Mag-log in
พนักงานกินเงินเดือนกับเช้าวันที่อากาศสดใส ชีวิตประจำวันแสนธรรมดากับการไปทำงานแปดโมงเช้าเลิกสี่ทุ่มที่ไม่เคยได้รับโอที เหนื่อยแสนเหนื่อยแต่ค่าผ่อนรถและค่าเช่าบ้านยังคงบังคับเราให้ไปทำงานอยู่ทุกวัน
ณ บริษัทเล็กๆแห่งหนึ่ง แผนกงานขาย
เอลิส เลน ชายหนุ่มอายุยี่สิบห้าปีผู้มีใบหน้างดงามกำลังนั่งเซ็งมองดูยอดขายเมื่อเดือนที่ผ่านมาบนจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งแตกต่างจากยอดขายเมื่อเดือนก่อนอย่างสิ้นเชิง
“ไม่เป็นไรน่า แค่เดือนเดียวเอง ปกตินายก็ทำยอดได้เป็นอันดับหนึ่งตลอดอยู่แล้ว แค่นี้ผู้จัดการไม่ว่าหรอก” เพื่อนข้างๆเอนตัวบนเก้าอี้ หันมามองดูหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ยังคงเปิดค้างไว้ของเอลิส
เอลิสพยักหน้าตาม ใบหน้างดงามยังคงสงบนิ่ง แต่ในใจกลับไม่ค่อยพอใจในผลงานนัก
“ผมไปเอากาแฟ พี่เอาด้วยไหม” เอลิสหันไปถาม มุมปากยกยิ้มน้อยๆ
“ให้ตายเถอะ! หน้าตานายไม่เหมาะจะเป็นคนธรรมดาเลยจริงๆ นายไม่ได้โกงบัตรประจำตัวมาใช่ไหมเนี่ย” คนที่ถูกเรียกว่าพี่จ้องเอลิสขึ้นลงพูดหยอกแกมสงสัย
“พี่ไม่ใช่คนแรกที่ถามแบบนี้ แล้วผมก็ถูกตรวจสอบไปหลายครั้งแล้วนะ” เอลิสส่ายหน้า “สรุปว่าพี่เอากาแฟด้วยไหม”
“ไม่ล่ะๆ ถ้าพวกแฟนคลับนายในบริษัทรู้ว่านายถูกพี่ใช้งาน คงได้มารุมกระทืบพี่แน่” เขาทำหน้าแหยง
เอลิสเดินไปห้องส่วนหน้าสำหรับพักผ่อน ตามทางเดินมีคนเข้ามาทักทายตลอดเวลา เขาก็เพียงแค่ยิ้มน้อยๆทักกลับตามที่ฝึกมาเท่านั้น
แน่นอนว่าฝึกมาทั้งเดือน จนการยิ้มน้อยๆตลอดเวลาแบบนี้แทบจะเป็นท่าไม้ตายประจำตัวอยู่แล้ว
เล่าย้อนไปสักเดือนก่อน เขาที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในร่างใหม่ผู้นี้เป็นแค่เอสเปอร์ไก่กาที่มีพลังเพียงแค่ระดับ E ซึ่งเป็นระดับที่แข็งแกร่งกว่าคนทั่วอยู่บ้าง มีฝีมือการต่อสู้พอตัวเนื่องจากทำงานเป็นทหารประจำเขต
แต่แล้ววันหนึ่ง เมื่อกำลังเดินอยู่ในซอยจะกลับบ้าน อยู่ดีๆก็มีสัตว์ประหลาดตัวโตกระโจนใส่อย่างไม่ให้ซุ่มให้เสียง สัตว์ประหลาดตัวนี้พลังสูงกว่าเขาสองขั้น ด้วยระดับพลังที่ต่างกันมากเขาย่อมสู้ไม่ไหว ความทรงจำสุดท้ายที่เห็นคือช่วงเอวของเขาเข้าไปอยู่ในปากของมันครึ่งตัวแล้ว
แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมกลายเป็นข่าวดังระดับประเทศ
[เอสเปอร์ระดับ E ท่านหนึ่ง อายุเพียงสามสิบห้าปีได้เสียชีวิตจากสัตว์ประหลาดระดับ B ที่หลุดออกมาจากห้องทดลองผิดกฎหมาย]
เอาเป็นว่า เขาคือผู้โชคร้ายที่ไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยนักในเมืองหลวงแบบนี้ แต่อย่างน้อยในเมื่อเขาเป็นเอสเปอร์ที่มีอยู่ในปริมาณน้อยของเมือง จึงทำให้การสืบสวนเป็นไปอย่างครึกโครมจนจับผู้เป็นเจ้าของห้องทดลองผิดกฎหมายนั้นได้ในเวลาไม่นาน และนั่นเป็นข่าวคราวสุดท้ายที่เขารับรู้เกี่ยวกับตนเองในชีวิตก่อนจากหน้าหนังสือพิมพ์
