تسجيل الدخولNamking part
เวลาผ่านไปนานหลายนาทีฉันยังนั่งรอเฮียเคย์ตรงม้าหินอ่อนที่ได้นั่งในตอนแรกเหมือนเดิมไม่ได้ลุกไปไหนตามคำสั่งของเฮียเคย์อย่างเคร่งครัด เพราะไม่อยากดื้อลุกออกไปแล้วโดนดุภายหลัง ฉันนั่งรอเฮียเคย์ที่ได้ออกไปพบกับรุ่นน้องหน้าแถวแล้วมองเขาที่ยืนอยู่ในท่ากางขาออกมือไขว้หลังอย่างที่พี่วินัยชอบทำด้วยความเหม่อลอยเพราะเริ่มรู้สึกง่วงจากบรรยากาศตอนเย็นที่เย็นสบาย
ในขณะที่เฮียเคย์เขากำลังยืนนิ่งๆ เงียบๆ แต่สีหน้าเรียบนิ่งของเขากลับแผ่รังสีความน่าเกรงขามเอาเรื่อง และใช่ค่ะฉันก็เพิ่งรู้วันนี้นี่เองว่าเฮียเคย์เขาเป็นพี่วินัยหรือที่รู้จักกันในชื่อพี่ว้ากเหมือนกันแต่ดูเหมือนว่าหน้าที่หลักของพี่วินัยตอนนี้จะเป็นรุ่นพี่ปีสามซะส่วนใหญ่ ในส่วนของปีสี่ก็แค่ทำหน้าที่คอยดูแลอยู่ห่างๆ แทน
และคนที่กำลังพูดอยู่ตอนนี้ก็คือญาติผู้พี่ของฉันอย่างเฮียจอมทัพนั่นเองที่กำลังพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นดุดันอย่างน่าเกรงขามเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในช่วงปีหนึ่งให้อยู่ในกรอบและกฎที่ได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด
อย่างที่ทราบกันว่าคณะวิศวะเป็นคณะที่ขึ้นชื่อความเป็นระเบียบวินัย และขึ้นชื่อเรื่องความโหดความดุและเอาจริงเอาจังในทุกเรื่อง เพราะพวกเขามีกลุ่มพี่วินัยที่แข็งแกร่งคอยดูแลอย่างที่เห็น
ซึ่งมันแตกต่างจากคณะอื่นๆ ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้มาก คณะอื่นรุ่นพี่จะออกไปทางแนวชิวๆ ไม่ค่อยเคร่งกับรุ่นน้องสักเท่าไหร่แต่ถ้าเป็นคณะวิศวะละก็ทุกอย่างต้องเป๊ะ!
"สวัสดีครับ ไม่ทราบว่านั่งรอใครอยู่เหรอครับ"
พึบ!
ฉันกำลังนั่งเหม่อมองเฮียเคย์อย่างเพลิดเพลินแต่จู่ๆ ก็มีผู้ชายที่ใส่ชุดแบบเฮียเคย์เดินเข้ามาทักฉัน ก็เลยทำให้ฉันต้องเงยหน้าขึ้นไปมองเขาด้วยความรู้สึกสงสัยพร้อมกับความรู้สึกอึกอักทำตัวไม่ถูกแวบหนึ่งก่อนจะตัดสินใจตอบไปตามมารยาทในที่สุด
"นั่งรอพี่ชายค่ะ" ใช่ค่ะ ฉันโกหก ฉันไม่ได้บอกความจริงว่านั่งรอคู่หมั้นตัวเองที่ยืนทำหน้านิ่งน่ากลัวอยู่หน้าแถวตรงนั้น เหตุผลเพราะฉันไม่อยากให้ใครทราบถึงความสัมพันธ์ของฉันกับเฮียเคย์ที่ถูกผูกมัดกันด้วยสถานะแบบนั้น
ฉันว่ามันน่าอายมากถ้าใครต่อใครทราบว่าฉันกับเฮียเคย์หมั้นกันเพราะผู้ใหญ่เห็นชอบแต่ไม่ได้เกี่ยวกับความรู้สึกชอบของเราทั้งคู่เลยสักนิด เพราะฉะนั้นฉันเลือกถูกแล้วที่จะเหยียบเรื่องนี้ปิดให้เป็นความลับเพื่อที่จะได้ไม่ถูกเยาะเย้ยในภายหลังว่าหมั้นกันทั้งๆ ที่ไม่ได้รักกัน
