LOGINเสียงโห่ร้องยินดีจากเรือนด้านนอกค่อยๆ ห่างออกไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดภายในห้องหออันหรูหราของตำหนักบูรพา
จางลีลี่ในชุดเจ้าสาวสีแดงสดนั่งนิ่งอยู่บนแท่นนอนมงคล ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวถูกเปิดออกเผยให้เห็นใบหน้าสวยหวานเฉียบคม ท่ามกลางแสงเทียน สัญชาตญาณสายสืบที่ติดตัวมา สั่งให้สายตาคอยสำรวจทุกซอกทุกมุมอย่างระมัดระวัง
“ฮือ... ฮือๆ ... ช่วยด้วย…”
เสียงร้องไห้สะอื้นแผ่วเบาดังแทรกผ่านความเงียบสงบขึ้นมาเป็นระยะ จางลีลี่ขมวดคิ้วแน่น เสียงนั้นไม่ได้มาจากด้านนอก ทว่าดังกังวานมาจากมุมมืดด้านในห้องหอแห่งนี้
ในขณะเดียวกัน ณ โถงจัดเลี้ยงด้านนอก ไท่จือหมิงเฉิงกำลังแย้มยิ้มอ่อนโยนตามบทบาทองค์ชายผู้เสแสร้ง เขายกจอกสุราขึ้นรับการอวยพรจากเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์นับร้อยด้วยท่าทางนอบน้อม ปฏิเสธใครไม่เป็นจนต้องจำใจดื่มสุราจอกแล้วจอกเล่า สร้างภาพลักษณ์สามีและองค์ชายผู้แสนดีให้ผู้คนสรรเสริญไม่หยุดหย่อน
ทว่าด้านในห้องหอ จางลีลี่ผุดลุกขึ้นจากแท่นนอนอย่างเงียบเชียบ เท้าบางก้าวผ่านฉากกั้นห้องมุ่งตรงไปยังมุมชั้นเก็บตำราขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ชิดผนัง นางย่อตัวลง เอาหูแนบลงกับแผ่นไม้หนาหนักของชั้นตำราเพื่อจับทิศทางของเสียง
ฮือ... ใครก็ได้... ช่วยข้าด้วย... ฮือ...
เสียงอ้อนวอนแสนทรมานนั้นชัดเจนยิ่งขึ้น ลีลี่กวาดตามองไปทั่วบริเวณ ทุกซอกมุมระหว่างชั้นเก็บตำรากับแผ่นผนังหินนั้นมืดมิดและแคบยิ่งนัก หากไม่สังเกตมองอย่างถี่ถ้วนก็ไม่มีทางมองเห็น…
“อะ” ร่างของเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่งกำลังนั่งขดตัวสะอื้นไห้อยู่ตรงนั้น
เด็กน้อยตัวสั่นเทาดั่งลูกนกเจ็บ อาภรณ์เนื้อดีเปรอะเปื้อนฝุ่นและคราบน้ำตา ดวงตาคู่เล็กฉายแววหวาดกลัวขั้นสุดยามที่เห็นจางลีลี่ก้าวเข้ามาใกล้
"เด็กน้อยเป็นเจ้าเองหรือ...เจ้าร้องให้ช่วยหรือ"
ลีลี่พึมพำเสียงเบา ความสงสัยและลางสังหรณ์บางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นภายในใจทันที
“ไม่ อย่าบอกท่านพ่อนะ” เสียงเล็กพูดด้วยความกลัว
คิ้วเรียวยาวขมวดเข้าหากัน
เด็กน้อยปริศนาผู้นี้มาแอบซ่อนตัวอยู่ในห้องหอของไท่จือได้อย่างไรกัน จางลีลี่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากสอบถาม บานประตูห้องหอก็ดั่งถูกผลักเปิดออก พร้อมกับร่างสูงโปร่งของไท่จือหมิงเฉิงที่ก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่านุ่มนวล แม้จะเซเล็กน้อยจากอาการเมา นัยน์ตาของเขาทอดมองมายังฉากเบื้องหน้าด้วยความอ่อนโยนดุจเดิม
