Beranda / มาเฟีย / ใต้กลลวงของคนเลว / หนี้สินที่ไม่เคยรับรู้

Share

ใต้กลลวงของคนเลว
ใต้กลลวงของคนเลว
Penulis: อามีทอฟอ

หนี้สินที่ไม่เคยรับรู้

last update Tanggal publikasi: 2026-08-22 11:54:31

เสียงกริ่งประตูดังแผดขึ้นตอนสามทุ่มครึ่ง เสียงนั้นก้องบาดอารมณ์เสียจนไอรีนสะดุ้งสุดตัว ปลายปากกาในมือบางลากเส้นเบี้ยวไปทั้งบรรทัด ปากกาลูกลื่นกดลึกลงบนสมุดบัญชีที่เธอกำลังตรวจทานอย่างเคร่งเครียด

หญิงสาวชะงัก ช้อนสายตามองนาฬิกาเรือนเก่าบนผนัง ก่อนจะเบนสายตาไปยังประตูห้องนอนของไออุ่นน้องสาวเพียงคนเดียวที่ปิดสนิท มีแสงไฟสว่างลอดออกมาจากใต้รอยเหลื่อมประตูเล็กน้อย แสดงว่าน้องคงยังไม่หลับ แต่กระนั้นก็คงไม่ใช่คนที่มาเคาะประตูบ้านยามวิกาลเช่นนี้แน่

ไอรีนลุกขึ้นจากโต๊ะทำงานอย่างระมัดระวัง ทุกก้าวพยายามเลี่ยงไม่ให้เกิดเสียง เดินตรงไปยังประตูหน้าบ้าน แล้วค่อยๆ ยื่นหน้าเข้าไปส่องผ่านรูตาแมวออกไปเบื้องนอก เงาร่างของชายฉกรรจ์สองคนในชุดสูทสีเข้มยืนตระหง่านอยู่หน้าประตู ท่าทางของพวกเขาสงบนิ่ง ดูเรียบเฉย เยือกเย็นเกินกว่าจะเป็นมิตรหรือเพื่อนบ้านที่แวะมาทักทาย ชายคนหนึ่งถือแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลหนาไว้ในมือ

"คุณไอรีน วนัสนันท์ใช่ไหมครับ"

เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบถามขึ้นทันทีที่เธอปลดล็อกและแง้มประตูออกเพียงครึ่งบาน โดยยังคงคล้องสายโซ่กันขโมยไว้อย่างระมัดระวัง

"พวกคุณเป็นใคร"

ไอรีนถามกลับ น้ำเสียงพยายามบังคับให้ราบเรียบและนิ่งสงบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งที่ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเริ่มเต้นระส่ำถี่รัวขึ้นทุกวินาที

"เราเป็นตัวแทนจากบริษัท เอเวอร์กรีน โฮลดิ้ง ครับ" ชายคนที่ถือแฟ้มเอ่ยขึ้น น้ำเสียงไร้รอยคลื่นอารมณ์ "มาพบเรื่องหนี้สินของคุณธนากร ธนวัฒน์ บิดาของคุณ"

ไอรีนรู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุดกึก อากาศรอบตัวพลันเย็นเฉียบไปชั่วขณะ พ่อของเธอเสียชีวิตไปแล้วเมื่อสามเดือนก่อนด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ไม่มีใครคาดคิด และนับแต่วันนั้น เธอก็พยายามดิ้นรนสะสางภาระทุกอย่างที่พ่อทิ้งไว้ ทั้งหนี้บัตรเครดิต หนี้สินธนาคาร แต่ทว่า... เธอไม่เคยได้ยินชื่อ "เอเวอร์กรีน โฮลดิ้ง" ปรากฏอยู่ในชีวิตของพ่อเลยสักครั้งเดียว

"พ่อฉันไม่ได้เป็นหนี้บริษัทคุณ" เธอปฏิเสธทันควัน

"ฉันตรวจสอบเอกสารการเงินและรายการบัญชีของพ่อหมดแล้ว"

ชายคนนั้นยิ้มจางๆ รอยยิ้มประดับใบหน้าที่ไม่ส่งไปถึงดวงตาและไร้ซึ่งความอบอุ่นโดยสิ้นเชิง เขาค่อยๆ เปิดแฟ้มเอกสาร คลี่กระดาษแผ่นหนึ่งแล้วยื่นผ่านช่องประตูที่เปิดแคบๆ เข้ามาให้เธอดู มันคือสัญญากู้ยืมเงิน... สลักนามและลงลายมือชื่อโดย ธนากร ธนวัฒน์ ลายเซ็นอันคุ้นเคยที่เธอจำได้แม่นยำเพราะเคยเห็นบนเอกสารนับไม่ถ้วนมาตั้งแต่เยาว์วัย ทว่าตัวเลขแปดหลักที่ระบุเด่นหราอยู่ในสัญญากลับทำให้มือบางที่รับกระดาษมาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ สิบสองล้านบาท

