LOGINจวนแม่ทัพ
แสงตะวันยามเย็นฉาบทาไปทั่วซุ้มศาลากลางน้ำภายในจวนแม่ทัพ ลมพัดเอื่อยๆ หอบเอาสายลมเย็นและกลิ่นหอมของดอกโบตั๋นอบอวลไปทั่วบริเวณ
แม่ทัพจางเว่ยเสวียนนั่งละเมียดจิบชาอุ่นๆ พลางทอดสายตามองบุตรสาวคนโปรดที่นั่งคัดลายมือฝั่งตรงข้าม ใบหน้าอันทรงอำนาจของยอดรบผู้เกรียงไกรยามนี้ละลายหายไป เหลือเพียงรอยยิ้มอบอุ่นและสายตาเอ็นดูของคนเป็นพ่อ
"ลีลี่..พ่อมีเรื่องจะพูด"
แม่ทัพใหญ่เอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ่มนุ่มแฝงความจริงใจ
"เรื่องงานอภิเษกสมรสระหว่างเจ้ากับองค์ไท่จือนั้น...ใกล้เข้ามาแล้วตามบัญชาของฝ่าบาท พ่อยากจะถามความเห็นเจ้า แต่พ่อเห็นว่ายามที่เจ้าป่วยไข้ไม่ได้สติ ไท่จือหมิงเฉิงทรงแสดงความห่วงใยเจ้าอย่างสุดซึ้งแวะเวียนมาบ่อยๆ จนเป็นแขกประจำ ข้าวของบำรุงและของกำนัลล้ำค่านับไม่ถ้วนก็สรรหามาให้ไม่เคยขาด น้ำพระทัยกว้างขวาง สุภาพนอบน้อม อีกทั้งชาวบ้านทั่วทั้งเมืองหลวงต่างก็สรรเสริญว่าทรงเป็นบุรุษผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรม และเมตตาธรรมอย่างหาใครเปรียบไม่ได้"
จางลีลี่นิ่งฟังคำบอกเล่าของบิดา ในใจลอบพิจารณาตามข้อมูลที่ได้รับมาโดยตลอด บุรุษผู้มีรูปโฉมงดงาม รูปร่างผ่าเผย มีอำนาจวาสนา อีกทั้งยังกตัญญูและโอบอ้อมอารีต่อชาวบ้านร้านตลาด ราวกับเทพบุตรจุติมาบนโลกมนุษย์เช่นนี้ ช่างหาได้ยากยิ่งในแผ่นดิน สำหรับลีลี่แล้ว การได้แต่งงานกับชายที่พร้อมสรรพและน่าเลื่อมใสเช่นเขาก็นับว่าเป็นโชคดีไม่น้อย หากจะต้องมาอยู่โยงในภพใหม่นี้
แม่ทัพจางวางจอกชาลงบนโต๊ะ ก่อนจะเอื้อมมือมาแตะหลังมือบางของลีลี่อย่างเบามือ สายตาที่มองมาเปี่ยมไปด้วยความรักอันไร้เงื่อนไข
"พ่อเคารพในการตัดสินใจของเจ้าเสมอ ถึงแม้ฮ่องเต้จะทรงปรารถนาให้ตระกูลเราดองกับวังหลวง แต่หากเจ้าไม่ยินดี พ่อคนนี้ก็พร้อมจะทูลทัดทานสุดกำลัง... เจ้าจะแต่งกับไท่จือไหมลูกรัก พ่อเอาความสมัครใจของเจ้าเป็นสำคัญ เพราะด้วยตอนนี้อำนาจทางทหารและการเป็นผู้บัญชาการแปดกองธง ฝ่าบาทเองก็เกรงใจพ่ออยู่ไม่น้อย เจ้ายินดีหรือไม่บอกพ่อมาเถอะ"
คำถามอันซาบซึ้งใจทำให้ลีลี่ต้องรีบดึงสติกลับมาอยู่ในบทบาทของสาวน้อยผู้บริสุทธิ์และอ่อนหวาน
เริ่มจากยิ้มอ่อนหวานห้ามเห็นฟัน หลุบตานิ่งต่ำลงมองพื้นกระเบื้อง ปล่อยให้เรียวปากยกยิ้มเอียงอายอย่างเนียนสนิท อาการเขินเขาทำกันแบบไหนนะ ต้องฝืนใจนิดหน่อย พยายามคิดถึงเรื่องน่าอายสองแก้มเนียนนุ่มขึ้นสีระเรื่อราวดอกท้อปะทะลมฤดูใบไม้ผลิ ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงแผ่วเบาละมุนละไม
