Masuk
จวนต้วนอ๋อง...
เสียงโกลาหลดังสนั่นทั่วจวนอ๋อง เปลวเพลิงลุกท่วมหลังคา ควันหนาทึบแผ่คลุ้งจนหายใจไม่ออก เสียงกรีดร้องของเหล่าข้ารับใช้ดังทั่วจวน อีกทั้งยังมีเสียงเกราะกระทบกันของทหารที่บุกรุกเข้ามา เสียงเหล่านี้ทำให้ใจของทุกคนหวาดกลัว
ไป๋หนิงเฟิ่งหอบหายใจแรงด้วยความเหนื่อยหอบ ร่างกายเต็มไปด้วยเหงื่อและฝุ่น นางวิ่งออกมาจากเรือนใหญ่เพื่อดูเหตุการณ์ แต่ไม่คิดที่จะหลบหนีไปไหน แม้ว่านางจะดูสิ้นหวังกับสถานการณ์นี้ก็ตาม
หากแต่แววตาของนางยังคงเปล่งประกายอย่างมีความหวัง นางจะต้องมีชีวิตรอด เพื่อรอคอยพระสวามีอันเป็นที่รักมาช่วยเหลือตน และหวังว่าในภายภาคหน้า เขาจะแก้ต่างให้กับตระกูลไป๋
“พระชายา หนีก่อนเถิดเพคะ ยามนี้ไม่มีผู้ใดมาช่วยแล้วเพคะ”
สาวใช้คนสนิทที่ตามมาจากบ้านเดิม บอกเจ้านายอย่างร้อนรน นางไม่เชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ต้วนอ๋องจะไม่รู้ แล้วนางยังเชื่ออีกว่าเขารู้ว่าที่นี่เกิดเรื่อง แต่เลือกที่จะไม่มาช่วย หากไม่แล้วทหารจากวังหลวงเหล่านั้น จะบุกเข้าจวนอ๋องอย่างง่ายดายได้อย่างไร
ไม่รู้ว่าทหารเหล่านี้มาจับตัวพระชายา เพราะนางเป็นหนึ่งในบุตรหลานตระกูลไป๋ที่ถูกกล่าวหาว่ากบฏ หรือเพราะได้รับคำสั่งจากใครบางคน มาเพื่อเล่นงานพระชายาไม่ให้หาทางรอดได้กันแน่
ไป๋หนิงเฟิ่งมองคนสนิทอย่างไม่อยากจะยอมแพ้ แต่หลายปีมานี้นางทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ใจของเขา ทว่าสิ่งที่ได้กลับมาคือความเฉยชา อีกทั้งเขายังพาสตรีอื่นเข้าจวน นั่นทำให้นางทุกข์ใจอย่างมาก
ถึงแม้ถูกย่ำยีมากขนาดไหน นางก็ยอมทนกล้ำกลืนน้ำตาไว้กับตนเองอย่างไม่ปริปากบ่นแม้เพียงครึ่งคำ
‘เวลานี้ข้าก็อยากจะรู้ให้แน่ชัดว่า เรื่องที่เกิดขึ้นมีใครอยู่เบื้องหลังกันแน่ แต่หากต้องการเอาชีวิตรอดเพื่อหาคำตอบ เวลานี้คงต้องหนีก่อน’ นางครุ่นคิดครู่หนึ่ง จึงพยักหน้าให้กับสาวใช้คนสนิท
ทั้งสองพยายามหลบสายตาของผู้อื่น เพื่อรีบเร่งเดินไปที่ช่องทางลับแล้วออกนอกจวน ทว่าระหว่างนั้นกลับเห็นสตรีนางหนึ่งวิ่งตามมา ใบหน้าของนางดูหวาดกลัวจนซีดเผือด แต่ยังคงงดงามสะกดตา
และหญิงคนนั้นคือสตรีที่ต้วนอ๋องพาเข้ามาเป็นชายาอีกคน ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะรักกันนักหนา เพราะเขาไม่เคยปกปิดว่านางมีความหมายในหัวใจของเขา ยิ่งกว่าพระชายาเอกอย่างนาง
“พี่หญิง หม่อมฉันขอตามไปด้วยนะเพคะ หม่อมฉันไม่อยากตายที่นี่” นางเอ่ยขอร้องทั้งน้ำตา ใบหน้าของนางหวาดกลัวจนซีดเผือด แต่ยังคงความงามสะกดตาไว้
“ถ้าเจ้าอยากจะตามมา เช่นนั้นเจ้าก็ตามข้ามาเถิด แต่ข้าไม่อาจรับรองชีวิตของเจ้าได้ เช่นนี้แล้วเจ้ายังอยากจะตามข้าไปอีกหรือไม่” ไป๋หนิงเฟิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา นางไม่รู้หรอกว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นอีก
“หม่อมฉันขอตามไปด้วยเพคะ” สตรีนางนี้ตอบกลับทันทีที เพราะนางหมดหนทางแล้ว
“เช่นนั้นก็ตามมาเถิด” ไป๋หนิงเฟิ่งกล่าวอีกครั้ง แม้ในใจจะยังกังวลอย่างมาก เพราะหากนางมีชีวิตรอดไปได้ แต่สตรีนางนี้เกิดหายนะ เห็นที่ท่านอ๋องคงกลับมาเล่นงานนางแน่นอน
จากนั้นนางและสาวใช้คนสนิทรวมถึงสตรีนางนั้นก็วิ่งสุดกำลัง โดยมีทหารไล่ตามมาอย่างไม่ลดละ พร้อมกับเสียงตะโกนก้อง “ฆ่าพวกมันให้หมด อย่าให้เหลือ”
หัวใจของไป๋หนิงเฟิ่งเต้นแรง นางยังคงวิ่งอย่างไม่ลดละ จนไปถึงกลางเนินเขาที่ข้างหน้าเป็นหน้าผาสูงชัน หากวิ่งไปต่ออีกเพียงนิด ก็คงจะต้องตกหน้าผาแน่นอน แต่หากถอยกลับมา ก็ต้องเจอกับคมหอกคมดาบ ที่พร้อมจะฟาดฟันนางให้ตาย
“พี่หญิง พวกเราจะทำอย่างไรดีเพคะ หม่อมฉันไม่อยากตาย” สตรีนางนี้ยังคงกล่าวอย่างหวาดกลัวจนตัวสั่น
ขณะนั้นเองเสียงกีบม้ากระทบพื้นก็ดังขึ้น ท่านอ๋องปรากฏตัวพร้อมทหารไม่กี่นายที่ยังเหลืออยู่ ไป๋หนิงเฟิ่งเห็นพระสวามีมุ่งหน้ามาทางนี้ ใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มอย่างมีความหวัง ก่อนจะร้องเรียกออกมาด้วยเสียงสะอื้น
“ท่านอ๋อง ช่วยหม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ”
“หม่อมฉันก็ดีใจเช่นกันเพคะ ตาแก่พวกนั้นที่ทำให้ท่านพี่ต้องปวดหัว และพยายามยัดเยียดสตรีเข้าวังหลัง หากรู้ว่าท่านกำลังมีบุตรและหม่อมฉันไม่ใช่แม่ไก่ที่ออกไข่ไม่ได้ จะทำสีหน้าอย่างไร” ไป๋หนิงเฟิ่งกล่าวพร้อมกับยิ้มออกมา นางไม่อยากสร้างศัตรู แต่ไม่ลืมคนที่ทำให้พระสวามีของนางปวดหัว“เจ้าคิดเจ้าแค้นเสียจริง เอาล่ะ ข้าจะสั่งเปิดโรงทานสักเจ็ดวัน ทุกหัวเมือง ฮองเฮาของข้า เจ้าคิดว่าดีหรือไม่ จริงสิ ต้องส่งข่าวบอกพ่อตากับเสด็จพ่อด้วย” เขาพูดอย่างหลอกล้อนาง และบอกสิ่งที่อยากจะทำ โดยไม่ลืมส่งข่าวเรื่องนี้ให้กับบิดาและพ่อตาของตนได้รับรู้“ดีเลยเพคะ แม้ว่าบ้านเมืองของเราจะอยู่ในภาวะที่สงบ แต่การเปิดโรงทานให้ชาวบ้าน จะแบ่งเบาค่าใช้จ่ายพวกเขาไปไม่น้อยเลยเพคะ” นางกล่าวอย่างยินดีและเห็นด้วยที่สามีจะเปิดโรงทาน“เช่นนั้นก็เอาตามนี้”จากนั้นฮ่องเต้จึงหันมาสั่งการคนสนิท เพื่อเปิดโรงทานทุกหัวเมืองข่าวเรื่องที่ฮองเฮาทรงพระครรภ์ได้กระจายไปทั่วทั้งวังหลวงและนอกวัง ราษฎรต่างแสดงความยินดีอย่างยิ่ง เพราะตั้งแต่ฮ่องเต้เซียวเฟยหลงขึ้นครองราชย์ ทุกอย่างก็ยิ่งดีขึ้น พระองค์ทรงลดภาษีให้กับชาวบ้านสามปี ทำให้ชาวบ้านต่างก
ตอนพิเศษ ฮองเฮาเพียงหนึ่งเดียวครึ่งปีผ่านไปเวลานี้เซียวเฟยหลงได้ขึ้นครองราชย์แล้ว ส่วนอดีตฮ่องเต้เหมือนได้พัก แต่ก็พยายามเร่งให้บุตรชายรีบทำให้พระชายาตั้งครรภ์ อีกทั้งพวกขุนนางเฒ่าทั้งหลาย ต่างก็พยายามถวายฎีกา เพื่อให้ฮ่องเต้พระองค์เฟยหลงรับนางกำนัลและพระสนมเข้าวัง นี่จึงทำให้ฮ่องเต้โกรธมาก พระองค์ได้ส่งองครักษ์ข้างกายไปตรวจสอบเรื่องราวของขุนนางพวกนั้น ทำให้แต่ตระกูลอลหม่านวุ่นวายไม่จบสิ้น จนต้องเงียบปากและกล้าไม่เข้ามาวุ่นวายเรื่องนี้อีกส่วนตระกูลหลี่ได้ส่งหลี่ชุยผิงแต่งเข้าตระกูลพ่อค้า เนื่องจากนางเลยวัยแต่งงานมาหลายปีแล้ว ที่สำคัญแม้ว่านางจะแต่งเข้าไปเป็นภรรยาเอก แต่ฝ่ายชายกลับมีอนุที่รักมากอยู่แล้วนั่นจึงทำให้หลี่ชุยผิงแต่งเข้าไป ก็ไม่ต่างกับตายทั้งเป็น นางพยายามเขียนจดหมายหาต้วนอ๋อง เพื่อให้เขาเห็นใจและมาพานางออกไปจากขุมนรกแห่งนี้ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้นแม้ว่าไป๋หนิงเฟิ่งจะอยู่วังหลัง ทว่านางยังคงได้ข่าวของหลี่ชุยผิงอยู่ตลอด โดยรับรู้จากนางกำนัลคนสนิทอย่างเสี่ยวหลัน‘ไม่คิดว่าเจ้าจะมีชะตากรรมที่เลวร้าย ไม่ต่างจากข้าเมื่อชาติก่อน’นางคิดในใจถึงชะตาก
รองแม่ทัพชิงกล่าวตามที่เขาคิด จากนั้นก็ยกเหล้าขึ้นมาดื่ม เขาพอจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองหลวง และรู้ว่าเพราะเหตุใดที่ต้วนอ๋อง แม่ทัพหนุ่มอนาคตไกล จึงกลับมาประจำการอยู่ที่นี่ แทนที่จะพักในเมืองหลวงนาน ๆ“คงเป็นจริงอย่างที่เจ้าว่ามา” ต้วนอ๋องได้แต่ยิ้มออกมาอย่างฝืน ๆ ก่อนจะนั่งดื่มเหล้าชมจันทร์กับรองแม่ทัพคู่กายเงียบ ๆ‘หวังว่าสักวัน ข้าจะพบรักแท้อีกครั้ง’ เวลาผ่านไปอีกหลายเดือน ตอนนี้ฮ่องเต้ตัดสินใจสละราชบัลลังก์อย่างที่เคยบอกไว้ เลยเรียกองค์รัชทายาทและพระชายามาพบที่ตำหนัก“วันนี้เราเรียกพวกเจ้าทั้งสองคนมาเพื่อแจ้งข่าว เราเหนื่อยแล้วจึงอยากจะพักผ่อน”ได้ยินเพียงเท่านี้ ไป๋หนิงเฟิ่งจึงเข้าใจได้ทันทีว่า งานหนักคงตกมาที่นางอีกแล้ว ‘ต่อไปข้าคงได้รับหนังสือร้องเรียนจำนวนมากแน่’ นางถอนหายใจออกมาเล็กน้อย“หากเสด็จพ่อเหนื่อย กระหม่อมยินดีที่จะสะสางราชกิจต่อเอง ถึงอย่างไรขุนนางเฒ่าพวกนั้น ก็ไม่สามารถเล่นงานกระหม่อมได้อยู่แล้ว”เซียวเฟยหลงกล่าวอย่างจริงจัง เขาไม่ได้มีท่าทีร้อนใจในเรื่องนี้ เพราะเตรียมใจไว้แล้วกับเรื่องที่ต้องขึ้นครองราชย์แทนบิดา อีกทั้งตั้งแต่มาอยู่ในตำแหน่งองค์รัชทายาท รา
บทส่งท้าย ชะตาชีวิตที่เปลี่ยนไปแล้วหลายเดือนผ่านไป...ไป๋หนิงเฟิ่งได้เข้ามาอยู่ในตำหนักบูรพาแล้ว ทว่านางยังคงทำหน้าที่ของตนไม่บกพร่อง เนื่องจากเซียวเฟยหลงส่งกุญแจคลังและสมุดรายการทรัพย์สินให้ นางจึงรู้ได้ว่าพระสวามีนั้นร่ำรวยกว่าผู้ใด ทรัพย์สินและเงินที่เขามี น่าจะมากกว่าคลังหลวงหลายเท่าซึ่งไม่ต่างจากเซียวเฟยหลง หลังจากเป็นองค์รัชทายาทแล้ว พระองค์ยังทรงงานหนักมากกว่าเดิมจนแทบมีเวลาพัก แต่ถึงอย่างนั้นพระองค์ก็ยังเติมความหวานให้กับพระชายาอยู่เสมอหากจะไม่เอ่ยถึงคนตระกูลไป๋สายรองก็คงไม่ได้ เนื่องจากอารองและอาสามของนาง วางแผนเข้าร่วมกับองค์ชายสามเพื่อก่อการกบฏ ทำให้คนพวกนั้นต้องโทษทั้งหมด ทั้งถูกยึดทรัพย์และถูกส่งไปยังถิ่นทุรกันดาร รวมถึงฮูหยินผู้เฒ่าไป๋ก็ต้องรับโทษด้วย หลายเดือนมานี้ จวนสกุลไป๋จึงกลับมาสงบลงอีกครั้ง“กำลังนั่งคิดสิ่งใดอยู่หรือ” องค์รัชทายาทเดินเข้ามา แล้วโอบอุ้มภรรยาขึ้นมานั่งบนตักพร้อมกับกอดนางเอาไว้แน่น“ท่านพี่ อายบ่าวเสียบ้างเถิด ดูสิ ข้าไม่รู้จะเอาหน้าไว้ที่ใดแล้ว” นางกล่าวอย่างเขินอายและทุบอกเขาเล็กน้อย เนื่องจากนางกำนัลยังอยู่บริเวณนี้หลายคน“จะอายทำไมกัน เจ้ากั