"ใครเหรอครับพี่ชาย ผมรู้จักไหม" คนตัวสูงในชุดช็อปสีแดงหน้าตาเขาดูไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไหร่นักแต่ก็หล่อใช้ได้แต่ดูรวมๆก็ยังดูเหมือนตัวโกงในละครหลังข่าวอยู่ดี ซึ่งเขาได้เอ่ยถามฉันด้วยสีหน้าสงสัยฉันก็เลยต้องตอบเขาอีกครั้ง
"ชื่อเคย์เดนค่ะ" ใช่ค่ะ ด้วยความที่ฉันรู้สึกหมั่นไส้เขาที่อยากรู้ว่าพี่ชายฉันคือใครฉันก็เลยตอบชื่อเฮียเคย์ออกไป เพราะส่วนหนึ่งก็คิดมาแล้วว่าถ้าหากเฮียเคย์จะให้ฉันเดินมาหาเขาที่คณะอีก ก็ให้รู้จักฉันในฐานะน้องสาวนี่แหละ
"ว้าว คนนี้เองเหรอน้องสาวเคย์เดนที่ลือกันว่าสวยมาก แต่คุณสวยมากจริงๆ นะครับ ผมคามัสครับวิศวะโยธาปีสี่" ผู้ชายที่บอกว่าตัวเองชื่อคามัสร้องขึ้นด้วยแววตาเป็นประกายอย่างตื่นเต้นตอนที่รู้ว่าฉันคือน้องสาวเฮียเคย์
อ่า สงสัยจะคิดว่าฉันเป็นยัยไคร่าแน่ๆ นี่ยัยนั่นชื่อเสียงไม่ธรรมดาเหมือนกันนะเนี่ย ฮอตเป็นบ้าเลย
"อ่อค่ะ ขอบคุณสำหรับคำชมนะคะแต่ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ ฉันน้ำขิงค่ะเรียนบัญชีปีสอง" ฉันถ่อมตัวกับคำชมอีกฝ่ายเสร็จก็ยืนขึ้นพร้อมแนะนำตัวตามมารยาทเช่นเดิม คนที่กำลังยืนยิ้มอ่อนๆ ให้ฉันจึงรับทราบพร้อมยื่นมือออกมาตรงหน้าของฉัน
"ยินดีที่ได้รู้จักครับ"
"ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ" ฉันยื่นมือจับทำความรู้จักกับคนที่ชื่อคามัสเสร็จก็ปล่อยมือออกพร้อมยิ้มบางๆ ส่งกลับไปให้ ก่อนที่เจ้าของรอยยิ้มเหมือนจะชื่นชอบฉันเขาจะขอตัวเดินเข้าไปร่วมกลุ่มกับคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ด้านหลังแถวเด็กปีหนึ่ง แต่จังหวะที่เขาไปถึงไม่ถึงหนึ่งนาทีกลุ่มผู้ชายตรงนั้นก็หันมามองที่ฉันเป็นตาเดียว ซึ่งทำให้ฉันงงและทำตัวไม่ถูกมาก ไม่รู้ว่าคนชื่อคามัสเอาอะไรไปพูดในกลุ่ม ทุกคนถึงได้หันมามองฉันแบบนั้น
แต่ฉันก็ไม่ได้สนใจอะไรมากเลือกที่จะนั่งลงบนม้าหินอ่อนเหมือนเดิมแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมาเล่นแทน ใช้เวลานั่งรอและเล่นโทรศัพท์ประมาณสิบห้านาทีก็มีคนเดินมาหาพร้อมกับปลายรองเท้าหยุดอยู่ตรงหน้าของฉัน ฉันก็เลยต้องเงยหน้าขึ้นไปมองว่าใครคือเจ้าของปลายรองเท้าคู่นี้
"เสร็จแล้ว" คำตอบก็คือเฮียเคย์นั่นเองที่เดินมาหาฉันพร้อมพูดคำว่าเสร็จแล้วด้วยสีหน้าที่ดูเหมือนจะหงุดหงิดและไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่นัก แถมเขายังจ้องหน้าของฉันนิ่ง หนำซ้ำในแววตาคู่นั้นก็เต็มไปด้วยความขุ่นมัวอย่างไม่พอใจอีกด้วย
เขาไม่พอใจอะไรฉันหรือเปล่า?
