Masukบ้านกิตติขจรรุ่งโรจน์
เตอร์ที่ตื่นขึ้นมาจากการหลับไปหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่เขาเองก็ไม่ทราบเช่นกันว่าวิคเตอรฺเป็นอะไรจึงต้องมานอนที่โรงพยาบาลแต่กรณีของเขา เขาจำได้ว่าถูกรถบรรทุกชนเสียงดังสนั่นแล้วภาพทุกอย่างก็มืดดับไป
“นี่มันเรื่องจริงหรือวะ…” เขาพึมพำแล้วไล่ตบหน้าของตัวเองหลายต่อหลายครั้งรู้สึกเจ็บแต่ไม่สนอะไรเท่าไหร่เพราะในหัวมันสับสนวุ่นวายเกินกว่าจะสนใจความเจ็บ
แต่เสียงเรียกจากด้านนอกทำให้เตอร์สะดุ้งและเงยหน้าขึ้นทันที
“วิคเตอร์ เป็นอะไรหรือเปล่าลูก?” เสียงนุ่ม ๆ ของหญิงวัยกลางคนดังเข้ามา มือของเขาเกร็งอยู่ชั่วขณะก่อนจะค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้น
เตอร์พยายามปรับสีหน้าให้ดูปกติที่สุดทั้ง ๆ ที่ใจเต้นรัวไม่หยุด เหมือนกำลังพยายามยับยั้งความตื่นตระหนก เตอร์ยังไม่ชินกับเหตุการณ์นี้อยู่ดี ตอนที่เขาตื่นขึ้นมาที่โรงพยาบาล เขางงหนักกว่านี้
เตอร์นึกย้อนไปในตอนนั้นที่เขาตื่นขึ้นมาพ่อแม่ของวิคเตอร์มีท่าทางเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด ทีมแพทย์เข้ามาตรวจอาการของเขา เตอร์ตอบคำถามหมอได้บ้างไม่ได้บ้าง อยู่ตรวจร่างกายอย่างละเอียดจนมั่นใจว่าปกติแพทย์จึงให้กลับบ้านได้ โดยแพทย์ระบุว่าวิคเตอร์มีการความทรงจำขาดหายไปบางช่วง ต้องใช้เวลาในการดูอาการต่อเนื่องและนัดติดตามอาการตามวันนัดที่กำหนด
และในวันนั้นเอง
แอ๊ด...เสียงเปิดประตูเข้ามาในห้องพักคนไข้ VIP มีชายหนุ่มรูปร่างสูง ผิวขาว หน้าตาหล่อเดินเข้ามาในห้องพักพร้อมดอกไม้ช่อใหญ่และพ่อแม่วิคเตอร์รีบเข้าไปทักทายที่โซนรับแขก เตอร์นอนอยู่บนเตียงที่มีเจ้าหน้าที่พยาบาลกำลังทำการตรวจวัดชีพจรให้ เมื่อพยาบาลออกจากห้องไป
“พี่นนท์มาหาวิคเตอร์นะครับแต่พี่นนท์ติดธุระก็เลยฝากดอกไม้ไว้นะ”
“ใครครับ”
“พี่นนท์ รัชชานนท์ คู่หมั้นของวิคเตอร์ค่ะ”
เมื่อเตอร์ได้ยิยดังนั้นตกตะลึงซ้ำเข้าไปอีก เมื่อตัวเองเข้ามาอยู่ในร่างชายหนุ่มอีกคนแถมมีคู่หมั้นเป็นผู้ชายอีกด้วย เตอร์บอกตัวเองว่า ‘จะรับไม่ไหวแล้ว’แต่เขาก็เลือกที่จะนิ่งและปล่อยให้ผู้คนรอบข้างเคลื่อนไปตามปกติ ส่วนตัวเขาของนิ่งเพื่อเรียกสติก่อน
หลังออกจากโรงพยาบาล เตอร์เริ่มปรับตัวกันสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ความไม่คุ้นเคย เรียกว่า ไม่เคยพบมาก่อนและเขาคิดว่าเขาจะต้องเอาตัวรอดให้ได้
