تسجيل الدخول“ไท่จือเฟยนี่เตรียมทางหนีไว้ให้ตัวเองตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่องเสียอีก”ท่านจางเหลือบมองเขา “นั่นคือลูกสาวข้า ข้าเพิ่งจะรู้ว่านางฉลาดเหมือนข้า”เพียงประโยคเดียวก็ทำให้โจวชิงฉือหัวเราะเบาๆ แต่รอยยิ้มของเขาหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อคิดถึงคนที่ยังอยู่ในตำหนักบูรพา“ไปกันเถอะขอรับคุณหนูไม่ปลอดภัย”ท่านจางพยักหน้า เขาหันไปกำชับพ่อบ้านอีกครั้ง “ห้ามให้ผู้ใดรู้เรื่องนางกำนัล แม้แต่คนในจวนของเราเองก็ห้ามพูด”“ขอรับนายท่าน”หีบยาถูกยกขึ้นรถม้า พ่อบ้านขึ้นไปนั่งด้านหน้าในฐานะหมอประจำตระกูล ส่วนท่านจางกับโจวชิงฉือนั่งอยู่ด้านใน ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรอีกเพราะต่างรู้ดีว่าคนที่พวกเขากำลังจะกลับไปหานั้น กำลังอยู่ท่ามกลางคนที่อาจเป็นอันตรายที่สุดในวังหลวงเสียงแส้ม้าดังขึ้น รถม้าของตระกูลจางเคลื่อนออกจากประตูใหญ่ มุ่งตรงสู่ตำหนักบูรพาในยามค่ำคืน แล่นเข้ามาถึงตำหนักบูรพาในเวลาไม่นานนัก เสียงล้อรถม้าหยุดลงหน้าตำหนักพร้อมกับเสียงตะโกนของทหารยาม ท่านจางรีบก้าวลงจากรถทันทีโดยมีพ่อบ้านยกหีบยาขนาดใหญ่ตามหลังมา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความร้อนใจจนคนที่เห็นต่างพากันหลีกทางให้“ไท่จือเฟยอยู่ที่ใด”ขันทีรีบเข้ามาต้อนรั
รถม้าเพิ่งหยุดสนิทหน้าประตูใหญ่ของตระกูลจาง ประตูที่ปิดเงียบมาตลอดคืนกลับถูกเปิดออกแทบจะในทันที ราวกับคนด้านในเฝ้ารออยู่แล้วท่านจางก้าวออกมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เสื้อคลุมถูกสวมอย่างเร่งรีบจนยังจัดชายเสื้อไม่เรียบร้อยดี พอเห็นโจวชิงฉือกระโดดลงจากรถม้า สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ไม่ได้ถามถึงอาการของบุตรสาวทันที กลับมองเลยไปยังด้านหลัง ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำว่า “ลีลี่ให้เจ้ามาใช่ไหม” ”โจวชิงฉือชะงักไปครู่หนึ่ง เขามองท่านจางอย่างประหลาดใจ ก่อนพยักหน้า “ขอรับ แต่เรื่องนี้...”“เข้าไปก่อนที่นี่ไม่ใช่ที่พูด” ท่านจางตัดบททันที โจวชิงฉือพยักหน้า เขาไม่รู้ว่าท่านจางรู้อะไรมากแค่ไหน แต่จากสีหน้าของอีกฝ่าย เขาก็เข้าใจทันทีว่าตนไม่จำเป็นต้องเสียเวลาพูดทุกอย่างหน้าประตู เขารีบพารถม้าเข้าในจวน คนรับใช้ชายสองคนปิดประตูลงทันที โจวชิงฉือประคองนางกำนัลที่ยังตัวสั่นลงมาท่านจางเห็นสภาพของนางแล้วสีหน้าก็หนักใจอย่างเห็นได้ชัด บาดแผลตามแขนและลำคอที่ถูกเสื้อคลุมปิดไว้เพียงบางส่วน ทำให้เขาไม่ต้องถามซ้ำว่านางเป็นใครหรือเกิดอะไรขึ้น เขาหันไปสั่งพ่อบ้านที่ยืนรออยู่ด้านหลัง “พาคนเข้าเรือนตะวันตก อย่าให้ผ