"ท่านพ่อ... ไท่จือทรงดีต่อลูกถึงเพียงนี้ หากเป็นความต้องการของท่านพ่อและหากไท่จือเมตตา... ลูกก็ยินดีเจ้าค่ะ"
แม่ทัพจางเว่ยเสวียนได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะร่าด้วยความดีใจ ตบโต๊ะไม้ดังปังใหญ่จนจอกชาสะเทือน
"ดี ดีมากๆ ในเมื่อลูกรักของพ่อเต็มใจเช่นนี้ งานแต่งงานครั้งนี้จะต้องยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดินเลยทีเดียวพ่อจะเข้าวังกราบทูลเรื่องนี้หาหารือเรื่องการจัดงานกับฝ่าบาทแบบจริงจังเสียที"
จางลีลี่ยิ้มรับรอยยิ้มของบิดา
โคมไฟสีแดงฉานห้อยระย้าตลอดแนวยาวของโถงหอนางโลมอันโอ่อ่า กลิ่นแป้งร่ำและน้ำหอมตลบอบอวลผสมผสานไปกับเสียงดนตรีบรรเลงหวานหูและเสียงหัวเราะต่อกระซิบของเหล่าคณิกา
ณ ห้องหรี่แสงไฟชั้นบน เฉินเฟิงองครักษ์คนสนิทของไท่จือ นั่งเอกคะเนกอยู่บนตั่งไม้แกะสลักอย่างสบายอารมณ์ ในมือถือจอกสุรารสเลิศพลางรินดื่มอย่างรื่นรมย์ สองข้างกายมีสตรีโฉมงามคอยเอาอกเอาใจ ทั้งปอกผลไม้และบีบนวดไหล่ให้ไม่ห่าง
บนโต๊ะข้างตัวมีถุงเงินปักดิ้นทองถุงเดิมที่เขาฉวยมาจากหัวขโมยกลางตรอกมืด ถุงเงินใบหนาอันเปี่ยมด้วยเหรียญทองและตั๋วเงินก้อนโตของไท่จือ บัดนี้กลายเป็นของขวัญชิ้นใหญ่ที่ช่วยปรนเปรอความสุขให้แก่เขาในคืนนี้
เฉินเฟิงยกจอกสุราขึ้นจิบ รอยยิ้มกระหยิ่มปรากฏตรงมุมปาก เขาไม่ได้คิดจะรายงานความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ในตรอกมืดให้ไท่จือหมิงเฉิงรับรู้แม้แต่น้อย... เรื่องที่มีจอมยุทธ์ปริศนาสวมผ้าปิดหน้าพุ่งเข้ามาขัดขวาง และเรื่องที่เขาพลาดพลั้งปลิดชีพหัวขโมยผู้นั้นไม่สำเร็จ ถูกกลบฝังไว้ในความเงียบอย่างมิดชิด
สำหรับเขาแล้ว การกลับไปรายงานว่า จัดการเรียบร้อยแล้ว ย่อมง่ายดายและปลอดภัยกว่าเป็นไหนๆ เพราะหากไท่จือรู้ว่างานเล็กน้อยเพียงเท่านี้ยังทำไม่สำเร็จมีหวังหัวของเขาคงได้หลุดออกจากบ่าเป็นแน่
"ท่านองครักษ์เจ้าคะ... ดื่มอีกสักจอกสิเจ้าคะ" นางโลมโฉมงามยิ้มยั่วยวนพร้อมยื่นจอกสุรามาจ่อชิดริมฝีปาก
เฉินเฟิงหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ คว้าถุงเงินหนักอึ้งขึ้นมากระแทกลงบนโต๊ะเสียงดังปัง ก่อนจะดึงตัวนางงามเข้ามาแนบชิด โดยไร้ซึ่งความกังวลใจใดๆ ว่าความผิดพลาดที่เขามกเม็ดไว้ในคืนนี้ จะกลายเป็นรอยรั่วสำคัญที่ย้อนกลับมาสะเทือนถึงตำหนักบูรพาในวันข้างหน้าหรือไม่ไม่เกี่ยวกับเขา