"เฮียเป็นอะไรหรือเปล่า ดูเหมือนกำลังไม่พอใจเลยอะ"
"เปล่า อากาศมันร้อน" อากาศมันร้อนหรือมีใครทำให้ความร้อนในกายของเขาปะทุขึ้นมากันแน่ คนที่เก็บอาการเก่งอย่างเฮียเคย์ถึงได้ทนอากาศร้อนตอนเย็นที่แทบจะไม่ร้อนเลยไม่ได้เนี่ยนะ
แต่ก็ช่างเขาเถอะ เขาอาจจะหงุดหงิดกับอะไรสักอย่างระหว่างที่ยืนอยู่หน้าแถวก่อนหน้านี้ก็ได้
"อากาศมันอบอ้าวอะเนอะ งั้นเรารีบกลับกันเถอะค่ะขิงกลัวเฮียจะลุกเป็นไฟซะก่อน" ฉันแขวะจบก็รีบเดินนำออกมาก่อน ไม่รู้ว่าตอนนี้เฮียเคย์จะยืนทำหน้าแบบไหนที่ฉันพูดแบบนั้น แต่ฉันเล่นแขวะเขาแบบนั้นก็ต้องรีบเดินนำออกมาก่อนละกัน กลัวจะถูกเขมือบลงท้องเอาซะก่อน อีกอย่างฉันก็ต้องการเดินห่างๆ เฮียเคย์ด้วยเพราะตอนนี้นักศึกษาปีหนึ่งหลายคณะถูกปล่อยออกมาพร้อมกันแล้ว และบางคณะก็มีรุ่นพี่เดินปะปนออกมากันด้วย เดินห่างๆ กันนั่นแหละดีแล้วจะได้ปลอดภัยจากการถูกเอาไปนินทาเม้าท์มอยในภายหลัง
.
.
.
"เมื่อกี้เธอคุยอะไรกับไอ้คามัส" ทันทีที่ฉันและเฮียเคย์ขึ้นมานั่งบนรถเรียบร้อยแล้วและเตรียมที่จะออกรถกลับคอนโด จู่ๆ เฮียเคย์ที่กำลังถอยรถออกจากช่องจอดรถก็ถามฉันเสียงนิ่งว่าคุยอะไรกับผู้ชายที่ชื่อคามัสแถมยังชำเลืองมองมาที่มือของฉันด้วยสายตาคมเข้มอีกด้วย
ทำไมต้องมองมือฉันอย่างกับไม่ชอบใจขนาดนั้น อ่า...หรือว่าเขาเห็นที่ผู้ชายคนนั้นเดินมาทำความรู้จักกับฉัน? เขาแอบดูฉันสินะ
"อ่อ เขาแค่เข้ามาทักเฉยๆ ค่ะ ไม่ได้คุยอะไรกันมากมาย" ฉันตอบเฮียเคย์ที่กำลังขับรถออกจากบริเวณมหาวิทยาลัยไปตามความเป็นจริง
"วันหลังถ้ามันเข้าไปทักอีกก็ไม่ต้องคุยกับมัน" แต่ทันทีที่ได้ยินเฮียเคย์ออกคำสั่งออกมาแบบนั้น หัวคิ้วของฉันก็ขมวดเข้าหากันด้วยความไม่เข้าใจทันทีพร้อมกับเสียงในหัวที่มันดังว่า ทำไมต้องห้ามด้วยล่ะ
อีกอย่างถ้ามีคนเข้ามาทักทายเราต้องทักทายกลับหรือเปล่า ถ้าไม่ทักทายกลับไปมันจะดูเสียมารยาทมากเลยนะ
แต่ใดๆ ก็คือ ทำไมเฮียเคย์ต้องทำเป็นไม่พอใจและดูหงุดหงิดที่มีผู้ชายเข้ามาคุยกับฉันด้วยล่ะ หรือว่า...
"เฮียหึงเหรอที่มีผู้ชายมาคุยกับคู่หมั้นตัวเองอะ" และฉันก็แพ้เสียงในหัวอีกแล้ว เวลาที่ฉันคิดอะไรในหัวมันชอบแย่งซีนจะออกไปแสดงตัวทุกทีเลย แล้วดูสิ่งที่ถามออกไปเถอะ ฉันอยากตบปากตัวเองมากไม่น่าถามเฮียเคย์เลยว่าเขาหึงฉันเหรอ
เพราะคำตอบที่ได้ก็คงหนีไม่พ้นคำว่า...