"เป็นไปไม่ได้..." เธอพึมพำ เสียงแผ่วเบาแทบหายไปในลำคอ "พ่อไม่มีทางกู้เงินมากมายขนาดนี้"

"เอกสารและสัญญาลายลักษณ์อักษรพูดแทนตัวมันเองครับ คุณไอรีน" ชายคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ นุ่มนวล ทว่าหนักแน่นจนกดดัน

"ท่านประธานของเราประสงค์จะพบคุณโดยตรง เพื่อหารือเรื่องการชดใช้หนี้สินก้อนนี้"

"ท่านประธาน?" ไอรีนทวนคำ ความระแวงและความสงสัยแทรกซึมอยู่ในน้ำเสียง

"คุณอลัน เศรษฐโสภณ ครับ" เขาตอบ พลางโน้มศีรษะลงเล็กน้อย ราวกับชื่อนั้นเป็นนามศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องเคารพยามเอื้อนเอ่ย

"พรุ่งนี้เวลาบ่ายสองตรง ทางเราจะส่งรถมารับคุณที่นี่ แต่หากคุณไม่สะดวกมา..." เขาเว้นจังหวะชั่วครู่ ดวงตาจ้องลึกเข้ามา

"เรื่องราวหลังจากนี้อาจจะซับซ้อนและยุ่งยากกว่านี้มากครับ"

เขาไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ แต่บรรยากาศอันดาดเดี่ยวที่ทิ้งไว้ก่อนหมุนตัวเดินจากไปนั้น ชัดเจนพอจะทำให้ไอรีนตรัสรู้ได้ทันทีว่า นี่ไม่ใช่คำขอร้องหรือคำเชิญ... แต่คือคำสั่งที่ไม่ยินยอมให้ปฏิเสธ

ไอรีนข่มตานอนไม่ลงตลอดทั้งคืน เธอนั่งจมอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ พยายามสืบค้นและพิมพ์ชื่อ "เอเวอร์กรีน โฮลดิ้ง" รวมถึง "อลัน เศรษฐโสภณ" ในทุกฐานข้อมูลและซอกมุมของอินเทอร์เน็ตที่พอจะนึกออก ทว่าผลลัพธ์ที่ปรากฏกลับน้อยนิดจนผิดสังเกต บริษัทเอเวอร์กรีนถูกจดทะเบียนอย่างถูกต้องในฐานะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการลงทุน งบการเงินและเอกสารดูสะอาดหมดจดเกินไปจนชวนให้ประหวั่นพรั่นพรึง ไม่มีข่าวอื้อฉาว ไม่มีประวัติข้อพาททางกฎหมาย ประหนึ่งมีมือที่มองไม่เห็นตั้งใจขัดเกลาและเก็บลบร่องรอยความสกปรกทุกอย่างจนกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับความถูกต้องอย่างแยบยล

แต่แล้ว เธอกลับไปพบกระทู้เว็บบอร์ดเล็กๆ ไม่กี่กระทู้ที่เอ่ยถึงชื่อตระกูลนี้ด้วยระลอกคลื่นความกลัว น้ำเสียงระมัดระวังราวกับกลัวว่าแค่พิมพ์ออกมาก็จะมีใครรับรู้ ประโยคชวนขนลุกอย่าง "อย่ายุ่งกับคนตระกูลนี้" ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่า หญิงสาวปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ลงในเวลาตีสี่ครึ่ง พร้อมกับสองมือบางที่เย็นเฉียบจนไร้ความรู้สึก

เช้าวันรุ่งขึ้น ไอรีนบอก 'ไออุ่น' น้องสาวว่าเธอต้องออกไปจัดการธุระเรื่องเอกสารมรดกและทรัพย์สินของพ่อ เธอไม่กล้าปริปากบอกความจริงอันแสนหนักอึ้ง เพราะไม่อยากให้น้องสาวที่เพิ่งก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยปีหนึ่งต้องแบกรับความวิตกไปด้วย ไออุ่นเพียงแค่พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย โดยไม่ทันสังเกตเห็นแววตาหวาดหวั่นและเงามืดที่บดบังอยู่ในดวงตาของพี่สาว

กระทั่งเวลาบ่ายสองตรง รถเบนซ์สีดำสนิทติดฟิล์มมืดสนิท ก็แล่นมาจอดนิ่งสนิทที่หน้าบ้านตรงเวลาเป๊ะ พนักงานขับรถก้าวลงมาเปิดประตูให้เธอด้วยท่าทีสุภาพนอบน้อมราวกับเธอเป็นแขกทรงเกียรติ ทว่าสายตาเรียบเฉยใต้สูทสีดำกลับบอกชัดเจนว่า เธอไม่มีสิทธิ์เลือกทางเดินอื่นอีกแล้ว