หญิงวัยกลางคนตรงหน้าสวมชุดเชิ้ตลายดอกอ่อน ๆ ผูกเอวบาง ๆ ยังยิ้มอ่อนโยนให้เขา ใบหน้าของเธอแม้จะมีร่องรอยวัยแต่ก็ยังดูสดใสเหมือนสาวรุ่นใหม่
“เป็นอะไรหรือเปล่าลูก ทำไมเหงื่อเต็มหน้าแบบนั้น” เธอก้าวเข้ามาใกล้มืออ่อนโยนแตะเกลี่ยเหงื่อบนหน้าของเตอร์
“ปะ…เปล่าครับ แค่ร้อนนิดหน่อย” เตอร์เผลอยิ้มแก้เก้อ กึกกักในใจ เขาพูดเสียงเบาแอบหวั่นใจว่าตัวเองจะหลุดปากพูดเรื่องที่เกิดขึ้น
หญิงตรงหน้าหัวเราะเบา ๆ ก่อนเอื้อมมือเก็บเหงื่อบนหน้าของเขา
“งั้นไปอาบน้ำและลุกมาทานข้าวเช้านะลูก…มีแต่ของโปรดวิคเตอร์ทั้งนั้นเลย” เธอยิ้มอีกครั้งแล้วก้าวถอยไป
เตอร์พยักหน้าเบา ๆ ก่อนปิดประตูตามหลังใบหน้าของเขาแนบชิดประตูหลังปิดลงแล้วเหม่อลอยมองไปยังแสงเช้าที่ลอดเข้ามาจากหน้าต่าง
“เกิดอะไรขึ้นวะ…” เขาพึมพำมือยังคงกุมขมับร่างกายยังสั่นเพราะความงงงวยจากความทรงจำของวิคเตอร์เข้ามาแทรกในความทรงจำของเขาเล็กน้อย
หลังอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยเตอร์เดินลงมาข้างล่างชายหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องนั่งเล่นที่กว้างใหญ่และหรูหรา ไม่คิดว่าจะได้มีโอกาสเหยียบเข้ามาที่นี่ บ้านที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สวยงามทุกมุมดูสะอาดและเรียบร้อยจนเกือบรู้สึกอึดอัด
“มาแล้วเหรอลูก” เสียงทุ้มของชายวัยกลางคนดังขึ้นเตอร์หันไปตามเสียง มองชายหนุ่มสูงวัยที่ยิ้มบาง ๆ แล้วพับหนังสือพิมพ์ตรงหน้า
“มาเร็วลูก…อะไรกัน ทุกทีจะลงมาก่อนตลอดพ่อแม่ไม่ค่อยได้เห็นหน้า” ชายหนุ่มพูดพร้อมหัวเราะเบา ๆ เตอร์ค่อย ๆ เดินช้า ๆ เข้าไปก่อนจะเลื่อนเก้าอี้นั่ง
สายตาของเขากวาดมองไปรอบ ๆ ห้องอีกครั้งพยายามทำตัวเหมือนปกติแต่หัวใจยังเต้นแรงเหมือนจะระเบิด
“ดูเหมือนคนไม่สบายจริง ๆ อย่างที่แม่แกว่าจริง ๆ” ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้น มือวางบนโต๊ะหนังสือเตอร์พยักหน้าเบา ๆ ก่อนตักโจ๊กหมูเข้าปากแต่รสชาติแทบไม่ผ่านความคิดในหัวเขา
“จริงลูก หลังจากออกจากโรงพยาบาลได้คุยกับพี่นนท์บ้างไหม อีกไม่นานก็จะแต่งงานกันแล้ว”
“ควรสนิทกับพี่เขาไว้หน่อยนะ” เสียงพ่อเอ่ยจบประโยค
เตอร์ถึงกับช็อคสีหน้าซีดเผือดใบหน้าเกร็งมือที่จับช้อนก็สั่นเล็กน้อย