ตอนนี้เขามีชีวิตใหม่ แต่เป็นในร่างของชายหนุ่มที่อายุลดลงไปกว่าสิบปี นี่เป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่ง เขายังมีชีวิตอยู่ แต่ปัญหาคือชีวิตของชายหนุ่มเจ้าของร่างเก่าคนนี้ใช้เงินเก่งจนถึงขั้นบัดซบทีเดียว
หนึ่งเดือนก่อนเขาสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกในร่างของชายหนุ่มรูปงาม หน้าตาจัดว่าขอแค่ตวัดหางตามองก็ทำเอาคนใจเต้นตึกตักได้ ร่างโปร่งบางส่วนสูงไม่เกินหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้า ผิวขาวจัด เสียงก็บางเบาไพเราะ แม้แต่ตอนไอยังน่าฟัง
แค๊กๆ
ตอนนั้นเขาไอจริงๆ ไอจริงจังจนแทบจะอ้วกเอาปอดออกมาข้างนอก ตอนกำลังเลือกกลิ้งบนพื้นก็เหลือบไปเห็นขวดยาหน้าตาคุ้นๆ
แฟรี่ ยาผิดกฎหมายที่รัฐบาลเฝ้ากวาดล้างอยู่หลายปีจนหมด แต่แน่นอนว่าย่อมมีหลุดลอดออกไปบ้างเช่นขวดที่อยู่ข้างๆเขา
สรรพคุณของยาผิดกฎหมายตัวนี้สามารถทำให้ผู้ที่กินเข้าไปกลายเป็นเอสเปอร์ได้ แน่นอนว่ามีคนหลงเชื่อจำนวนมาก แต่ยังไม่มีผู้ที่ออกมาพิสูจน์ว่ามันใช้งานได้จริงๆสักคน และความอันตรายของมันก็คือ เมื่อร่างกายรับผลจากตัวยาไม่ไหวอาจทำให้เกิดอาการช็อค มีช่วงหนึ่งที่ผู้ป่วยลักษณะนี้ถูกหามส่งเข้าโรงพยาบาลกันเป็นแถวๆ หลังจากนั้นก็มีแต่คนโง่เท่านั้นที่หลงเชื่อแล้วหาซื้อมันไปใช้อยู่
อ่อ คนโง่ก็มีอีกคนหนึ่งตรงนี้
ร่างกายบอบบางนี่ แน่นอนว่าคงช็อคจนตาย เจ้าของร่างคนใหม่คิด
ในเมื่อเตรียมใช้ยาที่มีผลข้างเคียงสูง ตัวเอลิสจึงลาพักร้อนไว้หนึ่งสัปดาห์ นี่เป็นขีดจำกัดสูงสุดของการลาพักร้อนในโรงงานนรก เอ่อ หมายถึงบริษัทที่เขากำลังทำงานอยู่
เขาใช้เวลาทั้งสัปดาห์ในการหาข้อมูลส่วนตัวและรูปแบบการใช้ชีวิตของชายคนนี้ ต้องขอบคุณสมุดบันทึกหลายเล่มในห้อง ซึ่งควรเรียกว่าสมุดระบายความรู้สึกมากกว่า เพราะข้างในหาสาระไม่ค่อยได้เท่าไหร่
สรุปแล้ว เอลิส เลน หนุ่มโสดไร้ครอบครัว ผู้เช่าห้องพักหรูย่านกลางเมืองและกำลังผ่อนรถยนต์ยี่ห้อดัง แถมยังค้างค่าบัตรเครดิตอีกนับสิบใบ ดูจากเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ที่เต็มไปหลายตู้ ยังมีเครื่องสำอางสำหรับดูแลตัวเองอีกกองใหญ่ๆ เพียงเท่านี้ก็บ่งบอกได้แล้วว่าเจ้าตัวรักการใช้เงินมากขนาดไหน
ตัดมาในขณะนี้ เอลิสคนใหม่กำลังชงกาแฟให้ตัวเองอย่างปลงตก ตอนนี้เขากำลังหาห้องใหม่ ตอนย้ายออกมาอาจจะได้ค่ามัดจำก้อนหนึ่งเพื่อไปเปิดห้องขนาดเล็กได้อีกหลายเดือน ส่วนค่ารถย่อมต้องจ่ายต่อไปเพราะงานที่เขาทำจำเป็นต้องใช้รถจริงๆ
