คืนก่อนวันเริ่มงาน ไอรีนนั่งจมอยู่ในความมืดของห้องนอนเป็นเวลานาน แสงจันทร์สีเงินนวลสาดผ่านผ้าม่านบางลงมาทาบบนพื้นไม้ปาร์เกต์ เกิดเป็นลายเงาซี่โครงที่ไหวพริบช้าๆ ตามแรงลมพัดสบัดเบา หญิงสาวนั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง สายตาเลื่อนลอยทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง ซึ่งมีเพียงหลังคาบ้านเรือนเรียงรายใต้ท้องฟ้าที่มืดสนิทไร้ดาว
ความคิดของเธอย้อนกลับไปไกลกว่าสามวันที่ผ่านมา... ย้อนกลับไปถึงคืนที่ตำรวจโทรมาแจ้งข่าวการเสียชีวิตของพ่อ น้ำเสียงเป็นทางการของคนปลายสาย คำว่า "อุบัติเหตุ" ที่ฟังดูว่างเปล่าและแห้งแล้งเกินกว่าจะอธิบายความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ที่ตามมา เธอจำได้แม่นยำว่าตัวเองยืนนิ่งเคว้งคว้างอยู่กลางห้องครัวนานเท่าไรก่อนจะรู้สึกตัวว่าน้ำตาไหลอาบแก้ม และจำได้ดียิ่งกว่านั้นว่านับแต่วันนั้น เธอไม่เคยมีเวลาให้ตัวเองได้โศกเศร้าอย่างเต็มที่เลยสักครั้ง เพราะภาระอันหนักอึ้งรอบด้านรอให้สะสาง ทั้งงานศพ เอกสารมรดก และการดูแลไออุ่นที่ยังคงตัวสั่นพรั่นพรึงทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเบรกรถยนต์ดังบาดแก้วหูบนท้องถนน
พ่อของเธอเป็นชายเงียบขรึม ทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อในบริษัทค้าวัสดุก่อสร้างมาเกือบสามสิบปี ไม่เคยดื่มเหล้า ไม่เคยเล่นการพนัน และไม่เคยแสดงท่าทีว่ามีปัญหาทางการเงินให้ลูกสาวทั้งสองต้องเป็นกังวล ทุกๆ เดือนเขาจะพาไอรีนและไออุ่นไปกินข้าวที่ร้านประจำ สั่งอาหารเมนูเดิมเสมอ เป็นความเรียบง่ายที่ทำให้ไอรีนเชื่อมั่นมาตลอดว่าเธอรู้จักพ่อของเธอดีที่สุดในโลก
ทว่าสัญญากู้ยืมเงินสิบสองล้านบาทที่ปรากฏขึ้นหลังการตายของเขากลับเปิดเผยให้เห็นว่า อาจมีบางมุมมืดในชีวิตของพ่อที่เธอไม่เคยล่วงรู้เลยแม้แต่น้อย และความไม่รู้นั้นเองที่กรีดลึกลงในใจให้รู้สึกเจ็บปวดยิ่งกว่าตัวเลขหนี้สินเสียอีก เธอไม่ได้เพียงแค่สูญเสียพ่อไปตลอดกาล แต่กำลังสูญเสียภาพจำอันแสนดีที่เคยมีต่อเขาไปทีละน้อยด้วยเช่นกัน
เสียงเคาะประตูเบาๆ ดึงไอรีนให้กลับคืนสู่ปัจจุบัน ไออุ่นแง้มประตูเข้ามา สวมชุดนอนลายดอกไม้หวาน ผมยาวสั้นสยายลอยชายอยู่บนบ่า
"พี่ไอรีนยังไม่นอนอีกเหรอคะ" ไออุ่นถามพลางเดินเข้ามานั่งลงที่ขอบเตียง
"ยังนอนไม่หลับน่ะ" ไอรีนตอบ พยายามปรับสีหน้าแล้วส่งยิ้มให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด
ไออุ่นมองหน้าพี่สาวอยู่ครู่หนึ่งด้วยสายตาสบลึกเกินวัย
"พี่ไอรีน พรุ่งนี้พี่จะไปทำงานใหม่ใช่ไหมคะ... ที่พี่บอกหนูเมื่อเย็น"
