เข้าสู่ระบบรถม้าของตำหนักบูรพาเคลื่อนผ่านประตูชั้นนอกเข้ามาช้าๆ ก่อนหยุดลงตรงลานหน้าตำหนัก เหวินเฉิงยืนรออยู่ตรงขั้นบันไดมาพักใหญ่แล้ว แม้ใบหน้าจะยังคงซีดขาวและท่าทางสงบเสงี่ยมเหมือนองค์ชายผู้ไม่สนใจเรื่องภายนอก แต่สายตากลับจับจ้องรถม้าคันนั้นไม่วางเมื่อม่านรถถูกเปิดออกและหมิงเฉิงก้าวลงมา เหวินเฉิงจึงรีบเดินเข้ามาประสานมือคารวะ “ถวายพระพรพี่ใหญ่”“อืม”หมิงเฉิงตอบรับสั้นๆ แต่สายตาไม่ได้อยู่ที่เหวินเฉิงนานนัก เพราะทันทีที่ลีลี่ก้าวลงจากรถ เขาก็เดินเข้าไปหาและวางมือบนเอวของนางต่อหน้าทุกคนอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับต้องการประกาศให้คนทั้งตำหนักรู้ว่าสตรีตรงหน้าเป็นของเขาลีลี่ชะงักไปเล็กน้อยมือของหมิงเฉิงเลื่อนจากเอวขึ้นมาจัดปอยผมข้างแก้มให้นาง ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยน “เดินทางเหนื่อยหรือไม่ ข้าบอกแล้วว่าให้พักอยู่บนรถดีๆ เหตุใดจึงต้องลงมาเอง”“หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะ”“ไม่เป็นไรได้อย่างไร ใบหน้าเจ้าซีดถึงเพียงนี้”หมิงเฉิงพูดพลางจับมือของนางขึ้นมากุมไว้ แล้วพานางเดินผ่านหน้าเหวินเฉิงไปช้าๆ ราวกับจงใจให้เขาเห็นทุกการกระทำเหวินเฉิงยืนอยู่ที่เดิม สีหน้าไม่เปลี่ยน แต่สายตากลับเหลือบมองมือของหมิงเฉิงที่จั
ใต้เท้าจางเหลือบมองลูกสาว “พ่อไม่อยากให้เจ้ากลับตำหนักบูรพาแม้แต่น้อย”ลีลี่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบเสียงเบา “ข้าเองไม่อยากกลับไปอยู่กับคนที่ทำให้ข้ารู้สึกว่าแม้แต่ตอนหลับก็ยังไม่ปลอดภัย แต่ก็ดีที่เรารู้แบบนี้หากจะต้องกลับไปจริงๆ ข้าก้จะได้เพิ่มความระวังตัว”ใต้เท้าจางมองใบหน้าของลูกสาวแล้วไม่ได้ถามต่อ เพียงยกมือแตะศีรษะนางเบาๆ “ถ้าเช่นนั้นก็พักอยู่ที่นี่ก่อน แต่เราไม่รู้ว่าจะสามารถยื้อไปได้อีกนานแค่ไหนให้พ่อคิดหาทางออกให้เจ้า อาจจะขอให้ฝ่าบาทช่วยเรื่องนี้แต่จะพูดอย่างไรไม่ให้ฝ่าบาทรู้เรื่องของอี้หรูและเซียวหลิงเพราะตอนนี้หากฝ่าบาทรู้เท่ากับแหวกหญ้าให้งูตื่นอำนาจของไท่จือและฮองเฮารวมกันแม้แต่ฝ่าบาทยังไม่อาจต้าน”“ลูกเข้าใจแล้วหากต้อง กลับไปลูกเองจะต้องหาทางรับมือท่านพ่อไม่ต้องห่วงลูกคิดว่าลูกเอาตัวรอดได้”ทว่าไม่มีใครคิดว่าคำว่า ยื้อ จะมีเวลาเพียงสามวันเช้าวันที่สี่ เสียงล้อรถม้าจำนวนมากดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่รถม้าธรรมดาของตำหนักบูรพา แต่เป็นรถม้าคันใหญ่ประดับตราราชวงศ์ ตามมาด้วยองครักษ์จำนวนมากและขันทีรับใช้ชาวบ้านที่อยู่ละแวกนั้นต่างออกมายืนมองกันเต็มถนนประตูรถม้าเปิดออกห