ทันทีที่เห็นผู้เป็นบิดา เด็กหญิงตัวน้อยก็แสดงอาการกลัวจนลนลาน ร่างเล็กสั่นสะท้านพยายามจะวิ่ง แต่กลับมือเล็กกลับรีบดึงไปไว้ข้างหลังซ่อนของบางอย่างไว้ด้านหลังตนเองทันที สองมือกำแน่นด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด
"ท่านพ่อ... ฮือ... ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว... ข้าจะไม่ทำอีกแล้วเจ้าค่ะ" น้ำเสียงเล็กๆ สั่นเครืออ้อนวอนอย่างน่าสงสาร น้ำตาอาบสองแก้ม
ไท่จือหมิงเฉิงแย้มยิ้มอ่อนหวาน ก้าวเท้าเข้าไปหาอย่างเชื่องช้า
"เปาเป่า... เจ้าร้องไห้ทำไมกัน มานี่สิลูก... ให้พ่อดูหน่อยว่าเจ้าแอบเข้ามาขโมยอะไรในห้องของพ่ออีกแล้ว"
เด็กน้อยส่ายหน้าไปมาอย่างหวาดกลัว ร่างกายเกร็งสะท้านไม่ยอมขยับไปไหน จางลีลี่ยืนขมวดคิ้วแน่น สายตาสายสืบจับจ้องปฏิกิริยาอันแปลกประหลาดของเด็กหญิงอย่างไม่วางตา
หมิงเฉิงหันมาถอนหายใจยาว ทอดสายตามองลีลี่ด้วยแววตาเศร้าสร้อย
"นางคือเปาเป่า... บุตรีของข้ากับไท่จือเฟยคนเก่าที่สิ้นใจไปแล้ว ยามนี้นางกำพร้าแม่ตั้งแต่ยังเล็ก จึงมักมีนิสัยชอบขโมยของและแอบเข้ามาเดินเล่นในห้องข้าอยู่เสมอ ครั้งนี้ข้าก็ไม่รู้อีกเหมือนกันว่านางแอบมาขโมยสิ่งใดไป"
กล่าวจบ ไท่จือก็เดินเข้าไปประชิดด้านหลังของเปาเป่า ยื่นมือไปคว้าจับข้อมือเล็กอย่างอ่อนโยน แท้จริงแล้วกลับออกแรงบังคับพลิกเอาของที่ซ่อนไว้ออกมาอย่างง่ายดาย มันคือภาพวาดม้วนหนึ่ง ไท่จือคลี่ม้วนภาพนั้นออกช้าๆ เผยให้เห็นดวงหน้าของสตรีผู้แสนจะงดงามทว่ามีแววตาเศร้าหมอง... ไท่จือเฟยคนเก่า
ไท่จือหมิงเฉิงลูบแผ่นภาพนั้นด้วยรอยยิ้มอันแสนเศร้า สายตาฉายแววอาลัยอาวรณ์อย่างลึกซึ้งต่อหน้าจางลีลี่
"คิดถึงแม่ของเจ้าอีกแล้วหรือ... เปาเป่า คิดถึงแม่ของเจ้า เจ้าก็ขอพ่อดีดีไม่ควรแอบเข้ามาขโมยของในคือมงคลแบบนี้"
เขาเอ่ยเสียงนุ่มนวล ทว่าข้อมือเล็กของเด็กหญิงกลับยังคงถูกพันธนาการไว้แน่นจนผิวเริ่มขึ้นรอยแดง โดยที่ลีลี่ในยามนี้ยังคงมองภาพความรักและม่านน้ำตาตรงหน้าด้วยความซาบซึ้งใจ โดยไร้ซึ่งความสงสัยในหน้ากากอันแสนดีนี้แม้แต่น้อย
“ข้ากลัวแล้วต่อไป ข้าไม่กล้าทำแล้ว”
จางลีลี่มองภาพสะเทือนใจตรงหน้าด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ สายตาอันอ่อนโยนของนางทอดมองเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังสั่นเทา ลีลี่ค่อยๆ ย่อกายลงข้างตัวเปาเป่า ยื่นมือเรียวนุ่มไปหมายจะช่วยเช็ดหยาดน้ำตาและปลอบประโลม
"เปาเป่า... ไม่ต้องกลัวนะเด็กดีข้าจะดูแลเจ้าต่อจากมารดาเจ้าเอง” ทว่าในยามที่ลีลี่ประคองข้อมือเล็กของเด็กน้อยขึ้นมา ขอบแขนเสื้อตัวยาวของเปาเป่าได้ร่นรอบขึ้นไปเล็กน้อย สายตาอันคมกริบของอดีตสายสืบสาวพลันสะดุดเข้ากับ รอยแผลเป็นยาว คล้ายรอยถูกพัธนาการ ที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวเนื้อเนียนรอบข้อมือ