"ใช่จ้ะ" ไอรีนตอบสั้นๆ เธอบอกไออุ่นไปเพียงว่าได้งานทำบัญชีให้บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง รายได้ดีพอจะช่วยแบ่งเบาภาระหนี้สินของครอบครัวได้มาก ไม่ได้ปริปากเอ่ยถึงรายละเอียดซับซ้อนอื่นใดทั้งสิ้น ไม่พูดถึงตึกสูงเสียดฟ้าที่มีระบบรักษาความปลอดภัยหนาแน่นเกินความจำเป็น ไม่เอ่ยถึงชายผู้มีสายตาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งทว่ากลับพูดถึงเรื่องสกปรกอย่างหน้าตาเฉย
"หนูดีใจนะที่พี่ได้งานใหม่" ไออุ่นพูดพลางแย้มยิ้ม "แต่พี่ดูเครียดกว่าปกติ... พี่แน่ใจนะคะว่าทุกอย่างโอเค"
ไอรีนยื่นมือไปลูบเรือนผมนุ่มของน้องสาวอย่างเบามือ เหมือนที่เคยทำมาตั้งแต่ไออุ่นยังเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ "โอเคสิ พี่แค่ต้องปรับตัวกับที่ทำงานใหม่นิดหน่อย ไม่มีอะไรต้องห่วงหรอก"
ไออุ่นพยักหน้ารับ คล้ายเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็เลือกที่จะไม่ซักไซ้ต่อ เธอลุกขึ้นเดินตรงไปที่ประตู ก่อนจะหันกลับมาอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มจางๆ
"พี่ไอรีน ขอบคุณนะคะที่ดูแลหนูมาตลอด หนูรู้ว่าตั้งแต่พ่อไม่อยู่ พี่ต้องแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว... หนูอยากให้พี่รู้ว่าหนูขอบคุณพี่มากจริงๆหนูรักพี่นะ"
คำพูดนั้นทำให้ลำคอของไอรีนตีบตันขึ้นมาทันที เธอพยายามกลืนก้อนความรู้สึกกดทับลงไป แล้วยิ้มให้น้องสาวอย่างอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้
"รีบไปนอนเถอะ พรุ่งนี้มีเรียนแต่เช้าไม่ใช่เหรอ"
เมื่อประตูปิดลง ไอรีนเอนกายลงนอนบนเตียงอีกครั้ง คราวนี้เธอปล่อยให้ตัวเองยอมรับความจริงอย่างเต็มหัวใจเป็นครั้งแรก... นั่นคือไม่ว่าเส้นทางข้างหน้าจะอันตรายหรือมืดมนเพียงใด เธอก็ต้องก้าวต่อไป เพราะเบื้องหลังของเธอมีน้องสาวผู้พึ่งพาเธอเพียงคนเดียวในโลกใบนี้ และเธอจะไม่มีวันยินยอมให้อะไรมาทำร้ายไออุ่นได้อย่างเด็ดขาด
เช้าวันรุ่งขึ้น ไอรีนรู้สึกตัวตื่นก่อนนาฬิกาปลุกจะส่งเสียง ท้องฟ้านอกหน้าต่างยังคงเป็นสีม่วงอมฟ้าจางๆ ของรุ่งอรุณที่ยังไม่สว่างเต็มที่ เธอลุกขึ้นอาบน้ำ แต่งกายด้วยชุดทำงานที่เรียบง่ายแต่ดูเป็นมืออาชีพที่สุดเท่าที่ตู้เสื้อผ้าพอจะมี เสื้อเชิ้ตสีขาวนวลตัดกับกางเกงสแล็คสีดำทรงสวย ผมมัดรวบเรียบร้อยไว้ด้านหลัง หญิงสาวเพ่งมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหญ่อยู่นาน พยายามค้นหาความมั่นใจจากสิ่งที่เห็น แม้ลึกๆ ในอกจะรู้สึกราวกับกำลังก้าวเข้าสู่สนามรบที่ไม่เคยรู้มาก่อนก็ตาม
ร่างบางรินกาแฟร้อนใส่กระบอกเก็บความร้อน กลิ่นหอมอบอวลช่วยคลายความตึงเครียด ก่อนจะช้อนสายตามองนาฬิกาบนผนังครัว... เจ็ดโมงสี่สิบห้านาที ยังเหลือเวลาอีกพักใหญ่ก่อนถึงเวลานัดหมาย ทว่าความกระสับกระส่ายกลับบีบคั้นให้อยู่นิ่งไม่ได้ เธอจึงตัดสินใจออกจากบ้านก่อนเวลาเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทาง
ท้องถนนยามเช้าเนืองแน่นไปด้วยยานพาหนะที่เร่งรีบขวักไขว่ ไอรีนนั่งอยู่บนรถแท็กซี่ เหม่อมองผ่านกระจกหน้าต่างไปยังผู้คนที่เดินสวนกันไปมาบนทางเท้า แต่ละคนต่างมีเรื่องราวและภาระชีวิตของตนเอง เธออดคิดไม่ได้ว่าเมื่อวานนี้เอง ชีวิตของเธอก็ยังเป็นเพียงหนึ่งในนั้น เป็นนักบัญชีอิสระธรรมดาๆ ที่มีความวิตกแค่เรื่องใบแจ้งหนี้ค่าน้ำค่าไฟ แต่วันนี้เธอกำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อนโดยสิ้นเชิง
ตึกเอเวอร์กรีนปรากฏแก่สายตาตั้งแต่ระยะไกล อาคารสูงตระหง่านโดดเด่นเหนือตึกรอบข้าง กระจกสีเข้มสะสาดแสงแดดยามเช้าจนแวววาวราวกับปราสาทแก้วที่ซุกซ่อนความลับมืดดำไว้ภายใน ไอรีนรู้สึกปั่นป่วนในช่องท้องทันทีที่แท็กซี่เลี้ยวเข้าสู่ถนนสายหลักมุ่งตรงไปยังอาคารนั้น เธอสูดหายใจเข้าลึก พยายามบังคับจังหวะหัวใจที่เริ่มรัวระทึกขึ้นทุกขณะ
เมื่อก้าวเข้าสู่ล็อบบี้อันหรูหราในเวลาแปดโมงห้าสิบห้านาที ไอรีนพบชายหนุ่มคนหนึ่งยืนรออยู่บริเวณเคาน์เตอร์ต้อนรับ เขาแต่งกายด้วยชุดสูทสีนํ้าเงินเข้มที่ดูผ่อนคลายกว่าของอลัน แต่ยังคงความเป๊ะและมีระเบียบในทุกรายละเอียด เขารูปร่างสูงใหญ่ บ่ากว้าง ใบหน้าคมเข้มติดรอยยิ้มเป็นมิตรซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากบรรยากาศเย็นชาที่เธอเคยสัมผัสจากอลัน
"คุณไอรีนใช่ไหมครับ" เขาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลพลางยื่นมือมาทักทาย
"ผมชื่อแม็กซ์ เป็นผู้ช่วยส่วนตัวของคุณอลัน วันนี้ผมจะพาคุณไปทำสัญญาและแนะนำงานเบื้องต้นครับ"
ไอรีนยื่นมือไปแตะจับเบาๆ สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นเล็กๆ ที่ช่วยเจือจางความเย็นเยียบของตึกทั้งหลัง "ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ"
"เชิญทางนี้ครับ" แม็กซ์ผายมือนำทางไปยังลิฟต์ส่วนตัว ระหว่างก้าวเดิน เขาลอบมองไอรีนด้วยสายตาพิจารณาเล็กน้อยแต่ปราศจากความคุกคาม
"ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นนะครับ ทุกคนที่มาที่นี่ครั้งแรกก็มีท่าทางแบบนี้กันทุกคน"
"มันดูออกชัดขนาดนั้นเลยเหรอคะ" ไอรีนถามกลับ พยายามแทรกอารมณ์ขันเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดในอก
แม็กซ์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ "มือคุณกำสายกระเป๋าแน่นจนข้อนิ้วเกร็งขาวหมดแล้วครับ"
ไอรีนก้มมองมือตัวเองแล้วรีบคลายเกร็งทันที ทำให้แม็กซ์ยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด บรรยากาศระหว่างทั้งสองผ่อนคลายลงเล็กน้อยขณะลิฟต์เคลื่อนตัวขึ้นสู่ชั้นบน ตัวเลขชั้นบนแผงควบคุมเปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็ว... สิบ... สิบห้า... ยี่สิบ ก่อนจะจอดนิ่งที่ชั้นสิบห้าตามที่อลันเคยระบุไว้ทางโทรศัพท์