ภายในตำหนักร้างอันเงียบสงบ กลิ่นยาต้มที่เสี่ยวจื่อเพิ่งยกเข้ามาให้ เหวินเฉิงนั่งอยู่ข้างโต๊ะไม้เก่า ถอดแว่นตาสายตาออกเช็ดรอยเปื้อนอย่างเบามือ ใบหน้ายามไร้แว่นตานั้นดูคมคายและอ่อนเยาว์ ทว่าดวงตาฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด
เสี่ยวจื่อวางถ้วยยาลงด้วยมือที่ยังคงสั่นน้อยๆ ก่อนจะหันไปล๊อกบานประตูไม้ให้แน่นหนา แล้วรีบขยับเข้ามาใกล้เหวินเฉิง พลางกระซิบเบาๆ
"องค์ชายขอรับ... เรื่องเมื่อตอนบ่ายที่ตรอกมืดนั่น ข้าคิดแล้วหัวใจยังตกไปอยู่ที่ตาตุ่มไม่หาย ถึงท่านจะผูกผ้าปิดบังใบหน้าไว้ แต่เฉินเฟิงผู้นั้นเป็นถึงองครักษ์ฝีมือดีของไท่จือ สายตาคมกริบประดุจพญาอินทรี หากเขาสังเกตเห็นแววตา หรือแวบหนึ่งที่จดจำเค้าโครงและท่วงท่าการหลบหลีกของท่านได้... มีหวังความแตกแน่ขอรับ"
“นั่นสิถึงข้าจะถอดแว่นสายตาออกแล้วก็เถอะ”
เหวินเฉิงสวมแว่นตากลับคืนบนใบหน้า นัยน์ตาใต้เลนส์แก้วฉายกังวล เขายกมือขึ้นแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้ขันทีคนสนิทเบาเสียงลง
"ข้าเองก็กังวลเรื่องนี้อยู่เช่นกัน..." เหวินเฉิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความหนักอก "แม้จังหวะนั้นข้าจะลงมือเร็วและพรางหน้าไว้มิดชิด แต่เฉินเฟิงเข้าออกตำหนักบูรพาอยู่ทุกวัน การปะทะฝีมือกันระยะประชิดเช่นนั้นอาจทำให้เขาสงสัยขึ้นมาได้"
"เช่นนั้นพวกเราจะทำอย่างไรกันดีขอรับ"
เสี่ยวจื่อกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดหวั่น
"หากไท่จือรู้ว่าท่านเข้าไปขัดขวางการสังหารคนที่ไท่จือคิดว่าสมควรตาย ไท่จือต้องไม่ละเว้นพวกเราแน่ๆ"
"ช่วงนี้พวกเราต้องระวังตัวให้มากที่สุด"
เหวินเฉิงทอดสายตามองไปทางประตูตำหนัก แววตาแสดงออกต่อหน้าผู้คนว่าเป็นคนซื่อสัตย์ ไร้พิษภัย ถูกแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยว
"อยู่ในตำหนักนี้ไปก่อน หากไม่มีเหตุจำเป็นจริงๆ ห้ามไปปรากฏตัวให้คนจากตำหนักบูรพาหรือคนของไท่จือเห็นหน้าเป็นอันขาด หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเฉินเฟิงโดยตรงสักระยะ รอให้เรื่องหัวขโมยนี้เงียบหายไปเสียก่อน"
เสี่ยวจื่อพยักหน้ารับคำสั่งอย่างแข็งขัน รู้ดีว่ายามนี้พวกตนเปรียบเสมือนลูกแกะที่ต้องซ่อนตัวจากฝูงหมาป่าในม่านหมอกของวังหลวงแห่งนี้