“ตะ…แต่งงานในอีกไม่งานเหรอครับ” เขาทวนซ้ำด้วยน้ำเสียงสั่นมือจับขอบโต๊ะแน่นใบหน้าเต็มไปด้วยความตกใจ
“เดือนหน้าแต่วันที่จะบอกอีกที”
“ทำไมต้องเร็วขนาดนั้นครับ”
“เพราะธุรกิจของเราต้องการให้ฝั่งนั้นช่วยเหลือ” พ่อของวิคเตอร์บอกอย่างตรงมาตรงไป อาจเป็นเพราะวิคเตอร์เคยรับรู้มาก่อนแล้วและยินยอมแต่งงานอย่างสมัครใจ
ใจของเตอร์ว่างเปล่ามึนงงกับทุกสิ่งรอบตัว รู้สึกเหมือนกำลังถูกลากเข้าไปในโลกที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนและทุกอย่าง แต่งงานเพราะธุรกิจอย่างนั้นเหรอ…กำลังเริ่มต้นโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว
ทางด้านของตระกูลรัตนทรัพย์ไพศาล
ชายแก่ผมขาวสวมแว่นนั่งพิงเก้าอี้ใหญ่กำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ เงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นหลานชายร่างสูงเดินลงมาจากบ้าน
“แกจะไปไหน นนท์” ปู่เอ่ยถามน้ำเสียงนิ่งแต่แฝงความเข้มงวด
นนท์ชายหนุ่มร่างสูงกำยำมองปู่ด้วยสายตาตรึง ๆ ก่อนจะถอนหายใจยาว
“ไปเรียนครับ ปู่” เขาตอบเสียงเรียบ ๆ แต่หัวใจเต้นแรงเพราะรู้ดีว่าปู่จะไม่ปล่อยให้เรื่องง่าย
“เดี๋ยวนี้ได้ไปเจอหนูวิคเตอร์บ้างไหม” ชายแก่ขมวดคิ้วก่อนเอ่ยต่อ
คำถามนั้นทำให้หน้านนท์ตึงทันทีความไม่พอใจผุดขึ้นในแววตา
“ไม่ครับ ไม่อยากเจอ” เขาพูดเสียงแข็ง
“นี่แกไม่ได้ไปเยี่มน้องที่บ้านเลยเหรอ ตั้งแต่ที่ฉันให้แกไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล”
“มันก็มากไปแล้วนะครับปู่”
ชาญวิทย์ชายหนุ่มอีกคนหนึ่งได้ยินแบบนั้นก็ขมวดคิ้ว น้ำเสียงเคร่งเครียด
“อย่าทำตัวแบบนี้…ทางตระกูลกิตติขจรรุ่งโรจน์เขาเคยมีบุญคุณกับฉันมาก่อนนะ”
“แล้วปู่ให้ผมแต่งงานกับวิคเตอร์ ทำไมครับ” นนท์เงยหน้ามองปู่ก่อนเอ่ยแผ่วเบาแต่เสียงแข็ง
ปู่เงียบไปครู่หนึ่งวางหนังสือพิมพ์ในมือลุกขึ้นยืนตรงหน้าหลานประชันสายตาไม่ลดละ
“เพราะตอนนี้ทางกิตติขจรรุ่งโรจน์กำลังมีปัญหาทางธุรกิจ” นนท์นิ่งฟังสีหน้าปรับจากโกรธเป็นคิดหนัก
“ฉันอยากช่วยเขา…เหมือนอย่างที่ตระกูลนั้นเคยช่วยฉันมาก่อน” ปู่เอ่ยน้ำเสียงหนักแน่นแต่นนท์ยิ้มมุมปากกระตุกเพียงเล็กน้อย
“ปู่ก็พูดแต่เรื่องนี้เป็นครั้งที่ล้านแล้ว คำว่าบุญคุณ…ได้ยินจนรำคาญแล้ว”
“นนท์!” ชาญวิทย์จ้องหลานชายเขม็งคิ้วน้ำเสียงเข้ม