"เปล่า ไม่ได้หึงอีกอย่างฉันจะหึงทำไม ฉันแค่กลัวเธอจะตามไม่ทันไอ้คามัสมัน ไอ้เวรนั่นมันร้าย" เห็นไหม เขาปฏิเสธแถมยังปฏิเสธหน้านิ่งอีกด้วย ถึงแม้ว่าตอนแรกจะดูเหมือนเลิ่กลั่กก็เถอะ แต่รวมๆแล้วเฮียเคย์เขาก็นิ่งจนไม่มีอะไรให้สงสัย อีกอย่างเขาไม่ได้หึงฉันนั่นแหละคือเรื่องจริง
"ร้ายยังไงเหรอคะ" ฉันเลือกที่จะตั้งคำต่อถึงแม้ว่าตัวเองจะแอบรู้สึกปวดหน่วงหัวใจก็ตาม ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะคาดหวังอะไรกับเฮียเคย์นักหนา รู้ทั้งรู้ว่าคนแบบเขาไม่คิดจะสนใจคนอย่างฉันหรอก เสี้ยวเดียวก็ไม่น่าจะมี เย็นชา หน้านิ่ง และดุขนาดนั้น
"ชอบหลอกผู้หญิงไปฟันไง"
"ฟัน? หมายถึงแทงด้วยมีดนะเหรอคะ"
"หึ ดีแล้วที่ฉันส่งคนตามไปดูเธอตอนไปผับวันนั้น แค่ฟันเธอยังไม่เข้าใจความหมายเลย" เอ้า! คนบ้านี่ นี่กำลังหลอกด่าว่าฉันโง่ฉลาดน้อยอ่อนต่อโลกควรใช้ชีวิตอยู่แค่ในบ้านอยู่ใช่ไหม ก็แล้วไอ้คำว่าฟัน มันไม่ได้หมายถึงแทงด้วยมีดหรอกเหรอ อย่างเช่นฟันดาบอะ
"เฮียอย่ามาหลอกด่าว่าขิงโง่นะ!" ฉันเสียงดังพร้อมกับตวัดสายตาจ้องเฮียเคย์เขม็งด้วยความไม่พอใจอย่างเอาเรื่อง คนบ้านี่! มีสิทธิ์อะไรมาด่าฉันว่าโง่ห้ะ
"ฉันก็ยังไม่ได้พูด มีแต่เธอคิดไปเอง" เหอะ ให้ตายสิ เขานี่มันหลอกด่าคนได้หน้าตายไม่พอยังซ้ำเติมด้วยหน้านิ่งๆ นั่นได้เจ็บแสบอีก สรุปไอ้คำว่าฟันคืออะไรกันแน่ก็ยังไม่รู้ แต่ฉันจุกไปแล้วสองกระทง
คนนิ่งๆ นี่เวลาหลอกด่าแล้วเจ็บเอาเรื่องอยู่เหมือนกันนะ โดยเฉพาะไอ้คนข้างๆ ที่นั่งอมยิ้มบางๆ ดูเหมือนจะพอใจที่ทำให้ฉันอารมณ์ขึ้นแบบนี้
"ไม่ต้องทำหน้าเครียดหรอก เดี๋ยวสักวันเธอก็ได้รู้ความหมายของมันเอง" ดูพูดเข้าคำพูดคำจาฟังดูมีเลศนัยมากนะ แถมตอนหันมามองฉันแวบหนึ่งเมื่อกี้นัยน์ตาก็น่าสงสัยด้วย นี่เฮียเคย์กำลังจะบอกอะไรฉันอยู่เนี่ย
"ไม่รู้ ขิงไม่อยากรู้ไม่อยากทราบแล้ว" ฉันตอบด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอดแค่นั้นจบก็นั่งกอดอกหันหน้าไปทางกระจกรถด้านข้างด้วยสีหน้าบึ้งตึงแทน มองวิวมองรถที่ขับแซงไปมาอย่างเงียบๆ แต่ในหัวก็ยังคิดถึงคำว่าฟันเหมือนเดิม
ฟัน? ชอบหลอกผู้หญิงไปฟัน เหอะ ช่างเรื่องฟันไปเถอะ คิดแล้วฉันก็ปวดหัว
สามสิบนาทีต่อมา...
@คอนโดอาร์โน
เป็นเวลาครึ่งชั่วโมงที่ฉันนั่งรถกว่าจะกลับมาถึงคอนโดได้อย่างเรียบร้อยและปลอดภัยแต่ว่า รถติดหนักมาก ตอนนั่งอยู่บนรถฉันถอนหายใจแล้วถอนหายใจอีก ส่วนคนนิ่งๆ อย่างเฮียเคย์ก็ไม่แสดงอะไรออกมาทางสีหน้าเลยสักนิด เขานิ่ง เขาเงียบ เขาทำเพียงแค่ใช้ปลายนิ้วเคาะพวงมาลัยรถเท่านั้น ไม่รู้ว่านั่นคือการระบายอารมณ์ในฉบับของเขาหรือเปล่า
แต่พอกลับมาถึงห้องเขาก็รีบเดินดุ่มๆ ขึ้นไปบนห้องตัวเองทันที
"รีบเดินอย่างกับรีบเข้าห้องน้ำ ปวดขี้เหรอ? แต่ก็ช่างเขาเถอะ" ฉันสงสัยและพึมพำด้วยความอยากรู้ตอนที่มองตามหลังเฮียเคย์เดินขึ้นชั้นสองจนสุดสายตา แต่สุดท้ายฉันก็เลือกที่จะไม่สนใจเฮียเคย์แล้วเปิดประตูเข้าห้องนอนตัวเองที่อยู่ชั้นล่างแทน พอเดินเข้าไปในห้องสิ่งแรกที่ฉันทำเลยก็คือรีบทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างคนหมดแรง
เหนื่อย! นี่คือสิ่งเดียวที่ฉันเรียนรู้ในตอนนี้และอีกสิ่งหนึ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นตรงกระเพาะของฉันก็คือคำว่า 'หิว'
เสียงท้องร้องที่ดังประสานกันขึ้นมาทำให้ฉันที่นอนนิ่งๆ อยู่บนเตียงไม่ถึงห้านาทีทนนอนนิ่งๆ ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ฉันต้องลุกออกจากเตียงดึงเสื้อนักศึกษาออกจากกระโปรงแล้วใช้ยางมัดผมที่อยู่ตรงข้อมือรวบผมขึ้น จากนั้นก็เดินไปเปิดประตูห้องนอนแล้วเดินตรงไปทางห้องครัวทันที ฉันไม่รู้ว่าในครัวเฮียเคย์จะมีอะไรให้กินบ้าง แต่ก็คงไม่ว่างเปล่าหรอกมั้ง
พึบ!