ฮองเฮาลุกขึ้นจากที่นั่งทันที “บังอาจ ใครปล่อยหญิงผู้นี้เข้ามาในท้องพระโรง”องครักษ์รีบเข้ามา แต่ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องหญิงสาวที่กำลังกอดบิดาอยู่ ชายวัยกลางคนกลับไม่สนใจเสียงร้องของคนรอบข้าง เขาเอาแต่กอดบุตรสาวแน่น น้ำตาไหลพราก“ลูกพ่อ...ใครทำอะไรเจ้า บอกพ่อมาฮืออออเจ้าตายไปแล้วอย่างนั้นหรือ”อวี้เอ๋อร์ค่อยๆ หันหน้าไปทางฮองเฮา ริมฝีปากซีดสั่นระริก “ท่านพ่อ ข้าถูกขังอยู่ในห้องลับหลายวัน ถูกไท่จือทรมาน จนตาย”ฮองเฮาทรงตวาด หมิงเฉิงกระตุกอยากจะพุ่งเข้าไปบีบคอนางกำนัลคนนั้นเต็มทน“เหลวไหล” “ข้าไม่เคยพบหญิงผู้นี้มาก่อน” หมิงเฉิงตวาดขึ้นอีกคน“ข้าคืออวี้เอ่อร์จะบอกว่าจำข้าไม่ได้ได้อย่างไร” อวี้เอ๋อร์ร้องไห้ “คืนที่พวกเขาพาข้าไปยังบ่อน้ำร้าง ข้าจำได้ว่าเขาพูดว่าเป็นพระบัญชาของฮองเฮาและไท่จือห้ามปล่อยให้ข้ามีชีวิตกลับไปเด็ดขาด”“เจ้ากล้าดีอย่างไร” ฮองเฮาทรงโกรธจนเสียงสั่น “ฝ่าบาท อย่าทรงเชื่อคำพูดของวิญญาณร้ายผู้นี้ นี่ต้องเป็นแผนของใครบางคนที่ต้องการใส่ร้ายหม่อมฉัน”ฮ่องเต้ฉีเฉิงทรงลุกขึ้นจากที่นั่ง สีหน้าเคร่งขรึมอย่างยิ่ง “พอได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนหรือผี คำกล่าวหานี้ต้องได้รับการตรวจสอบ
ไม่มีผู้ใดกล้าตอบพระองค์มองชายที่คุกเข่าอยู่ “เจ้ามีหลักฐานหรือไม่ว่าลูกสาวเคยเป็นนางกำนัลในตำหนักฮองเฮา”“มีพ่ะย่ะค่ะ” ชายผู้นั้นรีบหยิบผ้าห่อเล็กๆ ออกจากอกเสื้อ แล้วนำออกมาอย่างทะนุถนอม “นี่เป็นป้ายประจำตัวนางกำนัลของลูกสาวกระหม่อม มีชื่อของนางอยู่บนป้าย อีกทั้งยังมีจดหมายที่นางเคยส่งกลับบ้านก่อนจะหายตัวไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ”ขันทีรับของไปถวาย ฮ่องเต้ทอดพระเนตรป้ายประจำตัวและจดหมายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสถามหัวหน้าขันทีประจำท้องพระโรง “ไปเชิญฮองเฮามาที่นี่ ข้าต้องการฟังคำอธิบายจากพระนางด้วยตนเอง”คำรับสั่งนั้นทำให้หมิงเฉิงที่ยืนอยู่ไม่ไกลขยับสายตาเล็กน้อย เขาเหลือบมองชายชราผู้นั้นด้วยสีหน้าอ่านยาก ขณะที่ขุนนางฝ่ายฮองเฮาหลายคนเริ่มมีท่าทีไม่สบายใจไม่นาน ฮองเฮาก็เสด็จมาถึงท้องพระโรง พระนางทรงกวาดสายตามองเหล่าขุนนาง ก่อนจะหยุดสายตาที่ชายวัยกลางคนซึ่งคุกเข่าอยู่กลางห้อง“ฝ่าบาททรงเรียกหม่อมฉันมาด้วยเรื่องใดเพคะ”ฮ่องเต้ทรงยกป้ายประจำตัวนางกำนัลขึ้น “ชายผู้นี้กล่าวว่าบุตรสาวของเขาเคยเป็นนางกำนัลในตำหนักของเจ้า แต่หายตัวไปนานกว่าหนึ่งปีแล้ว เขาไปสอบถามหลายครั้งกลับไม่ได้รับคำตอบ ทั้งยังถู