เสียงเหี้ยมของปู่ไม่ทำให้เขากลัวนัก นนท์เดินออกจากบ้านด้วยอารมณ์เดือดพล่าน เสียงปังประตูรถปิดลงดังสนั่นมือหนาที่บีบพวงมาลัยแน่นเผยความโกรธ
ในเวลาเดียวกันภายในห้องนอนของวิคเตอร์ เตอร์ชายหนุ่มที่หลุดเข้ามาอยู่ในร่างนั้นกำลังนั่งพิงหัวเตียงพลิกเอกสารและสรุปข้อมูลส่วนตัวของเจ้าของร่างอย่างละเอียดแต่แทบจำอะไรไม่ได้เลย แต่เตอร์ก็ยังงงอยู่ว่าเขาเคยรู้สึกจดจำความทรงจำของเจ้าของร่างนี้
“ทำไมต้องเป็นกู ที่ต้องแต่งงานกับใครก็ไม่รู้วะ!” เตอร์พึมพำเสียงแผ่ว น้ำเสียงสับสนปนโกรธเล็กน้อย เขาหยิบเอกสารขึ้นมาแล้ววางลงเงยหน้ามองเพดาน เหมือนกำลังครุ่นคิด
เฮ้อ…ไหนจะเรื่องแต่งงานอีก เรื่องที่เขาแทบไม่อยากรับรู้
“ถ้าเป็นวิคเตอร์คงดีใจไม่น้อย เพราะดูจากเสื้อผ้าในตู้ก็รู้ว่าชอบผู้ชาย…ส่วนกูที่
ชอบผู้หญิงมาตลอด”
“กูกำลังจะถูกจับแต่งงานแทนเจ้าของร่าง” เตอร์ถอนหายใจหนัก ๆ
เขาลุกไปที่ตู้เสื้อผ้าเปิดออกมาดูเสื้อผ้าผู้ชายเรียงรายเป็นระเบียบ เสื้อเอวลอย กางเกงยีนส์ขาสั้น เสื้อครอป และเสื้อเน็ตตาข่าย และมีเสื้อผ้าสไตล์ผู้หญิงด้วย…ทำให้เขาเกาหัว
“ถามจริง…เสื้อพวกนี้ใส่ได้จริงเหรอวะ”
เตอร์นั่งลงบนเตียงอีกครั้งเหม่อลอยมองไปนอกหน้าต่าง ต่อไปต้องไปมหาวิทยาลัยแทนเจ้าของร่างที่ตอนนี้วิญญาณของตัวเองอาจหลุดไปไหนก็ไม่รู้
“หรือว่า…หลุดไปอยู่ในร่างของกูวะ” เขาพึมพำน้ำเสียงมีความหวังเล็ก ๆ
เตอร์สบตากับเงาของตัวเองในกระจกสายตาเต็มไปด้วยความตั้งใจ ร่างกายของเขาเริ่มผ่อนคลายเล็กน้อยความหวังว่าทุกอย่างอาจกลับคืนสู่ปกติทำให้ใจของเขาเต้นช้าลง ความสับสนเริ่มกลายเป็นความตั้งใจในการแก้ไขปัญหา…และเตรียมรับมือกับโลกใหม่ที่เขาไม่เคยรู้จัก
“ต้องใช่แน่ ๆ เจ้าของร่างนี้ต้องอยู่ในร่างกูแน่ๆ”
นนท์เอามือโอบเอวเตอร์แน่น ประคองออกจากแดนซ์ฟลอร์แบบไม่สนสายตาคนในผับที่เริ่มหันมามองตามแล้วกระซิบกัน“เห้ย เดี๋ยว ๆ กูยังไม่เมานะ” เตอร์เดินงง ๆ นนท์หันมามองใกล้มากจนแทบจะแตะหน้ากากเสียงทุ้มกดต่ำจนขนลุก“กูรู้… แต่กูก็จะพาเมียกูออกไปแบบนี้แหละ”“จะหึงอะไรนักวะ กูก็มากับมึงมากับกับเพื่อน” เตอร์บ่นเบา ๆ เหมือนงอน“กูก็จะหวงแบบนี้แหละ… เมียกู ไม่อยากให้ใครมองทั้งนั้น ” นนท์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้หูจนลมหายใจร้อน ๆ กระทบผิวเตอร์หน้าแดงเป็นมะเขือเทศ แม้พยายามไม่ยิ้มก็ยิ้มจนแก้มปริ ถูกผัวลากออกจากฟลอร์อย่างคนแพ้แต่ยอมแพ้ด้วยความเต็มใจด้านหลังน้ำใสส่งไลน์ทันที…สติ๊กเกอร์โชคดีนะเพื่อนพร้อมหน้าเจ้าเล่ห์…เตอร์เห็นตอนขึ้นรถก็ได้แต่สบถในใจ…คืนนี้กูโดนแน่…เตอร์ทำอะไรไม่ถูกเพราะเขาไม่ได้คิดว่าจะทำให้นนท์หึงขนาดนี้ ร่างสูงดันตัวเตอร์เข้าไปในรถเบาๆแล้วเขากดสตาร์ทพร้อมเปิดแอร์เย็นฉ่ำไว้รอ ก่อนที่จะเดินอ้อมเข้ามาในรถฝั่งคนขับแล้วปรับเบาะถอยออกจนสุด ก่อนจะรั้งตัวเตอร์ขึ้นมานั่งตักตัวเอง“มึงจะทำอะไรนนท์” นนท์ทำตาโตใส่เตอร์แบบกวนๆแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์“ไม่บอกแต่ขอจูบหน่อย ”นนท์ประกบริมฝีปากของเตอร์อย่างอย่าง
ไฟสีส้มสลับม่วงกระพริบเป็นจังหวะเหมือนหัวใจที่เต้นรัวช่วงใกล้ปล่อยผี ตรงชั้นสองของผับกำลังวุ่นพอ ๆ กับสนามรบ พนักงานหลายคนยืนห้อยฟักทองพลาสติกสลับหัวกะโหลกเชือกผูกไฟ LED จนทั่วฝ้าเพดานเหมือนเป็นรังของซอมบี้ EDM สักตัว นนท์ยืนกอดอกพิงราวกั้น มองลงไปด้วยสายตาแบบ…ถ้าใครติดไฟผิดตำแหน่งกูจะเดินไปจัดเองแล้วนะธามเดินขึ้นบันไดมาพร้อมเสียงบันไดไม้ดังอ๊อดแอ๊ด มือถือในมือยังเปิดภาพฮาโลวีนอยู่ เขาเดินมาหยุดข้าง ๆ นนท์แบบสบาย ๆ“นี่ ตามที่คุยกันนะเว้ย โครงหัวกะโหลกต้องอยู่ฝั่ง EDM เพราะมันมีไฟสโตรบ ไม่งั้นภาพรวมจะเละ”“เออ เดี๋ยวเพิ่มธีมลอยกระทงไปด้วยเลยมั้ยวะ รวมกันไปเลย ฮาโลวีน EDM กับลอยกระทง จัดหนักไป” นนท์พยักหน้าช้า ๆ เหมือนกำลังสแกนอีกสิบจุดในหัว“เห้ย เออว่ะ เข้าท่า!”ธามหันขวับมามองทำตาโตแล้วทำหน้าเหมือนค้นพบอเมริกาใหม่อีกรอบก่อนหัวเราะฮึ ๆ“แนวจัด”ทั้งคู่ยืนกอดอกพร้อมกันเหมือนเป็นหัวหน้าฝ่ายตรวจคุณภาพผีหลุดโลก พนักงานมองแบบเกร็ง ๆ แต่ก็พยายามติดของต่อ…ระหว่างกำลังตรวจผี ธามก็ทำเสียงจริงจังขึ้นมาซะงั้น“มึง… ลูกสาวมึงเป็นไงวะ เห็นว่าเข้าโรงพยาบาล” นนท์หันไปมอง ขมวดคิ้วแน่น“ก็ไข้หวัดธร
หนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็วจนแทบไม่รู้ตัว ชีวิตหลังมีลูกเหมือนถูกปั่นจนวันเวลาวิ่งเร็วขึ้นครึ่งหนึ่ง เสียงหัวเราะเด็ก เสียงงอแง ไหนจะงาน ไหนจะการเลี้ยงดู เข้ามาปะปนกันจนเหนื่อยแต่สุขแบบบอกไม่ถูกวันนี้เป็นวันเข้าพรรษา อากาศร้อนอบอ้าวเล็ก ๆ แต่ลมก็ยังพอพัดช่วยให้ไม่อึดอัดนัก หน้าโบสถ์คนเดินกันแน่น