รอยแผลนี่มัน... ลีลี่ขมวดคิ้วแน่น
“ไม่ ..ไปให้พ้น”
“เปาเป่า” เสียงหมิงเฉิงปรามเบาๆ แต่นัยย์ตาของเปาเป่ากลับแสดงความหวาดกลัวอย่างที่สุด
ฮองเฮาลุกขึ้นจากที่นั่งทันที “บังอาจ ใครปล่อยหญิงผู้นี้เข้ามาในท้องพระโรง”องครักษ์รีบเข้ามา แต่ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องหญิงสาวที่กำลังกอดบิดาอยู่ ชายวัยกลางคนกลับไม่สนใจเสียงร้องของคนรอบข้าง เขาเอาแต่กอดบุตรสาวแน่น น้ำตาไหลพราก“ลูกพ่อ...ใครทำอะไรเจ้า บอกพ่อมาฮืออออเจ้าตายไปแล้วอย่างนั้นหรือ”อวี้เอ๋อร์ค่อยๆ หันหน้าไปทางฮองเฮา ริมฝีปากซีดสั่นระริก “ท่านพ่อ ข้าถูกขังอยู่ในห้องลับหลายวัน ถูกไท่จือทรมาน จนตาย”ฮองเฮาทรงตวาด หมิงเฉิงกระตุกอยากจะพุ่งเข้าไปบีบคอนางกำนัลคนนั้นเต็มทน“เหลวไหล” “ข้าไม่เคยพบหญิงผู้นี้มาก่อน” หมิงเฉิงตวาดขึ้นอีกคน“ข้าคืออวี้เอ่อร์จะบอกว่าจำข้าไม่ได้ได้อย่างไร” อวี้เอ๋อร์ร้องไห้ “คืนที่พวกเขาพาข้าไปยังบ่อน้ำร้าง ข้าจำได้ว่าเขาพูดว่าเป็นพระบัญชาของฮองเฮาและไท่จือห้ามปล่อยให้ข้ามีชีวิตกลับไปเด็ดขาด”“เจ้ากล้าดีอย่างไร” ฮองเฮาทรงโกรธจนเสียงสั่น “ฝ่าบาท อย่าทรงเชื่อคำพูดของวิญญาณร้ายผู้นี้ นี่ต้องเป็นแผนของใครบางคนที่ต้องการใส่ร้ายหม่อมฉัน”ฮ่องเต้ฉีเฉิงทรงลุกขึ้นจากที่นั่ง สีหน้าเคร่งขรึมอย่างยิ่ง “พอได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนหรือผี คำกล่าวหานี้ต้องได้รับการตรวจสอบ
ไม่มีผู้ใดกล้าตอบพระองค์มองชายที่คุกเข่าอยู่ “เจ้ามีหลักฐานหรือไม่ว่าลูกสาวเคยเป็นนางกำนัลในตำหนักฮองเฮา”“มีพ่ะย่ะค่ะ” ชายผู้นั้นรีบหยิบผ้าห่อเล็กๆ ออกจากอกเสื้อ แล้วนำออกมาอย่างทะนุถนอม “นี่เป็นป้ายประจำตัวนางกำนัลของลูกสาวกระหม่อม มีชื่อของนางอยู่บนป้าย อีกทั้งยังมีจดหมายที่นางเคยส่งกลับบ้านก่อนจะหายตัวไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ”ขันทีรับของไปถวาย ฮ่องเต้ทอดพระเนตรป้ายประจำตัวและจดหมายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสถามหัวหน้าขันทีประจำท้องพระโรง “ไปเชิญฮองเฮามาที่นี่ ข้าต้องการฟังคำอธิบายจากพระนางด้วยตนเอง”คำรับสั่งนั้นทำให้หมิงเฉิงที่ยืนอยู่ไม่ไกลขยับสายตาเล็กน้อย เขาเหลือบมองชายชราผู้นั้นด้วยสีหน้าอ่านยาก ขณะที่ขุนนางฝ่ายฮองเฮาหลายคนเริ่มมีท่าทีไม่สบายใจไม่นาน ฮองเฮาก็เสด็จมาถึงท้องพระโรง พระนางทรงกวาดสายตามองเหล่าขุนนาง ก่อนจะหยุดสายตาที่ชายวัยกลางคนซึ่งคุกเข่าอยู่กลางห้อง“ฝ่าบาททรงเรียกหม่อมฉันมาด้วยเรื่องใดเพคะ”ฮ่องเต้ทรงยกป้ายประจำตัวนางกำนัลขึ้น “ชายผู้นี้กล่าวว่าบุตรสาวของเขาเคยเป็นนางกำนัลในตำหนักของเจ้า แต่หายตัวไปนานกว่าหนึ่งปีแล้ว เขาไปสอบถามหลายครั้งกลับไม่ได้รับคำตอบ ทั้งยังถู