เหอะ! ให้ตายเถอะนี่ลูกมาเฟียเขาไม่รู้จักกักตุนอาหารกันเหรอ ไม่มีอะไรให้กินเลยนอกจากมาม่าและน้ำเปล่า ส่วนในตู้เย็นที่ฉันเปิดดูถัดจากตู้เคาน์เตอร์เมื่อกี้ก็มีแค่กระป๋องเบียร์เท่านั้นที่วางเรียงอยู่ข้างในเต็มตู้เลย
ให้ตายเถอะใช้ชีวิตยังไงเนี่ย!
"ใช้ชีวิตด้วยการดื่มเบียร์เป็นอาหารหรือไงเนี่ย" ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่ให้กับชีวิตตัวเองจบก็เปิดตู้เคาน์เตอร์อันเดิมจากนั้นก็หยิบมาม่าหนึ่งซองออกมา แต่จู่ๆ มาม่าในมือของฉันก็ถูกคนด้านหลังแย่งไปซะงั้น ฉันก็เลยต้องรีบหมุนตัวเพื่อหันไปเผชิญหน้ากับคนที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นใคร
"เฮียเคย์เอาของขิงคืนมานะ"
"หิวใช่ไหม"
"อืม หิวจนไส้กิ่วไปหมดแล้ว" ฉันตอบด้วยสีหน้าบึ้งตึง นึกโกรธไอ้คนตัวสูงที่อยู่ในชุดลำลองเสื้อยืดสีดำกับเกงยีนสีดำกลิ่นตัวหอมสบู่และน้ำหอมราคาแพงลอยแตะปลายจมูกของฉันอย่างเปิดเผย อาบน้ำแต่งตัวหล่อแบบนี้จะออกไปไหนเหรอ
"ฉันสั่งอาหารให้แล้ว เดี๋ยวเขาเอามาส่ง"
"จริงเหรอคะ?" ทันทีที่ได้ยินว่าเฮียเคย์สั่งอาหารมาแล้ว ฉันก็ตาลุกวาวด้วยความดีใจทันที แต่ว่า...
"ล้อเล่นมั้ง"
"จึ๊ ตกลงจริงหรือเท็จคะ" ฉันหุบยิ้มแทบไม่ทัน ตกลงเขาพูดจริงหรือแค่อำฉันเล่นกันแน่ แต่บอกไว้ก่อนเลยนะว่าอย่ามาเล่นกับระบบคนหิวข้าวนะ ต่อให้เป็นลูกชายมาเฟียผู้น่าเกรงขามก็เถอะ ฉันกินหัวได้เลยนะจะบอกให้
"จริง หน้าฉันเหมือนคนชอบล้อเล่นมากหรือไง" เหอะ ว่างมากใช่ไหม
"ไม่เหมือนคนชอบล้อเล่นหรอกค่ะแต่เหมือนคนชอบกวนตีนมากกว่า นิ่งๆ แต่กวนตีนเก่งมาก" ด่าให้สักครั้งเป็นบุญหูหน่อยเถอะ สะกิดต่อมหงุดหงิดของฉันเอง ก็ต้องโดนด่าแบบนี้แหละ
"เหอะ พูดคำว่ากวนตีนอีกครั้งดิขิง" เฮียเคย์ยกยิ้มมุมปากน้อยๆ แต่เจือไปด้วยความน่ากลัวอยู่ไม่น้อย แถมเขายังขยับตัวเข้าใกล้ฉันจนร่างกายของเราสองคนแทบจะแนบชิดเป็นร่างเดียวกันอีก นัยน์ตาที่ใช้มองฉันตอนนี้ก็จ้องด้วยท่าทีเอาเรื่องมากด้วย
แต่...ขอมาฉันก็จัดให้สิ รออะไรล่ะ
"กวน ตีน"
หมับ!