เสียงแม่ค้าขายดอกไม้ เสียงเด็กวิ่ง เสียงระฆังวัดที่ดังแผ่ว ๆ อยู่ไกล ๆ ทำให้บรรยากาศดูคึกคักแบบที่เห็นแล้วรู้สึกชื่นใจนนท์อุ้มลูกชายวัยเกือบสองขวบเนตั้นขึ้นมาประคองบนสะโพก เด็กน้อยแก้มกลม ผมเส้นนิ่มยาวปิดหูเล็กน้อย ใส่เสื้อยืดลายการ์ตูนกับกางเกงขาสั้นที่เขาชอบนักหนา อยู่ในท่าเกาะคอพ่อพลางมองไปรอบ ๆ แบบตาใสเป็นพิเศษ“เดินดี ๆ นะครับตัวแสบ” นนท์ก้มลงพูดกับลูก พลางใช้มืออีกข้างลูบหัวเบา ๆอีกด้านหนึ่งของครอบครัวเล็ก ๆ นี้ เตอร์เดินนำอยู่ ข้างแขนมีพานดอกไม้ ธูปเทียนสำหรับไหว้พระครบชุด หน้าตาเขาดูสดใสกว่าปีที่ผ่านมา เหมือนความเหนื่อยล้าหลายอย่างถูกแทนที่ด้วยความสงบที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น“เร็ว ๆ มานี่ เดี๋ยวคนแน่น” เขาหันมาบอกด้วยรอยยิ้มอ่อน ๆ ที่มีแต่ตอนอยู่กับนนท์และลูกเท่านั้นทั้งสามเดินผ่านหน้าวั
เสียงแป้นคีย์บอร์ดดังถี่เหมือนเครื่องจักรที่กำลังเร่งรอบแปะ ๆ ไม่หยุด ทุกตัวอักษรที่ถูกพิมพ์เหมือนพุ่งออกมาปะทะอากาศหนัก ๆแสงจากหน้าจอคอมส่องเข้าหน้าของนนท์จนเห็นใต้ตาคล้ำเป็นปื้น ผมที่เคยจัดทรงเรียบร้อยตอนเช้าตอนนี้ชี้มั่วไปหมด ริมฝีปากเม้มตึง ขากระตุกอยู่ใต้โต๊ะเพราะความเครียดที่สะสมมาหลายสัปดาห์แปดเดือนแล้วหลังมีลูกแต่กลับรู้สึกว่าทุกวันมันเหนื่อยขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากเตอร์ได้กลับไปเรียนอีกครั้ง โดยเฉพาะช่วงนี้จะเป็นช่วงเริ่มฝึกงานและโปรเจกต์ที่ดันประจวบเหมาะมากองพร้อมกันจนเหมือนชีวิตไม่มีปุ่มหยุดหายใจเตอร์นั่งอุ้มลูกอยู่ที่โซฟาใกล้ ๆ แค่ระยะเอื้อมถึง เขามองนนท์ด้วยสายตาเป็นห่วงจนหัวใจตัวเองอึดอัดไปหมด เด็กน้อยในอ้อมแขนเพิ่งกินนมเสร็จหน้าแดงนิด ๆ ง่วงนอนกำลังจะหลับ แต่เตอร์กลับไม่กล้าจะลุกเพราะกลัวรบกวนคนตรงนั้นที่ทำงานจนไหล่แข็งไปหมดเขาเองก็เหนื่อยเหมือนกัน…เขาก็อดนอน…เขาก็อยากได้คำถามว่า “ไหวไหม” บ้างเหมือนกัน… เตอร์คิดแต่ไม่พูดออกไป เขาไม่อยากเป็นภาระให้นนท์ในช่วงที่อีกฝ่ายเครียดจนแทบระเบิดอยู่แล้วเมื่อเด็กหลับสนิท เตอร์ก็ลุกขึ้นอย่างเบามือที่สุด เขาค่อย ๆ วางลูกลงในแปล ผ้