หมิงเฉิงวางตะเกียบลง “สิ่งผิดปกติอะไร”“เขาอ้างว่าเห็นหญิงสาวใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด นั่งร้องไห้อยู่ริมบ่อ พอเข้าไปถามก็...ก็เห็นใบหน้าของนางเป็นผีพ่ะย่ะค่ะ”หมิงเฉิงหรี่ตามอง “แล้วเจ้าก็เชื่อเรื่องไร้สาระเช่นนี้ด้วยหรือ”“กระหม่อมไม่กล้าเชื่อโดยไม่มีหลักฐานพ่ะย่ะค่ะ แต่เมื่อคืนองครักษ์ผู้นั้นตกใจจนพูดไม่รู้เรื่อง ทั้งยังมีไข้ขึ้นตลอดคืน ตอนนี้ยังนอนตัวสั่นอยู่ในห้องพักพูดว่ามีผีที่ตำหนักบูรพา”หมิงเฉิงแค่นหัวเราะ “คนขี้ขลาดเห็นเงาต้นไม้ก็คิดว่าเป็นผีได้ สั่งให้เขาหุบปาก หากใครแพร่ข่าวนี้ออกไปอีก ให้ลงโทษตามกฎของตำหนักบูรพา”“พ่ะย่ะค่ะ” กลืนน้ำลายลงคอช้าๆ โทษของตำหนักบูรพาหากไม่หุบปากก็คือการตัดลิ้นแม้ปากจะกล่าวเช่นนั้น แต่หมิงเฉิงกลับนึกถึงบ่อน้ำร้างขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เขาจ้องตั่วเค่ออยู่นานก่อนจะสั่งเสียงต่ำ “ส่งคนไปตรวจดูบ่ออีกครั้ง อย่าให้ใครรู้ว่าเป็นคำสั่งของข้า และห้ามแตะต้องสิ่งใดโดยพลการ”ตั่วเค่อรับคำแล้วรีบถอยออกไปทว่าสองวันต่อมา ข่าวลือที่เพิ่งถูกกดไว้กลับปะทุขึ้นหนักกว่าเดิมคราวนี้ผู้พบเห็นไม่ใช่องครักษ์เพียงคนเดียว หากเป็นคนงานที่นำฟืนไปส่งยังเรือนเก็บของเก่า พวกเขาเ
องครักษ์ทั้งสองหันไปมองบ่อร้างพร้อมกัน สุนัขยังคงตะกุยขอบบ่ออย่างบ้าคลั่ง เล็บของมันครูดกับหินจนเกิดเสียงแหลมบาดหู องครักษ์คนหนึ่งเผลอก้าวเข้าไปใกล้ แต่เพียงชั่วครู่ก็รีบชะงัก ก่อนหันไปสบตาสหายด้วยแววตาเคร่งเครียด“ไม่ต้องดูอะไรทั้งนั้น รีบพาคนออกไป”ทั้งคู่ไม่กล้าเสียเวลาอีก คนหนึ่งจับแขนชายชรา ส่วนอีกคนกระชากโซ่พยายามลากสุนัขออกจากบ่อ เจ้าสุนัขขืนตัวสุดแรง เห่ากรรโชกพร้อมหันกลับไปมองบ่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ถูกลากไปไกลหลายก้าว มันก็ยังส่งเสียงครางต่ำๆ ในลำคอราวกับไม่ยอมละทิ้งสิ่งที่พบ“เบาหน่อย อย่าดึงมันแรงนัก” ชายชราร้องบอก พลางใช้ไม้เท้าคลำพื้นตามแรงที่ถูกพาไป “มันไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลยนะ”“หุบปากแล้วเดินไปเสีย หากยังไม่อยากถูกจับโยนออกนอกกำแพง”องครักษ์พาชายชรากับสุนัขออกทางประตูด้านข้างอย่างเร่งรีบ ก่อนที่ผู้ใดในตำหนักจะทันสังเกตเห็นความวุ่นวาย เมื่อแน่ใจว่าคนทั้งสองออกไปพ้นเขตแล้ว องครักษ์คนหนึ่งก็หันกลับมามองบ่อร้างอีกครั้ง ส่วนอีกคนรีบเดินไปตรวจตราทางเดินเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่“เจ้าก็เห็นใช่หรือไม่ว่ามันผิดปกติ” คนที่อยู่ข้างบ่อถามเสียงต่ำสหายไม่ตอบใ