อาคารสำนักงานใหญ่ของ เอเวอร์กรีน โฮลดิ้ง ตั้งตระหง่านอย่างยิ่งใหญ่ใจกลางย่านธุรกิจ กระจกอาคารสีเข้มสะท้อนแสงแดดเจิดจ้าจนไม่อาจมองลอดเข้าไปเห็นความเคลื่อนไหวภายใน ไอรีนถูกนำทางผ่านล็อบบี้อันหรูหราอลังการ ผ่านระบบรักษาความปลอดภัยหนาแน่นหลายชั้นซึ่งดูเข้มงวดเกินกว่าบริษัทอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป ก่อนจะถูกต้อนขึ้นลิฟต์ส่วนตัวเพื่อตรงไปยังชั้นสูงสุดของอาคาร

เสียงสัญญาณลิฟต์ดังขึ้นเบาๆ เมื่อเปิดออกสู่ห้องทำงานขนาดใหญ่โตก็ประจักษ์แก่สายตา ผนังห้องเป็นกระจกบานกว้างรอบทิศทาง เผยให้เห็นทัศนียภาพกว้างไกลของเมืองหลวงตระหง่านอยู่เบื้องล่าง และ ณ ใจกลางห้อง หลังโต๊ะทำงานสีดำคลับทรงโบราณอันหรูหราร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งประจำตำแหน่งอยู่

เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองในทันทีที่เธอสืบเท้าเข้าไป สายตายังคงจดจ่ออยู่กับเอกสารตรงหน้า ปล่อยให้ความเงียบทำงาน และเปิดโอกาสให้ไอรีนได้ลอบสังเกตเขา อลัน เศรษฐโสภณ ดูมีอายุราวๆ สามสิบต้นๆ สวมสูทสากลสีดำเข้มตัดเย็บอย่างประณีตและพอดีตัวไร้ที่ติจนดูราวกระชับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ผมสีดำสนิทถูกหวีเรียบร้อย โครงหน้าคมคายสันคมราวกับรูปแกะสลักหินอ่อน แต่สิ่งที่ทำให้ไอรีนรู้สึกหนาวเยือกไปถึงขั้วหัวใจกลับเป็นความนิ่งสงบของเขามันไม่ใช่ความสงบเยือกเย็นธรรมดา แต่เป็นบรรยากาศของผู้ครอบครองที่สั่งสมอำนาจจนสามารถกดควบคุมทุกสิ่งรอบตัวไว้ในกำมือได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ครั้นเมื่อเขายอมเงยหน้าขึ้นในที่สุด สายตาทอดลึกสีเข้มล้ำลึกคู่นั้นก็จับจ้องตรงมายังเธอ นิ่งสะกด และไม่กะพริบ ราวกับกำลังผ่าแยกประเมินความรู้สึกทุกอณูของเธอออกเป็นชิ้นๆ

"นั่งสิ" น้ำเสียงทุ้มต่ำ กังวาน และเรียบเฉยเอ่ยขึ้น มันไม่ใช่คำเชิญชวน แต่เป็นคำสั่งทรงพลังที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยมารยาทอันตื้นเขินไอรีนขยับตัวนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้าม พยายามบีบบังคับสติและอาการประหม่าไม่ให้ฉายออกมาทางสีหน้า

"คุณอลัน ฉันต้องการทราบว่าสัญญาที่คุณอ้างว่าพ่อของฉันเซ็นไว้นั้นมันคืออะไรกันแน่ ตลอดเวลาที่ผ่านมา พ่อไม่เคยพูดถึงหนี้สินก้อนนี้เลยแม้แต่คำเดียว"

อลันเอนหลังพิงเบาะเก้าอี้หนังอย่างเชื่องช้า มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่เย็นชาแต่ไปไม่ถึงดวงตา

"คุณพ่อของคุณกู้ยืมเงินก้อนนี้ไปเมื่อสองปีก่อน เพื่อนำไปหมุนเวียนในธุรกิจที่ล้มเหลว เขาผ่อนชำระดอกเบี้ยให้ผมมาโดยตลอด... จนกระทั่งประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต"

"แล้วทำไมถึงไม่มีเอกสาร หรือหลักฐานการกู้ยืมเรื่องนี้ในบันทึกทางการเงินของพ่อเลยล่ะคะ"

