เข้าสู่ระบบ“พี่พูดโดยรวม ชีวิตคนเราไม่แน่นอน ใครจะรู้ พรุ่งนี้พี่เข้าไร่ อาจจะโดนหนอนชาเขียวกัดตายก็ได้” พูดแล้วก็แกล้งหัวเราะกลบเกลื่อน
“ไม่ขำ” ว่าแล้วก็เดินหนีออกไปดื้อๆ เลย
ภูริดลไม่ได้เดินตามออกไป เขาเดินไปใต้ฝักบัวแล้วเปิดน้ำเย็นแบบแรงสุดให้ราดรดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ในหัวมีแต่คำพูดของฟ้าพราวที่ว่า...
‘ถ้าพี่ดินจะอยู่กับฟ้าแค่สามปี ก็อย่าทำให้ฟ้าผูกพันกับพี่ดินไปมากกว่านี้ เพราะตอนที่ต้องไป ฟ้าจะเจ็บมาก…’
ชายหนุ่มกระแทกกำปั้นใส่ผนังห้องน้ำอย่างแรงเพื่อระบายความรู้สึกที่อัดแน่น ความผูกพันไม่ได้เกิดขึ้นกับเธอเพียงฝ่ายเดียว มันกำลังหยั่งรากลึกลงในใจเขาเช่นเดียวกัน เมื่อครบกำหนดสามปี ตามเงื่อนไขของการเดิมพัน เขาอาจเลือกที่จะยอมแพ้พ่อเพื่อรักษาฟ้าพราวไว้ ถ้าไม่มีคำสัญญาที่ให้ไว้กับคะนิ้งค้ำคออยู่
‘พี่ดินสัญญาแล้วนะ ว่าจะชนะคุณพ่อ เอาตำแหน่งประธานโรงแรมมาให้นิ้ง’
‘พี่รู้ว่าโรงแรมนี้เป็นความฝันสูงสุดของนิ้ง ยังไงพี่ก็จะเอามันมาให้น้องสาวพี่ให้ได้’
อย่างที่เขาบอกฟ้าพราวเมื่อครู่นี้ว่า ‘ไม่มีใครรู้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น’ ในวันที่ให้คำสัญญากับคะนิ้ง เขาก็ไม่รู้ล่วงหน้าเช่นกัน ว่าผู้หญิงที่พ่อยัดเยียดให้มาเป็นภรรยาของเขาจะน่ารักและแสนดีขนาดนี้ ฟ้าพราวดีเกินกว่าที่เขาจะทำร้ายเธอได้ลงคอ ทว่าเขามีทางเลือกแค่สองทาง คือยอมแพ้พ่อเพื่อรักษาฟ้าพราวไว้ หรือเอาชนะพ่อเพื่อเอาโรงแรมมาให้คะนิ้ง ไม่ว่าจะเลือกทางใด ระหว่างฟ้าพราวกับคะนิ้ง ต้องมีคนใดคนหนึ่งเจ็บ
แต่สำหรับเขา...เจ็บทุกทาง!
