เข้าสู่ระบบฟ้าพราวอุ้มที่รักเข้ามาในห้องส่วนตัวของเจ้าแมวอ้วนซึ่งอยู่ติดกับห้องนอนของเธอ แล้วเทอาหารให้แมวตัวโปรดจนเกือบจะล้นถ้วย ที่รักดีใจมาก รีบกินอาหารจนสำลัก ฟ้าพราวตกใจ ทำหน้าเลิ่กลั่ก กลัวอาหารติดคอที่รักตาย
“กินช้าๆ ที่รัก” หญิงสาวลูบหัวแมวพลางบ่นอุบอิบ “หิวโซขนาดนี้ พี่ดินเทอาหารให้น้อย หรือไม่ได้เทให้กันแน่”
ภูริดลที่เดินตามมาอดปากไม่ได้ที่จะด่าคู่อริ เนื่องจากมันทำให้เขาโดนภรรยาบ่น “ไอ้แมวตะกละ!”
“พี่ดินอย่าว่าที่รัก เดี๋ยวที่รักเสียใจ” ฟ้าพราวพูดหน้ามุ่ย
“โอ้ย! ขนาดแมวยังสปอยล์ขนาดนี้ ถ้ามีลูกไม่ตามใจจนเสียคนเหรอ”
“ฟ้าคงไม่มีลูกง่ายๆ หรอกค่ะ เพราะ ‘คนบางคน’ ไม่อยากมี” แขวะสามีไปนิดหนึ่งด้วยความหมั่นไส้ พูดอย่างกับตัวเองอยากมีลูกเสียเต็มประดา “แล้ววันนี้หมอก็ให้ยาคุมมาแล้ว”
“บอกให้ฉีดก็ไม่ยอม จะได้ไม่ต้องมานั่งระแวงว่ากินครบทุกวันหรือเปล่า”
“เจ็บ”
“เหมือนมดกันนิดเดียว”
“พี่ดินไม่ใช่คนโดนก็พูดได้สิ” คนกลัวเข็มย่นจมูกใส่สามี
“กินให้ครบทุกวันก็แล้วกัน จะได้ไม่พลาดอีก”
“พี่ดินก็ป้องกันด้วยสิ จะได้ช่วยกันป้องกันทั้งสองทาง”
ภูริดลอยากจะบอกว่า ‘ไม่’ เพราะการที่ได้เสียดแทรกเข้าไปสัมผัสเนื้อแท้ที่เปิดเปลือยของกันและกันมันให้ความรู้สึกที่ดีกว่ามาก แต่ถ้าตอบออกไปแบบนั้น ก็ดูเหมือนจะเห็นแก่ตัวเกินไป ดังนั้น เขาคงต้องช่วยเธอป้องกันด้วยอีกทาง ทว่าคนปากเสียกลับพูดตรงกันข้ามกับสิ่งที่ใจคิด “คิดดูให้ดีนะ ที่เกือบท้องคราวนี้ ใครเป็นคนพลาด แล้วใครเป็นคนทำ”
ฟ้าพราวเม้มปากแน่น เถียงไม่ออก เพราะคนที่พลาดคือเธอ
วันนั้นเธอเป็นคนทำเอง!
“เถียงไม่ออกละสิ” คนเป็นสามีหัวเราะเบาๆ ในลำคอด้วยความสะใจ นับเป็นครั้งแรกที่เขาสามารถเอาชนะภรรยาในศึกปะทะคารมได้สำเร็จ ยิ่งเห็นเธอทำท่าฮึดฮัดขัดใจที่แพ้ก็ยิ่งหัวเราะดังยิ่งขึ้น จังหวะนั้น เขาเหลือบไปเห็นกล่องใส่ของเล็กๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกโยนทิ้งไว้บนหลังตู้โชว์ที่มีความสูงเพียงหน้าอกของเขาจึงเดินข้ามหัวแมวอ้วนที่จุ่มหัวอยู่ในถ้วยอาหารอย่างไม่สนใจสิ่งรอบข้างไปหยิบกล่องนั้นแล้วเดินตัวปลิวออกไป
ฟ้าพราวหรี่ตาลงอย่างใช้ความคิด ครู่หนึ่งก็นึกออกว่ากล่องนั้นคือ กล่องเก็บรูปพรีเวดดิ้งและตัวอย่างของชำร่วยงานแต่งงานของภูริดลกับกวินตาหรือหม่อมก้อยนั่นเอง หญิงสาวรีบเดินตามสามีออกไป เห็นเขาเดินเข้าห้องนอนก็ยิ่งโกรธ
“จะหยามกันเกินไปแล้วนะพี่ดิน กล้าเอาของของแฟนเก่าเข้าห้องนอนของเราเลยเหรอ” ต่อให้เป็นคนใจเย็นและมีเหตุผลมากแค่ไหน แต่ถ้าเจอแบบนี้ก็ไม่มีภรรยาคนไหนทนได้หรอก
ภูริดลทำเป็นหูทวนลม เปิดกล่อง หยิบรูปพรีดเวดดิ้งขนาดโปสการ์ดหลายใบออกมา ส่วนกล่องและตัวอย่างของชำร่วยที่เป็นเซรามิกถูกทิ้งลงถังขยะ
“พี่ดิน ฟ้าพูดกับพี่ดินอยู่นะ สนใจกันบ้าง”
“หึงไม่เข้าเรื่อง” ภูริดลบีบแก้มภรรยาอย่างมันเขี้ยวแล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำ เขาฉีกรูปถ่ายในมือเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วทิ้งลงโถชักโครก
ฟ้าพราวตามมาเห็นก็แอบยิ้ม “ที่แท้ก็เอา ‘ขยะ’ มาทิ้งนี่เอง”
“ขี้หึง ขี้โวยวาย”
“ใครจะไปรู้” หญิงสาวพูดเสียงเบา แต่แล้วก็ปรี๊ดขึ้นมาอีก “พี่ดิน!”