หมิงเฉิงวางตะเกียบลง “สิ่งผิดปกติอะไร”“เขาอ้างว่าเห็นหญิงสาวใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด นั่งร้องไห้อยู่ริมบ่อ พอเข้าไปถามก็...ก็เห็นใบหน้าของนางเป็นผีพ่ะย่ะค่ะ”หมิงเฉิงหรี่ตามอง “แล้วเจ้าก็เชื่อเรื่องไร้สาระเช่นนี้ด้วยหรือ”“กระหม่อมไม่กล้าเชื่อโดยไม่มีหลักฐานพ่ะย่ะค่ะ แต่เมื่อคืนองครักษ์ผู้นั้นตกใจจนพูดไม่รู้เรื่อง ทั้งยังมีไข้ขึ้นตลอดคืน ตอนนี้ยังนอนตัวสั่นอยู่ในห้องพักพูดว่ามีผีที่ตำหนักบูรพา”หมิงเฉิงแค่นหัวเราะ “คนขี้ขลาดเห็นเงาต้นไม้ก็คิดว่าเป็นผีได้ สั่งให้เขาหุบปาก หากใครแพร่ข่าวนี้ออกไปอีก ให้ลงโทษตามกฎของตำหนักบูรพา”“พ่ะย่ะค่ะ” กลืนน้ำลายลงคอช้าๆ โทษของตำหนักบูรพาหากไม่หุบปากก็คือการตัดลิ้นแม้ปากจะกล่าวเช่นนั้น แต่หมิงเฉิงกลับนึกถึงบ่อน้ำร้างขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เขาจ้องตั่วเค่ออยู่นานก่อนจะสั่งเสียงต่ำ “ส่งคนไปตรวจดูบ่ออีกครั้ง อย่าให้ใครรู้ว่าเป็นคำสั่งของข้า และห้ามแตะต้องสิ่งใดโดยพลการ”ตั่วเค่อรับคำแล้วรีบถอยออกไปทว่าสองวันต่อมา ข่าวลือที่เพิ่งถูกกดไว้กลับปะทุขึ้นหนักกว่าเดิมคราวนี้ผู้พบเห็นไม่ใช่องครักษ์เพียงคนเดียว หากเป็นคนงานที่นำฟืนไปส่งยังเรือนเก็บของเก่า พวกเขาเ
องครักษ์ทั้งสองหันไปมองบ่อร้างพร้อมกัน สุนัขยังคงตะกุยขอบบ่ออย่างบ้าคลั่ง เล็บของมันครูดกับหินจนเกิดเสียงแหลมบาดหู องครักษ์คนหนึ่งเผลอก้าวเข้าไปใกล้ แต่เพียงชั่วครู่ก็รีบชะงัก ก่อนหันไปสบตาสหายด้วยแววตาเคร่งเครียด“ไม่ต้องดูอะไรทั้งนั้น รีบพาคนออกไป”ทั้งคู่ไม่กล้าเสียเวลาอีก คนหนึ่งจับแขนชายชรา ส่วนอีกคนกระชากโซ่พยายามลากสุนัขออกจากบ่อ เจ้าสุนัขขืนตัวสุดแรง เห่ากรรโชกพร้อมหันกลับไปมองบ่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ถูกลากไปไกลหลายก้าว มันก็ยังส่งเสียงครางต่ำๆ ในลำคอราวกับไม่ยอมละทิ้งสิ่งที่พบ“เบาหน่อย อย่าดึงมันแรงนัก” ชายชราร้องบอก พลางใช้ไม้เท้าคลำพื้นตามแรงที่ถูกพาไป “มันไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลยนะ”“หุบปากแล้วเดินไปเสีย หากยังไม่อยากถูกจับโยนออกนอกกำแพง”องครักษ์พาชายชรากับสุนัขออกทางประตูด้านข้างอย่างเร่งรีบ ก่อนที่ผู้ใดในตำหนักจะทันสังเกตเห็นความวุ่นวาย เมื่อแน่ใจว่าคนทั้งสองออกไปพ้นเขตแล้ว องครักษ์คนหนึ่งก็หันกลับมามองบ่อร้างอีกครั้ง ส่วนอีกคนรีบเดินไปตรวจตราทางเดินเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่“เจ้าก็เห็นใช่หรือไม่ว่ามันผิดปกติ” คนที่อยู่ข้างบ่อถามเสียงต่ำสหายไม่ตอบใ
