เข้าสู่ระบบโต๊ะอาหารเย็นบ้านยายแจ่มใสวันนี้เต็มไปด้วยเมนูขึ้นชื่อของร้าน ‘ตำครกแตก’ ที่ลุงเพียรกับป้าแตนขนมาเอาใจหลานสาว จานแรกที่ฟ้าพราวรีบจ้วงตักกินก็คือส้มตำปลาร้าพริกร้อยเม็ดของโปรด ภูริดลเห็นแล้วถึงกับอึ้ง เขาไม่ได้รังเกียจอาหารอิสาน แต่อึ้งที่ภรรยาผู้สูงศักดิ์ของเขา ‘โซ้ย’ ส้มตำอย่างเอร็ดอร่อยแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“ถึงกับอึ้งเลยเหรอดิน” ลุงเพียรถามกลั้วหัวเราะ
“ผมไม่เคยเห็นฟ้ากินอะไรแล้วทำท่าอร่อยถูกใจแบบนี้มาก่อน
ฟ้าพราวที่เผ็ดจนเหงื่อแตกซิก หน้าแดง ปากเจ่อ หันมาบอกสามี “เมนูโปรดฟ้า พี่ดินลองชิมมั้ยคะ”
ป้าแตนเห็นภูริดลทำหน้าแหยงๆ เลยช่วยพูดให้ “ดินเป็นคนเหนือ คงกินเผ็ดไม่เก่งหรอกมั้ง”
“กินได้ครับ อาหารเหนือมีเมนูรสเผ็ดหลายอย่างอยู่เหมือนกัน แต่เผ็ดขนาดพริกแทบจะกลบมะละกอแบบนี้ผมขอยอมแพ้ครับ” พูดกับป้าสะใภ้แล้วหันกลับมามองภรรยาที่กินส้มตำหมดไปครึ่งจานด้วยสีหน้ากังวล “พอเถอะฟ้า กินเผ็ดขนาดนี้เดี๋ยวปวดท้อง”
“ขอฟ้ากินให้หายอยากหน่อยนะพี่ดิน หลายปีแล้วที่ฟ้าไม่ได้มากินส้มตำร้านคุณยาย” ฟ้าพราวพูดพลางซู้ดปาก สามีต้องหยิบแก้วน้ำส่งให้ดื่มเพื่อดับความเผ็ดร้อน
“ดื้ออีกแล้วนะ”
“ไม่เป็นไรหรอกน่าพี่ดิน”
“จะไม่เป็นได้ยังไง ไม่ได้กินเผ็ดขนาดนี้มาหลายปี แล้วอยู่ๆ มากิน มันเหมือนเอาระเบิดโยนลงกระเพาะเลยนะ ป่านนี้กระเพาะกับลำไส้ร้องไห้แล้วมั้ง”
“เวอร์แล้วพี่ดิน” เถียงพลางตักต่อนปลาร้าเข้าปาก
“ถ้าปวดท้องกลางดึกไม่ต้องเรียกให้พาไปหาหมอเลยนะ” ภูริดลบ่นงึมงำ
ลุงกับป้ามองหน้ากันแล้วอมยิ้ม ดีใจที่เห็นภูริดลเป็นห่วงฟ้าพราวกระทั่งเรื่องเล็กน้อยแบบนี้ ซึ่งยายแจ่มใสก็เห็นแบบเดียวกัน ทว่าสายตาของผู้ที่ผ่านโลกมานานถึงแปดสิบปี มองเห็นได้ไกลกว่าอีกหนึ่งขั้น ผู้สูงวัยแน่ใจว่าภูริดลรักฟ้าพราวจริง ทว่ามันมีเงาความไม่แน่ใจหรือไม่มั่นคงอะไรบางอย่างซ่อนลึกอยู่ในแววตาของหลานเขยชาวไร่คนนี้
หลังจบมื้ออาหารเย็นที่แสนอบอุ่นและเฮฮา ทุกคนอยู่คุยกัน จนถึงสองทุ่มแล้วแยกย้าย ยายแจ่มใสขอตัวขึ้นห้อง ลุงเพียรกับป้าแตนกลับไปที่ร้านเพื่อดูแลพนักงานปิดร้าน สรุปยอดบิลและเก็บเงินสดกลับบ้าน ส่วนฟ้าพราวก็รีบชิ่งไปอาบน้ำก่อนภูริดล พอแต่งตัวเสร็จก็พุ่งไปหยิบหมอนขึ้นมากอดแนบอกแล้วโบกมือลาสามีที่นอนเล่นอยู่บนเตียง
“คืนนี้พี่ดินนอนคนเดียวนะคะ ฟ้าจะไปนอนกับคุณยาย”
