Masukทว่าพริบตาต่อมา เมื่อเห็นสายตาเบิ่งกว้างของหมิงเฉิง ลีลี่ก็ตั้งสติได้ทันควัน รีบทิ้งกายลงไปนอนกองกับพื้นดิน ยกแขนขึ้นกุมเข่าแล้วส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด
"โอ๊ย... เจ็บจัง ขาข้าจะหักไหม" ใบหน้าหวานหยดฉายแววทรมาน น้ำตาคลอเบ้า
"คุณหนูเจ้าขา แย่แล้ว เจ้าหัวขโมยบังอาจชนคุณหนูจนบาดเจ็บ"
เซียวหลิงรีบเข้ามาประคองร่างเจ้านายด้วยความตื่นตระหนก พลางบ่นด่าคนชนคุณหนูผู้บอบบางของนาง
"คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ไปร้านหมอข้างหน้านี้ก่อนเถิดเจ้าค่ะ"
หมิงเฉิงรีบขยับเข้ามาช่วยประคอง สีหน้าฉายแววห่วงใยสุดหัวใจ เขาหันไปหาหัวขโมยที่คุกเข่าสั่นเทาอยู่บนพื้น แต่ไม่วายยื่นถุงเงินก้อนหนึ่งให้พร้อมเอ่ยเสียงนุ่มนวลก้องกังวาน
"รับเงินนี้ไปเสีย... ข้าไม่เอาความที่เจ้าทำให้ว่าที่ไท่จือเฟยของข้าต้องบาดเจ็บ แต่วันหน้าอย่าได้เที่ยวขโมยของใครอีกเลยนะ เงินนี่สำหรับทำทุน"
“เขาขโมยไท่จือยังมีเมตตา โถ่จิตใจช่างสูงส่งจริงๆ”
การกระทำอันเปี่ยมด้วยคุณธรรมทำให้ชาวบ้านรอบข้างต่างพากันก้มหัวสรรเสริญในความเมตตาของหมิงเฉิงไม่ขาดสาย หัวขโมยซาบซึ้งจนโขกหัวกับพื้นไม่หยุด
หมิงเฉิงยิ้มบางๆ หันไปหาองครักษ์คนสนิท เฉินเฟิงอ่อนโยน
"เฉินเฟิงเขาบาดเจ็บ... พากลับไปส่งที่บ้านเขา ส่งเขาดีๆ ด้วยเล่า"
ทว่าในยามที่เซียวหลิงหันหลังเดินประคองลีลี่มุ่งหน้าไปยังร้านหมอนั้น นัยน์ตาอ่อนโยนกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมโหดอำมหิต เขาขยับริมฝีปากส่งสัญญาณเสียงเบาแผ่วให้เฉินเฟิงที่เดินตามหลัง
"จัดการฆ่ามันเสีย... บังอาจนักที่มาทำตัวเกะกะ ไม่รู้นำโรคติดต่อมาติดข้าหรือเปล่า"
มุมหนึ่งของตลาดอันแสนครึกครื้น เถ้าแก่ร้านหนังสือรีบยื่นถุงเงินถุงเล็กให้องค์ชายแปดเหวินเฉิงด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง สายตาจดจ้องกองคัมภีร์การแพทย์ที่คัดด้วยลายมืออันเป็นระเบียบเรียบร้อย
"ขายดีเหลือเกินองค์ชาย ตำราแพทย์ของท่านอ่านง่ายและแม่นยำยิ่งนัก วันหน้าคัดมาอีกเยอะๆ เลยนะขอรับ ข้าจะช่วยดันราคาให้เป็นพิเศษ"
เหวินเฉิงยิ้มตาหยี นัยน์ตาใต้กรอบแว่นฉายประกายความหวัง เขากระชับถุงเงินในมือไว้แน่น
"ขอบคุณมากครับเถ้าแก่ ถ้านั้นข้าจะรีบกลับไปคัดมาให้อีกนะครับ"ยิ้มตาหยีภายใต้กรอบแว่นยิ่งกว้างกว่ากว้าง
“ได้ไม่น้อยเลยขอรับองค์ชาย แบบนี้ต่อไปก็ทำเงินได้อีกไม่น้อย” เสี่ยวจื่อพูดยิ้มๆ