อีกด้านหนึ่ง ภายในศาลาของจวนตระกูลจาง ลีลี่กำลังรื้อหาข้าวของบนโต๊ะอย่างเอาเป็นเอาตาย นางยกกล่องขนมออกจากโต๊ะ เปิดดูใต้เบาะรองนั่ง แล้วก้มลงสำรวจพื้นไม้ทีละแผ่นจนโจวชิงฉือที่ยืนเฝ้าอยู่ไม่ไกลอดมองไม่ได้“คุณหนู ท่านกำลังหาอะไรหรือขอรับ หรือว่าขนมที่กินเมื่อครู่หายไปอีกชิ้น”“ถ้าเป็นขนม ข้าคงไม่รื้อศาลาจนแทบจะยกหลังคาหรอก” ลีลี่หันไปมองเขา ก่อนจะก้มหน้าค้นหาต่อ “ข้าค้นหาจดหมายที่จำได้ว่าจดหมายอยู่ตรงนี้ ข้าวางไว้ข้างถ้วยชา หลังอ่านเสร็จก็วางไว้ตรงนี้ชัดๆ แล้วมันจะหายไปไหนได้”โจวชิงฉือเหลือบมองโต๊ะที่แทบไม่เหลือสิ่งของวางอยู่ ก่อนจะถามอย่างระมัดระวัง “จดหมายฉบับที่มีบทกลอนหรือขอรับ?”“ใช่! ฉบับนั้นแหละ” ลีลี่ตอบทันที จากนั้นก็ชะงักมือแล้วหันมามองเขา “เดี๋ยวก่อน เจ้าเห็นหรือว่าเป็นจดหมายฉบับไหน”“ข้าเพียงเดาเอาขอรับ เพราะตั้งแต่ได้รับจดหมายมา คุณหนูก็อ่านมันซ้ำอยู่หลายรอบ”“ใครอ่านซ้ำหลายรอบกัน!” ลีลี่รีบเถียง “ข้าแค่ตรวจดูว่ามีข้อความลับซ่อนอยู่หรือไม่ต่างหาก บทกลอนพวกนั้นไม่มีอะไรให้ต้องอ่านซ้ำเสียหน่อย”โจวชิงฉือพยักหน้าอย่างว่าง่าย “ขอรับ คุณหนูเพียงตรวจดูข้อความลับ อ่านซ้ำหลาย
ทันทีที่ได้ยินคำว่าไม่สบาย ภาพของอี้หรูที่นั่งกอดเข่าตัวสั่นอยู่ในห้องลับก็ผุดขึ้นมาในความคิดของลีลี่ นางบีบถ้วยชาแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนคลายมือออกเมื่อรู้ตัว“ข้าสบายดีเพคะ ไม่ต้องรบกวนหมอหลวงหรอก”“แน่ใจหรือ” หมิงเฉิงขยับเข้ามาใกล้ สีหน้าเต็มไปด้วยความห่วงใย “หากเจ้าป่วยจริงๆ อย่าฝืนปิดบังข้าเลย ข้าเป็นสามีของเจ้า ย่อมต้องดูแลเจ้าให้ดีที่สุด”ลีลี่เงยหน้าสบตาเขาดวงตาคู่นั้นช่างอ่อนโยนเหลือเกิน รอยยิ้มก็พอดีทุกกระเบียดนิ้ว แม้แต่ความห่วงใยยังดูเหมือนผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดีว่าเวลาใดควรแสดงออกมากน้อยเพียงใดหากนางไม่เคยเห็นสิ่งที่อยู่หลังชั้นหนังสือ หากไม่เคยได้ยินเสียงสะอื้นที่อี้หรูพยายามกลืนกลับลงคอ หากไม่รู้ว่าเซียวหลิงต้องหนีไปซ่อนตัวเพราะอะไร นางก็คงเชื่อผู้ชายคนนี้ไปแล้วจริงๆ“ขอบคุณไท่จือที่เป็นห่วงเพคะ” ลีลี่ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เพียงแต่ช่วงนี้ข้าอยากพักอยู่กับท่านพ่ออีกสักระยะ จึงยังไม่อยากกลับตำหนักบูรพา”หมิงเฉิงนิ่งไปเพียงชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ “ข้าเข้าใจ เจ้าเพิ่งแต่งเข้าตำหนักได้ไม่นานก็ต้องมาเผชิญเรื่องวุ่นวายมากมาย หากเป็นไปได้ ข้าก็อยากให้เจ้าได้พักอย่างสบา
