LOGINภูริดลกำข้อมือเล็กของหม่อมราชวงศ์ฟ้าพราวไว้แน่นขณะลากตัวเธอออกมาที่หน้าตึกใหญ่โดยไม่สนใจว่าเท้าเปลือยเปล่าของหญิงสาวที่กำลังเหยียบย่ำไปบนพื้นซีเมนต์ที่ร้อนระอุเพราะดูดซับความร้อนจากไอแดดยามใกล้เที่ยงเอาไว้จะแสบร้อนเพียงใด
“อู้ย...” ฟ้าพราวส่งเสียงซี้ดซ้าดในลำคอพลางกระโดดด้วยปลายเท้าสลับข้างกันไป
“เป็นอะไร”
“พื้นมันร้อน แสบเท้าไปหมดแล้วเนี่ย” ตอบพลางหงายฝ่าเท้าที่แดงจัดให้อีกฝ่ายดู
หนุ่มชาวไร่ยิ้มหยัน แต่แทนที่จะเห็นใจ เขากลับพูดค่อนแคะ “ผู้ดีตีนแดง”
“คุณก็ลองเดินเท้าเปล่าบนปูนซีเมนต์ร้อนๆ นี่ดูมั่งสิ จะได้รู้ว่ามันร้อนแค่ไหน”
“พื้นร้อนแค่นี้ผมไม่สะดุ้งสะเทือนหรอก”
“หนังหนา” เธอว่าเบาๆ แต่เขาก็ได้ยิน
“ไม่ทันไรก็ด่า ‘ผัว’ แล้วเหรอ”
“คนเถื่อน หยาบคาย” ฟ้าพราวสวนกลับอย่างไม่ยอมกัน
“แค่นี้ยังน้อย ผมเถื่อนได้มากกว่านี้อีกร้อยเท่าพันเท่า คุณหญิงเตรียมตัวรับมือกับผัวเถื่อนคนนี้เอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน” ว่าแล้วก็ช้อนร่างเล็กขึ้นอุ้มหน้าตาเฉย
“ว้าย!” ราชนิกุลสาวกรีดร้องด้วยความตกใจ “จะทำอะไร ปล่อยฉันนะ”
“เมื่อกี้บอกว่าร้อนเท้าไม่ใช่เหรอ ผมก็ช่วยอุ้มไง” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงกดต่ำแบบรำคาญความเรื่องมากของผู้ดีเต็มทน
“ร้อน แต่เดินเองได้”
“ให้ผัวบริการเมียสักวันก็แล้วกัน เพราะต่อไปคุณหญิงต้องบริการผัวชาวไร่คนนี้ให้ ‘ถึงใจ’ ทุกคืน”
“พูดจาน่าเกลียด!” ฟ้าพราวต่อว่าพร้อมกับตวัดมือฟาดซีกแก้มสากกระด้างไปเต็มแรงให้สาสมกับความหยาบคายของเขา
“ตบผัวเหรอ” ภูริดลจ้องหน้าคนในวงแขนตาดุแล้วก้มลงฉกริมฝีปากเต็มอิ่มอย่างแรง
“อร้าย!” ราชนิกุลสาวกรี๊ดใส่คนหยาบคายแล้วก็ตบเขาไปอีกหนึ่งที แต่แล้วก็โดนตอบโต้ด้วยจูบที่ดุดันจนแทบหายใจไม่ทันอีกหนึ่งทีอย่างทันควัน เรียกว่าทั้งคู่สวนกลับกันอย่างไม่มีใครยอมใครเลยทีเดียว
“ผัวจูบปากแค่นี้ไม่ต้องกรี๊ด ยังไงคืนนี้คุณหญิงก็ต้องโดนจูบทั้งตัวอยู่แล้ว อยากเป็นเมียชาวไร่มากนักผมก็จะจัดหนักให้แบบที่ต้องร้องขอชีวิตกันเลย”
หม่อมราชวงศ์ฟ้าพราวอยากจะตบหน้าคนเถื่อนอีกสักฉาด แต่ก็ไม่อยากเสี่ยงให้ถูกจูบโดยไม่จำเป็นอีกจึงยอมเก็บมือ สงบปากสงบคำแล้วปล่อยให้เขาอุ้มไปวางในรถเอสยูวีสีดำที่ดูเหมือนจะไม่ได้ล้างมาเป็นปีเพราะมีทั้งฝุ่นทั้งโคลนติดอยู่เต็มไปหมด
