เข้าสู่ระบบแรงกดดันจากการเรียนแพทย์และการเป็นความหวังของคนในครอบครัว มันทำให้ ‘ญะญ๋า’ ต้องต่อสู้กับบางสิ่งในจิตใจ และสิ่งนั้นก็ทำลายความสดใสของเธอลงไปเยอะ ทั้งอาการแพนิคและโรคซึมเศร้าที่เข้าขั้นวิกฤต แต่โชคยังดีที่เธอมีหมอปืนหรืออาหมอคนใจดีอยู่เคียงข้างไม่ห่าง อีกทั้งเพื่อนสนิทที่เชื่อมั่นในตัวเธอเสมอ ทว่าสังคมจอมปลอมในโรงพยาบาลไม่ค่อยใจดีกับเธอนัก... เตือนเพิ่มเติม!! : เรื่องนี้เป็นนิยายสะท้อนสังคม เนื้อหาบางช่วงบางตอนค่อนข้างหดหู่ใจ ชวนให้จิตตก นักอ่านท่านใดที่รู้ตัวว่าจิตใจบอบบาง อ่อนไหวง่าย แนะนำให้ข้ามเรื่องนี้ไปเลยนะครับ ด้วยรักและห่วงใย
ดูเพิ่มเติม[ขอให้สนุกกับการอ่านนะครับ] • [Have fun reading]
Part : หลานสาว
--------------------------------------------------------------------------
• คำเตือน!
เนื้อหาบางส่วนมีพฤติกรรมและคำพูดที่ไม่เหมาะสม มีฉากรักร่วมเพศ การใช้ความรุนแรง คำพูดหยาบคาย การกระทำผิดศีลธรรม ผิดกฎหมาย ฯลฯ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป “นักเขียนไม่มีเจตรนาชี้ชวนให้ผู้อ่านทำตามพฤติกรรมที่ไม่ดีในเรื่อง” ตัวละคร องค์กร สถานที่ และเหตุการณ์ต่าง ๆ ไม่มีความเชื่อมโยงกับผู้ใด เป็นเพียงการสมมุติขึ้นเท่านั้น นิยายเรื่องนี้สร้างจากจินตนาการของนักเขียน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน...
“อ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้น!”
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ ๒๕๓๗ ไม่อนุญาตให้คัดลอกส่วนใดส่วนหนึ่งของเนื้อหาในเรื่องหรือทั้งเรื่อง ห้ามดัดแปลง ห้ามทำซ้ำโดยมิได้รับอนุญาต ห้ามนำภาพปกไปใช้ ฯลฯ
เตือนเพิ่มเติม!! : เรื่องนี้เป็นนิยายสะท้อนสังคม เนื้อหาบางช่วงบางตอนค่อนข้างหดหู่ใจ ชวนให้จิตตก นักอ่านท่านใดที่รู้ตัวว่าจิตใจบอบบาง อ่อนไหวง่าย แนะนำให้ข้ามเรื่องนี้ไปเลยนะครับ ด้วยรักและห่วงใย
*****
“ใกล้จะได้เป็นหมอจริงๆ แล้วสินะ...”
