LOGINรถสปอร์ตสีดำคันหรูแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้ารั้วเหล็กสูงของบ้านสไตล์โมเดิร์นที่โอ่อ่าราวคฤหาสน์ แสงไฟในสวนหน้าบ้านสะท้อนเงาใบไม้ที่ไหวเบา ๆ ไปตามแรงลมยามเย็น
เสียงเครื่องยนต์ดับลงพร้อมลมหายใจแผ่วของวิคเตอร์หรือก็คือเตอร์ที่อยู่ในร่างนี้ เขาที่กำลังเอื้อมมือจะเปิดประตูลงแต่ยังไม่ทันได้แตะมือหนาอุ่น ๆ ของนนท์ก็เอื้อมมากุมข้อมือไว้แน่นจนเขาสะดุ้ง
แรงดึงเบา ๆ ทำให้เตอร์หันกลับไปมองโดยอัตโนมัติแล้วก็ต้องชะงักเพราะใบหน้าคมจัดของนนท์อยู่ใกล้แค่เอื้อม ลมหายใจอุ่น ๆ เป่ารดข้างแก้มจนหัวใจเขาเต้นสะดุดโดยไม่รู้ตัวเตอร์รีบเอนตัวหนีจนหัวไปชนกระจกประตูดัง “กึก” เบา ๆ
“ทำเป็นรังเกียจกูนักนะ” เสียงทุ้มต่ำพูดช้า ๆ พลางยกยิ้มมุมปากอย่างเยาะ
“ปกติอ่อยแทบจะนอนให้กูเอาอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”
คำพูดนั้นทำให้เตอร์นิ่งไปครู่หนึ่งเขาขมวดคิ้วแน่นในทันที ใบหน้าเรียวสะท้อนแววสับสนปนขุ่นเคืองเขาได้แต่คิดในใจ…
‘วิคเตอร์มันเคยทำอะไรขนาดนั้นเลยเหรอวะ...หลงคนปากหมาแบบนี้ได้ยังไง’
เตอร์พยายามสะบัดมือออกแต่ไม่สำเร็จจึงมองตรงกลับไปด้วยสายตาเรียบ ๆ ไม่พูดสักคำ ความเงียบของเขากลับทำให้นนท์รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโดนเมิน นนท์โน้มตัวเข้ามาใกล้กว่าเดิม แววตาคมใต้กรอบแว่นกันแดดสะท้อนความจงใจจะยั่ว
“พรุ่งนี้หลังเลิกเรียน...รอกูหน้าคณะ” เสียงนั้นพูดช้า ๆ ใกล้หูจนเตอร์ต้องหายใจลึก
“ปู่กูให้พามึงไปตัดชุดเจ้าสาว”
ลมหายใจของนนท์อยู่ใกล้จนรู้สึกได้ถึงกลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ ผสมกลิ่นควันบุหรี่ที่ติดตัวเขามานาน เตอร์กลั้นใจนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเพียงคำสั้น ๆ ด้วยเสียงเรียบที่พยายามไม่สั่น เตอร์เหมือนกับไม่เป็นตัวของตัวเองเมื่ออยู่ในร่างนี้
“ครับ...”
แล้วมือก็เปิดประตูรถทันทีโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่น้อยเขาก้าวลงจากรถอย่างรวดเร็ว เดินตรงไปยังประตูบ้านที่แม่บ้านเปิดรอไว้โดยไม่พูดลาไม่แม้แต่จะหันมามองอีกคนสักแวบ
นนท์มองตามร่างนั้นจนลับสายตาแววตาที่เคยนิ่งเริ่มเปลี่ยนไปเป็นหงุดหงิดขุ่นมัว เขากัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสันเสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นอีกครั้งพร้อมคำสบถเบา ๆ ผ่านไรฟัน
“มึงนี่มัน...”