“เห็นข่าวหรือยัง เอสเปอร์เควิน กับไกด์อาโน กำลังจะจับคู่กันแล้ว” เสียงหนึ่งดังอยู่นอกห้องพักผ่อนผนักงาน
“ไม่น่าแปลกใจ คู่นี้ก็เห็นๆกันอยู่ว่าเอสเปอร์เควินตามติดไกด์อาโนมาตลอด สงสารแต่พวกเอสเปอร์ที่ไกด์อาโนเคยรับผิดชอบพวกนั้น ได้วิ่งหาไกด์คนใหม่กันให้วุ่นแน่ๆ” อีกเสียงนอกห้องตอบกลับ
ชายหนุ่มสองคนกำลังคุยกันขณะผลักประตูเข้ามาในห้องที่เอลิสกำลังชงกาแฟอยู่
“โอ๊ะ! สวัสดีครับคุณเอลิส” ชายคนหนึ่งเข้ามาทักทายอย่างกระตือรือร้น
“สะ สวัสดีครับ” อีกคนดูประหม่า หน้าหน้าแดงจัด
“สวัสดีครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ” เอลิสยิ้มให้ก่อนผละออกมา เขาต้องรีบชิ่งก่อนที่อีกฝ่ายจะเข้ามาคุยด้วยจนหลุดบุคลิกภาพของเจ้าของร่างเดิมไป
เอลิสคิดถึงเรื่องที่พวกเขาคุยกันเมื่อสักครู่ เขารู้จักบุคคลทั้งสองในข่าว ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวอะไร แต่ทั้งสองคนนี้เป็นคนดังอยู่แล้ว พวกเขาเป็นเอสเปอร์และไกด์ระดับสูง การจับคู่กันของพวกเขาจึงเป็นที่พูดถึงพอสมควร
เมื่อก่อนเอลิสก็เคยคิดจะจับคู่กับไกด์สักคนอยู่เหมือนกัน แต่เอสเปอร์ว่ามีน้อยแล้ว ไกด์กลับมีน้อยกว่าเอสเปอร์ถึงหนึ่งในสี่ เอสเปอร์ระดับต่ำจำนวนมากจึงไร้คู่ครอง
โลกใบนี้บนพื้นดินมีที่ที่อาศัยอยู่ได้เพียงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือล้วนครอบครองโดยสัตว์ประหลาดหลากหลายสายพันธุ์ บุคคลพิเศษอย่าง เอสเปอร์ จึงมีความจำเป็นสำหรับเมืองที่เหลือรอดทุกแห่ง พวกเขาคือผู้มีพลังเหนือธรรมชาติ สามารถต่อกรกับสัตว์ประหลาดที่อาวุธปืนไม่สามารถทำอะไรได้ มีพลังในการควบคุมน้ำ ไฟ และพลังพิเศษอื่นๆ แต่ข้อเสียหนึ่งของการเป็นเอสเปอร์ก็คือ เมื่อพวกเขาใช้พลังมากเกินไป ความเข้มข้นของพลังงานในเลือดก็จะมากตามไปด้วย
แน่นอนว่าหากเลือดที่มีปริมาณความเข้มข้นมากเป็นพิเศษนี้ไหลวนไปเลี้ยงสมองมากๆเข้า ความสามารถในการใช้ตรรกะเหตุผลของเอสเปอร์ก็จะลดลงอย่างมาก จนกระทั่งคลุ้มคลั่งไม่ต่างจากสัตว์ประหลาดที่พวกเขาฆ่าไป
ดังนั้นโลกใบนี้จึงให้กำเนิดบุคคลพิเศษอีกรูปแบบหนึ่งขึ้นมา
ไกด์ สิ่งมีชีวิตแสนงดงามและอ่อนโยนตามความเห็นของเอสเปอร์ทั้งหลาย บุคคลพิเศษประเภทนี้มีความสามารถในการสร้างสมดุลพลังให้เหล่าเอสเปอร์ รวมถึงความสามารถในการเร่งกระบวนการรักษาตนเองของเอสเปอร์ด้วย อีกทั้งการไกด์ดิ้งยังมอบความสุขทางจิตวิญญาณ แค่ข้อดีเหล่านี้ เอสเปอร์ที่ทนทุกข์กับการกัดกินของพลังตนเองก็แทบศิโรราบแทบเท้า
ยังมีไกด์พิเศษอีกรูปแบบหนึ่ง พวกเขามีสามารถรักษาแผลให้คนทั่วไปได้ บุคคลเหล่านี้ล้วนได้รับการต้อนรับจากทุกองค์กร แต่น่าแปลกที่ไกด์ที่สุดแสนพิเศษประเภทนี้มักจะเป็นไกด์ระดับแรงค์ต่ำเสมอ
เฮ้อ...