แม่ของสาวหน้าหวานที่กำลังนั่งพับผ้าจัดกระเป๋าเตรียมส่งเธอไปอยู่บ้านอา พูดดีใจเป็นปลื้มเมื่อรู้ว่าลูกสาวกำลังจะได้เป็นหมอ extern ซึ่งนี่ก็เป็นก้าวสำคัญอีกก้าวของเธอ กับเส้นทางการเป็นหมอ และ ‘ญะญ๋า’ ก็เป็นความหวังเดียวของคนเป็นพ่อกับแม่
“อีกแค่ปีเดียว ตั้งใจเรียนนะรู้ไหม” คนเป็นพ่อยืนกอดอกพูดอยู่ที่หน้าประตูห้อง ด้วยท่าทางกวน ๆ ตามสไตล์ของเขา
“ค่ะ พ่ออยู่บ้านก็ห้ามดื้อนะ” ญะญ๋าพูดเสียงหวานท่าทางนุ่มนิ่มบอกกับพ่อของเธอ เพราะรู้ว่าเขาชอบก่อกวนผู้เป็นแม่อยู่บ่อย ๆ
“พ่อไม่ดื้อหรอก ไม่ต้องห่วง”
“เดี๋ยววันหยุดพ่อกับแม่ขึ้นไปหาที่กรุงเทพนะ” แม้ว่าเวลานี้เธอจะมีอายุที่มากขึ้น แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้คนเป็นพ่อและแม่ เป็นห่วงลูกสาวน้อยลงเลย เพราะรู้ว่าญะญ๋าเป็นเด็กหัวอ่อน ไม่สู้คน และมักจะถูกเพื่อนเอาเปรียบอยู่บ่อย ๆ ตั้งแต่เด็ก
“อาปืนยังใจดีเหมือนเดิมไหมคะ?”
“อาปืนเขาใจดีอยู่แล้ว แต่ญ๋าอย่าไปดื้อกับอาเข้าใจไหม ไปอยู่บ้านเขาต้องเป็นเด็กดีนะ”
“ค่ะแม่”
@เพนท์เฮ้าส์หมอปืน
บ้านหรูแสนทันสมัยบนตึกสูง ทำให้เด็กสาวเริ่มเกร็งเมื่อย่างกายเข้ามาที่นี่ เพราะฐานะที่ดูมั่นคงต่างไปจากเมื่อก่อน เหมือนว่าจะมีหลายอย่างที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับภาพจำของอาหมอคนใจดีของเธอ
“ไม่เจอกันสิบปี โตขึ้นเยอะเลยแฮะ” อาหมอคนใจดียิ้มต้อนรับหลานสาวที่เดินทางมาถึง
“ฝากมึงด้วยแล้วกัน ญ๋าไม่ดื้อหรอก เลี้ยงง่าย แต่ถ้าดื้อก็ตีได้เลย” คนเป็นพ่อพูดบอกกับเพื่อนรุ่นน้องคนสนิทอย่างหมอปืน และเขาก็ไว้ใจอย่างมากว่าเธอจะปลอดภัยกว่าการไปเช่าคอนโด หรือห้องพักอยู่คนเดียวในกรุงเทพเมืองหลวงที่แสนอันตรายนี้
“ฝากด้วยนะปืน ญ๋าเป็นเด็กตามคนไม่ค่อยทัน กลัวว่าจะโดนคนที่ทำงานเอาเปรียบ” ฉันโล่งใจขึ้น เมื่อรู้ว่าญะญ๋าจะได้ฝึกงานที่โรงพยาบาลเดียวกับที่ปืนทำงานอยู่
ซึ่งทั้งฉันสามีและปืนเราสนิทกันมากในช่วงนึง และยังคอยช่วยเหลือกันตลอดเรื่อยมา แม้ไม่ใช่คนในครอบครัวแต่ก็เหมือนเป็นเช่นนั้น...
“พวกพี่ไม่ต้องห่วงนะครับ เดี๋ยวผมจะดูแลญ๋าให้”
ถึงจะเป็นการรบกวน แต่มันก็เป็นคนเดียวที่ผมไว้ใจ และกล้าฝากลูกสาวไว้กับมัน “ขอบใจมากเว้ย ไว้กูจะมาเยี่ยมญ๋าบ่อย ๆ”
ตอนที่ฉันเด็ก ๆ พ่อกับแม่เอาฉันมาฝากไว้กับอาปืนบ่อย ๆ เพราะพวกเขาต้องออกไปทำงาน ซึ่งฉันก็ซึมซับการอยากเป็นหมอจากอา บวกกับพ่อและแม่เองก็ต้องการให้ฉันเป็นอย่างนั้น แต่การเป็นหมอไม่ง่ายเลย มันยากกว่าที่คิดไว้ ทั้งเรื่องการเรียนที่หนักและยาวนานกว่าเพื่อนคณะอื่น และการฝึกงานที่โหดคูณสองแบบที่รุ่นพี่บอกไว้ อาของฉันเก่งมากจริงๆ ที่ผ่านช่วงเหนื่อยยากทั้งหมดนั้นมาได้...