ภายในบ้านบรรยากาศเย็นสบายจากเครื่องปรับอากาศตัดกับความอบอุ่นของแสงไฟสีเหลืองนวลที่ตกกระทบโต๊ะอาหารไม้ยาวกลางห้อง เตอร์เดินเข้ามาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เมื่อเห็นผู้ชายกับผู้หญิงวัยกลางคนกำลังนั่งรออยู่
ทั้งคู่เป็นพ่อแม่ของวิคเตอร์หันมาพร้อมรอยยิ้มแต่ก็ชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นลูกชายเดินเข้ามาพร้อมยกมือไหว้
“สวัสดีครับ...” เสียงของเตอร์เบาและเรียบเขาก้มหัวเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้นยิ้มบาง ๆ
สายตาของพ่อแม่สื่อแววประหลาดใจชัดเจนก่อนจะยกมือรับไหว้และส่งรอยยิ้มแหย ๆ กลับมา
“วันนี้...นึกยังไงถึงจะมากินข้าวเย็นกับพ่อแม่ล่ะลูก” แม่พูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูแปลกใจปนดีใจ
เตอร์ชะงักไปนิดความเงียบชั่ววินาทีทำให้เขาใจเต้นเขาเพิ่งนึกได้ว่า “วิคเตอร์ตัวจริง” คงไม่ใช่คนที่มานั่งกินข้าวกับพ่อแม่บ่อย ๆ เหมือนอย่างเขาในชีวิตก่อน เขาจึงยิ้มบาง ๆ แก้เก้อก่อนตอบเบา ๆ
“พอดี...หิวน่ะครับเลยอยากกินข้าวที่บ้านบ้าง” คำตอบง่าย ๆ นั้นกลับทำให้ผู้เป็นแม่ยิ้มกว้างน้ำเสียงสั่นนิด ๆ
“แม่ดีใจมากเลยนะที่วิคเตอร์ของแม่ยอมทานข้าวด้วย”
มือของแม่เอื้อมมากุมมือเขาไว้เบา ๆ ความอบอุ่นนั้นแผ่ซ่านขึ้นมาจนเตอร์รู้สึกจุกในอก เขายิ้มตอบพลางพยักหน้าเล็กน้อย
“งั้นมาทานกันเลยดีกว่า ตักข้าวเลย” เสียงของพ่อพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มใจดี
แม่บ้านเดินเข้ามาตักข้าวใส่จานให้ เตอร์มองภาพตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ พ่อแม่ที่ยิ้มให้กันแววตาอบอุ่นแบบที่เขาไม่ได้เห็นมานานตั้งแต่พ่อแม่ของเขาในชีวิตก่อนยังมีชีวิตอยู่
เขาก้มหน้าลงคีบข้าวคำเล็ก ๆ ขึ้นมากินช้า ๆ รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว หัวใจที่หนักอึ้งทั้งวันเหมือนได้รับการปลอบโยน
‘วิคเตอร์...มึงนี่แม่งแย่จริง ๆ วะ’ เขาคิดในใจพลางเหลือบมองพ่อแม่ของวิคเตอร์ที่หัวเราะคุยกันเบา ๆ
‘ชีวิตดีขนาดนี้...แต่มึงกลับปล่อยให้ท่านเหงาได้ยังไงกัน’
เช้าวันต่อมาแสงแดดลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาในห้องนอน เตอร์ที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จกำลังยืนส่องกระจกเขายกมือดึงชายเสื้อเชิ้ตให้คลายออกเล็กน้อยก่อนกลัดกระดุมตรงอกให้แน่นกว่าเดิม สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เหมือนจะรวบรวมความกล้าอีกครั้งก่อนเดินออกจากห้อง
“แม่ง...แค่ชุดก็อายจะตายแล้ว” เขาบ่นพึมพำกับตัวเองพลางมองเงาในกระจก ชุดนักศึกษาที่เขาใส่วันนี้ไม่ได้รัดรูปเหมือนทุกวันเพราะเมื่อคืนเขาใช้เวลานั่งแกะด้าย ปรับขอบเสื้อให้หลวมขึ้นจนแทบจะกลายเป็นชุดใหม่
ทั้งหมดก็เพราะไม่อยากให้มันแนบเนื้อจนเห็นอะไรต่อมิอะไรเหมือนของวิคเตอร์คนที่เขาต้องอยู่ในร่างตอนนี้ ส่วนการตั้งใจจะซื้อชุดใหม่หลังเรียนเสร็จเมื่อวานก็มีอันต้องไปตามหาร่างตัวเอง วันนี้จึงยังต้องพึ่งชุดเดิมของวิคเตอร์อยู่
เตอร์เดินลงบันไดด้วยสีหน้าเรียบ ๆ พยายามปรับสีหน้าให้ดูสบายใจเหมือนเดิม แต่พอหันไปเห็นคนที่นั่งอยู่โต๊ะอาหารพร้อมพ่อแม่ของวิคเตอร์เขาก็แทบหยุดหายใจ...