“นั่นสิ ข้าจะคัดทั้งวันทั้งคืนจะๆ ได้มีมาขายมากหน่อย”
เสี่ยวจื่อยิ้มบางๆ
“แต่ก็ต้องดูแลสุขภาพด้วยขอรับ”
“นั่นสิ รีบกลับไปคัดมาใหม่ดีกว่า คืนนี้ข้าจะได้ไม่ต้องนอนดึก”
ก้าวเท้าออกจากร้านหนังสือมุ่งหน้าลงตรอกเปลี่ยวลึก สายตาของเขากลับสะดุดเข้ากับคนสองคนตรงมุมมืด เฉินเฟิงองครักษ์ฝีมือดีของไท่จือ กำลังชักกระบี่เงาวับออกมา ชายหัวขโมยคนเมื่อครู่นั่งคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้นหิน
“อ่าใต้เท้าข้าทำผิดใดกัน ได้โปรด ไว้ชีวิตข้าด้วยไหนไท่จือสั่งท่านให้ไปส่งข้าแล้วทำไมจะฆ่าข้ากันเล่า หรือว่าท่านอยากจะได้เงิน หากท่านอยากได้เงินนี่ข้ายินดียกให้” วางแล้วก็ล้วงถุงเิงนออกมาวางกับพื้น แต่เฉินเฟิงกับยิ้มหยัน
เหวินเฉิงมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกว่าไม่ถูกต้องนัก
"นั่นเฉินเฟิงนี่... เขากำลังจะฆ่าคน" เหวินเฉิงพึมพำ ใบหน้าตื่นตระหนก
"องค์ชาย อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลยขอรับ เราเดินหลบไปเสียอีกทางเถอะขอรับ" เสี่ยวจื่อรีบคว้าแขนเจ้านายไว้ทันควัน น้ำเสียงสั่นระรัว
“ไม่ได้ จะฆ่ากันง่ายๆ ได้อย่างไร นั่นชีวิตคนคนหนึ่งเลยนะ”
"องค์ชาย หากเฉินเฟิงเห็นหน้าท่าน มีหวังไท่จือเอาเรื่องเราถึงตายแน่"
เหวินเฉิงไม่ฟังคำทัดทาน เขารีบดึงผ้าคาดเอวผืนยาวขึ้นมาพันรอบๆ แล้วผูกปิดบังใบหน้าไว้แน่นหนา ไม่ลืมถอดแว่นสายตาส่งให้เสี่ยวจื่อ ก่อนจะกระโจนออกไปทันที
“ระวังตัวด้วยขอรับ”
เสี่ยวจื่อทำได้เพียงลอบซุ่มดูอยู่หลังผนังหินด้วยความหัวใจที่หล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม หากปรากฏตัวพร้อมกันสองคน คงไม่อาจรอดพ้นสายตาขององครักษ์อย่างเฉินเฟิงไปได้
กระบี่ถูกเงื้อขึ้นสุดแรง
“เคร้ง”
คมกระบี่ของเฉินเฟิงถูกท่อนไม้หนาในมือเหวินเฉิงฟาดจนเบี่ยงทิศทางอย่างทันท่วงทีก่อนที่จะบั่นคอหัวขโมยคนนั้น
เหวินเฉิงแม้ภายนอกจะดูอ่อนแอทว่ากลับมีไหวพริบและการหลบหลีกที่ว่องไวเกินคาด เขาใช้จังหวะที่อีกฝ่ายชะงัก รวบรวมกำลังถีบเข้าที่อกของเฉินเฟิงจนถอยร่นไปหลายก้าว
อั๊กกก
เฉินเฟิงขมวดคิ้วแน่นเมื่อเห็นว่าผู้มาใหม่ฝีมือไม่ธรรมดา หากปะทะต่อนานไปผู้คนอาจจะแห่กันมา เขาจึงรามือและฉวยโอกาสยื่นมือไปคว้าถุงเงินของไท่จือที่มอบให้หัวขโมย ตกอยู่ข้างตัวเจ้าหัวขโมยติดมือไป ก่อนจะทะยานร่างหายลับไปบนหลังคา
เหวินเฉิงพยุงชายคนนั้นที่รอดตายหวุดหวิด