เอาลิสถอนหายใจ รู้สึกเสียดายที่สิทธิพิเศษสำหรับเอสเปอร์แต่เติมของเขานั้นหายไปกับร่างเก่า ไม่ว่าจะที่พักฟรี หรือเงินเดือนประจำตำแหน่งตามระดับ ที่แม้จะเป็นแค่เอสเปอร์ระดับ E อย่างเขาก็มีเงินเดือนไม่น้อย ส่วนตอนนี้เขาทำได้เพียงปลอบใจตัวเองว่ามีชีวิตอยู่ก็ดีมากแล้ว
จะว่าไป ร่างเก่าของเขานอกจากร่างกายแข็งแรงกว่าคนทั่วไปแล้ว เขากลับไม่มีพลังพิเศษอื่นอีกจึงไม่เคยถูกเรียกตัวไปจัดการกับสัตว์ประหลาดที่มีระดับสูง ทำได้เพียงออกล่าบริเวณใกล้ตัวเมืองเท่านั้น แต่มาคิดดูตอนนี้ การที่เขาได้ร่างใหม่นี้มาอาจจะเกี่ยวกับพลังที่ไม่เคยปรากฎออกมานั่นก็ได้
ถึงตอนนี้จะไม่ได้ถูกจัดเป็นบุคคลพิเศษอีก แต่ไหนๆก็ไหนๆ เมื่อมีชีวิตอีกครั้งก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ต่อไป
ต้องปั้นหน้ายิ้มพบกับลูกค้าหัวงูทุกวัน... เวรเอ้ย!
“พิจารณาจากโทษของคดีที่สอง ข้อที่สองจุดหนึ่ง การละเลยการปฏิบัติหน้าที่ที่อาจนำมาซึ่งความเสียหายเป็นวงกว้างต่อผู้คนและทรัพย์สิน โทษสูงสุดคือคำสั่งปลดประจำการพร้อมเข้าสู่ศาลตัดสินว่าด้วยเรื่องที่อาจนำไปสู่การล้มล้างการปกครองของเมืองหลวงที่ 3 ซึ่งโทษสูงสุดคือการประหารชีวิตข้อที่สองจุดสอง การลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ต้องจ่ายค่าปรับตามจำนวนวันที่เข้ามาและถอนสิทธิในการเข้าออกเมืองเป็นเวลาสูงสุดสิบปี”หลังการกล่าวโทษในครั้งนี้พยานที่เหลือจึงขึ้นให้การ เอลิสกล่าวถึงความร่วมมือที่เขาวางแผนเอาไว้กับพันเอกโดยมีเอกสารยืนยันจากจอมพลรับรอง เขาจึงถูกกันตัวออกจากการเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนร่วมในขบวนการไกด์ดานีลเป็นพยานในเรื่องการสะกดจิตล้วงความลับในการปฏิบัติการจับกุม พันตรีวอลช์และพยานอีกคนก็เช่นเดียวกันที่ขึ้นให้การเกี่ยวกับการบุกตลาดมืดใต้ดิน เหมือนทั้งสองจะเป็นทหารในสังกัดพันเอกเดอริททั้งคู่“โทษที่ได้รับในส่วนของคดีที่สอง จากการเพิ่มการลดโทษเมื่อพิจารณาจากค