นนท์นั่งอยู่ตรงนั้นด้วยรอยยิ้มมุมปากเหมือนเจ้าตัวไม่มีอะไรต้องกังวลโลกทั้งใบของเตอร์เหมือนหยุดหมุนไปชั่วขณะ
เขากลืนน้ำลายฝืนยกยิ้มเล็ก ๆ แล้วค่อย ๆ เดินเข้าไปนั่งตรงข้าง ๆ คนที่ไม่อยากเจอที่สุดในตอนนี้มือกำช้อนจับชามโจ๊กแน่นจนปลายนิ้วซีด
“วิคเตอร์...” เสียงพ่อดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น
“เมื่อเช้าเห็นพี่นนท์บอกว่าคุณปู่ชาญวิทย์ให้ไปตัดชุดเจ้าสาวเหรอลูก”
เตอร์ชะงักคำว่าเจ้าสาวทำเขาแทบสำลักลมหายใจต้องรีบยิ้มแห้ง ๆ กลบเกลื่อนก่อนพยักหน้าเบา ๆ
“ดีเลย...อีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะได้เป็นทองแผ่นเดียวกันแล้ว” พ่อพูดเสียงเรียบแต่เต็มไปด้วยความพอใจ
เตอร์ฝืนยิ้มแต่ในใจกลับแน่นเหมือนมีก้อนอะไรจุกอยู่ที่อก เขาไม่รู้เลยว่าควรจะยินดีกับใครในเมื่อเขาไม่ใช่วิคเตอร์…แต่ต้องมานั่งอยู่ตรงนี้แทน
“แล้วนนท์จะไปตัดพร้อมกันใช่ไหมลูก” แม่หันไปถามนนท์ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ครับ ไปด้วยกันครับจะได้สั่งตัดทีเดียว”
“ไหนบอกจะไปหลังเลิกเรียน”
“ช่วงเช้าพี่นนท์ว่าง หนูก็ว่างไม่ใช่เหรอครับ”
‘หา...หนู ใครคือหนู’ เตอร์เหลือบตามองชายหนุ่มข้าง ๆ ที่พูดไปยิ้มไปด้วยสีหน้าผ่อนคลายทั้งที่ตัวเองกลับรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เตอร์เลือกจะก้มหน้าตักโจ๊กเข้าปากเงียบ ๆ ไม่อยากตอบอะไรอีก เตอร์ได้แต่คิดว่า
‘นนท์เจ้าเล่ห์มากที่ต่อหน้าพ่อแม่ของวิคเตอร์เรียกแทนตัวแบบนั้น ทั้งที่ปกติมีแต่กูมึง’
หลังมื้อเช้ารถสปอร์ตของนนท์แล่นออกจากบ้านด้วยความเร็วคงที่ เสียงเพลงเบา ๆ คลออยู่ในรถเตอร์นั่งพิงกระจกมองออกไปข้างนอกอย่างเหม่อลอยความคิดมากมายวนเวียนอยู่ในหัว
‘เขาตายไปแล้วร่างจริงของเขาก็ถูกเผาไปแล้ว แล้วแบบนี้...เขาจะต้องติดอยู่ในร่างนี้ตลอดไปเหรอ’
เอี๊ยด!