ทหารหน้าประตูมองรถม้าอย่างสงสัย “เหตุใดต้องรีบร้อนถึงเพียงนั้น”โจวชิงฉือแอบกำกระบี่แน่นกว่าเดิมหากไม่ไหวคงต้องสู้กันสักตั้ง แต่นั่นคือทางเลือกสุดท้าย ก่อนทำเสียงสั่นเล็กน้อย “ข้าเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว ท่านหมอหลวงก็อยู่ในตำหนักแล้ว แต่ยังไม่อาจทำให้อาการของไท่จือเฟยดีขึ้นได้ หากคืนนี้เกิดอะไรขึ้นกับไท่จือเฟย...พวกข้ารับใช้จะรับผิดชอบไหวได้อย่างไรกัน”แล้วตะโกนออกไปด้วยน้ำเสียงร้อนรน “เร็วเข้าเถอะรีบเปิดประตู หากไท่จือเฟยเป็นอะไรไป เจ้ารับผิดชอบไหวหรือไท่จือจะต้องไม่ละเว้นพวกเจ้าแน่”ทหารทั้งสองสบตากันคำว่าไท่จือทำให้พวกเขาไม่กล้าชักช้าอีกต่อไป หนึ่งในนั้นรีบหันไปสั่งทหารที่เฝ้าประตู “เปิดประตู ให้ผ่านไปได้”ประตูวังถูกเปิดออกช้าๆ โจวชิงฉือยังคงนั่งนิ่งอยู่บนรถม้า กระทั่งล้อเคลื่อนผ่านพ้นประตูวังมาแล้ว เขาจึงค่อยๆ ปล่อยลมหายใจออกมาอย่างยาวเหยียด“เกือบไปแล้ว...”เขาเหลือบมองด้านหลังม่าน หญิงสาวยังคงนอนนิ่งอยู่ภายใน ไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อยโจวชิงฉือหันกลับไปมองทางที่เพิ่งผ่านมา สีหน้าเคร่งขรึมลงทันที ความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่าตนเองไม่ควรทิ้งลีลี่ไว้ในตำหนักเพียงลำพังนานเกินไป โด
กลอนประตูถูกเปิดออกช้าๆ ลีลี่กำมีดสั้นในมือแน่นพร้อมถอยและตั้งรับ แต่ทันทีที่ประตูแง้มออก สิ่งที่อยู่ด้านหลังก็ทำให้นิ่งงันไม่ใช่เซียวหลิง นางกำนัลคนหนึ่งนอนเปลือยกายอยู่กับแท่นนอนถูกพันธนาการแน่นหนา ร่างกายผอมบางจนแทบเหลือแต่กระดูก เสื้อผ้าขาดวิ่นและเต็มไปด้วยคราบเลือด บนแขน ขา และลำคอมีบาดแผลหลายแห่ง บางรอยเก่าเป็นแผลเป็น บางรอยยังมีเลือดซึมออกมาใหม่ ใบหน้าซีดขาวจนแทบไม่มีสีเลือด และริมฝีปากแห้งแตกสั่นระริก“เจ้าคือใคร” หญิงสาวพยายามถอยหนี แต่เพียงขยับร่างก็ส่งเสียงครางออกมา นางยกมือขึ้นป้องกันตัวอย่างหวาดกลัว“อย่า...อย่าทำอะไรข้า...ข้ากลัวแล้ว”ลีลี่รีบเก็บมีดกลับเข้าแขนเสื้อแล้วคุกเข่าลงตรงหน้า “ข้าไม่ทำร้ายเจ้า ข้าจะพาเจ้าออกไป” แกะเชือกที่พันธนาการแขนทั้งสองข้างออกหญิงสาวมองลีลี่อย่างไม่เชื่อสายตา“ออกไป...ท่านจะพาข้าออกไปหรือ”“ใช่ ไม่ต้องกลัวนะข้าจะพาเจ้าออกไปเอง”“ช่วย...ข้าด้วย...”“ได้ ข้าจะพาเจ้าออกไปเดี๋ยวนี้”ลีลี่ถอดเสื้อคลุมของตัวเองออกคลุมร่างเปลือยของอีกฝ่าย ก่อนก้มลงสำรวจบาดแผลอย่างรวดเร็วที่นี่ไม่ใช่ห้องขังธรรมดา และนางกำนัลคนนี้ก็ไม่ได้ถูกจับมาเพียงเพื่อสอบสว