ที่โต๊ะอาหารเย็นในบ้านไร่หลังเล็กวันนี้เงียบกริบ ไม่มีเสียงพูดคุยหยอกเย้าหรือต่อปากต่อคำกันเหมือนเคย ทั้งฟ้าพราวและภูริดลต่างก็ครุ่นคิดถึงปลายทางของชีวิตคู่ในอีกสามปีข้างหน้า
“คิดอะไรนักหนา หน้าย่นหมดแล้ว ไม่มีเงินให้ไปฉีดโบท็อกซ์หรอกนะ” ภูริดลเป็นฝ่ายทำลายความเงียบที่ชวนให้อึดอัดแล้วตักเนื้อปลากะพงขาวผัดพริกไทยดำใส่จานให้ภรรยา “กับข้าวเนี่ยซื้อมาให้กิน ไม่ได้ซื้อมาให้นั่งมอง”
“พี่ดินไปทำอะไร ทำไมมือช้ำขนาดนี้” ฟ้าพราวเพิ่งสังเกตเห็นว่าหลังมือของภูริดลบริเวณข้อต่อกระดูกนิ้วมีรอยช้ำก็ตอนที่เขาตักกับข้าวให้เธอ
“เปล่า”
หญิงสาวถอนใจเบาๆ ถ้าเขาไม่อยากบอก ไม่ว่าจะทำอย่างไรเธอก็ไม่มีทางง้างปากเขาได้ “กินข้าวเสร็จแล้วไปหายาแก้ฟกช้ำทาด้วยนะคะ”
“ช้ำแค่นี้ไม่ต้องทายาหรอก กลิ่นยามันเหม็นติดห้อง”
“มียาหม่องสมุนไพรอยู่นะคะ กลิ่นหอมอ่อนๆ ใช้อันนั้นก็ได้”
“อื้อ” ภูริดลพยักหน้ารับไปอย่างนั้นเอง สำหรับผู้ชายสายลุยอย่างเขา แผลฟกช้ำแค่นี้ถือเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก
หลังจบมื้ออาหารเย็น ซึ่งสองสามีภรรยาต่างกินกันไปคนละไม่กี่คำ ฟ้าพราวก็เก็บกับข้าวที่แทบจะไม่พร่องใส่กล่องที่มีฝาปิดสนิทแล้วจับยัดเข้าตู้เย็นเพื่ออุ่นกินในมื้อต่อไป จากนั้นเก็บจานชามไปล้าง ภูริดลนั่งมองราชนิกุลสาวที่เคยมีคนรับใช้รองมือรองเท้ามากมายทำงานบ้านอย่างแม่บ้านทั่วไปด้วยความเต็มใจแล้วอดยิ้มไม่ได้ ไม่น่าเชื่อว่า ‘ผู้ดีตีนแดง’ ที่เขาเคยปรามาศเอาไว้อย่างเธอจะทำได้ อีกทั้งยังทำได้อย่างคล่องแคล่วเสียด้วย มีภรรยาแสนดีขนาดนี้ ถ้าปล่อยให้หายไปจากชีวิต เขาคงเสียใจไปจนตาย คิดแล้วชายหนุ่มเดินไปโอบกอดร่างเล็กในชุดนอนจากทางด้านหลัง กดจูบหนักหน่วงลงบนแก้มนุ่ม
“พี่ดิน ฟ้าล้างจานอยู่” ฟ้าพราวเอียงแก้มหนีริมฝีปากของสามี จึงเหมือนเป็นการเปิดทางให้เขาซุกไซ้ที่ซอกคอได้อย่างสะดวก
“ก็ล้างไปสิ” เขาพึมพำแนบชิดผิวเนื้ออ่อนบริเวณลำคอของคนในวงแขน
“พี่ดินทำแบบนี้ฟ้าล้างไม่ถนัด”
“งั้นก็ไม่ต้องล้าง” ว่าแล้วก็อุ้มร่างบอบบางไปนั่งบนขอบโต๊ะกินข้าว สองแขนโอบรอบเอวเล็กคอดไว้แน่นหนาเพื่อป้องกันไม่ให้เธอกระโดนหนีเหมือนตอนเย็น หรือต่อให้เจ้าแมวอ้วนเสนอหน้าเข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ เขาก็จะไม่ยอมปล่อยให้ฟ้าพราวทิ้งเขาไปหามันอีกเด็ดขาด
“ฟ้าตามอารมณ์พี่ดินไม่ทันแล้วน” หญิงสาวอยากจะบ้าตาย เขาเปลี่ยนอารมณ์ได้รวดเร็วยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ เมื่อครู่ยังนั่งหน้ามึนอยู่เลย ตอนนี้กลับมาเป็นสามีจอมหื่นเหมือนเดิมอีกแล้ว
ภูริดลไม่พูดอะไร เพียงแค่ใช้สองมือประคองใบหน้าเรียวได้รูปให้เงยขึ้นในองศาที่พอเหมาะแล้วแนบริมฝีปากลงไปประกบปิด เขาไม่ต้องการได้ยินคำตัดพ้อใดๆ อีกต่อไป เสียงเดียวที่อยากได้ยินคือ เสียงร้องด้วยความสุขซ่านที่หลุดออกจากปากภรรยาที่น่ารักคนนี้เท่านั้น
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