เสียงเบรกดังเอี๊ยดทำเอาเตอร์ตัวกระตุกรถหยุดกะทันหันจนหัวแทบโขกกระจกจนเขาหันขวับไปมองหน้าคนขับทันที
“มึงลงตรงนี้แหละ ไปเองได้ไหม” นนท์พูดพลางเอนหลังพิงเบาะอย่างสบายอารมณ์
“อะไรของมึงอีกเนี่ย” เตอร์ขมวดคิ้ว
“กูจะไปรับเด็กของกู วันนี้กูไม่มีเรียนจะไปเดินห้าง” นนท์ตอบพลางยักคิ้วเหมือนไม่ได้แคร์อะไร
เตอร์มองค้อนก่อนหลุดถอนหายใจเขาไม่ได้เกิดมาในครอบครัวรวยเหมือนพวกนี้ ชีวิตก่อนตายของเขาเต็มไปด้วยการดิ้นรนต้องต่อยมวยหลังเลิกเรียน หาเงินส่งตัวเองเรียน
ขณะที่คนพวกนี้กลับใช้ชีวิตแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก วัน ๆ ก็มีรถ มีเงิน มีทุกอย่างพร้อม
“ทำไม! ”
“ทำหน้าแบบนั้น…ไม่พอใจเหรอไง” นนท์หันมามองพร้อมยิ้มมุมปากแบบกวนประสาท แววตาคมของอีกฝ่ายมีแววเยาะหยันนิด ๆ
เตอร์กลอกตาถอนหายใจเสียงดังแต่ยังไม่ทันจะพูดอะไรอีกฝ่ายก็พูดต่อ
“คนแบบมึงไม่มีสิทธิ์ไม่พอใจกูหรอก ลงไปซะตอนเย็นกูจะไปรอหน้าคณะ”
“ไม่ต้องมารับ ไปรับเด็กมึงเถอะ กูรับเอง”
เมื่อเตอร์พูดจบ นนท์ก็เอื้อมมือมาเปิดประตูข้างคนขับพลางโน้มหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจแทบจะปะทะกัน เตอร์รีบเบี่ยงหน้าหนีแทบจะชนกระจกเหงื่อเย็นซึมขึ้นตรงขมับ
“ทำเป็นหวงเนื้อหวงตัว…” นนท์หัวเราะเบา ๆ ก่อนกระซิบเสียงต่ำใกล้หู
“กูไม่เอามึงอยู่แล้ว” นนท์ยังคงตอกย้ำอีกครั้ง
“อย่างกับกูจะเอามึง มึงคิดใหม่เถอะ” เตอร์บอกนนท์เสียงเข้ม
เตอร์เม้มปากแน่นแววตาแข็งขึ้นเล็กน้อยก่อนคว้ากระเป๋าออกจากรถโดยไม่พูดอะไรอีก เสียงประตูปิดดัง ปัง! ทิ้งให้นนท์หัวเราะเบา ๆ ตามหลังอย่างชอบใจ
เขายืนอยู่ริมฟุตบาทสูดลมหายใจลึก ๆ พยายามตั้งสติ ทั้งหน้าแดงทั้งหงุดหงิดสุดท้ายก็ได้แต่พึมพำในลำคอเสียงเบา
“ไอ้บ้านี่...วันหนึ่งกูจะต่อยมึงให้หน้าหงายอีกครั้งแน่”
เตอร์ที่หงุดหงิดมากที่ถูกให้ลงจากรถแบบนั้น รถที่บ้านวิคเตอร์มีหลายคันแต่ทำไมวิคเตอร์ไม่ทำใบขับขี่ เนื่องจากในกระเป๋าสตางค์ของวิคเตอร์ไม่มีใบขับขี่เลย
‘เพราะอะไรวะวิคเตอร์ถึงไม่ขับรถ’