ภายในศาลพิเศษภายใต้การดูแลของสภาสูง การพิจารณาต้องประกอบด้วยสามฝ่าย คือฝ่ายสภาสูงเอง สมาคมและรัฐบาล อีกทั้งเมื่อต้องวิพากย์เอสเปอร์จำต้องมีเอสเปอร์จากหน่วยงานอื่นมาเข้าร่วมฟังผลอย่างน้อยสิบคน หนึ่งในนั้นคือพันเอกคาสเวลที่ยัดตัวเองเข้ามาเพื่อดูแลไกด์ตัวน้อยของเขาภายในห้องพิจารณาตัดสินเป็นโถงขนาดใหญ่ ด้านหน้าคือบังลังก์สำหรับผู้ควบคุมผลตัดสินและเหล่าผู้มีอำนาจเต็ม ด้านหลังเป็นที่นั่งในรูปแบบขั้นบันไดลดหลั่นกันไปสำหรับสมาชิกของแต่ละหน่วยงานที่เข้ามาฟังผลคดี ในส่วนตรงกลางห้องเป็นคอกเตี้ยครึ่งวงกลมสำหรับผู้ถูกตัดสิน โดยที่ไม่ไกลกันนั้นเป็นโพเดียมสำหรับพยานในการแจ้งสารแก่ผู้ควบคุมผลตัดสินอีกทีเอลิสเป็นหนึ่งในคนที่นั่งเรียงแถวอยู่ด้านหลังโพเดียมสีน้ำตาลแก่ ข้าง ๆ เขาประกอบด้วยไกด์ดานีล พันตรีวอลช์ผู้เป็นทหารหน่วยข้อมูลของพันตรีเดอริท และผู้ร่วมในเหตุการณ์จับกุมอีกสองคนที่เอลิสไม่รู้จักพวกเขารอไม่นานพลตรีเวสเตอร์ก็ถูกจอมพลสูงสุดพาเข้ามาเป็นคนสุด
รายการยาของทางสโมสรได้ออกมาแล้ว หากไม่นับตัวยาที่มีผลผิดพลาดร้ายแรงจะคงเหลือยาที่ใช้งานได้อยู่สามประเภทเท่านั้น ได้แก่ พิกซี่ที่ใช้สร้างเอสเปอร์เทียม ต้องกินอย่างต่อเนื่องเพื่อคงพลังเอาไว้ ดรายแอดที่พลตรีเวสเตอร์เคยใช้ มันจะดึงอายุขัยแทนที่ขีดจำกัดและพลังที่เพิ่มขึ้น ตัวนี้จะมาพร้อมกับยาแก้ของมันเองอีกชนิดที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อนคือ นิมฟ์ ยาที่สามารถเพิ่มระดับขั้นของเอสเปอร์มีผลราว ๆ หนึ่งสัปดาห์ถ้ากินซ้อนทับกันจะเพิ่มระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ ผลข้างเคียงดูเหมือนไม่มากเพียงแค่ทำให้ร่างกายอ่อนแรงหลังจากตัวยาหมดฤทธิ์ แต่หากใช้เป็นระยะยาวนานจะทำร้ายโครงสร้างร่างกายจนเสียหายอย่างหนักในส่วนของแฟรี่ ทางสโมสรได้จัดให้เป็นผลงานที่ล้มเหลวไปแล้วตอนนี้เมื่อมีการค้นพบตัวยาที่ผลข้างเคียงต่ำกว่ามากทั้งยังให้ผลดีในการต่อสู้ ทุกฝ่ายย่อมให้ความสนใจเป็นธรรมดาก๊อก ๆ“ขออ
“ไม่ได้เจอกันสักพักแล้วนะครับ” ไกด์ดานีลนั่งลงตามที่เอลิสต้องการก่อนจะกล่าวทักทายขึ้นมาอีกครั้ง“นั่นสินะครับ” เอลิสพยักหน้ารับแล้วถามต่อ “ว่าแต่คุณไกด์ดานีลต้องมาเป็นพยานในการสอบสวนพลตรีเวสเตอร์ด้วยเหรอครับ”สภาสูงในวันนี้ประกาศตัดสินโทษของบุคคลเดียวเท่านั้น เอลิสจึงรู้ว่าอีกฝ่ายมาด้วยเหตุนี้เช่นกันแต่ไม่รู้เหตุผล“ใช่ครับ ผมเป็นคนสอบปากคำคนของสโมสรที่กองพันที่ 2 และ 3 จับตัวเอาไว้ได้ในช่วงแรกของการบุกจับกุม จึงต้องมารับการสอบด้วยในวันนี้ครับ” ไกด์ดานีลตอบคำถามด้วยรอยยิ้ม เขามองดูเอลิสอยู่ครู่หนึ่งจึงได้เริ่มต้นกล่าวสิ่งที่ทำให้เขามาหาเอลิสในตอนนี้ “ผมคิดว่าตอนนี้คุณต้องระวังตัวเอาไว้หน่อยนะครับ”ดานีลต้องมาเป็นพยานก็จริง แต่ด้วยอำนาจของไกด์อาวุโสเขาไม่จำเป็นต้องมานั่งรอเวลาแบบนี้ แต่ข่าววงในที่ได้รับมาทำให้เขาค่อนข้างเป็นกังวลเอลิสพยักหน้ารับคำไม่ได้ใส่ใจสิ่งที่อีกฝ่ายบอกนัก จะอย่างไรพันเอกคาสเวลก็เพิ่งพูดในรูปแบ
จอมพลได้รับแจ้งว่าใครคือหัวหน้าสโมสรตั้งแต่ที่พันเอกคาสเวลและพันเอกเดอริทระแคะระคายว่าบุคคลใต้หน้ากากนั้นดูคุ้นตา จอมพลจึงแจ้งไปยังตัวเมืองที่อยู่โดยรอบของเมืองชายแดนที่ 3-15 ซึ่งพลตรีเวสเตอร์ได้ถูกส่งไปประจำการ จะอย่างไรชายแดนตะวันตกค่อนข้างเกิดการปะทะบ่อยครั้ง เมืองจึงถูกสร้างใกล้ๆกันเพื่อเป็นปราการป้องกันไม่ให้สัตว์ประหลาดหลุดเข้ามาเขตด้านในมากนัก การระดมเอสเปอร์หลายเมืองเพื่อบุกเมืองเดียวจึงเป็นเรื่องง่ายดายโดยที่แต่ละเมืองไม่ต้องส่งคนมามากนักยังมีความเป็นไปได้หนึ่งที่ว่าพลตรีเวสเตอร์อาจร่วมมือกับเอสเปอร์ระดับ S เมืองใกล้เคียง แต่ความเป็นจริงมันเป็นไปได้น้อยมาก เอสเปอร์ระดับ S พวกนี้ความคิดค่อนข้างเป็นเอกเทศ พวกเขามักจะกดข่มกันเองมากกว่าจะยอมร่วมมือกันด้วยดีเสียด้วยซ้ำเมื่อเข้ายึดเมืองได้จึงพบเข้าหลายอย่าง ทั้งนักวิจัยที่กำลังทดสอบตัวยาและเอกสารที่มาจากพื้นที่กลางทวีปส่วนหนึ่ง ยังมีคนที่อ้างตัวว่ามาจากกลางทวีปอีกสองคนซึ่งกำลังถูกส่งตัวมายังเมืองหลวงศูนย์กลางเพื่อสอบปากคำ
ติ๊ดๆเสียงแจ้งเตือนจากทริกเกอร์ทำให้เอลิสงัวเงียตื่นขึ้นมา หัวหนุนอยู่บนตักของพันเอกคาสเวลที่นั่งพิงหัวเตียงรับสายที่โทรเข้า“อืม... ได้” พันเอกพูดสายแค่ไม่กี่คำก็กดตัดสายทิ้งแล้วก้มมองไกด์ตัวน้อยของเขาที่ตาปรือแหงนมองขึ้นมา“กี่โมงแล้วครับ” เอลิสถามด้วยเสียงเบาหวิวติดจะแหบพร่าเล็กน้อย“เพิ่งเจ็ดโมงเช้า นอนต่อเถอะ” พันเอกพูดพร้อมกับลูบศีรษะกลมที่ปกคลุมด้วยผมสีดำนุ่มลื่นอย่างเบามือเอลิสเพิ่งได้นอนตอนตีห้ากว่าๆเท่านั้น ดวงตาจึงปรือปรอยจะหลับลงให้ได้แต่ยังไม่ทันที่เอลิสจะได้นอนหลับอีกครั้ง ทริกเกอร์อีกเสียงก็ดังขึ้น ในครั้งนี้มันดังอยู่ปลายเตียงนอน แน่นอนว่าไม่ใช่ของพันเอกคาสเวลดูเหมือนว่าตอนที่ถูกจับเปลื้องผ้า พันเอกจะถอดให้หมดเลยจริงๆ แม้แต่ทริกเกอร์ที่ควรสวมติดตัวตลอดเวลาก็ไม่ละเว้นเอลิสเริ่มหายง่วงแล้วเมื่อถูกปลุกถัดๆกันสองค