โจวชิงฉือหันไปมอง มาทำไมตอนนี้ขันทีตั่วเค่อถือถาดอาหารเดินเข้ามา บนถาดมีชามกระเบื้องสีขาวบรรจุน้ำซุปกลิ่นหอมอ่อนๆ ไอร้อนลอยขึ้นจากปากชาม“นี่คือซุปบำรุงร่างกายที่ไท่จือรับสั่งให้ส่งมาให้พระชายา”โจวชิงฉือเหลือบมองถ้วยซุป ก่อนหันไปมองด้านในห้องเพียงแวบเดียวจากนั้นจึงเดินออกไปยืนขวางประตู“ส่งมาให้ข้าเถอะ”ตั่วเค่อชะงัก “ไท่จือเฟยเล่า”โจวชิงฉือรับถาดมาอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ไท่จือเฟยหลับไปแล้ว”ตั่วเค่อมองเข้าไปด้านใน “หลับแล้วหรือ”“เช่นนั้นเหตุใดประตูหน้าต่างจึง...”“ข้าเพิ่งเปิดไว้ให้ระบายอากาศ” คำตอบมาเร็วเกินไปจนตั่วเค่อเงียบไปครู่หนึ่งโจวชิงฉือยังคงยิ้มอย่างขันทีผู้ซื่อสัตย์ ไม่มีความผิดปกติแม้แต่น้อย“ไท่จือเหยทรงป่วยหนัก วันนี้หมอหลวงกำชับให้พักผ่อน ข้าว่าพวกเราควรพูดกันเบาๆ จะดีกว่า หากไท่จือเฟยตื่นขึ้นมาเพราะเสียงรบกวน เกรงว่าไท่จือจะทรงตำหนิเอา”ตั่วเค่อรีบก้มหน้า โจวชิงฉือยิ้มบางๆ “ฝากเรียนไท่จือด้วยว่าซุปมาถึงแล้ว ไท่จือเฟยจะเสวยหลังตื่นบรรทม”“ได้”หลังจากขันทีตั่วเค่อเดินจากไป โจวชิงฉือจึงปิดประตูลงช้าๆเขายืนถือถาดซุปอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหาย
ทันทีที่กลับถึงตำหนักบูรพา จางลีลี่ก็ไม่แม้แต่จะถอดเสื้อคลุมให้เรียบร้อย นางก้าวเข้าเรือนด้านในแล้วหยุดอยู่กลางโถง ก่อนหันไปมองโจวชิงฉือที่กำลังยืนถือถาดชาอยู่ไม่ไกล“ข้าป่วยไม่อยากพบใครและอาการหนักไม่น้อยขอนอนในห้องเงียบๆ”โจวชิงฉือชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนก้มหน้าลงทำสีหน้าซื่อๆ ในแบบขันทีรับใช้ ไท่จือเฟยป่วยเป็นอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”“ยังคิดอาการป่วยไม่ออกก็แค่ป่วย นอนและไม่พบใคร”โจวชิงฉือเกือบสำลักน้ำลาย แต่ยังรักษาสีหน้าสงบเอาไว้ได้ เขาเหลือบมองไปรอบๆ ก่อนลดเสียงลง “แล้วจะให้ข้าน้อยไปประกาศว่าไท่จือเฟยป่วยด้วยโรคอะไรพ่ะย่ะค่ะ”“โรคอะไรก็ได้ที่ฟังแล้วน่ากลัวพอให้คนไม่กล้าเข้ามายุ่งกับข้า”มุมปากของโจวชิงฉือกระตุกเล็กน้อย และยิ่งรู้จักก็ยิ่งรู้ว่าคำว่าอ่อนแอบอบบางนั้นไม่เคยเหมาะกับนางเลยแม้แต่น้อยถึงใบหน้าจะงดงามอ่อนหวานก็ตามที“เช่นนั้นข้าน้อยจะบอกว่าไท่จือเฟยทรงมีไข้สูง ปวดศีรษะ อ่อนแรง และแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุ ห้ามผู้ใดเข้าใกล้เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ”“ดี”“บอกว่าข้าต้องนอนพัก ห้ามออกจากห้อง ห้ามพบผู้ใด และห้ามรบกวนเด็ดขาด”โจวชิงฉือพยักหน้าอย่างจริงจัง ก่อนจะเดินออกไปสองก้าวแล้วหันก