“ได้ไงอ่ะ” ภูริดลทำหน้าเหมือนจะงอน ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีวันไหนที่ต้องนอนคนเดียวเลย “ให้นอนคนเดียว พี่กลัวผีนะ”
“ไม่ต้องมาอ้างเลย ผีต้องกลัวพี่ดินมากกว่า”
“เกินไป”
“เอาน่า แค่คืนเดียวเอง อย่างอแงนะคะ” หญิงสาวจุ๊บแก้มสามีแล้วรีบวิ่งหนีออกจากห้องพร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคัก
ภูริดลยิ้มขำภรรยา จากหญิงสาวหน้าตาเศร้าสร้อย มีแต่เรื่องให้ทุกข์ใจในวันวาน วันนี้กลายเป็นหญิงสาวร่าเริงสดใสราวกับเป็นคนละคน
“ฟ้าขอนอนนำแหน่ยายจ๋า” ฟ้าพราวขึ้นไปนอนเบียดยายบนเตียง “คิดฮอดยายหล๊ายหลาย”
“กำลังมีความสุขมากใช่มั้ยหลานยาย” ยายแจ่มใสทอดเสียงอบอุ่น ฝ่ามืออ่อนนุ่มทว่าหลังมือเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัยลูบศีรษะหลานสาวด้วยความรักใคร่ระคนห่วงใย
ฟ้าพราวหุบยิ้มแทบไม่ทัน เพราะรู้ว่าเมื่อไหร่ที่ยายพูดภาษากลางด้วยนั่นแปลว่า ยายกำลังจะพูดเรื่องที่จริงจังมากๆ และเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ “ค่ะคุณยาย ตอนนี้ฟ้ามีความสุขมาก”
“สุขอย่างมีสตินะลูก”
หลานสาวทำหน้างง ยายอธิบายต่อ
“เมื่อไหร่ที่มีความสุข ให้เผื่อใจสำหรับความทุกข์ไว้ด้วย ชีวิตคนเราไม่แน่นอน มีสุข มีทุกข์สลับกันไป แต่ถ้าเรามีสติ ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรผ่านเข้ามาในชีวิต เราจะมีปัญญาในการหาทางแก้ไข จำไว้นะลูก เมื่อไหร่ที่เจอกับความทุกข์ อย่าปล่อยให้ตัวเองจมดิ่ง จงใช้สติและปัญญาพาตัวเองขึ้นไปอยู่เหนือมันให้ได้”
“ฟ้าจะจำไว้ค่ะ”
“แล้วหนีมานอนกับยายอย่างนี้ ดินไม่เหงาแย่เหรอ”
“ปล่อยให้เหงาสักวันไม่เป็นไรหรอกค่ะ คืนนี้ฟ้าอยากนอนกอดคุณยายมากกว่า” พูดพลางโอบแขนกอดยายไว้แน่นราวกับต้องการดูดซับกำลังใจจากยายเอาไว้ใช้ในวันข้างหน้าให้ได้มากที่สุด
วันรุ่งขึ้น ฟ้าพราวกับภูริดลมาถึงร้าน ‘ตำครกแตก’ ประมาณสิบเอ็ดโมงเช้าพร้อมลุงเพียรและป้าแตน ส่วนยายแจ่มใส วันนี้ต้องไปเป็นเถ้าแก่สู่ขอลูกสะใภ้ให้กับเพื่อนบ้านคนสนิทจึงไม่ได้มาด้วย ร้านตำครกแตกเป็นร้านเล็กๆ มีโต๊ะประมาณยี่สิบโต๊ะ เป็นลักษณะเปิดโล่ง ไม่มีเครื่องปรับอากาศ มีเพียงพัดลมติดผนังตามจุดต่างๆ ทั่วร้าน ถึงแม้จะไม่สะดวกสบายมากนัก แต่ลูกค้าก็เต็มทุกโต๊ะเพียงแค่หนึ่งชั่วโมงแรกที่เปิดร้าน