นนท์เอามือโอบเอวเตอร์แน่น ประคองออกจากแดนซ์ฟลอร์แบบไม่สนสายตาคนในผับที่เริ่มหันมามองตามแล้วกระซิบกัน“เห้ย เดี๋ยว ๆ กูยังไม่เมานะ” เตอร์เดินงง ๆ นนท์หันมามองใกล้มากจนแทบจะแตะหน้ากากเสียงทุ้มกดต่ำจนขนลุก“กูรู้… แต่กูก็จะพาเมียกูออกไปแบบนี้แหละ”“จะหึงอะไรนักวะ กูก็มากับมึงมากับกับเพื่อน” เตอร์บ่นเบา ๆ เหมือนงอน“กูก็จะหวงแบบนี้แหละ… เมียกู ไม่อยากให้ใครมองทั้งนั้น ” นนท์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้หูจนลมหายใจร้อน ๆ กระทบผิวเตอร์หน้าแดงเป็นมะเขือเทศ แม้พยายามไม่ยิ้มก็ยิ้มจนแก้มปริ ถูกผัวลากออกจากฟลอร์อย่างคนแพ้แต่ยอมแพ้ด้วยความเต็มใจด้านหลังน้ำใสส่งไลน์ทันที…สติ๊กเกอร์โชคดีนะเพื่อนพร้อมหน้าเจ้าเล่ห์…เตอร์เห็นตอนขึ้นรถก็ได้แต่สบถในใจ…คืนนี้กูโดนแน่…เตอร์ทำอะไรไม่ถูกเพราะเขาไม่ได้คิดว่าจะทำให้นนท์หึงขนาดนี้ ร่างสูงดันตัวเตอร์เข้าไปในรถเบาๆแล้วเขากดสตาร์ทพร้อมเปิดแอร์เย็นฉ่ำไว้รอ ก่อนที่จะเดินอ้อมเข้ามาในรถฝั่งคนขับแล้วปรับเบาะถอยออกจนสุด ก่อนจะรั้งตัวเตอร์ขึ้นมานั่งตักตัวเอง“มึงจะทำอะไรนนท์” นนท์ทำตาโตใส่เตอร์แบบกวนๆแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์“ไม่บอกแต่ขอจูบหน่อย ”นนท์ประกบริมฝีปากของเตอร์อย่างอย่าง
ไฟสีส้มสลับม่วงกระพริบเป็นจังหวะเหมือนหัวใจที่เต้นรัวช่วงใกล้ปล่อยผี ตรงชั้นสองของผับกำลังวุ่นพอ ๆ กับสนามรบ พนักงานหลายคนยืนห้อยฟักทองพลาสติกสลับหัวกะโหลกเชือกผูกไฟ LED จนทั่วฝ้าเพดานเหมือนเป็นรังของซอมบี้ EDM สักตัว นนท์ยืนกอดอกพิงราวกั้น มองลงไปด้วยสายตาแบบ…ถ้าใครติดไฟผิดตำแหน่งกูจะเดินไปจัดเองแล้วนะธามเดินขึ้นบันไดมาพร้อมเสียงบันไดไม้ดังอ๊อดแอ๊ด มือถือในมือยังเปิดภาพฮาโลวีนอยู่ เขาเดินมาหยุดข้าง ๆ นนท์แบบสบาย ๆ“นี่ ตามที่คุยกันนะเว้ย โครงหัวกะโหลกต้องอยู่ฝั่ง EDM เพราะมันมีไฟสโตรบ ไม่งั้นภาพรวมจะเละ”“เออ เดี๋ยวเพิ่มธีมลอยกระทงไปด้วยเลยมั้ยวะ รวมกันไปเลย ฮาโลวีน EDM กับลอยกระทง จัดหนักไป” นนท์พยักหน้าช้า ๆ เหมือนกำลังสแกนอีกสิบจุดในหัว“เห้ย เออว่ะ เข้าท่า!”ธามหันขวับมามองทำตาโตแล้วทำหน้าเหมือนค้นพบอเมริกาใหม่อีกรอบก่อนหัวเราะฮึ ๆ“แนวจัด”ทั้งคู่ยืนกอดอกพร้อมกันเหมือนเป็นหัวหน้าฝ่ายตรวจคุณภาพผีหลุดโลก พนักงานมองแบบเกร็ง ๆ แต่ก็พยายามติดของต่อ…ระหว่างกำลังตรวจผี ธามก็ทำเสียงจริงจังขึ้นมาซะงั้น“มึง… ลูกสาวมึงเป็นไงวะ เห็นว่าเข้าโรงพยาบาล” นนท์หันไปมอง ขมวดคิ้วแน่น“ก็ไข้หวัดธร
หนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็วจนแทบไม่รู้ตัว ชีวิตหลังมีลูกเหมือนถูกปั่นจนวันเวลาวิ่งเร็วขึ้นครึ่งหนึ่ง เสียงหัวเราะเด็ก เสียงงอแง ไหนจะงาน ไหนจะการเลี้ยงดู เข้ามาปะปนกันจนเหนื่อยแต่สุขแบบบอกไม่ถูกวันนี้เป็นวันเข้าพรรษา อากาศร้อนอบอ้าวเล็ก ๆ แต่ลมก็ยังพอพัดช่วยให้ไม่อึดอัดนัก หน้าโบสถ์คนเดินกันแน่น เสียงแม่ค้าขายดอกไม้ เสียงเด็กวิ่ง เสียงระฆังวัดที่ดังแผ่ว ๆ อยู่ไกล ๆ ทำให้บรรยากาศดูคึกคักแบบที่เห็นแล้วรู้สึกชื่นใจนนท์อุ้มลูกชายวัยเกือบสองขวบเนตั้นขึ้นมาประคองบนสะโพก เด็กน้อยแก้มกลม ผมเส้นนิ่มยาวปิดหูเล็กน้อย ใส่เสื้อยืดลายการ์ตูนกับกางเกงขาสั้นที่เขาชอบนักหนา อยู่ในท่าเกาะคอพ่อพลางมองไปรอบ ๆ แบบตาใสเป็นพิเศษ“เดินดี ๆ นะครับตัวแสบ” นนท์ก้มลงพูดกับลูก พลางใช้มืออีกข้างลูบหัวเบา ๆอีกด้านหนึ่งของครอบครัวเล็ก ๆ นี้ เตอร์เดินนำอยู่ ข้างแขนมีพานดอกไม้ ธูปเทียนสำหรับไหว้พระครบชุด หน้าตาเขาดูสดใสกว่าปีที่ผ่านมา เหมือนความเหนื่อยล้าหลายอย่างถูกแทนที่ด้วยความสงบที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น“เร็ว ๆ มานี่ เดี๋ยวคนแน่น” เขาหันมาบอกด้วยรอยยิ้มอ่อน ๆ ที่มีแต่ตอนอยู่กับนนท์และลูกเท่านั้นทั้งสามเดินผ่านหน้าวั
เสียงแป้นคีย์บอร์ดดังถี่เหมือนเครื่องจักรที่กำลังเร่งรอบแปะ ๆ ไม่หยุด ทุกตัวอักษรที่ถูกพิมพ์เหมือนพุ่งออกมาปะทะอากาศหนัก ๆแสงจากหน้าจอคอมส่องเข้าหน้าของนนท์จนเห็นใต้ตาคล้ำเป็นปื้น ผมที่เคยจัดทรงเรียบร้อยตอนเช้าตอนนี้ชี้มั่วไปหมด ริมฝีปากเม้มตึง ขากระตุกอยู่ใต้โต๊ะเพราะความเครียดที่สะสมมาหลายสัปดาห์แปดเดือนแล้วหลังมีลูกแต่กลับรู้สึกว่าทุกวันมันเหนื่อยขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากเตอร์ได้กลับไปเรียนอีกครั้ง โดยเฉพาะช่วงนี้จะเป็นช่วงเริ่มฝึกงานและโปรเจกต์ที่ดันประจวบเหมาะมากองพร้อมกันจนเหมือนชีวิตไม่มีปุ่มหยุดหายใจเตอร์นั่งอุ้มลูกอยู่ที่โซฟาใกล้ ๆ แค่ระยะเอื้อมถึง เขามองนนท์ด้วยสายตาเป็นห่วงจนหัวใจตัวเองอึดอัดไปหมด เด็กน้อยในอ้อมแขนเพิ่งกินนมเสร็จหน้าแดงนิด ๆ ง่วงนอนกำลังจะหลับ แต่เตอร์กลับไม่กล้าจะลุกเพราะกลัวรบกวนคนตรงนั้นที่ทำงานจนไหล่แข็งไปหมดเขาเองก็เหนื่อยเหมือนกัน…เขาก็อดนอน…เขาก็อยากได้คำถามว่า “ไหวไหม” บ้างเหมือนกัน… เตอร์คิดแต่ไม่พูดออกไป เขาไม่อยากเป็นภาระให้นนท์ในช่วงที่อีกฝ่ายเครียดจนแทบระเบิดอยู่แล้วเมื่อเด็กหลับสนิท เตอร์ก็ลุกขึ้นอย่างเบามือที่สุด เขาค่อย ๆ วางลูกลงในแปล ผ้