“ยังมีหลายเรื่องที่ญ๋ายังไม่เก่ง อาช่วยสอนญ๋าหน่อยนะคะ” คนเรียบร้อยพูดบอกกับคุณอาคนใจดีของเธอ และเขาก็ยังคงเป็นแบบนั้นเสมอ
“ได้ครับ..”
“งั้นพี่กลับแล้วนะปืน ฝากหลานด้วยนะ” คุณแม่ยังสวยพูดจบก็เดินเข้ามาสวมกอดลูกรักเพื่อบอกลาเธอกลับต่างจังหวัด แก้มใสของลูกสาวถูกหอมฟัดอย่างเอาใจจากผู้เป็นแม่ ส่วนคนเป็นพ่อก็ล่ำลาด้วยการลูบหัวเธอเบาๆ
“พ่อกลับก่อนนะ...”
“ขับรถกันดี ๆ นะครับพี่”
“เออ ไว้เจอกัน”
ห้องนอนญะญ๋า...
“ชอบไหม อาจำได้ว่าญ๋าเคยบอกอาว่าญ๋าชอบสีชมพู อาเลยให้คนจัดห้องสีนี้ไว้ให้” เขาถามกับหลานสาวเมื่อพาเธอเข้ามาเดินชมห้องนอนของเธอ
“ชอบค่ะ ที่นี่ใหญ่เท่าห้องนอนญ๋า ห้าห้องรวมกันได้เลย” เธอพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มพรางวาดตามองไปรอบห้องอย่างให้ความสนใจ
ท่าทางเรียบร้อยและนอบน้อมของเธอทำคนที่ได้มองเอ็นดูไม่น้อย “ถ้าขาดเหลืออะไรบอกอาได้นะ เดี๋ยวอาจัดการให้”
“แค่นี้ก็พอแล้วค่ะ ขอบคุณอาปืนมากนะคะ” แค่นี้ฉันก็เกรงใจมากแล้ว อาให้อยู่ฟรีไม่เก็บค่าเช่า แถมยังให้ฉันติดรถไปทำงานด้วยจนเรียนจบ ข้าวก็ฟรีที่พักก็ฟรี ฉันไม่กล้าเรียกร้องอะไรจากเขาอีกแล้วล่ะ
“งั้นญ๋าเก็บของเถอะนะ เดี๋ยวอาออกไปเตรียมมื้อเย็นก่อน”
“เดี๋ยวญ๋ารีบออกไปช่วยนะคะ” คนเรียบร้อยตะโกนบอกคนที่เดินออกจากห้องไปสุดเสียง ซึ่งน้ำเสียงการตะโกนพูดของเธอยังดูออกว่าเธอเป็นคนนิ่มนวลแค่ไหน
ว่าแล้วเธอก็เร่งมือเก็บของ เพื่อจะออกไปช่วยงานคุณอาของเธอต่อ เพราะการให้เขาเตรียมข้าวเย็นให้เธอทานนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ยิ่งสำหรับเด็กขี้เกรงใจอย่างเธอแล้วด้วย...
จู่ๆ มือน้อยที่จัดเสื้อผ้าอยู่ก็เกิดสั่นไหวขึ้นอย่างไม่รู้สาเหตุ ใจดวงน้อยเริ่มสั่นรัวเพราะความเป็นกังวล ให้ความรู้สึกเหมือนดื่มกาแฟไปเป็นสิบแก้ว อาการที่เป็นอยู่ เธอเผชิญสิ่งนั้นมาอย่างลำพัง และไม่คิดว่ามันจะส่งผลกับการใช้ชีวิตของเธอ จึงปล่อยผ่านทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น แต่อาการที่เป็นก็ยิ่งหนักขึ้นเช่นกัน
“เป็นแบบนี้อีกแล้ว...”
