจ็บปวดเหล่านั้นก็จะกลับมาด้วย คุณต้องการให้ฉันเป็นแบบนั้นเหรอ”ปั๋วจิ่นเหยียนราวกับถูกสายฟ้าฟาดเขาต้องการให้เธอจำได้อย่างนั้นเหรอจำการทรยศของเขา จำแผนการของเสิ่นเจี๋ย จำวันที่เธอต

  • ใจติดเงาในอดีต   บทที่ 23

    เสิ่นชิวอิ่งมองเขา แววตาใสกระจ่าง แต่แฝงไว้ด้วยระยะห่างที่ชัดเจนเธอส่ายหน้าเบา ๆ น้ำเสียงสงบนิ่งเสียจนแทบโหดร้าย“คุณผู้ชาย คุณจำคนผิดหรือเปล่า ฉันไม่รู้จักคุณ”เธอหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อ“อีกอย่าง ที่นี่คือบ้านของฉัน ฉันจะไม่ไปไหน”คำว่า “คุณผู้ชาย” สามคำนั้น เหมือนเข็มเย็นเฉียบสามเล่ม ทิ่มแทงเข้าไปในหัวใจของปั๋วจิ่นเหยียนเธอไม่รู้จักเขา... เธอบอกว่าที่นี่ต่างหากคือบ้านของเธอ...ความสิ้นหวังและความหวาดกลัวมหาศาล ถาโถมเข้าท่วมเขาราวกับคลื่นยักษ์ เขาออกตามหาเธออย่างยากลำบาก ทนทุกข์ทรมานราวกับตกนรก กว่าจะหาเธอพบ แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นเพียงคำว่า “ไม่รู้จัก” ที่แผ่วเบาเช่นนี้เฉินโม่ยกมือขึ้น โอบไหล่ของเสิ่นชิวอิ่งเบา ๆ ก่อนเอ่ยไล่แขกอย่างสุภาพ“คุณผู้ชาย ถ้าคุณไม่ได้มาพัก กรุณาอย่ารบกวนแขกของผม แล้วก็...คู่หมั้นของผม”คู่หมั้น...ร่างของปั๋วจิ่นเหยียนโคลงอย่างแรง ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษในพริบตาเขาจ้องเสิ่นชิวอิ่งเขม็ง หวังจะหาความเสแสร้งแม้เพียงนิดบนใบหน้าของเธอ แต่กลับเห็นเพียงเธอขยับเข้าไปใกล้เฉินโม่เล็กน้อย นั่นคือความไว้วางใจและการพึ่งพาอย่างหมดหัวใจเขามาแล้ว แต่กล

  • ใจติดเงาในอดีต   บทที่ 22

    เสิ่นชิวอิ่งและเฉินโม่ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เหมือนฤดูใบไม้ผลิของเหลียวเฉิง หิมะและน้ำแข็งละลาย ทุกสรรพสิ่งฟื้นคืนชีวิต ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและอบอุ่นไม่มีคำสารภาพรักที่สะเทือนฟ้าสะเทือนดิน เพียงเย็นวันหนึ่งยามพระอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า หลังจากทั้งสองตรวจเส้นทางเดินป่าที่เพิ่งเปิดใหม่เสร็จและกำลังเดินกลับ เฉินโม่จับมือเธอขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ เสิ่นชิวอิ่งชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะผ่อนคลาย แล้วกระชับมือเขากลับไออุ่นที่ส่งผ่านปลายนิ้ว แทนทุกถ้อยคำนับจากวันนั้น ชีวิตก็ราวกับแช่อยู่ในน้ำผึ้งทั้งสองช่วยกันดูแลโฮมสเตย์ วางแผนเส้นทางท่องเที่ยว และต้อนรับแขกจากทั่วทุกสารทิศเวลาว่าง เฉินโม่จะขี่มอเตอร์ไซค์พาเธอเข้าไปกลางทุ่งหญ้า ชมดอกไม้ป่าที่เบ่งบานหรือเวลาที่เธอก้มหน้าทำงานอยู่ เขาก็จะยื่นชาหอมหมื่นลี้แก้วโปรดให้เธออย่างเงียบ ๆรอยยิ้มบนใบหน้าของเสิ่นชิวอิ่งมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ความผ่อนคลายและความสุขที่เปล่งออกมาจากหัวใจ ทำให้ทั้งตัวเธอเปล่งประกายอ่อนโยนเธอแทบจะลืมอดีตที่เคยถูกปกคลุมด้วยหมอกนั้นไปแล้ว สมุดบันทึกถูกเก็บไว้ก้นกล่อง มีฝุ่นจับหนา เหลียวเฉิง แสงเหนือแห่งแดนเห