"เพราะธุรกิจของผม ไม่ใช่ธุรกิจประเภทที่ชอบทิ้งร่องรอยหรือเส้นทางการเงินไว้ให้ใครตามสืบได้ง่ายๆ" เขาตอบกลับตรงๆ อย่างไร้ความลังเล น้ำเสียงราบเรียบปานเรื่องปกติธรรมดา

ความตรงไปตรงมาอันไร้แยบยลของเขาทำให้ไอรีนถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ เธอคาดหวังว่าจะได้ยินคำปฏิเสธ การบิดพลิ้ว หรือข้ออ้างกลบเกลื่อน แต่ชายตรงหน้ากลับยอมรับตัวตนอันมืดดำของตัวเองออกมาอย่างหน้าตาเฉยและไร้ซึ่งความละอาย

"ถ้าอย่างนั้น เงินสิบสองล้านบาทนี่... ก็คือเงินสกปรกน่ะสิ" เธอโพล่งออกไปโดยไม่ทันหยุดคิด

สายตาของอลันไหววูบไปเล็กน้อย ไม่ใช่รอยแผลจากความโกรธ แต่กลับเป็นความสนใจที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างอัศจรรย์ ราวกับเธอเพิ่งก้าวข้ามเส้นบางๆ ที่ไม่เคยมีใครกล้าข้ามต่อหน้าเขามาก่อน

"หึ..กล้าพูดตรงดีนี่" เขาเอื้อนเอ่ยคำพูดออกมาอย่างช้าๆ

"คนส่วนใหญ่ที่ได้นั่งลงตรงเก้าอี้ตัวที่คุณนั่งอยู่ตอนนี้ ถ้าไม่ร้องไห้ฟูมฟาย ขอร้องอ้อนวอน ก็มักจะพยายามเสนอข้อต่อรองโง่ๆ แต่คุณกลับเลือกที่จะท้าทายผม"

"ฉันแค่ต้องการทราบความจริง" ไอรีนตอบ พยายามประคองน้ำเสียงให้มั่นคงที่สุด เท่าที่หัวใจซึ่งเต้นระทึกอยู่ข้างในจะอำนวย

"และฉันก็ไม่มีปัญญาหาเงินสิบสองล้านบาทมาชดใช้คืนให้คุณได้แน่ๆ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม"

ความเงียบโรยตัวปกคลุมทั่วทั้งห้องทำงานอยู่นานครู่หนึ่ง อลันค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินตรงไปยังกระจกบานใหญ่ หันหลังให้เธอพร้อมกับทอดสายตามองลงไปยังทิวทัศน์เมืองใหญ่เบื้องล่าง

"ผมไม่ได้ต้องการเงินของคุณ" ในที่สุดเขาก็พูดขึ้น

ไอรีนขมวดคิ้ว กะพริบตาถี่ด้วยความไม่แน่ใจ "หมายความว่ายังไงคะ..."

ชายหนุ่มหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า สายตาคู่นั้นเปลี่ยนแปรไปอีกครั้ง ครานี้มีร่องรอยของแผนการอันแยบยลซ่อนอยู่ลึกๆ

"ผมมีบริษัทบังหน้าหลายแห่งที่ต้องการนักบัญชีที่ไว้ใจได้ และที่สำคัญ... ต้องเก่งพอที่จะไม่ทิ้งข้อผิดพลาดไว้ให้ใครย้อนกลับมาเล่นงานผมได้ ผมสืบประวัติคุณมาหมดแล้ว คุณจบบัญชีด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เคยทำงานในบริษัทตรวจสอบบัญชีระดับท็อปมาสามปีก่อนจะออกมาเป็นฟรีแลนซ์"

ไอรีนรู้สึกเย็นวาบไปถึงแผ่นหลัง เขารู้จักตัวตนและภูมิหลังของเธอละเอียดลออยิ่งกว่าที่เธอคาดคิดไว้เสียอีก

"คุณกำลังจะบอกว่า..."

"มาทำงานให้ผม" เขาตัดบทด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ

"ดูแลและจัดการบัญชีให้บริษัทในเครือของผม ทั้งหมดนั้น... แลกกับการยกเลิกหนี้สินสิบสองล้านบาทของพ่อคุณทันที"

ข้อเสนอนี้ฟังดูง่ายดายเกินไป... ง่ายเกินกว่าจะไม่มีกับดักมืดดำซ่อนอยู่เบื้องหลัง ไอรีนมองหน้าเขาด้วยความระแวดระวังถึงขีดสุด

"ทำไมต้องเป็นฉัน ในเมื่อคุณมีเงินทองมากพอจะว่าจ้างนักบัญชีฝีมือดีอีกเป็นร้อยคนในเมืองนี้"

อลันสืบเท้ากลับมาที่โต๊ะทำงาน เขาประสานนิ้วมือเข้าหากัน สายตาคมกริบจับจ้องเธอไม่คลาดสายตา