"ตามข้ามาเร็ว เราต้องรีบหนี"หลบออกจากตรอกมืดอย่างรวดเร็ว
ชายคนนั้นพาเหวินเฉิงและเสี่ยวจื่อเดินลัดเลาะข้ามาจนถึงบ้านไม้ซบเซาท้ายตลาด ทันทีที่เปิดประตูไม้กั้น เสียงไอแห้งๆ ของหญิงนางหนึ่งและเด็กน้อยก็ดังก้องออกมาจากบนฟูกเก่าๆ ภรรยาและลูกชายตัวน้อยของเขากำลังนอนซมด้วยพิษไข้สูง ใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือด
เหวินเฉิงประคองชายผู้นั้นนั่งลงเพื่อทำแผล ก่อนจะคว้าพู่กันและกระดาษฟางบนโต๊ะขึ้นมาจดตัวยาสมุนไพรอย่างคล่องแคล่ว
"บาดแผลของท่านไม่ลึกมาก ส่วนนี่คือตำรับยา...สำหรับลูกกับเมียของท่าน"
เหวินเฉิงยื่นกระดาษให้ชายคนนั้น นัยน์ตาใต้กรอบแว่นเมตตาอย่างจริงใจ
"ท่านไปเก็บสมุนไพรตามรายชื่อนี้บนภูเขา ต้มให้คนทั้งสองดื่มต่างน้ำ ยานั่นจะช่วยให้อาการไข้ของภรรยาและลูกท่านบรรเทาลงได้มากทีเดียว"
“ขอบคุณคุณชาย”
“ไม่เป็นไรไม่ต้องขอบคุณข้า”
เขานึกถึงถุงเงินที่เพิ่งได้รับจากการขายตำรา เหวินเฉิงลังเลเพียงครู่เดียวก่อนจะหยิบเงินก้อนนั้นออกมาเจียดแบ่งก้อนเงินส่วนใหญ่วางลงบนโต๊ะตรงหน้า
"เงินนี้ข้ามอบให้ท่าน... นำไปซื้ออาหารและของบำรุงร่างกายพวกเขาให้แข็งแรงเสียเถิด"
ชายคนนั้นน้ำตาร่วงก้มลงโขกศีรษะกับพื้นบ้านไม่หยุด ขณะที่เหวินเฉิงยิ้มบางๆ แล้วดึงผ้าปิดหน้าลง ผิวแก้มสว่างใสสะท้อนแสงไฟดวงน้อยในบ้านหลังเก่าชายผู้นั้นจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาเพื่อจดจำไว้
“คุณชายข้าจะตอบแทนท่านหากมีโอกาส ท่านมีชื่อแซ่ว่าอย่างไร” ชายคนนั้นพูดดังๆ
“ไม่ต้องน่า ข้ามิได้หวังสิ่งใดตอบแทน แค่ท่านหลบให้พ้นไท่จือนั่นแหละคือการตอบแทน”
“พูดแล้วข้ายังสงสัย เหตุใดคนของไท่จือจึงต้องการฆ่าข้า”
เสี่ยวจื่อยิ้ม ก่อนจะพูดเบาๆ
“เขาอยากได้เงินท่านอย่างไรเล่า” ชายคนนั้นขมวดคิ้วไม่สมเหตุสมผลแต่ก็ไม่รู้จะคิดเป็นอื่นได้อย่างไร
ฮองเฮาลุกขึ้นจากที่นั่งทันที “บังอาจ ใครปล่อยหญิงผู้นี้เข้ามาในท้องพระโรง”องครักษ์รีบเข้ามา แต่ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องหญิงสาวที่กำลังกอดบิดาอยู่ ชายวัยกลางคนกลับไม่สนใจเสียงร้องของคนรอบข้าง เขาเอาแต่กอดบุตรสาวแน่น น้ำตาไหลพราก“ลูกพ่อ...