“อีกอย่าง ต่อไปนี้ก่อนจะหยิบสิ่งใดออกจากโต๊ะหนังสือของข้า ให้ถามก่อนทุกครั้ง”“ขอรับ!”“ไม่ว่าจะเป็นกระดาษหนึ่งแผ่น ตำราหนึ่งเล่ม หรือแม้แต่เศษกระดาษที่ดูเหมือนไม่มีประโยชน์”“ขอรับ”เหวินเฉิงมองคนสนิทที่รับคำอย่างว่าง่าย แล้วจึงนึกอะไรขึ้นมาได้อีกอย่าง “เดี๋ยวก่อน”เสี่ยวจื่อสะดุ้ง “ขอรับ”“ตอนเจ้าส่งจดหมายให้จวนตระกูลจาง เจ้าบอกพวกเขาหรือไม่ว่าจดหมายมาจากข้า”“เอ่อ เอ่อ ข้าน้อยเพียงฝากจดหมายไว้ให้ถึงมือไท่จือเฟยตามคำสั่งของท่าน”เหวินเฉิงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะกลับไปนั่งที่โต๊ะหนังสืออีกครั้ง “ดี อย่างน้อยเจ้าก็ยังทำถูกอยู่เรื่องหนึ่ง”เสี่ยวจื่อยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ แต่ยังไม่ทันได้ลุกขึ้น เหวินเฉิงก็กล่าวต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “วันนี้เจ้าไม่ต้องออกไปไหน อยู่จัดระเบียบห้องหนังสือให้เรียบร้อยทั้งหมด”“ทั้งหมดเลยหรือขอรับ”“ใช่ แล้วก็แยกกระดาษทุกแผ่นให้ชัดเจน หากพบกระดาษที่เขียนกลอนอีก ให้เอามาวางตรงหน้าข้า อย่าหยิบไปส่งให้ผู้ใดอีก”เสี่ยวจื่อก้มหน้ารับคำอย่างเศร้าสลด ก่อนเริ่มเก็บตำราบนโต๊ะทีละเล่ม ทว่าขณะที่กำลังหยิบกองกระดาษขึ้นมา เขาก็อดพึมพำกับตัวเองไม่ได้ว่า “บทกลอนก็เพราะด
ภายในตำหนักเหินห่าว เหวินเฉิงนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือมาครึ่งชั่วยามแล้ว แต่ตำราที่เปิดค้างไว้กลับไม่มีความคืบหน้าแม้แต่หน้าเดียว เพราะสิ่งที่เขากำลังตามหาไม่ใช่ตำรา หากเป็นกระดาษบทกลอนสี่วรรคที่เขาเขียนขึ้นเมื่อคืนก่อนเขาค้นตั้งแต่ใต้กองตำรา ลิ้นชักเก็บพู่กัน ไปจนถึงช่องเก็บกระดาษด้านข้างโต๊ะ แม้แต่ใต้ถ้วยชาก็ยังยกขึ้นมาดู ทว่ากลับไม่พบร่องรอยของกระดาษแผ่นนั้นเลยเหวินเฉิงขมวดคิ้ว ก่อนหันไปถามขันทีที่กำลังจัดของอยู่ด้านข้าง “เจ้าเห็นกระดาษที่วางอยู่ข้างตำราของข้าหรือไม่ เป็นกระดาษแผ่นเล็กๆ มีบทกลอนเขียนอยู่สี่วรรค”ขันทีส่ายหน้า “บ่าวไม่เห็นพ่ะย่ะค่ะ ก่อนหน้านี้มีเพียงเสี่ยวจื่อเข้ามารับจดหมายจากท่าน หลังจากนั้นเขาก็รีบออกไปทันที”เหวินเฉิงหลับตาลงช้าๆดีมาก เสี่ยวจื่ออีกแล้วเขานั่งรออยู่ไม่นาน เสี่ยวจื่อก็เดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทางเบิกบานเป็นพิเศษ พอเห็นผู้เป็นนายกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ ก็รีบประสานมือรายงานทันที “องค์ชาย ข้าน้อยส่งจดหมายถึงจวนตระกูลจางเรียบร้อยแล้วขอรับ ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีผู้ใดติดตาม และไม่มีคนของตำหนักบูรพาพบเห็นข้าน้อยระหว่างทาง”“ดี” เหวินเฉิ