“เรื่องเข้าหอคืนนี้ผมไม่ได้พูดเล่นนะ คุณหญิงทำใจรอไว้ได้เลย”
ภูริดลยิ้มร้ายใส่นัยน์ตาเจ้าสาวแล้วขโมยจุ๊บที่ริมฝีปากเธออย่างรวดเร็วครั้งหนึ่งก่อนปิดประตูรถให้แล้วเดินอ้อมไปนั่งตรงที่นั่งด้านคนขับแล้วเคลื่อนรถออกไป
หม่อมราชวงศ์ฟ้าพราวนั่งเงียบมาในรถเป็นชั่วโมง ใบหน้าสวยหวานเชิดขึ้นอย่างดื้อรั้น สายตามองตรงไปเบื้องหน้า แผ่นหลังตั้งตรงไม่แตะพนักพิง
“นั่งเชิดหน้าคอตั้งแบบนั้นไม่เมื่อยหรือไงคุณหญิง” ในที่สุดภูริดลก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนเพราะทนความเงียบที่น่าอึดอัดไม่ไหว
“มีหน้าที่ขับรถก็ขับไป ไม่ต้องพูดมาก” ฟ้าพราวพูดโดยไม่แม้แต่จะชำเลืองมองหน้าคนข้างกาย
“นี่ผัวนะ ไม่ใช่คนขับรถ” ชายหนุ่มดุเสียงเข้มอย่างนึกหมั่นไส้ที่เธอทำท่าราวกับรังเกียจชาวไร่อย่างเขานักหนา
“ไม่ต้องย้ำมากก็ได้ ฉันรู้ว่าเราแต่งงานกันแล้ว คุณเป็น ‘สามี’ ของฉัน แต่ตอนนี้หน้าที่ของคุณคือขับรถก็ขับไป ไม่ต้องมายุ่งกับเรื่องท่านั่งของฉัน” ราชนิกุลสาวบอกด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ โดยไม่แม้แต่จะชายตามองคนกวนประสาทข้างตัว
“ไม่ต้องมาทำเป็นผู้ดีเรียกผมว่าสามีหรอก เรียกผมว่า ‘ผัว’ น่าจะเหมาะกับฐานะชาวไร่อย่างผมมากกว่า”
“ฉันเรียกแบบนี้เพราะต้องการให้เกียรติคุณ แต่ถ้าคุณคิดว่าตัวเองไม่มีเกียรติพอที่จะใช้คำนี้ก็แล้วแต่...” ฟ้าพราวเบ้ปากอย่างไม่แคร์
“นี่คือด่าแบบผู้ดีใช่มั้ย” ภูริดลหัวเราะในลำคอแล้วแกล้งถามประชด “ด่าแรงขนาดนี้ผมต้องเจ็บใช่มั้ย”
“คนหนังหนาป่าเถื่อนอย่างคุณด่าแค่นี้ไม่สะดุ้งสะเทือนหรอก” คราวนี้ฟ้าพราวหันมาแว้ดใส่อย่างเหลืออด ส่งผลให้หนุ่มชาวไร่ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นรถจนหญิงสาวงงไปเลย “หัวเราะอะไร”
“ดีใจ” เขาตอบสั้นห้วน
“ดีใจที่ถูกด่าเนี่ยนะ”
“ดีใจที่เราเพิ่งแต่งงานกันแค่ไม่กี่ชั่วโมง เมียก็รู้ ‘สันดาน’ ผัวแล้ว”
หม่อมราชวงศ์ฟ้าพราวกัดปากพร้อมกำหมัดแน่นเพื่อข่มความโมโหแล้วถามเขาตรงๆ “คุณเป็นคนหยาบคายแบบนี้อยู่แล้ว หรือแกล้งทำเฉพาะเวลาอยู่กับฉัน”
“ทำไมผมต้องแกล้งทำแบบนั้นด้วย” เขาถามเสียงเรียบท่าทีจริงจังขึ้นมาทันทีอย่างไม่คาดคิดว่าจะถูกถามอย่างตรงไปตรงมาแบบนี้
“คุณก็คงรังเกียจ คิดว่าฉันเป็นผู้หญิงหิวเงินก็เลยไม่อยากทำดีด้วย”