ใครทำอะไรเจ้า บอกพ่อมาฮืออออเจ้าตายไปแล้วอย่างนั้นหรือ”อวี้เอ๋อร์ค่อยๆ หันหน้าไปทางฮองเฮา ริมฝีปากซีดสั่นระริก “ท่านพ่อ ข้าถูกขังอยู่ในห้องลับหลายวัน ถูกไท่จือทรมาน จนตาย”ฮองเฮาทรงตวาด หมิงเฉิงกระตุกอยากจะพุ่งเข้าไปบีบคอนางกำนัลคนนั้นเต็มทน“เหลวไหล” “ข้าไม่เคยพบหญิงผู้นี้มาก่อน” หมิงเฉิงตวาดขึ้นอีกคน“ข้าคืออวี้เอ่อร์จะบอกว่าจำข้าไม่ได้ได้อย่างไร” อวี้เอ๋อร์ร้องไห้ “คืนที่พวกเขาพาข้าไปยังบ่อน้ำร้าง ข้าจำได้ว่าเขาพูดว่าเป็นพระบัญชาของฮองเฮาและไท่จือห้ามปล่อยให้ข้ามีชีวิตกลับไปเด็ดขาด”“เจ้ากล้าดีอย่างไร” ฮองเฮาทรงโกรธจนเสียงสั่น “ฝ่าบาท อย่าทรงเชื่อคำพูดของวิญญาณร้ายผู้นี้ นี่ต้องเป็นแผนของใครบางคนที่ต้องการใส่ร้ายหม่อมฉัน”ฮ่องเต้ฉีเฉิงทรงลุกขึ้นจากที่นั่ง สีหน้าเคร่งขรึมอย่างยิ่ง “พอได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนหรือผี คำกล่าวหานี้ต้องได้รับการตรวจสอบ
ไม่มีผู้ใดกล้าตอบพระองค์มองชายที่คุกเข่าอยู่ “เจ้ามีหลักฐานหรือไม่ว่าลูกสาวเคยเป็นนางกำนัลในตำหนักฮองเฮา”“มีพ่ะย่ะค่ะ” ชายผู้นั้นรีบหยิบผ้าห่อเล็กๆ ออกจากอกเสื้อ แล้วนำออกมาอย่างทะนุถนอม “นี่เป็นป้ายประจำตัวนางกำนัลของลูกสาวกระหม่อม มีชื่อของนางอยู่บนป้าย อีกทั้งยังมีจดหมายที่นางเคยส่งกลับบ้านก่อนจะหายตัวไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ”ขันทีรับของไปถวาย ฮ่องเต้ทอดพระเนตรป้ายประจำตัวและจดหมายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตรัสถามหัวหน้าขันทีประจำท้องพระโรง “ไปเชิญฮองเฮามาที่นี่ ข้าต้องการฟังคำอธิบายจากพระนางด้วยตนเอง”คำรับสั่งนั้นทำให้หมิงเฉิงที่ยืนอยู่ไม่ไกลขยับสายตาเล็กน้อย เขาเหลือบมองชายชราผู้นั้นด้วยสีหน้าอ่านยาก ขณะที่ขุนนางฝ่ายฮองเฮาหลายคนเริ่มมีท่าทีไม่สบายใจไม่นาน ฮองเฮาก็เสด็จมาถึงท้องพระโรง พระนางทรงกวาดสายตามองเหล่าขุนนาง ก่อนจะหยุดสายตาที่ชายวัยกลางคนซึ่งคุกเข่าอยู่กลางห้อง“ฝ่าบาททรงเรียกหม่อมฉันมาด้วยเรื่องใดเพคะ”ฮ่องเต้ทรงยกป้ายประจำตัวนางกำนัลขึ้น “ชายผู้นี้กล่าวว่าบุตรสาวของเขาเคยเป็นนางกำนัลในตำหนักของเจ้า แต่หายตัวไปนานกว่าหนึ่งปีแล้ว เขาไปสอบถามหลายครั้งกลับไม่ได้รับคำตอบ ทั้งยังถู
หมิงเฉิงวางตะเกียบลง “สิ่งผิดปกติอะไร”“เขาอ้างว่าเห็นหญิงสาวใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด นั่งร้องไห้อยู่ริมบ่อ พอเข้าไปถามก็...