"เพราะพ่อของคุณเป็นหนี้ผม นั่นหมายความว่าคุณมีพันธนาการกับผมและเหตุผลมากพอที่จะไม่มีวันทรยศผม... ไม่อย่างนั้น ทั้งคุณและครอบครัวของคุณจะหาความสงบสุขไม่ได้อีกเลย"

คำขู่นั้นเย็นเยียบราวกับใบมีดโกนที่กรีดผ่านหน้าต่างมารยาทอันฉาบฉวย ไอรีนรู้สึกได้ถึงกับดักที่กำลังโอบล้อมบีบคั้นเธอไว้ทุกทาง ทว่าในขณะเดียวกัน เธอ กลับไม่มีทางเลือกอื่นให้เดินหนี หากปฏิเสธ หนี้สินก้อนโตจะยังคงอยู่อย่างไร้ทางออก และเธอไม่อาจหยั่งรู้ได้เลยว่า คนระดับอลันจะลงมือทำเรื่องเลวร้ายอะไรกับเธอและไออุ่นบ้างหากเธอคิดขัดขืน

"ฉัน... พอจะมีเวลาคิดบ้างไหมคะ" เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา

"สามวัน" อลันตอบทันควัน ก่อนจะหยิบนามบัตรแผ่นบางขึ้นมาจากลิ้นชัก นิ้วเรียวยาวเลื่อนกระดาษแผ่นนั้นส่งมาตรงหน้าเธอ

"ถ้าตัดสินใจได้แล้ว ให้โทรหาผมที่เบอร์นี้" ไอรีนเอื้อมมืออันสั่นเทาไปหยิบนามบัตรขึ้นมา บนกระดาษแผ่นเรียบหรูนั้นมีเพียงแค่ชื่อของเขาและเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัว... ไม่มีชื่อตำแหน่ง ไม่มีที่อยู่บริษัท ราวกับตัวตนของชายชื่อ อลัน เศรษฐโสภณ นั้น ยิ่งใหญ่และเด่นชัดพอจนไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายใดๆ เพิ่มเติมอีกแล้ว

เธอลุกขึ้นยืน เตรียมตัวหมุนกายเดินออกจากห้องทึบอึดอัดนี้ แต่ก่อนที่เท้าจะก้าวพ้นขอบประตู เสียงเข้มทุ้มของอลันก็ดังแทรกความเงียบขึ้นมาจากเบื้องหลัง

"คุณไอรีน" เรือนร่างบางชะงักกึก เธอค่อยๆ หันกลับไปมอง

"ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจอย่างไร..." เขาเอ่ยช้าๆ น้ำเสียงมีรอยแฝงบางอย่างที่ยากจะหยั่งถึง

"ผมก็จะจับตาดูคุณอยู่ดี" ประโยคนั้นไม่ได้ฟังดูเหมือนคำขู่เข็ญดั่งเช่นในละคร แต่เต็มไปด้วยน้ำหนักของความจริงจังที่หนักแน่น ราวกับว่าเขาคือผู้กุมชะตากรรมและเส้นทางชีวิตของเธอไว้ในกำมืออย่างสมบูรณ์แล้ว

ไอรีนไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เธอเพียงแค่พยักหน้าลงเล็กน้อย ก่อนจะเร่งฝีเท้าก้าวออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว หัวใจโหมเต้นรัวแรงจนได้ยินเสียงเลือดยิ่งฉีดก้องในหัว

ภายในลิฟต์ที่กำลังเคลื่อนตัวลงสู่ชั้นล่างอย่างนุ่มนวล ไอรีนเหม่อมองภาพสะท้อนของตัวเองบนผนังกระจกเงา ใบหน้าของเธอซีดเซียวไร้สีเลือด สองมือยังคงกำนามบัตรแผ่นนั้นไว้แน่นจนขอบกระดาษแข็งบุ๋มลึกลงไปในเนื้อผิว

เธอไม่รู้เลยว่า ตัวเองกำลังจะก้าวเท้าเข้าสู่โลกแบบไหน... โลกไร้สีขาวที่มีกฎเกณฑ์อันโหดร้ายแตกต่างจากโลกที่เธอเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง โลกที่มีชายคนหนึ่งสามารถมองเธอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยอันตราย ทว่ากลับทรงอิทธิพลและดึงดูดอย่างน่าประหลาดในเวลาเดียวกัน แต่สิ่งที่ทำให้เธอหวาดหวั่นพรั่นพรึงที่สุด กลับไม่ใช่คำข่มขู่ หรือหนี้สินสิบสองล้านบาทที่ทับทรวงอกเธออยู่...