กลางดึกเงียบสนิทจนเหมือนมีเพียงแสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมเล็กข้างเตียงที่ส่องไหว ๆ ตามแรงลมแอร์อ่อน ๆ และเสียงเดียวที่ดังฝ่าเงามืดขึ้นมา“แอ้ แอ้ แอ้”เสียงร้องใส ๆ ของเจ้าตัวเล็กวัยหนึ่งเดือนดังแทรกเข้ามาในหูนนท์เหมือนเสียงไซเรนปลุกตามสัญชาตญาณ พอได้ยินแบบนั้น ร่างที่เพิ่งหลับได้ไม่ถึงสามชั่วโมงก็เหมือนถูกกดปุ่มเปิด ใช้เวลาไม่ถึงวินาที นนท์ก็กระพริบตาช้า ๆ ขึ้นมาเปลือกตาหนักราวกับมีทรายกดทับอยู่ข้างใน ทั้งร่างเหนื่อยล้าจนเหมือนถูกขโมยพลังไปครึ่งชีวิต แต่เมื่อเสียง “แอ้ แอ้” ดังขึ้นอีกคำเขาก็ถอนหายใจยาวแล้วพยายามยันแขนลุกขึ้นช้า ๆ ร่างโยกนิด ๆ เหมือนคนเมาเพราะยังไม่ตื่นเต็มที่“โอ๋ โอ๋…ลูกครับ”“พ่อเพิ่งหลับเองนะ…” เขาบ่นในคอแบบไม่มีแรงบ่นเหมือนทุกคืนที่ผ่านมาพอลุกนั่งได้ก็หันไปมองอีกฟากของเตียงก็เห็นเตอร์นอนคว่ำหน้าแนบหมอนไปซีกหนึ่ง แขนทั้งสองข้างกอดหมอนข้างไว้เหมือนเด็กน้อยหลับลึกจนไม่ขยับแม้แต่นิดเดียว ผมยุ่งเล็กน้อยกระจายบนหมอน หายใจสม่ำเสมอราวกับไม่รู้เลยว่าลูกกำลังโวยอยู่ตรงนั้น“ครับ…หลับสบายเลยนะ” นนท์กระซิบหงอย ๆ ทั้งหมั่นไส้และเอ็นดูปนกันก่อนจะก้มลงหอมแก้มเตอร์เบาๆอย่างไม่คิ
เช้าวันต่อมา หลังจากทานอาหารเช้าที่บ้านของวิคเตอร์แล้ว นนท์ก็ขอพาวิคเตอร์กลับมาอยู่ที่คอนโดกับเขา ความตื่นเต้นเริ่มซาตัวลง นนท์รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้น โทรหาเพื่อนสนิท ธาม โดม นัท ผ่านวิดีโอคอล เสียงสัญญาณดังขึ้น และภาพเพื่อน ๆ ปรากฏทันที“ไอ้นนท์… มีอะไร” ธามถามด้วยน้ำเสียงตกใจ“กูมีอะไรจะประกาศ…พวกมึงจะต้องไม่เชื่อแน่”“เรื่องอะไรวะ” เสียงประสานกันของเพื่อนๆดังขึ้น“เตอร์ท้องครับเพื่อน!” นนท์ยิ้มกว้าง น้ำเสียงสั่นเพราะตื่นเต้นเพื่อนทั้งสามแทบลุกขึ้นจากเก้าอี้ โอ้โห… ความตกใจทำให้เสียงแทบดังทะลุหู“มึงบอกจะรีบหย่าไม่ใช่เหรอไอ้นนท์ ตอนนี้ติดกับเป็นพ่อตลอดชีวิตแล้วดิ!” ธามหัวเราะจนหูแทบดับ“เมื่อคืนมึงทำเด็กเหรอวะ หื้ม” โดมยิ้มแหย ๆ แอบพูดหยอก“กูบอกแล้วว่าให้ใส่ถุง!” นัทแทบตะโกนจากอีกฝั่งนนท์หน้าแดงจ๋อย มือกุมหน้า แต่เตอร์ที่ยืนอยู่ข้างหลังยกมือขึ้นเท้าเอวกลางสาย“เสือก!” นนท์ด่ากลางสายแบบขำ ๆเสียงหัวเราะดังขึ้นทั้งสองฝั่ง ห้องเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความเป็นกันเองหลังวางสาย นนท์เดินกลับมาหาเตอร์ทันที กอดร่างของเขาไว้จากด้านหลังแผ่นหลังเตอร์แนบชิดกับอกนนท์ ความอบอุ่นของกันและกันทำให้