ก็เห็นใบหน้าของนางเป็นผีพ่ะย่ะค่ะ”หมิงเฉิงหรี่ตามอง “แล้วเจ้าก็เชื่อเรื่องไร้สาระเช่นนี้ด้วยหรือ”“กระหม่อมไม่กล้าเชื่อโดยไม่มีหลักฐานพ่ะย่ะค่ะ แต่เมื่อคืนองครักษ์ผู้นั้นตกใจจนพูดไม่รู้เรื่อง ทั้งยังมีไข้ขึ้นตลอดคืน ตอนนี้ยังนอนตัวสั่นอยู่ในห้องพักพูดว่ามีผีที่ตำหนักบูรพา”หมิงเฉิงแค่นหัวเราะ “คนขี้ขลาดเห็นเงาต้นไม้ก็คิดว่าเป็นผีได้ สั่งให้เขาหุบปาก หากใครแพร่ข่าวนี้ออกไปอีก ให้ลงโทษตามกฎของตำหนักบูรพา”“พ่ะย่ะค่ะ” กลืนน้ำลายลงคอช้าๆ โทษของตำหนักบูรพาหากไม่หุบปากก็คือการตัดลิ้นแม้ปากจะกล่าวเช่นนั้น แต่หมิงเฉิงกลับนึกถึงบ่อน้ำร้างขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เขาจ้องตั่วเค่ออยู่นานก่อนจะสั่งเสียงต่ำ “ส่งคนไปตรวจดูบ่ออีกครั้ง อย่าให้ใครรู้ว่าเป็นคำสั่งของข้า และห้ามแตะต้องสิ่งใดโดยพลการ”ตั่วเค่อรับคำแล้วรีบถอยออกไปทว่าสองวันต่อมา ข่าวลือที่เพิ่งถูกกดไว้กลับปะทุขึ้นหนักกว่าเดิมคราวนี้ผู้พบเห็นไม่ใช่องครักษ์เพียงคนเดียว หากเป็นคนงานที่นำฟืนไปส่งยังเรือนเก็บของเก่า พวกเขาเ
องครักษ์ทั้งสองหันไปมองบ่อร้างพร้อมกัน สุนัขยังคงตะกุยขอบบ่ออย่างบ้าคลั่ง เล็บของมันครูดกับหินจนเกิดเสียงแหลมบาดหู องครักษ์คนหนึ่งเผลอก้าวเข้าไปใกล้ แต่เพียงชั่วครู่ก็รีบชะงัก ก่อนหันไปสบตาสหายด้วยแววตาเคร่งเครียด“ไม่ต้องดูอะไรทั้งนั้น รีบพาคนออกไป”ทั้งคู่ไม่กล้าเสียเวลาอีก คนหนึ่งจับแขนชายชรา ส่วนอีกคนกระชากโซ่พยายามลากสุนัขออกจากบ่อ เจ้าสุนัขขืนตัวสุดแรง เห่ากรรโชกพร้อมหันกลับไปมองบ่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ถูกลากไปไกลหลายก้าว มันก็ยังส่งเสียงครางต่ำๆ ในลำคอราวกับไม่ยอมละทิ้งสิ่งที่พบ“เบาหน่อย อย่าดึงมันแรงนัก” ชายชราร้องบอก พลางใช้ไม้เท้าคลำพื้นตามแรงที่ถูกพาไป “มันไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลยนะ”“หุบปากแล้วเดินไปเสีย หากยังไม่อยากถูกจับโยนออกนอกกำแพง”องครักษ์พาชายชรากับสุนัขออกทางประตูด้านข้างอย่างเร่งรีบ ก่อนที่ผู้ใดในตำหนักจะทันสังเกตเห็นความวุ่นวาย เมื่อแน่ใจว่าคนทั้งสองออกไปพ้นเขตแล้ว องครักษ์คนหนึ่งก็หันกลับมามองบ่อร้างอีกครั้ง ส่วนอีกคนรีบเดินไปตรวจตราทางเดินเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่“เจ้าก็เห็นใช่หรือไม่ว่ามันผิดปกติ” คนที่อยู่ข้างบ่อถามเสียงต่ำสหายไม่ตอบใ
“เหรียญทองนี้ดูเหมือนเหรียญที่ใช้จ่ายภายในวังบางแห่ง แต่เจ้ารู้ได้อย่างไรว่ามันเกี่ยวข้องกับใคร”หมิงเฉิงก้มหน้าลงราวกับไม่อยากกล่าวถึงผู้ที่ตนกำลังสงสัย “ลูกตรวจสอบกับบัญชีเบิกจ่ายภายในแล้ว พบว่าเหรียญทองลักษณะนี้เคยถูกเบิกจากคลังของตำหนักเหินห่าว ซึ่งเป็นตำหนักที่จัดสรรให้เหวินเฉิงพำนักพ่ะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้กลับไม่ได้แสดงท่าทีเชื่อในทันที พระองค์วางเหรียญทองลงบนโต๊ะ แล้วหันมามองบุตรชายคนโตอย่างพินิจพิเคราะห์“เจ้ากำลังจะบอกว่า คนที่ลอบทำร้ายเจ้าคือคนของเหวินเฉิงอย่างนั้นหรือ”“ลูกยังไม่กล้าสรุปเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ” หมิงเฉิงตอบอย่างนอบน้อม “แต่เหรียญทองนี้เป็นหลักฐานที่ไม่อาจมองข้ามได้ ลูกจึงจำเป็นต้องนำเรื่องมาทูลให้เสด็จพ่อทรงทราบ”ฮ่องเต้ขมวดคิ้ว “หมิงเฉิง เจ้าลองคิดให้ดี เหวินเฉิงซ่องสุมกำลังพลตั้งแต่เมื่อใดกัน จึงมีคนของตนเองออกไปลอบทำร้ายไท่จือได้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาแทบไม่ออกจากตำหนัก วันๆ เอาแต่อ่านตำราและศึกษาสมุนไพร เจ้ายังไม่เคยนำหลักฐานว่าเขามีกำลังคนอยู่ในมือมาถวายเรา แล้ววันนี้กลับมีคนของเขาลอบทำร้ายเจ้าเสียแล้วหรือ”คำถามนั้นทำให้หมิงเฉิงต้องก้มหน้าต่ำกว่าเดิม เขาเตรียมค
รอยยิ้มบนใบหน้าลีลี่ค่อยๆ จางลง นางมองเขาอย่างเงียบงันเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดเหวินเฉิงไม่ได้ตำหนินางด้วยน้ำเสียงดุดัน เพียงก้มมองมือที่พันผ้าไว้แล้วกล่าวต่อ “ข้ารู้ว่าเจ้ามีเหตุผลของตัวเอง ข้าก็รู้ว่าเจ้าคงไม่ยอมปล่อยให้หมิงเฉิงทำร้ายคนอื่นโดยไม่ตอบโต้ แต่เจ้ายังมีแผลที่สีข้างอยู่ และตอนนี้ก็ทำมือเจ็บเพิ่มอีก หากเมื่อคืนมีคนมามากกว่านั้น หรือหมิงเฉิงไม่เสียหลักเพราะความโกรธ เจ้าคิดหรือว่าเจ้าจะออกมาได้ง่ายๆ หรือนั่นคือตำหนักบูรพา”ลีลี่หลุบตาลง “ข้าคิดว่าเขาคงไม่ทันระวังตัว...”“นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าเป็นห่วง” เขาตอบ “แผนที่ดีไม่ควรฝากชีวิตไว้กับการที่ศัตรูประมาทเพียงอย่างเดียว เจ้าเอาชนะเขาได้ครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าครั้งหน้าจะเป็นเช่นเดิม”นางเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะพึมพำ “ข้ารู้ว่าตัวเองทำผิดแล้ว”เหวินเฉิงมองใบหน้าที่เริ่มสลดของนาง แล้วรอยยิ้มอ่อนโยนก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เขายกมือแตะศีรษะนางเบาๆ อย่างที่ตั้งใจจะทำตั้งแต่แรก“รู้ว่าผิด คราวหลังก็อย่าทำอีก ข้าไม่ได้ดุเจ้าเพราะห่วงจะเอาชนะหมิงเฉิงไม่ได้ แต่เพราะข้าเป็นห่วงเจ้า”ลีลี่เงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาไหววูบเล็