หากแต่เป็นความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างที่ซ่านแล่นผ่านร่างกายยามได้สบตากับอลันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนออกจากห้อง ความรู้สึกลึกๆ ที่คอยพร่ำเตือนเธอว่า ต่อให้เวลาสามวันข้างหน้าจะผ่านไปอย่างไร และไม่ว่าคำตอบของเธอจะเป็นเช่นไร... ชีวิตของเธอและน้องสาวก็ไม่มีวันกลับไปสงบสุขได้เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

รถเบนซ์สีดำสนิทคันเดิมยังคงจอดรอคอยอยู่ที่หน้าตึก คนขับเตรียมพร้อมที่จะพาเธอกลับสู่อุ้งมือของความจริง ร่างบางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเบื้องบนที่เริ่มมืดครึ้มด้วยสายฝนที่ก่อตัวขึ้น พลางขบคิดวนเวียนว่า วงจรชีวิตของเธอหลังจากนี้... ได้ก้าวเข้าสู่ความวุ่นวายอย่างแท้จริง

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ใต้กลลวงของคนเลว   คำมั่นสัญญา

    หกเดือนผ่านไปอย่างเงียบงัน ราวกับกาลเวลาได้ตั้งใจทอดตัวให้ทุกบาดแผลค่อยๆ สมานลงทีละน้อย คฤหาสน์หลังงามใจกลางเมืองซึ่งครั้งหนึ่งเคยปกคลุมด้วยเงาแห่งความหวาดระแวง บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้สด เสียงหัวเราะแผ่วใส และแสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านม่านโปร่งเข้ามาแต้มพื้นหินอ่อนเป็นประกายอ่อนโยน ทุกมุมของบ้านคล้ายได้รับชีวิตใหม่ อลันยังคงอยู่เคียงข้างไอรีนไม่ห่าง ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เขาเฝ้าดูชีวิตของเธออย่างใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อยที่สุด ไอรีนในชุดคลุมท้องสีอ่อนยืนอยู่ริมหน้าต่าง ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มสงบ หน้าท้องที่นูนขึ้นตามอายุครรภ์หกเดือนทำให้เธอดูอ่อนโยนกว่าเดิมอย่างประหลาด และทุกครั้งที่ปลายนิ้วของเธอแตะลงบนชีวิตน้อยๆ ใต้ฝ่ามือ อลันก็มักจะมองภาพนั้นด้วยแววตาแน่นิ่งลึกซึ้ง ราวกับทั้งโลกของเขาถูกย่ออยู่ตรงหน้าเพียงเท่านี้หลังการขอแต่งงานในค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงเทียนและคำสัญญา งานวิวาห์ของทั้งคู่ก็ผ่านพ้นไปอย่างงดงาม มิใช่เพราะความหรูหราของสถานที่หรือเสียงชื่นชมจากผู้คน หากเพราะในวันนั้น ไอรีนได้เห็นชายผู้เคยแบกรับทุกอย่างเพียงลำพังยืนอยู่ตรงหน้าเธอด้วยหัวใจที่เปิดเผยที่สุด อลันไม

  • ใต้กลลวงของคนเลว   คลี่คลาย 1.2

    "เธอเหนื่อยมามากแล้วนะไออุ่น..." แม็กซ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลกว่าทุกครั้ง มือหนาที่แข็งแรงขึ้นตามลำดับเอื้อมไปกุมมือเรียวบางของเธอไว้เบาๆ "ตลอดหนึ่งเดือนเต็ม เธอยอมทิ้งชีวิตตัวเองมานั่งเฝ้าผู้ชายเลือดเย็นอย่างฉัน... ไม่เหนื่อยบ้างเลยหรือไง"ไออุ่นส่ายหัวช้าๆ รอยยิ้มหวานปรากฏขึ้นที่มุมปาก ดวงตากลมโตสบประสานกับนัยน์ตาคมของเขาอย่างมั่นคง“เหนื่อยดิ คิดว่าฉันเป็นหุ่นยนต์หรือไง” ไออุ่นตอบทันควัน ทำเอาแม็กซ์ชะงักไปเล็กน้อย เธอถอนหายใจพรืดแล้วเหลือบมองเขาด้วยแววตาดื้อๆ “แต่เหนื่อยแล้วไง นายยังหายใจอยู่ ฉันก็ต้องดูแลต่อสิ คนอย่างนายถ้าปล่อยไว้คนเดียวไม่เกินครึ่งวันก็คงดื้อจนแผลฉีกอีก แล้วก็อย่ามาทำหน้าเหมือนตัวเองเป็นภาระนะ ฉันไม่ชอบ” น้ำเสียงห้าวของเธอแข็งอยู่เพียงเปลือกนอก แต่ท้ายประโยคกลับเบาลงเหมือนคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งอย่างอ่อนโยน “อีกอย่าง...ถ้าวันนั้นไม่มีนาย ฉันก็คงไม่ได้มายืนด่านายตรงนี้เหมือนกัน เพราะงั้นเลิกคิดมาก แล้วกินซุปซะ”แม็กซ์มองเธออยู่ครู่ใหญ่ เหมือนต้องการแน่ใจว่าทุกคำของเธอเป็นจริง “ฉันเคยคิดว่าถ้าไม่ผูกพันกับใคร ก็จะไม่มีใครใช้เป็นจุดอ่อนของฉันได้” เขาพู