จ๊วบ!
หลายเดือนต่อมา...@มหาวิทยาลัย"ให้ทุกคนชิดๆ กันหน่อยครับ ใช่ครับแบบนั่นแหละครับ อย่าลืมยิ้มนะครับ หนึ่ง สอง สาม"แช๊ะ!สิ้นสุดเสียงช่างภาพสั่งให้ยิ้มและนับหนึ่งถึงสามเสียงกดชัตเตอร์ก็ดังขึ้นรัวๆ หลายครั้ง ใช่ค่ะ วันนี้เป็นวันจบการศึกษาของเฮียเคย์รวมถึงเพื่อนๆ อีกสองคนอย่างเฮียทัพกับเฮียออสตินด้วย ตอนนี้พวกเราทุกคนจึงมาแสดงความยินดีกับบัณฑิตวิศวะจบใหม่ที่ตรงนี้มีญาติผู้ใหญ่หลายคนมาก ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ของฉัน พ่อแม่พี่น้องเฮียเคย์ พ่อแม่พี่น้องเฮียทัพ และพ่อแม่พี่น้องของเฮียออสติน แถมยังมีปู่ย่าตายายของแต่ละครอบครัวมากอีกด้วย เรียกว่ามากันทั้งตระกูลอะ ตอนถ่ายรูปเมื่อกี้ก็เลยต้องเบียดๆ กันไม่งั้นตกเฟรมกันแน่ๆ"รูปครอบครัวเสร็จแล้ว อยากถ่ายรูปคู่กันบ้างไหมครับ""ถ่ายค่ะ เฮีย เฮียถ่ายรูปคู่กับขิงหน่อยสิ" ฉันร้องบอกพี่ช่างภาพว่าจะถ่ายรูปคู่ ก่อนที่จะหันไปบอกเฮียเคย์ในชุดครุยแสนหล่อเหลาว่าขอถ่ายรูปด้วยวันนี้เฮียเคย์ของฉันหล่อมาก เซตผมมาอย่างหล่อเลยส่วนหน้าตานี่ไม่ต้องบอกว่าหล่อวัวตายควายล้มขนาดไหน เพราะเมื่อหลายนาทีก่อนหน้านี้ตอนที่เฮียเคย์เฮียทัพและเฮียออสตินสามหนุ่มที่มีความสูงไล่เลี่ยกั
Kayden part...หลังจากที่ผมถูกน้ำขิงจุ๊บปากไปหนึ่งทีและโดนกอดอยู่แบบนี้นานหลายนาที ผมก็ดันหัวไหล่บางๆ ของเธอออกก่อนที่จะชวนไปที่ที่หนึ่งในห้องสูทแห่งนี้กับผมที่ผมได้เตรียมไว้...ย้อนไปเมื่อหลายชั่วโมงก่อน...ตอนอยู่ที่คอนโดหลังจากที่ผมขึ้นห้องของตัวเองไปแล้ว ผมรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ กับท่าทางของน้ำขิงและน้ำเสียงของเธอที่คุยกับผมตอนนั้นก็เลยลองเปิดโทรศัพท์ดูภาพกล้องวงจรปิดแทนว่าเธอเป็นอะไรหรือเปล่า และสิ่งที่ผมเห็นในตอนนั้นทำเอาผมโกรธตัวเองมากเพราะผมเห็นว่าน้ำขิงกำลังเช็ดน้ำตาออกจากแก้มของตัวเองใช่แล้วครับ เธอร้องไห้ ถ้าจำไม่ผิดนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นน้ำขิงยืนร้องไห้แบบนั้นก่อนที่เธอจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องนอนของตัวเองในเวลาต่อมา ส่วนผมก็ยืนที่เดิมในห้องนอนของตัวเองต่อไปเพราะยังใจแข็งลงไปหาเธอตอนนั้นไม่ได้ ผมไม่สามารถที่จะเห็นน้ำตาของน้ำขิงได้ เพราะมันบีบหัวใจของผู้ชายที่รักเธออย่างผมมาก ผมใจแข็งเฝ้ามองดูหน้าจอโทรศัพท์อยู่ในห้องของตัวเองจนกระทั่งที่เห็นน้ำขิงเปิดประตูออกมาพร้อมกับกระเป๋าลากหนึ่งใบ ผมรู้ว่าเธอกำลังจะไปเที่ยวกับเพื่อนและน้องสาวของผม แต่แปลกที่ความรู้สึกตอนนั้น