“ร้านยังเหมือนเดิมเลยนะคะ คุณยายเล่าว่าสองสามปีมานี้ร้านดังมาก ถึงขนาดเป็นร้านปักหมุดที่ใครผ่านไปผ่านมาต้องแวะเช็คอิน ดารา เซเลป ไฮโซคนดังๆ มากินกันเพียบ ฟ้านึกว่าคุณยายจะขยายร้านแล้วซะอีก”
“ลุงก็บอกให้ขยายร้าน แต่ยายไม่ยอม คงกลัวรวย” ลุงเพียงตอบแล้วหัวเราะเสียงดังอย่างเปิดเผย แล้วเดินเข้าหลังครัวไปดูพนักงานทำงาน ส่วนป้าแตนขอตัวไปดูแลเคาน์เตอร์คิดเงินซึ่งมีแคชเชียร์สาวประจำร้านนั่งทำหน้าที่อยู่ ถึงแพ้พนักงานจะไว้ใจได้มากแค่ไหน แต่ถ้าเจ้าของร้านไม่ควบคุมอย่างใกล้ชิด โอกาสที่เงินจะรั่วไหลก็มีสูง
“พี่ดินดูแลตัวเองนะคะ ฟ้าจะไปช่วยงานลุงกับป้า”
“ตำส้มตำเป็นเหรอ”
“เป็นสิคะ แต่ตำไม่อร่อยหรอก”
“งั้นก็อย่าไปยุ่งให้เสียชื่อร้าน”
“อะไรที่ไม่ถนัดฟ้าก็ไม่ทำหรอกน่า” ฟ้าพราวยิ้มสดใสให้สามี “ฟ้าจะไปช่วยรับออเดอร์ ช่วยเสิร์ฟ ช่วยเก็บโต๊ะ ลูกค้าแน่นร้าน พนักงานที่ร้านทำงานกันไม่ทันแล้ว”
“ไปเถอะ ไม่ต้องห่วงพี่” ภูริดลเห็นภรรยาร่าเริงมากจึงปล่อยให้สนุกเต็มที่ ชายหนุ่มเดินไปหาที่นั่งในมุมลับตามุมหนึ่งในร้านเพื่อเฝ้าดูภรรยาวิ่งวุ่นทำงานอย่างไม่เหลือคราบราชนิกุลสาวผู้ศักดิ์เลยสักนิด นั่งมองภรรยาทำงานไปได้สักพักก็โทร. หาหัวหน้าคนงานที่ไร่ สอบถามความเรียบร้อยของงาน ซึ่งงานในไร่ไม่มีปัญหาอะไร ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ จากนั้นก็โทร. น้ำมณีเพราะอดเป็นห่วงคู่อริต่างสายพันธุ์ไม่ได้
“ไอ้อ้วนเป็นยังไงบ้างครับคุณแม่”
“หงอยๆ นิดหน่อย แต่แปลก ยิ่งหงอยยิ่งกินเยอะ”
“ไอ้แมวตะกละ” ภูริดลอดปากไม่ไหว น้ำมณีหัวเราะมาตามสาย
“แบบนี้สินะที่เขาว่า คู่รัก คู่กัด ยิ่งรักกันมาก ก็ยิ่งกัดกันแรง”
“ใครรักมัน” ลูกชายทำเสียงฉิว
“เดี๋ยวแม่จะถ่ายคลิปส่งไปให้ดู จะได้หายห่วง”
“ใครห่วงมัน” ภูริดลสวนทันควันด้วยความเก้อเขินที่ถูกจับได้ว่า ‘ห่วงแมว’
“เอาเป็นว่าแม่ฝากให้หนูฟ้าดูก็แล้วก็ ดินไม่รักไม่ห่วงก็ไม่ต้องดู”
หลังจากน้ำมณีวางสายประมาณสามนาที วิดีโอคลิปของเจ้าแมวอ้วนก็ถูกส่งเข้ามาที่โทรศัพท์มือถือของภูริดล ชายหนุ่มรีบเปิดดูแล้วเผลอยิ้มเมื่อเห็นว่าพุงกลมๆ ของที่รักยังอยู่เหมือนเดิม แต่พอรู้ตัวก็รีบหุบฉับลงทันที จังหวะนั้นเอง เขาเงยหน้าขึ้นไปเห็นปรมัตถ์เดินเข้ามาในร้านพร้อมกับหญิงสาวรูปร่างหน้าตาโฉบเฉี่ยว ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นพวกไฮโซ
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