  • ใต้กลลวงของคนเลว   คลี่คลาย 1.1

    เวลาล่วงเลยผ่านไป ราวกับ เพื่อปล่อยให้ร่างกายที่บอบช้ำและหัวใจที่ผ่านคืนเลวร้ายได้ค่อยๆ เยียวยาตัวเอง บ้านพักริมทะเลหลังเดิมซึ่งเคยเป็นสมรภูมิของเสียงปืน ถูกซ่อมแซมทีละส่วนจนเกือบไม่เหลือร่องรอยของคืนนั้น รอยกระสุนบนเสาไม้หน้าระเบียง แม้ช่างจะเสนอให้เปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ไออุ่นกลับขอให้เก็บรอยเล็กๆ รอยหนึ่งไว้ มันอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาเสียจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น แต่สำหรับเธอ รอยนั้นไม่ใช่อนุสรณ์ของความรุนแรง หากเป็นเครื่องเตือนใจว่าพวกเขารอดมาแล้วจริงๆ และชีวิตหลังจากนี้ไม่ควรถูกใช้ไปกับการหวาดกลัวเพียงอย่างเดียวในสัปดาห์แรก บ้านทั้งหลังยังมีกลิ่นสี กลิ่นยาฆ่าเชื้อ และกลิ่นเค็มของทะเลปะปนกันจนแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร เสียงค้อนจากช่างซ่อมดังขึ้นตั้งแต่สายและเงียบลงก่อนตะวันตกดิน ไออุ่นเป็นคนเดินตรวจทุกมุมด้วยตัวเอง เธอถามตั้งแต่ชนิดของสกรูที่ใช้ยึดบานพับ ไปจนถึงระยะเวลาสำรองไฟของสัญญาณเตือนภัย นายช่างวัยกลางคนพยายามอธิบายอย่างละเอียด ทว่าเมื่อเห็นหญิงสาวกอดอกขมวดคิ้ว เขาก็รีบยืนยันว่าได้ทดสอบทุกอย่างแล้วถึงสามรอบ เธอพยักหน้าเพียงนิด ก่อนทิ้งท้ายเสียงห้าวว่า “ดี ถ้าดังช้ากว่าคนร้ายครึ

  • ใต้กลลวงของคนเลว   บทสรุป 1.2

    ครั้งหนึ่ง วิกเตอร์เคยเชื่อว่าโซเฟียไม่ใช่น้องสาวของอลันจริงๆ เชื่อหลักฐานปลอมที่ถูกจัดฉาก เชื่อในศักดิ์ศรีของตนมากกว่าดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาของหญิงสาวคนนั้น คืนที่เขาลงมือ เขาจำได้ว่าโซเฟียไม่ได้ร้องขอชีวิตให้นานนัก เธอเพียงเรียกชื่อเขาเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงที่สั่นจนแทบไม่เป็นคำ เหมือนคนที่ยังเชื่อว่าเขาจะหยุดได้ในวินาทีสุดท้าย ทว่าความโกรธในตอนนั้นทำให้เขาหูหนวกและตาบอด เขาเลือกจะฟังเสียงของตนเองมากกว่าความจริง และเมื่อความทรงจำเหล่านั้นย้อนกลับมาในคืนนี้ มันจึงไม่ใช่เพียงภาพอดีต หากเป็นคำพิพากษาที่ไม่มีศาลใดเมตตาได้อีกเสียงหัวเราะของวิกเตอร์แปรเปลี่ยนเป็นเสียงสะอื้นที่บิดเบี้ยวและเจ็บปวด เขาทรุดลงกับพื้นชั่วขณะก่อนจะเงยหน้าขึ้นด้วยแววตาว่างเปล่า คนที่เคยเชื่อว่าตนควบคุมทุกอย่างได้กำลังแตกสลายอยู่ตรงหน้าทุกคน เขาล้วงปืนออกมาจากเสื้อคลุมด้วยมือที่สั่นเทา ปลายกระบอกปืนยกขึ้นจ่อขมับตนเองอย่างเชื่องช้า “โซเฟีย...พี่ขอโทษ” คำพูดนั้นหลุดออกจากปากเขาเหมือนเสียงของคนที่ถูกความผิดบาปฉีกทึ้งจนไม่เหลือศักดิ์ศรีใด ๆ อีกต่อไป อลันตะโกนห้าม แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าจะใช้คำพูดหยุดยั้งได้วา