Namking partหลายเดือนต่อมา..."เฮียวันนี้ขิงขอไปเที่ยวกับไคร่านะ ช่วงนี้ไคร่าดูเหงาๆ อะ" หลังจากที่ฉันกับเฮียเคย์กลับมาจากมหาวิทยาลัย ฉันก็รีบบอกเรื่องที่ได้นัดกับเพื่อนๆ ว่าจะออกไปเที่ยวให้คนตัวสูงที่กำลังเดินขึ้นบันไดห้องนอนตัวเองทราบ ซึ่งทันทีที่เฮียเคย์ได้ยินที่ฉันบอก เขาก็ชะงักเท้าหยุดเดินไว้แค่นั้นก่อนที่จะหมุนตัวหันมาหาฉัน"ไปเที่ยวที่ไหน" น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยถามฉัน แต่มันไม่ใช่แค่น้ำเสียงที่ดูราบเรียบไร้ความตื่นเต้นอย่างที่เคยเป็นทว่ามันรวมไปถึงสีหน้าของเฮียเคย์ด้วย เขาทำหน้าเหมือนเย็นชาไม่ได้สนใจที่อยากรู้หรือกระตือรือร้นอยากรู้อย่างเห็นเหมือนเมื่อก่อนเลยใช่ หลายเดือนมานี้เฮียเคย์เขาดูยุ่งมาก เพราะต้องไปฝึกงานก่อนเรียนจบและกลับไปที่บ้านใหญ่บ่อยมากเพื่อรับช่วงต่อจากคุณอาไคโรที่กำลังจะวางมือแล้วให้เฮียเคย์ดูแลต่อช่วงหลังมานี้ ฉันก็เลยเหมือนคนที่ไม่ค่อยสนิทสนมกับคู่หมั้นตัวเองเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าจะนอนกอดกันทุกคืน มีอะไรกันแทบจะทุกคืน ไปเรียนด้วยการทุกเช้าที่ตารางตรงกันแต่กลับพูดด้วยกันน้อยมาก บางครั้งฉันเองก็รู้สึกเซ็งและเสียใจที่มันเป็นแบบนี้ เฮียเคย์ยุ่งจนลืมใส่ใจฉันและความ
Namking partฉันถูกเฮียเคย์จูบเนิ่นนานหลายนาที เป็นรสจูบที่ฉันสัมผัสได้แต่คำว่าหวานละมุนและอ่อนโยน เฮียเคย์เขาจูบฉันด้วยความอ่อนโยนและมอบความรักในรอยจูบนั้นอย่างเต็มหน่วง เขาทำให้ฉันสัมผัสกับคำว่าคลั่งรักและหลงใหลจนรู้สึกขวยเขินไปหมดผู้ชายตัวใหญ่จูบเก่งและชอบจูบฉันขนาดนี้ ทำไมเขาน่ารักขนาดนี้กันนะ"อื้อออ พอได้แล้วค่ะ""ยังจูบเธอไม่อิ่มเลย""ขิงเหนียวตัวไปหมดแล้วค่ะ อยากอาบน้ำ""เฮียอาบให้ไหม"ทันทีที่เฮียเคย์เสนอตัวว่าจะอาบน้ำให้ฉัน แก้มทั้งสองข้างของฉันก็ร้อนผะผ่าวขึ้นมาทันที บ้าน่าใครเขาอาบน้ำด้วยกันล่ะ อีกอย่างฉันไม่ยอมให้เฮียเคย์อาบน้ำให้หรอก กลัวตัวเองจะเป็นลมก่อนอาบน้ำเสร็จเพราะหัวใจเต้นเร็วเกินอัตราที่กำเนิดเอาซะก่อนขนาดแค่บอกว่าจะอาบน้ำให้ฉันยังรู้สึกมวนท้องได้ถึงขนาดนี้แถมยังรู้สึกหวิวๆ ที่หัวใจจนแทบจะทรงด้วยตัวไม่อยู่อีกด้วย"ไม่เอาอะ ขิงอาบน้ำเองดีกว่า""แน่ใจ?" ฉันพยักหน้าพร้อมกับเบือนหน้ามองทางอื่นแทน เพราะตอนนี้ไม่กล้ามองหน้าหล่อๆ ของเฮียเคย์ที่กำลังเลิกคิ้วถามได้หล่อเหล่าขนาดนั้น ให้ตายเถอะ ฉันจะตายก่อนได้แต่งงานกับผู้ชายคนนี้ไหมนะทำไมเขาขยันทำตัวหล่อให้ฉันหวั่นไหว