เธอพยายามไม่สนใจอาการที่เป็น และรีบออกไปหาอาของเธอที่ด้านนอก..
ห้องครัว...
“อามีอะไรให้ญ๋าช่วยไหมคะ?”
“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวอาทำเอง” มันเป็นงานที่เขาถนัดและชอบทำ จึงไม่คิดว่าเป็นความลำบากแต่อย่างใด
“งั้นเดี๋ยวญ๋าช่วยจัดจานนะคะ”
“ได้ครับ” คุณอาสุดหล่อพูดตอบรับคำขอหลานสาว และปล่อยให้เธอทำงานชิ้นสำคัญนั้น
มือน้อยที่กำลังถือถ้วยตักแกงสั่นจนอีกคนสังเกตเห็นได้ “ทำไมมือสั่นแบบนั้นล่ะ เป็นอะไรหรือเปล่า”
“เอ่อ ปกติค่ะอา มันเป็นแบบนี้อยู่บ่อย ๆ” เธอตอบเขากลับไปด้วยรอยยิ้มเฝื่อน ๆ ก่อนถือถ้วยไปวางลงที่โต๊ะทานข้าวอย่างระวัง แม้ในเวลานั้นจะเริ่มรู้สึกหายใจไม่ถูกจังหวะ แต่เธอก็ยังทำเหมือนว่าไม่เป็นอะไร
ซึ่งคนเป็นหมออย่างเขาก็พอดูออกว่านั่นไม่ใช่อาการปกติของร่างกายมนุษย์ที่ควรจะเป็น แต่ก็ไม่กล้าที่จะถามอะไรเธอมากไปกว่านั้น เพราะการห่างเหินกันนานถึงสิบปี ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ได้สนิทกันเหมือนเคย และคงต้องใช้เวลาปรับตัวเข้าหากันใหม่สักระยะ
“เป็นไงบ้าง อาทำกับข้าวพอใช้ได้ไหม”
“อร่อยทุกอย่างเลยค่ะ” อาหารมื้ออร่อยทำให้เธอผ่อนคลายและอาการที่เป็นอยู่ก็ดีขึ้น
ผมจำได้ว่าจะได้ยินแบบนั้นทุกครั้งที่ทำกับข้าวให้เธอทาน ซึ่งไม่รู้ว่ามันอร่อยจริงหรือว่าเธอหิวมากกันแน่ ญะญ๋าถึงตั้งใจกินจนไม่เงยหน้าขึ้นมาพูดคุยกับผมเลย
“ตื่นเต้นหรือเปล่า พรุ่งนี้จะได้เป็นหมอจริง ๆ แล้ว”
“ตื่นเต้นค่ะ” เธอพูดคำนั้นออกไปโดยไม่รู้ว่าสีหน้าของตัวเองนั้นมีความเป็นกังวลอยู่มาก
“มีอะไรไม่เข้าใจ ถามอาได้เลยนะ...”
“ตอนอาเป็น extern ยากไหมคะ” ในบรรดาเพื่อนรุ่นเดียวกัน ฉันคงจะเป็น extern ที่โง่ที่สุด ถึงจะอ่านหนังสือเยอะแค่ไหนก็ยังไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำได้ แม้จะอยากเป็นหมอแต่มันก็มีความกลัวอยู่ในใจ
“ไม่ต้องกลัวนะ ตอนที่อาเป็น extern อาสร้างปัญหาทุกวันเลยล่ะ แต่เพราะปัญหาพวกนั้นอาเลยเป็นหมอที่เก่งเหมือนตอนนี้ไง”
ประสบการและความผิดพลาดของผม มันทำให้ผมกลายเป็นหมอที่ทั้งคนไข้และหมอด้วยกันต่างก็ยอมรับ ยิ่งผมผิดพลาดมากเท่าไหร่ ผมยิ่งตั้งใจทำให้มันดีขึ้นมากเท่านั้น
“นั่นสิคะ ใครก็ผิดพลาดกันได้ทั้งนั้น ใช่ไหมคะ?”