“แล้วคุณหญิงเป็นแบบนั้นจริงหรือเปล่าล่ะ”ภูริดล ย้อนถามด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน เหตุผลของการแต่งงานครั้งนี้ก็คือ ‘เงิน’ ซึ่งทั้งเขาและเธอต่างก็รู้อยู่เต็มอก
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้” ฟ้าพราวยอมรับด้วยความขมขื่น ภาพที่ท่านพ่อของเธอใช้ปืนจ่อขมับตัวเองเพื่อหวังจะปลิดชีพหนีหนี้สินและความอับอายยังติดตาอยู่จนถึงทุกวันนี้ และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำให้เธอยอมแต่งงานกับเขาเพื่อแลกกับเงินก้อนโตมาใช้หนี้
สำหรับหม่อมเจ้าดนัยเทพ เกียรติยศของวงศ์ตระกูลอยู่เหนือทุกสิ่ง ท่านยอมเสียชีพ แต่ไม่ยอมถูกหยามเกียรติ แต่สำหรับหม่อมราชวงศ์ฟ้าพราว เกียรติยศเป็นเพียงหัวโขน ถ้าแบกไว้แล้วหนัก เธอก็พร้อมที่จะโยนมันทิ้ง
“ถ้าไม่ใช่ผม แต่เป็นผู้ชายคนอื่น คุณหญิงก็จะยอมแต่งงานด้วยเหรอ”
“ใครก็ได้ที่มีเงินมาให้ท่านพ่อของฉันใช้หนี้ ฉันยอมแต่งงานด้วยทั้งนั้น” ฟ้าพราวเชิดหน้าตอบหนักแน่นราวกับไม่รู้สึกอะไรทว่าในใจกลับปวดร้าวจนน้ำตาแทบไหล
“ถ้าเป็นตาแก่รุ่นพ่อ หัวล้าน พุงย้อย คุณหญิงก็จะแต่งเหรอ”
“แต่ง” ฟ้าพราวตอบหนักแน่นจากใจจริง “ไม่ว่าเขาจะอัปลักษณ์มากขนาดไหน แต่ถ้ามีเงิน ฉันก็ยอมแต่งด้วย”
ภูริดลกำพวงมาลัยรถแน่น กรามแกร่งบดเข้าหากัน คำตอบของหม่อมราชวงศ์ฟ้าพราวยิ่งตอกย้ำความคิดของเขาที่ว่า ผู้หญิงไม่ว่าจะเป็นราชนิกุลผู้สูงศักดิ์หรือคนเดินถนนทั่วไปก็เห็นแก่เงินเหมือนกันหมด
‘ก้อยจะทิ้งผมไปแต่งงานกับตาแก่นั่นจริงๆ เหรอ’
‘ตาแก่ที่คุณกำลังพูดถึงเขาเป็นถึงหม่อมเจ้า มีเงิน มีเกียรติ ฉันไม่ยอมจมปลักอยู่กับชาวไร่กระจอกๆ แบบคุณหรอกนะดิน ฉันเกลียดไร่ ฉันทนอยู่ที่ไร่บนดอยกับคุณไม่ได้ แล้วไม่ใช่แค่ฉันนะที่ทนไม่ได้ ผู้หญิงคนไหนก็ทนไม่ได้ทั้งนั้น ถ้าคุณอยากมีเมีย ก็คงต้องเป็นพวกคนงานในไร่นั่นแหละถึงจะทนอยู่กับคุณได้’
“ผู้หญิงแม่งก็เห็นแก่เงินเหมือนกันหมดทุกคน!” ภูริดลสบถด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวแล้วเหยียบคันเร่งเกือบมิด
หม่อมราชวงศ์ฟ้าพราวทิ้งหลังพิงพนักเบาะอย่างอ่อนแรง แล้วปิดเปลือกตาลงเพื่อซ่อนรอยน้ำตาที่รื้นขึ้นมาคลอเบ้า เธอรับเอาคำด่านั้นไว้จนหนักอึ้งทั้งกายและใจ มันก็จริงอย่างที่เขาด่า เธอก็เป็นแค่ผู้หญิงที่ยอมขายศักดิ์ศรีเพื่อแลกเงิน
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