หลายนาทีต่อมา...ด้านหน้าบริเวณที่เป็นฉากถ่ายแบบน้ำขิงกำลังโพสต์ท่าตามคำสั่งของช่างถ่ายรูปอย่างเคร่งครัด เธอให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีไม่ว่าจะให้โพสต์ท่าไหนเธอก็ตั้งใจทำตามอย่างว่าง่าย ไม่ปฏิเสธและไม่ขัดคำสั่งจนทำงานกันยาก หลายคนในสตูดิโอเลยยิ้มปลื้มใจมากเพราะน้ำขิงเป็นคนง่ายๆ ไม่เรื่องมากบรีฟงานยังไงเธอก็ทำได้ออกมาดีเยี่ยมเลยทีเดียว ที่สำคัญคนส่งชุดมาก น้ำขิงสวมชุดที่ทางแบรนด์ออกแบบมาได้สวยงามดูแพงลัคชูรี่มาก หน้าตานิ่งๆ แอบเริ่ดและเก๋แต่เวลายิ้มกลับน่ารักโลกดูสดใสขึ้นมาทันตาเห็น ทำให้คู่หมั้นหนุ่มที่นั่งดูการทำงานอยู่ข้างหลังแอบยิ้มภูมิใจหลายครั้ง เพราะน้ำขิงเพิ่งมาถ่ายแบบครั้งแรกแต่เธอกลับทำงานออกมาได้ดีเยี่ยม จนคนในสตูดิโอพากันปลื้มเป็นแถบ"เรียบร้อยครับ" หลังจากที่ถ่ายเสร็จแล้วและเช็กความเรียบร้อยของรูปภาพจนครบถ้วนแล้ว ช่างภาพก็แจ้งให้ทุกคนทราบ ทีมงานในบริเวณรอบๆ จึงร้องด้วยความดีใจที่งานผ่านฉลุยโดยไม่มีอะไรให้ต้องแก้"เย้! น้องน้ำขิงเยี่ยมมากค่ะ""ขอบคุณค่ะ" น้ำขิงตอบรับอย่างนอบน้อมพร้อมกับยกมือไหว้พี่ๆ ทีมงานทุกคนด้วยรอยยิ้ม"โอเค เดี๋ยวน้องไปเปลี่ยนเสื้อก่อนได้เลยนะคะ""ค่ะพี
ด้านเคย์เดน..."เคย์ได้ยินที่คู่หมั้นเคย์ว่าเบลล์เป็นลิงแสมไหม ปากร้ายมาก" ทันทีที่ร่างผอมเพรียวของน้ำขิงเดินจากไปตามคำสั่งของเคย์เดน มาเบลล์ที่ไม่พอใจคำพูดของน้ำขิงที่ว่าตนเองเมื่อกี้นี้ก็หันขวับฟ้องร่างสูงที่ยืนอยู่ด้านหลังตัวเองทันทีทว่า..."น้ำขิงไม่เคยร้ายกับใครถ้าไม่โดนกระทำให้ไม่พอใจก่อน" เคย์เดนตอบกลับไปด้วยการเข้าข้างฝั่งน้ำขิงอย่างชัดเจนจนมาเบลล์หน้าเจื่อนลงเรื่องทำร้ายคนอื่นก่อน แน่นอนว่าน้ำขิงที่เขารู้จักดีมามากกว่าสิบปีไม่เคยทำร้ายใครก่อนแน่นอน และเรื่องปากร้ายถ้าไม่มีใครทำให้เธอไม่พอใจก่อนเธอก็ไม่เคยปากร้ายใส่ใครก่อนแน่นอนด้วย เขายืนยันได้เพราะเคยปากร้ายใส่น้ำขิงแล้วโดนเธอสวนกลับมาจนสะอึกแทบจะสติหลุด"แต่ถึงยังไงเธอก็ไม่ควรพูดแบบนั้นกับรุ่นพี่""ถ้าเธอทำตัวน่าเคารพ รุ่นน้องก็พร้อมให้เกียติร อีกอย่างเมื่อกี้เธอตั้งใจทำให้น้ำขิงเข้าใจผิด ฉันสั่งให้เธอรออยู่ข้างนอกแต่เธอเข้ามาในห้องส่วนตัวของฉัน มารยาทง่ายๆต้องให้ฉันสอนไหม""เคย์!"เคย์เดนเชือดด้วยประโยคง่ายๆนิ่มๆแต่บาดลึกไปถึงขั่วหัวใจแค่นั้นก็เดินผ่านหน้าของมาเบลล์ที่กำลังทำหน้าโกรธไม่พอใจไปที่ลานจอดรถในที่สุด เขาไม่ได้