ประตูลิฟต์เปิดออกสู่พื้นที่สำนักงานซึ่งมีบรรยากาศแตกต่างจากห้องทำงานส่วนตัวของอลันอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะเป็นความหรูหราสงบเงียบ ที่นี่กลับคึกคักไปด้วยพนักงานที่เดินไปมาอย่างขะมักเขม้น เสียงกดคีย์บอร์ดดังสม่ำเสมอผสมผสานกับเสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นเป็นระยะ ดูเป็นองค์กรธุรกิจปกติธรรมดาที่ไม่มีสิ่งใดน่าสงสัย
"ที่นี่คือแผนกบัญชีและการเงินของบริษัทในเครือครับ" แม็กซ์อธิบายพลางพาเธอเดินผ่านแถวโต๊ะทำงาน
"คุณจะได้ทำงานร่วมกับทีมนี้เป็นหลัก แต่จะต้องรายงานตรงต่อคุณอลันในบางโปรเจกต์ที่ต้องการความละเอียดเป็นพิเศษ"
"บางโปรเจกต์..." ไอรีนทวนคำ ความสงสัยฉายชัดในน้ำเสียง
แม็กซ์ชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมามองเธอด้วยสายตาจริงจังขึ้นทันตา "คุณไอรีน... ผมขอให้คำแนะนำไว้อย่างหนึ่ง ทำงานของคุณให้ดีที่สุด อย่าถามคำถามที่ไม่จำเป็น และอย่าเข้าไปยุ่งกับเอกสารที่คุณไม่ได้ทำหน้าที่ดูแล นั่นจะปลอดภัยสำหรับตัวคุณที่สุดครับ"
น้ำเสียงของเขายังคงนุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยน้ำหนักของคำเตือนที่หนักแน่น ไอรีนพยักหน้ารับ สัมผัสได้ถึงปราการไร้รูปที่โอบล้อมทุกตารางนิ้วของตึกแห่งนี้ ทั้งสองเดินต่อไปยังห้องประชุมเล็กตรงมุมชั้น มีโต๊ะกระจกใสวางอยู่กลางห้อง บนนั้นมีเอกสารสัญญาจ้างงานจัดวางไว้อย่างมีระเบียบ พร้อมปากกาหมึกซึมสีดำวางขนานอยู่ข้างๆ
"อ่านรายละเอียดให้ถี่ถ้วนก่อนเซ็นนะครับ" แม็กซ์เปิดประตูให้เธอ "ผมจะรออยู่ข้างนอก มีอะไรสงสัยเรียกผมได้ตลอดเวลาครับ"
ไอรีนนั่งลงบนเก้าอี้ พลางทอดสายตามองกองเอกสารตรงหน้าที่หนาเกือบหนึ่งเซนติเมตร ตัวอักษรขนาดเล็กเรียงแน่นเต็มหน้ากระดาษนับสิบแผ่น เธอเริ่มเปิดอ่านทีละหน้าอย่างละเอียดรอบคอบ สายตากวาดผ่านข้อกำหนดเกี่ยวกับการรักษาความลับ ข้อตกลงระยะเวลาสัญญาขั้นต่ำสามปี รวมถึงบทลงโทษรุนแรงหากมีการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทแก่บุคคลภายนอกโดยไม่ได้รับอนุญาตกระทั่งในหน้าสุดท้าย มีข้อความสั้นๆ ข้อหนึ่งที่ทำให้หัวใจของเธอชะงักจังหวะไปชั่วขณะ
เมื่อผู้ว่าจ้างลงนามในสัญญาฉบับนี้ หนี้สินทั้งหมดของนายธนากร ธนวัฒน์ ที่มีต่อบริษัท เอเวอร์กรีน โฮลดิ้ง จำกัด จะถือเป็นอันยกเลิกและสิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ นับตั้งแต่วันที่ลงนามเป็นต้นไป