“ใช่ครับ แต่ต้องเรียนรู้กับสิ่งที่ผิดพลาดด้วยนะ ห้ามปล่อยผ่านเด็ดขาด”
“ค่ะ”
จ๊วบ! จ๊วบ!
“ยังดูดนิ้วอยู่อีกเหรอ?”
“มันติดน่ะค่ะ เห็นนิ้วเรอะเป็นไม่ได้ ฮ่า ๆ” นิสัยที่ทำมันอย่างเคยชิน เธอเลิกทำมันไม่ได้เมื่อได้เห็นคราบเรอะที่นิ้ว
น่าแปลกที่เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเธอ แต่แววตาที่ผมได้มองกลับรู้สึกถึงความเศร้าลึก ๆ ไม่รู้ว่าเธอมีเรื่องกังวลอะไรอยู่
“มีอะไรปรึกษาอาได้เลยนะ อายินดีรับฟังทุกเรื่อง”
เขาทำได้เพียงเท่านั้น เพราะไม่อยากเค้นถามให้เธอรู้สึกอึดอัด เพราะทั้งคู่ยังต้องใช้เวลาอยู่ร่วมกันอีกนาน
หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จ ทั้งคู่ก็แยกย้ายกันเข้าห้องเพื่อเตรียมตัวพักผ่อน และตื่นมารับมือกับการทำงานในวันพรุ่งนี้
ห้องนอนญะญ๋า...
เหมือนว่าเวลายิ่งดึก ความรู้สึกของเธอจะยิ่งดิ่งลึกจนสัมผัสได้อย่างชัดเจน ถึงความหวาดวิตก และร่างกายที่ผิดปกติของเธอ
“แฮ่ก แฮ่ก ฮึก!”
ฉันรู้สึกเหมือนว่า อาการที่ฉันเป็นจะเกิดขึ้นอีกแล้ว มันเกิดขึ้นโดยไม่รู้ว่ามันจะเป็นเมื่อไหร่ และไม่รู้จริงๆ ว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นให้มันเกิดอาการนี้ขึ้น และสิ่งที่เป็นอยู่มันก็ทำให้ฉันกลัว
ห้องนอนหมอปืน...
ก๊อก ๆ!
“ฮึก อาคะ”
แก๊ก!
“มี...” ฟุบ!
เขาเอ่ยถามเธอยังไม่ทันจบ คนตัวเล็กที่ยืนอยู่หน้าห้องพุ่งเข้าสวมกอดชายร่างสูงร้อยแปดสิบห้าด้วยความหวาดกลัว เมื่อเห็นว่าเขาเปิดประตูออกมา เนื้อตัวสั่นและท่าทางวิตกของเธอนั้นทำให้คุณหมอตาสว่างขึ้นจากความง่วงซึม
“ช่วยด้วยคะ ญ๋าหายใจไม่ออก ฮึก”
“ญ๋า ใจเย็น ๆ หายใจเข้าลึก ๆ นะ”
--------------------------------------------------------------------------
[ติดตามตอนต่อไป] • [Follow the next episode]
• เพิ่มเข้าชั้น • กดหัวใจ • คอมเมนท์ •กดติดตาม และฝากซัพพอร์ตนักเขียนด้วยนะครับ~
[ขอให้สนุกกับการอ่านนะครับ] • [Have fun reading]Part : ตอนพิเศษ~--------------------------------------------------------------------------วันแรกของการเสียคนที่รักไป หมอปืนยังคงเฝ้าเธออยู่ไม่ห่างที่หน้าหลุมฝังศพ แม้คนอื่นจะทยอยกลับกันไปจนหมดแล้ว แต่เขาก็ยังคงนั่งเหม่อลอยอยู่เช่นนั้นเพราะรับไม่ได้กับการจากไปของสาวสวยผู้เป็นที่รักการจากลาครั้งนี้ มันยากเกินกว่าที่เขาจะรับไหว ใจที่เคยเข้มแข็งพังทลายลงไม่เหลือชิ้นดี ใบหน้าที่เคยมีรอยยิ้มอบอุ่นให้เห็น เวลานี้กลับเลื่อนลอยและมีแต่ความน่าสงสารเวทนาให้เห็นบนใบหน้า เพราะความสุขเดียวของเขาถูกพรากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับคืนหัวใจที่ไม่อาจเดินต่อไปได้ สมองจึงต้องช่วยประคับประคองให้ร่างกายที่ยังมีลมหายใจนั้นใช้ชีวิตต่อไปได้ในช่วงที่หัวใจสลายเป็นเสี่ยงๆ เรื่องราวในหัวฉายภาพความทรงจำดี ๆ เกี่ยวกับเธอ และเรียกคืนแฟนสาวในจินตนาการคนนั้นกลับมา เพื่อให้เธอได้ใช้ชีวิตต่อกับเขาในโลกที่สร้างขึ้นเพื่อรักษาจิตใจของตัวเองไว้“กลับบ้านเถอะญะญ๋า กลับบ้านกันนะครับ”ชายหนุ่มที่ใบหน้าเปียกปอนไปด้วยคราบน้ำตา ทำท่าจูงมือใครบางคนและพาคนในจินตนาการออกมาจากที่แห่งนั้น
[ขอให้สนุกกับการอ่านนะครับ] • [Have fun reading]Part : END.--------------------------------------------------------------------------ช่วงพักเบรก เวลาสิบโมง…ผมติดคนไข้ยาวจนถึงช่วงพักเบรก ซึ่งผมก็ไม่มีเวลาว่างที่จะลงไปหาญะญ๋าที่ร้านกาแฟชั้นล่างตามสัญญาก๊อก ๆ!“เข้ามาครับ” หมอปืนที่นั่งคุยอยู่กับคนไข้ พูดเชิญแขกหน้าห้องที่เดินมาเคาะประตู“เอ่อ หมอติดคนไข้อยู่เหรอคะ?”“มีอะไรแสนดี” เขาเอ่ยถามถึงธุระของเธอ“ญะญ๋าอยู่ไหนเหรอคะ”“ร้านกาแฟชั้นล่างน่ะ ถ้าจะไปหาญ๋าฝากบอกญ๋าด้วยนะว่าฉันติดคนไข้อยู่”“ได้ค่ะ เดี๋ยวหนูบอกให้” เธอตอบรับคำของหมอปืน ก่อนจะเดินออกจากห้องไป และปล่อยให้เขาได้ทำการรักษาคนไข้ต่อ ส่วนเธอก็จะรีบไปอยู่กับญะญ๋าเพราะกลัวว่าเธอจะเหงา และคิดมากขึ้นมาอีกเกี่ยวกับเรื่องเมื่อเช้าร้านกาแฟชั้นล่างของโรงพยาบาล…เมื่อเดินมาถึงที่ร้านกาแฟ ฉันก็ไม่เห็นว่าญะญ๋านั่งอยู่มุมไหนในร้าน ไม่มีวี่แววของเธอเลย โทรหาก็ไม่รับ “อยู่ไหนนะ?”แสนดีพูดพร้อมกับต่อสายหาเธอสลับกับส่งข้อความเป็นระยะ แต่ก็ไม่มีข้อความตอบกลับจากเธอ จึงกลับขึ้นไปหาหมอปืนที่ห้องทำงานของเขา เพื่อให้เขาลองโทรหาญะญ๋าดูเผื่อว่