กลางดึกเงียบสนิทจนเหมือนมีเพียงแสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมเล็กข้างเตียงที่ส่องไหว ๆ ตามแรงลมแอร์อ่อน ๆ และเสียงเดียวที่ดังฝ่าเงามืดขึ้นมา“แอ้ แอ้ แอ้”เสียงร้องใส ๆ ของเจ้าตัวเล็กวัยหนึ่งเดือนดังแทรกเข้ามาในหูนนท์เหมือนเสียงไซเรนปลุกตามสัญชาตญาณ พอได้ยินแบบนั้น ร่างที่เพิ่งหลับได้ไม่ถึงสามชั่วโมงก็เหมือนถูกกดปุ่มเปิด ใช้เวลาไม่ถึงวินาที นนท์ก็กระพริบตาช้า ๆ ขึ้นมาเปลือกตาหนักราวกับมีทรายกดทับอยู่ข้างใน ทั้งร่างเหนื่อยล้าจนเหมือนถูกขโมยพลังไปครึ่งชีวิต แต่เมื่อเสียง “แอ้ แอ้” ดังขึ้นอีกคำเขาก็ถอนหายใจยาวแล้วพยายามยันแขนลุกขึ้นช้า ๆ ร่างโยกนิด ๆ เหมือนคนเมาเพราะยังไม่ตื่นเต็มที่“โอ๋ โอ๋…ลูกครับ”“พ่อเพิ่งหลับเองนะ…” เขาบ่นในคอแบบไม่มีแรงบ่นเหมือนทุกคืนที่ผ่านมาพอลุกนั่งได้ก็หันไปมองอีกฟากของเตียงก็เห็นเตอร์นอนคว่ำหน้าแนบหมอนไปซีกหนึ่ง แขนทั้งสองข้างกอดหมอนข้างไว้เหมือนเด็กน้อยหลับลึกจนไม่ขยับแม้แต่นิดเดียว ผมยุ่งเล็กน้อยกระจายบนหมอน หายใจสม่ำเสมอราวกับไม่รู้เลยว่าลูกกำลังโวยอยู่ตรงนั้น“ครับ…หลับสบายเลยนะ” นนท์กระซิบหงอย ๆ ทั้งหมั่นไส้และเอ็นดูปนกันก่อนจะก้มลงหอมแก้มเตอร์เบาๆอย่างไม่คิ
เช้าวันต่อมา หลังจากทานอาหารเช้าที่บ้านของวิคเตอร์แล้ว นนท์ก็ขอพาวิคเตอร์กลับมาอยู่ที่คอนโดกับเขา ความตื่นเต้นเริ่มซาตัวลง นนท์รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้น โทรหาเพื่อนสนิท ธาม โดม นัท ผ่านวิดีโอคอล เสียงสัญญาณดังขึ้น และภาพเพื่อน ๆ ปรากฏทันที“ไอ้นนท์… มีอะไร” ธามถามด้วยน้ำเสียงตกใจ“กูมีอะไรจะประกาศ…พวกมึงจะต้องไม่เชื่อแน่”“เรื่องอะไรวะ” เสียงประสานกันของเพื่อนๆดังขึ้น“เตอร์ท้องครับเพื่อน!” นนท์ยิ้มกว้าง น้ำเสียงสั่นเพราะตื่นเต้นเพื่อนทั้งสามแทบลุกขึ้นจากเก้าอี้ โอ้โห… ความตกใจทำให้เสียงแทบดังทะลุหู“มึงบอกจะรีบหย่าไม่ใช่เหรอไอ้นนท์ ตอนนี้ติดกับเป็นพ่อตลอดชีวิตแล้วดิ!” ธามหัวเราะจนหูแทบดับ“เมื่อคืนมึงทำเด็กเหรอวะ หื้ม” โดมยิ้มแหย ๆ แอบพูดหยอก“กูบอกแล้วว่าให้ใส่ถุง!” นัทแทบตะโกนจากอีกฝั่งนนท์หน้าแดงจ๋อย มือกุมหน้า แต่เตอร์ที่ยืนอยู่ข้างหลังยกมือขึ้นเท้าเอวกลางสาย“เสือก!” นนท์ด่ากลางสายแบบขำ ๆเสียงหัวเราะดังขึ้นทั้งสองฝั่ง ห้องเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความเป็นกันเองหลังวางสาย นนท์เดินกลับมาหาเตอร์ทันที กอดร่างของเขาไว้จากด้านหลังแผ่นหลังเตอร์แนบชิดกับอกนนท์ ความอบอุ่นของกันและกันทำให้