“อะไรอีก” ภูริดลทำเสียงรำคาญ
“ทิ้งขยะลงชักโครกแบบนั้น ถ้าส้วมตันขึ้นมาจะทำยังไง”
“ก็ซ่อมสิ” สามีตอบด้วยท่าทางสบายๆ แล้วถอดเสื้อผ้าออกจนเหลือเพียงร่างกายเปลือยเปล่า
ฟ้าพราวเห็นท่าไม่ดีรีบหาทางชิ่ง “พี่ดินอาบน้ำไปนะคะ ฟ้าจะไปทำกับข้าว พี่ดินอาบเสร็จกับข้าวก็เสร็จพอดี จะได้กินข้าวเย็นกันเนอะ”
“จะรีบไปไหน” ภูริดลก้าวยาวๆ ไปกอดภรรยาไว้จากทางด้านหลัง แนบแก้มที่มีตอหนวดเคราสากระคายเข้ากับแก้มนุ่มของหญิงสาว
“ไปทำกับข้าวไงคะ” ลมหายใจของฟ้าพราวเริ่มไม่เป็นปกติ เมื่อริมฝีปากของคนข้างหลังแนบลงบนฐานคอ เขาปลายลิ้นแตะลงบนผิวเนื้ออ่อน ลากไล้ขึ้นมาที่หลังใบหูแล้วใช้ปากขบเม้มที่ติ่งหูก่อนจะกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ชวนให้ลุ่มหลง
“ซื้อกับข้าวสำเร็จมา แค่แกะใส่จานก็กินได้แล้ว”
ฟ้าพราวอยากหยิกตัวเองเหลือเกินที่ลืมไปว่าแวะซื้ออาหารปรุงสำเร็จจากซุปเปอร์มาเก็ตในเมืองมาหลายอย่าง
“วันนี้เป็นอะไร ทำไมต้องเลี่ยงตลอดเลย”
คำถามของสามีทำให้ฟ้าพราวต้องถามตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมต้องหาทางบ่ายเบี่ยงเขาแบบนี้ ทั้งที่ทุกครั้งเธอไม่เคยปฏิเสธความต้องการของเขาเลย มีแต่จะตอบสนองด้วยความยินดีเพื่อให้เขามีความสุขที่สุด อาจจะเป็นเพราะเรื่องการเดิมพันที่เกี่ยวข้องกับเธอ ซึ่งมีเบาะแสอยู่สองอย่างคือ ‘ระยะเวลาสามปี’ กับ ‘การมีลูก’ เพราะเมื่อเช้านทีแสดงอาการดีใจมากที่รู้ว่าเธออาจจะท้องกับภูริดล ถ้าคิดแบบนิยายน้ำเน่าก็เดาได้สองทางว่า ภูริดลจะอยู่กับเธอแค่สามปี หรือไม่ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า ถ้าเธอท้อง ภูริดลจะแพ้การเดิมพัน เขาถึงยืนกรานมาตลอดว่า ไม่อยากมีลูก
“ว่าไง วันนี้เป็นอะไร” ภูริดลจับร่างเล็กให้หันหน้ามามองตากัน “มีเรื่องไม่สบายใจอะไรก็พูดออกมา”
ฟ้าพราวจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของสามี แล้วตัดสินใจพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา “ถ้าพี่ดินจะอยู่กับฟ้าแค่สามปี ก็อย่าทำให้ฟ้าผูกพันกับพี่ดินไปมากกว่านี้ เพราะตอนที่ต้องไป ฟ้าจะเจ็บมาก แล้วถ้าฟ้าพลาดท้องขึ้นมา วันนั้น จะมีคนเจ็บถึงสองคน คงไม่ต้องบอกนะคะว่าใครบ้าง เพราะพี่ดินไม่ใช่หนึ่งในสองคนนั้นแน่นอน”
ภูริดลระบายลมหายใจออกมาแผ่วเบา ผู้หญิงคนนี้ ‘ไม่โง่’ แค่ได้ยินเขากับพ่อคุยกันนิดหน่อยก็สามารถประติดประต่อเรื่องราวได้เกือบถูกทั้งหมด แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่ยอมบอกความจริงกับเธอ
“คิดมาก ถ้าพี่ทิ้งฟ้า คุณพ่อคงฟาดพี่กะบาลแยก ฟ้าเป็นลูกสะใภ้ในฝันของคุณพ่อกับคุณแม่ไม่รู้เหรอ พวกเขาไม่ยอมให้พี่ทำแบบนั้นกับฟ้าหรอก”
“คนอย่างพี่ดิน ใครบังคับได้ด้วยเหรอ”
“รู้จักผัวดีจริงนะ” คนเป็นสามีบีบแก้มนุ่มทั้งสองข้างของภรรยา
“เจ็บ” ฟ้าพราวปัดมือเขาออกแล้วยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาปิดแก้มของตัวเองไม่ให้เขาบีบได้อีก แต่เขากลับดีดที่หน้าผากเธอแทน
“ไม่มีใครรู้หรอกว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าปัจจุบันมันยังดีอยู่ ก็ตักตวงความสุขจากมันให้เต็มที่เถอะ”
“พูดแบบนี้ แสดงว่าสิ่งที่ฟ้าคิด มันใช่ใช่มั้ยคะ”
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