ไอรีนอ่านประโยคนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้แน่ใจว่ามันคือข้อผูกพันทางกฎหมายจริง ไม่ใช่เพียงคำสัญญาปากเปล่า หญิงสาวทาบฝ่ามือลงบนกระดาษ รู้สึกได้ถึงน้ำหนักมหาศาลของพันธนาการใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
เธอหยิบปากกาขึ้นมา มือน้อยสั่นเทาเล็กน้อยขณะปลายปากกาจรดลงบนเส้นประด้านล่างกระดาษ ในหัวนึกถึงภาพรอยยิ้มของไออุ่นเมื่อคืนก่อน นึกถึงใบหน้าของพ่อในวันเก่าๆ ที่ยังคงเปี่ยมสุขโดยไร้ร่องรอยของหนี้สินใดๆ
เธอจรดปลายปากกาและลงลายมือชื่อของตัวเองอย่างหนักแน่น... แม้ก้อนเนื้อในอกจะเต้นระส่ำก็ตาม ครั้นเมื่อวางปากกาลง ประตูห้องประชุมก็เปิดออกอย่างไม่มีสัญญาณเตือน ไอรีนเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ และพบว่าผู้ที่ก้าวเข้ามากลับไม่ใช่แม็กซ์ หากแต่เป็นอลันที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงกรอบประตู เขาอยู่ในชุดสูทสีดำสนิทที่ตัดกับเสื้อเชิ้ตขาวตัวในอย่างเรียบร้อยสายตาคมกริบจับจ้องไปยังสัญญาที่มีลายเซ็นสดใหม่ของเธอ ก่อนจะช้อนขึ้นสบตากับเธอตรงๆ มุมปากหยักยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่ผสมผสานระหว่างความพึงพอใจและบางสิ่งที่ลึกล้ำเกินกว่าไอรีนจะอ่านออก
"ยินดีต้อนรับอย่างเป็นทางการ คุณไอรีน" เขาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มเรียบเช่นเคย ทว่าแววตากลับทรงพลังเสียจนทำให้ไอรีนรู้สึกเหมือนเธอเพิ่งก้าวข้ามเส้นแบ่งบางอย่างที่ไม่สามารถย้อนกลับได้อีกต่อไป
เขาสืบเท้าเข้ามาในห้อง หยิบสัญญาขึ้นมาพลิกดูอย่างรวดเร็ว ก่อนจะวางกลับลงบนโต๊ะพร้อมพยักหน้าเล็กน้อย "จากนี้ไป คุณไม่ใช่แค่คนที่เป็นหนี้ผมอีกต่อไป... แต่คุณคือคนของผม"
คำพูดนั้นเรียบง่ายทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจมหาศาล ไอรีนรู้สึกขนลุกซาบซ่านไปทั้งแขน ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความหวาดหวั่น หรือเป็นเพราะกระแสความรู้สึกบางอย่างที่เธอเองยังไม่กล้าคิด เธอทำได้เพียงพยักหน้ารับเบาๆ ไม่กล้าเอื้อนเอ่ยสิ่งใดตอบกลับไป
อลันหมุนตัวเดินออกจากห้องไปโดยไม่กล่าวอะไรเพิ่ม ทิ้งไอรีนไว้กับความเงียบและสัญญาจ้างงานที่วางอยู่บนโต๊ะกระจก เธอมองตามแผ่นหลังนิ่งสงบของเขาที่ลับหายไปตามทางเดิน ความรู้สึกในใจสับสนปั่นป่วนราวกับพายุที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ
เธอไม่อาจรู้ได้เลยว่า ประโยคที่เขาเอ่ยเมื่อครู่จะนำพาชีวิตเธอไปสู่สิ่งใดในทางปฏิบัติ แต่สิ่งหนึ่งที่เธอตระหนักได้อย่างเด่นชัด... คือนับตั้งแต่วินาทีที่ปลายปากกาจรดลงบนกระดาษแผ่นนี้ เธอได้ก้าวเข้าสู่โลกของผู้ชายที่ชื่อว่า อลัน อย่างเต็มตัวแล้ว และไม่มีทางที่ชีวิตจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก