LOGIN“ไอ้ดิน!” นทีเรียกลูกชายเสียงรอดไรฟันพลางเหลือบมองเพื่อนรักที่เป็นถึงหม่อมเจ้าด้วยความเกรงใจอย่างถึงที่สุด ทว่าอีกฝ่ายกลับมีสีหน้าเรียบเฉยจนคาดเดาอารมณ์และความรู้สึกไม่ออก
“ตายแล้วลูกชายฉัน ทำไมแต่งตัวแบบนี้ ชุดเจ้าบ่าวแม่ก็เตรียมไว้ให้แล้ว ทำไมไม่ใส่มา” น้ำมณีอยากจะเป็นลม ถึงแม้ว่าครอบครัวของเธอจะเป็นเศรษฐีที่ชอบทำตัวติดดิน แต่ลูกชายคนเดียวของเธอจะแต่งตัวคลุกดินคลุกโคลนมาเข้าพิธีแต่งงานกับราชนิกุลสาวผู้สูงศักดิ์แบบนี้ไม่ได้
ภูริดลทำเป็นหูทวนลม ไม่สนใจคำตำหนิของพ่อกับแม่ ดวงตาสีนิลคมกริบจ้องเขม็งไปที่วงหน้างดงามของเจ้าสาว ในขณะเดียวกันสองเท้าก็ก้าวเข้าหาเธอด้วยท่าทีแข็งกระด้างและจงใจใช้รองเท้าที่สกปรกเหยียบย่ำลงบนพรหมเปอร์เซียราคาครึ่งล้านที่เธอนั่งอยู่
“หยุดทำตัวไร้มารยาทเดี๋ยวนี้นะดิน นั่งลง!” นทีสั่งลูกชายที่ยืนค้ำหัวผู้หลักผู้ใหญ่และเจ้าสาวที่นั่งเชิดหน้าคอตั้งอยู่บนพรื้นพรม
ชายหนุ่มกระแทกตัวลงนั่งขัดสมาธิอย่างตั้งใจกวนประสาท ฝุ่นจากเสื้อผ้าฟุ้งกระจายออกมาจนหม่อมราชวงศ์ฟ้าพราวสำลัก ทำให้หนุ่มชาวไร่อดที่จะยิ้มเยาะความเป็นผู้ดีของว่าที่ภรรยาไม่ได้
“ผมมีเวลาไม่มาก สวมแหวนเลยก็แล้วกัน” ว่าแล้วก็หยิบแหวนทองเกลี้ยงวงเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตแล้วสวมเข้าที่นิ้วนางข้างซ้ายของเจ้าสาว ทว่าแหวนวงใหญ่เกินไป เขาจึงถอดออกแล้วสวมเข้าที่นิ้วกลางให้แทน “นิ้วไหนก็เหมือนกัน สวมให้มันจบพิธีไป”
เจ้าสาวนั่งหลังเหยียดตรง เม้มปากแน่น พยายามอดทนอดกลั้นกับกิริยาป่าเถื่อนไร้อารยะของเจ้าบ่าว เธอไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะให้เกียรติ แต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะหยามเกียรติเธอถึงขนาดนี้
“เอาแหวนเพชรที่แม่เตรียมไว้สวมให้คุณหญิงสิดิน” น้ำมณีท้วง เธอเตรียมแหวนเพชรน้ำงามสิบกะรัตวางไว้บนพานทองที่ตกแต่งด้วยดอกไม้สวยงามให้แล้ว แต่ลูกชายตัวดีกลับทำเป็นมองเมินไม่สนใจ
“เพชรเม็ดใหญ่เท่าไข่ห่านไม่เหมาะกับเมียชาวไร่ที่ต้องจับจอบจับเสียมทำงานทั้งวันหรอกครับ คุณแม่เก็บไว้เถอะ”
“ใครบอกว่าจะให้คุณหญิงฟ้าไปทำไร่” น้ำมณีรีบแย้งด้วยสีหน้าตื่นตระหนกเพราะกลัวหม่อมเจ้าดนัยเทพจะเข้าใจผิดว่าขอลูกสาวท่านให้ไปตกระกำลำบาก
“เป็นเมียผม ก็ต้องช่วยผมทำงาน จะมานั่งกินนอนกิน ทำตัวเป็นคุณหญิงคุณนายไม่ได้ เงินมันหายาก เท่าที่เราเสียไปก็มากเกินพอแล้ว ต่อไปคุณหญิงต้องช่วยผมทำงานในไร่”
“งานแบบนั้นคุณหญิงฟ้าจะทำได้ยังไงเจ้าดิน พูดไม่คิดอีกแล้วลูกคนนี้” น้ำมณีมองลูกชายตาเขียว
“ฟ้าทำได้ค่ะ ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหน ฟ้าก็จะอดทน” หม่อมราชวงศ์ฟ้าพราวบอกกับน้ำมณีอย่างเด็ดเดี่ยวแล้วหันไปบอกกับหม่อมเจ้าดนัยเทพ “ท่านพ่อไม่ต้องเป็นห่วงหญิงนะเพคะ หญิงอยู่ได้”
หม่อมเจ้าดนัยเทพมองบุตรสาวที่เลี้ยงดูมาอย่างดียิ่งกว่าไข่ในหินด้วยความรู้สึกผิดระคนสงสารจับใจ ถ้าไม่ใช่เพราะถูกเพื่อนที่เป็นนักการเมืองใหญ่โกงจนสิ้นเนื้อประดาตัว วังที่เป็นมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาร่วมร้อยปีก็กำลังจะถูกยึด บุตรสาวคนเดียวของเขาคงไม่ต้องตกที่นั่งลำบากแบบนี้
ในวันที่หมดสิ้นหนทาง นทียื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือ โดยมีเงื่อนไขว่าต้องให้ลูกชายและลูกสาวของแต่ละฝ่ายแต่งงานกัน ฟ้าพราวเต็มใจช่วยเหลือท่านพ่อของเธอโดยไม่อิดออด แต่ดูเหมือนว่าพ่อหนุ่มชาวไร่จะไม่เต็มใจเป็นอย่างยิ่ง
“ผมพา ‘เมีย’ ไปได้หรือยัง”
“จดทะเบียนสมรสให้เรียบร้อยก่อน” หม่อมเจ้าดนัยเทพบอกด้วยน้ำเสียงเข้มขรึมแล้วหันไปพยักหน้าส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตนำเอกสารมาให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวเซ็น
ภูริดลและหม่อมราชวงศ์ฟ้าพราวต่างคนต่างเซ็นชื่อในทะเบียนสมรสโดยไม่มองหน้ากัน เสร็จแล้วชายหนุ่มก็ฉุดข้อมือหญิงสาวให้ลุกขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้คนที่นั่งพับเพียบอยู่กับพื้นนานเป็นชั่วโมงเข่าอ่อนจนเกือบล้ม แต่เขาก็ไม่ได้สนใจที่จะช่วยประคอง ปล่อยให้เธอซวนเซหาทางทรงตัวเอาเอง
“ไปกันได้แล้ว” เจ้าบ่าวบอกเสียงกระด้าง
“จะพาคุณหญิงไปไหนเจ้าดิน” น้ำมณีรีบถามหน้าตาตื่นตระหนก
“กลับไร่สิครับ ผมมีงานรออยู่อีกเยอะ ไม่มีเวลามาทำเรื่องไร้สาระนานหรอกครับ แค่นี้ก็เสียเวลามากแล้ว” ว่าแล้วก็กึ่งลากกึ่งจูงภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายและประเพณีออกไปโดยไม่สนใจว่าคนที่ตัวเล็กกว่ามากซึ่งอยู่ในผ้านุ่งชุดไทยยาวระพื้นจะซอยเท้าตามทันหรือไม่
“โอ้ย ตายแล้ว ฉันอยากจะเป็นลม” น้ำมณีหยิบยาดมออกมาสูดปื้ดๆ แล้วหันไปบอกหม่อมเจ้าดนัยเทพด้วยความเกรงใจอย่างที่สุด “หม่อมฉันต้องกราบขอประทานอภัยฝ่าบาทด้วยนะเพคะที่ลูกชายของหม่อมฉันทำกิริยาไม่เหมาะสม”
“ฝ่าบาทไม่ต้องเป็นห่วงคุณหญิงฟ้านะกระหม่อม กระหม่อมสัญญาว่าจะดูแลคุณหญิงฟ้าแทนฝ่าบาทเป็นอย่างดี” นทีรีบพูดเสริมด้วยความเกรงใจมากเช่นเดียวกัน
“ลูกชายแกท่าทางเอาเรื่องอยู่นะนที ฉันเป็นห่วงลูกสาวฉัน” หม่อมเจ้าดนัยเทพบอกด้วยสีหน้าไม่สบายใจ แล้วทำท่าเหมือนจะวูบ มาลินีที่นั่งอยู่ข้างๆ ต้องรีบประคองให้เอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วหยิบยาประจำตัวมาให้กิน
“ดินมันปากร้ายไปอย่างนั้นเอง ความจริงมันเป็นคนใจอ่อนมาก ที่สำคัญ มันไม่ทำร้ายผู้หญิง ถ้ากระหม่อมไม่มั่นใจในตัวลูกชายก็คงไม่กล้าสู่ขอคุณหญิงฟ้าให้มาแต่งงานด้วย” นทีบอกอย่างมั่นใจในความเป็นลูกผู้ชายของภูริดล
หม่อมเจ้าดนัยเทพพยักหน้ารับเนิบนาบ ไม่ว่านทีจะยืนยันหนักแน่นเพียงใด แต่การเห็นบุตรสาวอันเป็นที่รักถูกหนุ่มชาวไร่ฉุดกระชากออกไปแบบนั้นก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร




![บัตเลอร์ที่รัก [3P]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