[ขอให้สนุกกับการอ่านนะครับ] • [Have fun reading]Part : ความรักรอบตัวญะญ๋า--------------------------------------------------------------------------ห้องทำงานหมอปืน…“ผมมีเรื่องจะคุยกับพี่สองคน วันหยุดนี้เดี๋ยวผมพาญะญ๋าไปหาที่เขาใหญ่นะครับ”“มีอะไรวะ?” ผู้เป็นพ่อของสาวหน้าหวานเอ่ยถาม เมื่อได้ยินรุ่นน้องคนสนิทเกิ่นมาแบบนั้น“ไว้ผมจะเล่าให้ฟังตอนไปถึงแล้วกันนะครับ…” ผมคิดว่าควรจะพูดเรื่องนั้นต่อหน้าพวกพี่ ๆ และขอรับผิดชอบเธอกับทุกสิ่งที่ผมทำไป ผมไม่อยากให้ญะญ๋าต้องมีเรื่องติดค้างคาใจแล้วเก็บไปคิดมากอยู่ลำพังแบบนั้น ทุกเรื่องที่เธอเป็นกังวลอยู่ผมจะแก้ไขมันให้หมด จะทำให้เธอสบายใจมากที่สุด“โอเค งั้นวันหยุดนี้เจอกัน…”“ครับ” หลังจากที่วางสายไป ญะญ๋าที่บอกว่าจะเดินไปหาพวกพี่ๆ พยาบาลที่แผนกก็เดินกลับมาพร้อมน้ำตา แถมคนที่พาเธอมาส่งก็เป็นแสนดี“ญ๋าเป็นอะไร?”“อาคะ ฮือ!” เธอเดินไปซบอกของหมอปืนด้วยความผิดหวังเพราะคิดว่าที่ผ่านมาคนพวกนั้นเป็นรุ่นพี่ที่น่ารักของเธอมาตลอด แต่แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น ภายใต้รอยยิ้มที่เป็นมิตรกลับซ่อนมีดแหลมคมไว้อยู่“เกิดอะไรขึ้นแสนดี?”“รอพี่แสนรักมาก่อนนะคะ เ
[ขอให้สนุกกับการอ่านนะครับ] • [Have fun reading]Part : ปกป้องคนรัก--------------------------------------------------------------------------โต๊ะทานข้าว…หลังจากที่หมอปืนเตรียมอาหารเย็นเสร็จ ทั้งสามคนก็มานั่งทานข้าวด้วยกัน แต่ญะญ๋าก็ยังไม่หยุดคิดถึงเรื่องแชทที่มีคนส่งมาหาแสนดี“ไหนบอกว่าจะให้ดูแชทไง”“มันไม่มีอะไรแล้ว กินข้าวเถอะ” ฉันกลัวว่าญะญ๋าเห็นข้อความพวกนั้นแล้วจะคิดมากอีก เลยจะรีบกินข้าวและรีบหนีกลับบ้านซะ“มีอะไรเหรอครับ”“มีคนส่งภาพแชทมาหาแสนดี ญ๋าเห็นว่าเขาพูดถึงญ๋าด้วย” เธอพูดสีหน้าเป็นกังวล“มันไม่มีอะไรหรอก แค่เรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย ฉันโทรไปเคลียร์มาแล้ว แกอ่านก็จะคิดมากเปล่า ๆ อีกอย่างฉันลบแชททิ้งไปแล้วด้วย” แสนดีพยายามอธิบายสิ่งที่ญะญ๋าอยากรู้เพื่อไม่ให้กระทบจิตใจของเธอมากที่สุด“จริงเหรอ แกโกหกให้ฉันสบายใจหรือเปล่า?” เธอพูดอย่างรู้ทันอีกคน“จริงสิ เดี๋ยวกินข้าวเสร็จฉันต้องรีบกลับแล้วนะ มีงานต้องกลับไปเคลีย์ต่อ”“จะกลับแล้วเหรอ...” เธอเริ่มไม่อยากให้แสนดีกลับบ้าน เพราะอยากรู้เรื่องที่สงสัย“ใช่ ไว้พรุ่งนี้ตอนเย็นฉันจะมาหาใหม่นะ”“…” คนหน้าหวานเงียบนิ่งไป และไม่ได้