  • ใต้กลลวงของคนเลว   บทสรุป 1.1

    ค่ำคืนนั้น คฤหาสน์หลังใหญ่จมอยู่ใต้ความเงียบอันหนักอึ้ง ราวกับทุกเสียงในโลกถูกกลืนหายไปพร้อมกับความหวังที่ค่อย ๆ ริบหรี่ลงในหัวใจ ไอรีนนั่งนิ่งอยู่บนโซฟาตัวเดิมมานานเกินกว่าจะนับเวลาได้ สองมือของเธอประสานแน่นจนปลายนิ้วเย็นเฉียบ ริมฝีปากสั่นระริกขณะพึมพำคำภาวนาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดวงตาคู่สวยแดงช้ำจากการร้องไห้ แต่เธอก็ไม่กล้าปิดเปลือกตาลงแม้เพียงวินาทีเดียว เพราะทุกครั้งที่หลับตา ภาพของไออุ่น น้องสาวสุดที่รัก ก็จะฉายชัดขึ้นมาในความมืดด้วยใบหน้าซีดเผือด เต็มไปด้วยความหวาดกลัว และเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่ไม่มีใครรู้ว่าจะไปถึงทันหรือไม่ ความรู้สึกผิดกัดกินหัวใจเธออย่างเงียบงัน หากวันนั้นเธอระวังมากกว่านี้ หากเธอปกป้องน้องได้ดีกว่านี้ เหตุการณ์ทั้งหมดอาจไม่เดินทางมาถึงจุดที่ทุกลมหายใจต้องแลกกับความหวาดหวั่นเช่นนี้ก็เป็นได้ภายในบ้าน ไม่มีใครกล้าพูดเสียงดัง ผู้ติดตามยืนกระจายตัวอยู่ตามมุมห้องด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เสียงนาฬิกาบนผนังดังติ๊กต่อกเป็นจังหวะเชื่องช้า ทว่าในความรู้สึกของไอรีน มันกลับดังราวกับเสียงตอกย้ำวินาทีแห่งการรอคอยอันโหดร้าย ทุกนาทีที่ผ่านไปหมายถึงอันตรายที่อาจเพิ่มขึ้นอีกห

  • ใต้กลลวงของคนเลว   เงื่อนงำที่คลี่คลาย

    บรรยากาศภายในคฤหาสน์ของอลันหนักอึ้งราวกับอากาศทั้งหลังถูกกดทับด้วยเงามืดแห่งความสูญเสีย ทุกคนในบ้านต่างเงียบงัน ไม่มีใครกล้าเอ่ยคำใดออกมาเกินความจำเป็น เสียงฝีเท้าของบอดี้การ์ดที่วิ่งเข้าออกด้านนอกดังแว่วมาเป็นระยะ แต่ภายในห้องรับรองใหญ่กลับเต็มไปด้วยความเงียบที่บีบรัดหัวใจยิ่งกว่าสิ่งใด ๆไอรีนนั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่กลางห้อง ร่างบางสั่นสะท้านจนแทบทรงตัวไม่อยู่ น้ำตาไหลอาบแก้มไม่ขาดสาย ดวงตาคู่สวยแดงก่ำจากการร้องไห้อย่างหนัก เธอพยายามกลั้นเสียงสะอื้นหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ เมื่อภาพน้องสาวเพียงคนเดียวถูกพาตัวไปยังคงวนเวียนอยู่ในความคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า“ไออุ่น... ฮึก... อลัน ไออุ่นจะเป็นอะไรไหม” เสียงของเธอสั่นพร่าแทบไม่เป็นคำ “ฉันควรอยู่กับน้อง ฉันไม่ควรปล่อยให้น้องต้องเจอเรื่องแบบนั้นเลย”อลันนั่งอยู่ข้างเธอ แขนแกร่งโอบร่างคนที่กุมหัวใจของเขาเอาไว้แน่น เขากดศีรษะทุยของเธอให้ซบลงกับอกกว้าง แล้วลูบแผ่นหลังเล็กอย่างปลอบประโลม แม้สีหน้าของเขาจะนิ่งขึง แต่แววตาคมกริบกลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและโกรธเกรี้ยว ความรู้สึกผิดกัดกินอยู่ลึก ๆ ในใจ เขาเป็นคนที่ควรปกป้องทุกคนในครอบครัว แต่ในค่ำค

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status