ชายชราตรงหน้ามองคนรุ่นหลานด้วยสายตาตื่นตระหนก เงาของดาบวาววับเข้าตา ก่อนที่ทุกอย่างจะหยุดลง พร้อมกับลมหายใจของเสนาบดีเสิ่นผู้ยิ่งใหญ่จวนตระกูลเสิ่นเวลานี้นองไปด้วยเลือด หากใครจะกล่าวว่าองค์ชายรองเซียวเฟยหลงคือทรราช องค์ชายผู้นี้รองเหี้ยมโหดเกินไป เขาคงไม่ใส่ใจ เนื่องจากเหตุการณ์ในวันนี้ เขาทำเพื่อคนที่รัก หาไม่แล้วหากปล่อยให้ผู้ใดหลุดรอดไปได้ วันหนึ่งพวกมันคงหาวิธีกลับมาล้างแค้นอย่างแน่นอนสตรีและคนที่ยอมศิโรราบ ถูกส่งตัวเข้าคุกหลวง แล้วรอคำตัดสินเนรเทศไปอยู่ชายแดนเพื่อเป็นทาสเมื่อองค์ชายใหญ่รู้ข่าวของมารดาและตระกูลเสิ่น เขาแทบสิ้นสติ เนื่องจากเขาหมดสิ้นทุกอย่างแล้ว ใจคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีฮ่องเต้อยู่เบื้องหลังเป็นแน่ หาไม่แล้วเซียวเฟยหลงคงไม่กล้าทำเรื่องใหญ่โตกับตระกูลเสิ่นเข่นนี้เช้าวันต่อมาข่าวเรื่องการทำผิดและถูกกวาดล้างตระกูลเสิ่น แพร่กระจายดังไปทั่วเมืองหลวง และยังมีข่าวอีกว่าเสนาบดีเสิ่นและบุตรชายต่อต้าน ไม่ยอมถูกจับ เลยถูกองค์ชายรองสังหารส่วนฮองเฮายังมีข่าวเล็ดลอดออกมาจากวังหลวงว่าพระนางคบชู้ ซึ่งฮ่องเต้จับได้คาหนังคาเขา พระองค์จึงประทานยาพิษทันทีไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าฮ่องเต
กวาดล้างตระกูลเสิ่นเมื่อเห็นท่าทีของมารดาเป็นเช่นนี้ เซียวอี้เฉิงจึงขมวดคิ้วเป็นปม ‘ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเสด็จแม่ ถึงได้ไม่ทราบเรื่องนี้ เพราะท่านตาน่าจะส่งข่าวมาแล้วมิใช่หรือ ทว่าเรื่องนี้เจ้าสามไม่รู้เรื่อง ข้าจึงนิ่งเงียบไว้ก่อน’ เขาครุ่นคิดอยู่ในใจ“เหตุใดเสด็จแม่จึงดูเหมือนไม่รู้เรื่อง หรือว่าเสด็จพ่อไม่ได้บอกกล่าวเสด็จแม่ถึงเรื่องนี้ จริงสิ เหมือนพี่รองจะจับกุมพวกนักฆ่าไว้ได้เกินครึ่ง เวลานี้น่าจะสอบสวนอยู่” องค์ชายสามเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้งยิ่งได้ยินเช่นนี้ เสิ่นฮองเฮายิ่งกำมือแน่นด้วยความหวาดหวั่น เรื่องนี้นางไม่รู้เลย ใบหน้าจึงซีดเผือดโดยไม่รู้ตัว ‘เหตุใดข้าไม่ว่าว่าฮ่องเต้ไปงานมงคลของมัน แล้วเหตุใดท่านพ่อยังลงมือต่อหน้าฝ่าบาทอีก เรื่องที่ฝ่าบาทต้องการแต่งตั้งองค์รัชทายาทต้องมีเงื่อนงำ และไม่เป็นผลดีกับโอรสของข้าแน่’ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว อีกทั้งเรื่องทั้งหมดโอรสอีกคนของนางไม่รู้เรื่องด้วย เช่นนั้นจึงคิดว่าควรให้เขากลับไปก่อน “เจ้าสาม เจ้ากลับไปก่อนเถิด ข้ามีเรื่องสนทนากับพี่เจ้าสักหน่อย”องค์ชายสามได้ยินเช่นนั้น ก็รู้ทันทีว่าเสด็จแม่ของเขา คงต้องปรึกษาเรื่องนี้กับองค์ชายใหญ่ จึง