“เหรียญทองนี้ดูเหมือนเหรียญที่ใช้จ่ายภายในวังบางแห่ง แต่เจ้ารู้ได้อย่างไรว่ามันเกี่ยวข้องกับใคร”หมิงเฉิงก้มหน้าลงราวกับไม่อยากกล่าวถึงผู้ที่ตนกำลังสงสัย “ลูกตรวจสอบกับบัญชีเบิกจ่ายภายในแล้ว พบว่าเหรียญทองลักษณะนี้เคยถูกเบิกจากคลังของตำหนักเหินห่าว ซึ่งเป็นตำหนักที่จัดสรรให้เหวินเฉิงพำนักพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้กลับไม่ได้แสดงท่าทีเชื่อในทันที พระองค์วางเหรียญทองลงบนโต๊ะ แล้วหันมามองบุตรชายคนโตอย่างพินิจพิเคราะห์“เจ้ากำลังจะบอกว่า คนที่ลอบทำร้ายเจ้าคือคนของเหวินเฉิงอย่างนั้นหรือ”“ลูกยังไม่กล้าสรุปเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ” หมิงเฉิงตอบอย่างนอบน้อม “แต่เหรียญทองนี้เป็นหลักฐานที่ไม่อาจมองข้ามได้ ลูกจึงจำเป็นต้องนำเรื่องมาทูลให้เสด็จพ่อทรงทราบ”ฮ่องเต้ขมวดคิ้ว “หมิงเฉิง เจ้าลองคิดให้ดี เหวินเฉิงซ่องสุมกำลังพลตั้งแต่เมื่อใดกัน จึงมีคนของตนเองออกไปลอบทำร้ายไท่จือได้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาแทบไม่ออกจากตำหนัก วันๆ เอาแต่อ่านตำราและศึกษาสมุนไพร เจ้ายังไม่เคยนำหลักฐานว่าเขามีกำลังคนอยู่ในมือมาถวายเรา แล้ววันนี้กลับมีคนของเขาลอบทำร้ายเจ้าเสียแล้วหรือ”คำถามนั้นทำให้หมิงเฉิงต้องก้มหน้าต่ำกว่าเดิม เขาเตรียมค
รอยยิ้มบนใบหน้าลีลี่ค่อยๆ จางลง นางมองเขาอย่างเงียบงันเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดเหวินเฉิงไม่ได้ตำหนินางด้วยน้ำเสียงดุดัน เพียงก้มมองมือที่พันผ้าไว้แล้วกล่าวต่อ “ข้ารู้ว่าเจ้ามีเหตุผลของตัวเอง ข้าก็รู้ว่าเจ้าคงไม่ยอมปล่อยให้หมิงเฉิงทำร้ายคนอื่นโดยไม่ตอบโต้ แต่เจ้ายังมีแผลที่สีข้างอยู่ และตอนนี้ก็ทำมือเจ็บเพิ่มอีก หากเมื่อคืนมีคนมามากกว่านั้น หรือหมิงเฉิงไม่เสียหลักเพราะความโกรธ เจ้าคิดหรือว่าเจ้าจะออกมาได้ง่ายๆ หรือนั่นคือตำหนักบูรพา”ลีลี่หลุบตาลง “ข้าคิดว่าเขาคงไม่ทันระวังตัว...”“นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าเป็นห่วง” เขาตอบ “แผนที่ดีไม่ควรฝากชีวิตไว้กับการที่ศัตรูประมาทเพียงอย่างเดียว เจ้าเอาชนะเขาได้ครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าครั้งหน้าจะเป็นเช่นเดิม”นางเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะพึมพำ “ข้ารู้ว่าตัวเองทำผิดแล้ว”เหวินเฉิงมองใบหน้าที่เริ่มสลดของนาง แล้วรอยยิ้มอ่อนโยนก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เขายกมือแตะศีรษะนางเบาๆ อย่างที่ตั้งใจจะทำตั้งแต่แรก“รู้ว่าผิด คราวหลังก็อย่าทำอีก ข้าไม่ได้ดุเจ้าเพราะห่วงจะเอาชนะหมิงเฉิงไม่ได้ แต่เพราะข้าเป็นห่วงเจ้า”ลีลี่เงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาไหววูบเล็