  • ใจติดเงาในอดีต   บทที่ 21

    เมื่อเผชิญกับจำนวนนักท่องเที่ยวและความสนใจที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน เสิ่นชิวอิ่งและเฉินโม่จึงต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดยิ่งกว่าเดิมทั้งคู่ช่วยกันหารือว่าจะปรับปรุงการบริการอย่างไร จะรับมือกับการสัมภาษณ์ของสื่ออย่างไร และจะตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น โดยยังคงเอกลักษณ์ของโฮมสเตย์ไว้ได้อย่างไรจากการได้ใช้ชีวิตร่วมกันทุกวัน เสิ่นชิวอิ่งรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า เฉินโม่ไม่คิดปิดบังความรู้สึกที่มีต่อเธออีกต่อไปเขาจำได้ว่าเธอกระเพาะไม่ดี ทุกเช้าจึงอุ่นนมหนึ่งแก้วให้เธออย่างเงียบ ๆเวลาที่เธออดนอนจัดการเอกสารจนดึก เขาจะแอบวางโคมไฟถนอมสายตาและผลไม้ที่หั่นไว้เรียบร้อยลงข้างมือเธอเวลานักท่องเที่ยวแซวเล่นว่า “เจ้าของกับเจ้าของสาวเหมาะกันจริง ๆ” ใบหูของเขาจะแดงเรื่อ แต่ไม่เคยปฏิเสธ เพียงแอบมองเธอเงียบ ๆความรู้สึกเช่นนี้ เป็นความอบอุ่นที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา และค่อย ๆ ซึมซาบเหมือนสายน้ำหัวใจที่เคยถูกแช่แข็งของเสิ่นชิวอิ่ง ท่ามกลางแสงแดดอันบริสุทธิ์และสายน้ำจากหิมะแห่งเหลียวเฉิง ภายใต้ความห่วงใยที่ซื่อตรงแม้จะไม่ชำนาญของเฉินโม่ ค่อย ๆ ละลายลงทีละน้อยเธอเริ่มพบว่าตัวเอง

  • ใจติดเงาในอดีต   บทที่ 20

    จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงปีนั้น เหลียวเฉิงได้พบกับปรากฏการณ์แสงเหนือที่เกิดขึ้นอย่างคึกคักที่สุดในรอบหลายสิบปีม่านแสงสีเขียวและม่วงอันงดงามพลิ้วไหวอยู่บนท้องฟ้ายามค่ำคืน ราวกับความฝันเสิ่นชิวอิ่งคว้าโอกาสนี้ไว้ได้อย่างเฉียบคมเธอเร่งทำงานล่วงเวลา จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์และวิดีโอในหัวข้อ “ตามล่าแสงเหนือแห่งแดนเหนือ” พร้อมติดต่อบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวที่เคยร่วมงานกันมาก่อน เปลี่ยนโฮมสเตย์ “แสงเหนือแห่งแดนเหนือ” ให้กลายเป็นจุดชมแสงเหนือชั้นเยี่ยม“มาแสงเหนือแห่งแดนเหนือ นอนดูแสงเหนือได้จากบนเตียง” ประโยคนี้เต็มไปด้วยแรงดึงดูดเพียงชั่วเวลาไม่นาน เมืองเล็กที่เคยเงียบเหงาก็มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาเพื่อตามล่าแสงเหนือส่วนโฮมสเตย์ “แสงเหนือแห่งแดนเหนือ” ที่เตรียมพร้อมไว้อย่างดี ก็มีผู้เข้าพักเต็มแทบทุกวัน คิวจองยาวไปถึงสองเดือนข้างหน้าเฉินโม่ยุ่งจนแทบไม่มีเวลาแตะพื้น ส่วนเสิ่นชิวอิ่งก็รับผิดชอบทุกอย่างทั้งงานหน้าและหลัง ตั้งแต่ต้อนรับแขก วางแผนกิจกรรม ไปจนถึงบางครั้งเมื่อคนไม่พอ เธอก็ยังลงมือเข้าครัวเองแม้จะยุ่งมาก แต่ใบหน้าของเธอกลับเปล่งปลั่งด้วยเลือดฝา

  • ใจติดเงาในอดีต   บทที่ 19

    ท้องฟ้าของเหลียวเฉิง เป็นสีฟ้าใสสูงโปร่งที่เสิ่นชิวอิ่งไม่เคยเห็นมาก่อนอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นสดชื่นของใบสนและกลิ่นหอมของผืนดิน แตกต่างจากกลิ่นไอเสียและปูนคอนกรีตในเมืองใหญ่อย่างสิ้นเชิงเธอเช่าบ้านเก่าหลังหนึ่งที่มีลานเล็ก ๆ อยู่ชานเมืองของเมืองเล็กแห่งนี้ ภายในลานมีต้นเบิร์ชอายุนับสิบปีต้นหนึ่งทุกเช้า เธอตื่นขึ้นเพราะเสียงนกร้อง เพียงเปิดหน้าต่างก็จะเห็นแนวภูเขาไกลลิบทอดตัวดั่งหมึกเข้มเธอเริ่มใช้ชีวิตเหมือนชาวเมือง ออกไปซื้อผักสดที่ตลาด ทำอาหารกินเอง บางครั้งก็เรียนรู้การหมักผักกาดดองและเย็บผ้านวมหนา ๆ จากคุณป้าข้างบ้านบางครั้งเธอยังหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาเปิดอ่าน แต่เรื่องราวในอดีตเกี่ยวกับ “ปั๋วจิ่นเหยียน” และ “เสิ่นเจี๋ย” เมื่ออ่านแล้วกลับให้ความรู้สึกราวกับเป็นเรื่องของคนแปลกหน้า ไม่อาจทำให้หัวใจเกิดคลื่นอารมณ์มากนักการรักษาด้วยเอ็มอีซีที เปรียบเหมือนยางลบอ่อนโยนที่ค่อย ๆ ลบรอยความเจ็บปวดอันแหลมคมออกไป เหลือไว้เพียงร่องรอยจาง ๆเธอชอบชีวิตที่สงบเช่นนี้มากไม่ต้องทุ่มเทเพื่อใครอีก ไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกใครทอดทิ้ง ไม่ต้องมีชีวิตอยู่ท่ามกลางการเปรียบเทียบและความคับแค้นอีก

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status