“เหรียญทองนี้ดูเหมือนเหรียญที่ใช้จ่ายภายในวังบางแห่ง แต่เจ้ารู้ได้อย่างไรว่ามันเกี่ยวข้องกับใคร”หมิงเฉิงก้มหน้าลงราวกับไม่อยากกล่าวถึงผู้ที่ตนกำลังสงสัย “ลูกตรวจสอบกับบัญชีเบิกจ่ายภายในแล้ว พบว่าเหรียญทองลักษณะนี้เคยถูกเบิกจากคลังของตำหนักเหินห่าว ซึ่งเป็นตำหนักที่จัดสรรให้เหวินเฉิงพำนักพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้กลับไม่ได้แสดงท่าทีเชื่อในทันที พระองค์วางเหรียญทองลงบนโต๊ะ แล้วหันมามองบุตรชายคนโตอย่างพินิจพิเคราะห์“เจ้ากำลังจะบอกว่า คนที่ลอบทำร้ายเจ้าคือคนของเหวินเฉิงอย่างนั้นหรือ”“ลูกยังไม่กล้าสรุปเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ” หมิงเฉิงตอบอย่างนอบน้อม “แต่เหรียญทองนี้เป็นหลักฐานที่ไม่อาจมองข้ามได้ ลูกจึงจำเป็นต้องนำเรื่องมาทูลให้เสด็จพ่อทรงทราบ”ฮ่องเต้ขมวดคิ้ว “หมิงเฉิง เจ้าลองคิดให้ดี เหวินเฉิงซ่องสุมกำลังพลตั้งแต่เมื่อใดกัน จึงมีคนของตนเองออกไปลอบทำร้ายไท่จือได้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาแทบไม่ออกจากตำหนัก วันๆ เอาแต่อ่านตำราและศึกษาสมุนไพร เจ้ายังไม่เคยนำหลักฐานว่าเขามีกำลังคนอยู่ในมือมาถวายเรา แล้ววันนี้กลับมีคนของเขาลอบทำร้ายเจ้าเสียแล้วหรือ”คำถามนั้นทำให้หมิงเฉิงต้องก้มหน้าต่ำกว่าเดิม เขาเตรียมค
รอยยิ้มบนใบหน้าลีลี่ค่อยๆ จางลง นางมองเขาอย่างเงียบงันเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดเหวินเฉิงไม่ได้ตำหนินางด้วยน้ำเสียงดุดัน เพียงก้มมองมือที่พันผ้าไว้แล้วกล่าวต่อ “ข้ารู้ว่าเจ้ามีเหตุผลของตัวเอง ข้าก็รู้ว่าเจ้าคงไม่ยอมปล่อยให้หมิงเฉิงทำร้ายคนอื่นโดยไม่ตอบโต้ แต่เจ้ายังมีแผลที่สีข้างอยู่ และตอนนี้ก็ทำมือเจ็บเพิ่มอีก หากเมื่อคืนมีคนมามากกว่านั้น หรือหมิงเฉิงไม่เสียหลักเพราะความโกรธ เจ้าคิดหรือว่าเจ้าจะออกมาได้ง่ายๆ หรือนั่นคือตำหนักบูรพา”ลีลี่หลุบตาลง “ข้าคิดว่าเขาคงไม่ทันระวังตัว...”“นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าเป็นห่วง” เขาตอบ “แผนที่ดีไม่ควรฝากชีวิตไว้กับการที่ศัตรูประมาทเพียงอย่างเดียว เจ้าเอาชนะเขาได้ครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าครั้งหน้าจะเป็นเช่นเดิม”นางเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะพึมพำ “ข้ารู้ว่าตัวเองทำผิดแล้ว”เหวินเฉิงมองใบหน้าที่เริ่มสลดของนาง แล้วรอยยิ้มอ่อนโยนก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เขายกมือแตะศีรษะนางเบาๆ อย่างที่ตั้งใจจะทำตั้งแต่แรก“รู้ว่าผิด คราวหลังก็อย่าทำอีก ข้าไม่ได้ดุเจ้าเพราะห่วงจะเอาชนะหมิงเฉิงไม่ได้ แต่เพราะข้าเป็นห่วงเจ้า”ลีลี่เงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาไหววูบเล็







