เข้าสู่ระบบบ้านของยายแจ่มใสเป็นบ้านปูนสองชั้นตามแบบสมัยนิยมทั่วไป ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็งขัดมันอย่างที่เห็นจนชินตาตามแถบต่างจังหวัด แต่ที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือ กรอบรูปบานใหญ่ที่ติดอยู่บนผนังในห้องรับแขก เป็นรูปนางงามสวมมงกุฎอยู่บนเวที จากสายสะพายที่คาดอยู่กลางลำตัวของสาวงามบ่งบอกว่า รูปนี้ถูกถ่ายเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว
“หน้าเหมือนฟ้าเลย” ภูริดลพูดหลังจากมองเทียบใบหน้าของคนในรูปถ่ายกับใบหน้าของภรรยาที่ยืนอยู่ข้างกัน
“ฟ้าหน้าเหมือนหม่อมแม่ต่างหากค่ะ”
“หม่อมแม่เหรอ” ชายหนุ่มอึ้ง “หม่อมแม่ของฟ้าเป็นนางงามเหรอ ไม่ใช่แค่นางงามตามเวทีงานวัดธรรมดาด้วย แต่เป็นเวทีใหญ่ระดับประเทศเลย” วันนี้มีเรื่องให้เขาประหลาดใจหลายอย่าง จนอดคิดไม่ได้ว่าจะมีเรื่องอะไรมาให้เขาประหลาดใจกว่านี้อีกหรือไม่
“ใช่ค่ะ” ฟ้าพราวตอบรับด้วยความภูมิใจ “พอได้ตำแหน่ง หม่อมแม่ก็ได้เข้าวงการบันเทิง เป็นนางแบบ เป็นนางเอกหนัง นางเอกละคร เพราะแบบนี้ ท่านพ่อถึงแต่งงานด้วย ถ้าหม่อมแม่เป็นแค่ลูกแม่ค้าขายส้มตำเพิงหมาแหงน ท่านพ่อไม่มีวันแต่งงานด้วยแน่นอน ท่านพ่อให้ค่าคนที่เปลือกมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”
“ฟ้าเอ๊ย พาผัวขึ้นไปพักก่อนไป แลงๆ ค่อยลงมากินข้าวแลงกัน อยู่ห้องที่เคยอยู่นั่นละ ยายเก็บกวาดไว้ให้แล้ว”
“จ้ะยาย”
ชั้นบนมีห้องนอนอยู่สามห้อง เป็นห้องของยายแจ่มใส ห้องของลุงกับป้าสะใภ้ซึ่งตอนนี้ดูแลงานอยู่ที่ร้านส้มตำ และอีกห้องเป็นห้องว่าง แขกไปใครมา ยายจะให้มาพักห้องนี้
“ห้องเล็กแค่นี้อยู่ได้มั้ยคะพี่ดิน” ฟ้าพราวถามพลางกดรีโมทเปิดเครื่องปรับอากาศ ถึงแม้ห้องจะเล็ก แต่อุปกรณ์เครื่องใช้ทุกอย่างครบครัน
“ถามเหมือนพี่เป็นคนเรื่องมากงั้นแหละ” ตอบแล้วเดินเข้าไปกอดภรรยาจากทางด้านหลัง วางคางลงบนไหล่เล็กอย่างออดอ้อน “แค่มีเมียอยู่ด้วย ที่ไหนพี่ก็อยู่ได้”
“แหวะ หวานเรี่ยราด” ฟ้าพราวยิ้มขำ แค่ปีเดียวสามีเถื่อนของเธอเปลี่ยนไปมากจริงๆ หญิงสาวเดินไปรื้อกระเป๋า จัดเสื้อผ้าเข้าตู้
ภูริดลเดินไปนั่งพิงหัวเตียงมองภรรยาจัดของด้วยรอยยิ้ม เขาเคยคิดว่าผู้หญิงคนนี้เข้ามาเปลี่ยนชีวิตเขา แต่ไม่คิดว่าจะเปลี่ยนแบบพลิกคว่ำพลิกหงายขนาดนี้
“ฟ้าไม่แน่ใจว่าคืนนี้พี่ดินจะได้เจอลุงกับป้าหรือเปล่านะคะ เพราะลุงกับป้าต้องรอปิดร้านก่อนถึงจะกลับได้ กว่าจะถึงบ้านก็ประมาณห้าทุ่มทุกวัน แต่พรุ่งนี้เช้าได้เจอแน่นอนค่ะ”
“แค่ห้าทุ่มเอง รอเจอก็ได้ ปกติเรานอนดึกกันทุกคืนอยู่แล้วนี่”
“แต่วันนี้ฟ้าอยากนอนเร็ว” ฟ้าพราวรู้ว่าความหมายแฝงของคำว่า ‘นอนดึก’ ของภูริดลดีว่ามันหมายความว่าอย่างไร เธอจะไม่ยอมทำเรื่องน่าอายที่นี่เด็ดขาด
“นอนเร็วพี่ไม่ชิน” สามีงอแง
“ไม่ชินก็ต้องชินค่ะ อยู่ห้องติดๆ กันแบบนี้ ถ้าเราทำอะไรกันคงได้ยินทั้งบ้าน”
“ฟ้าก็อย่าร้องเสียงดังสิ ทำกันเงียบๆ ใครจะได้ยิน”
“พี่ดินบ้า! หน้าด้าน! อยากทำก็ทำไปคนเดียวเลย ฟ้าไม่ทำด้วยหรอกนะ”
“เรื่องแบบนี้ทำคนเดียวได้ที่ไหน” ภูริดลหัวเราะเสียงดังอย่างอารมณ์ดี ตั้งแต่วันแรกที่เจอกันจนถึงวันนี้ คำด่าที่ติดปากฟ้าพราวก็คือคำว่า ‘หน้าด้าน’ เขาโดนด่าด้วยคำนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยโกรธเลยสักครั้ง กลับชอบด้วยซ้ำ เพราะสีหน้าท่าทางของเธอเวลาด่า โคตรน่ารัก
ห้าโมงเย็น ลุงกับป้าสะใภ้ของฟ้าพราวก็กลับบ้าน พร้อมกับถุงอาหารที่นำมาจากร้านเต็มสองมือ หญิงสาวรีบยกมือไหว้ญาติผู้ใหญ่แล้วเข้าไปช่วยถือของ
“สวัสดีค่ะลุงเพียร ป้าแตน ทำไมวันนี้กลับกันเร็วจังคะ”
“หลานสาวพาหลานเขยมาบ้านทั้งที ลุงกับป้าจะไม่รีบกลับมาได้ยังไง” ลุงเพียรบอกด้วยภาษากลาง ตามความเคยชิน เพราะป้าแตน ภรรยาของลุงเป็นคนกรุงเทพ และลุงก็พูดภาษากลางกับฟ้าพราวมาตั้งแต่เธอยังเด็ก มีเพียงยายแจ่มใสคนเดียวที่เคยชินกับการพูดภาษาอิสาน น้อยครั้งมากที่ท่านจะพูดภาษากลาง แม้แต่วันที่รายการครัวคุณติ๋มมาถ่ายทำรายการที่ร้านขายส้มตำ ท่านก็ยังพูดภาษาอิสานออกรายการ
“ซื้ออะไรมาเยอะแยะคะเนี่ย” ฟ้าพราวถามแล้วทำจมูกฟุดฟิด “กลิ่นเหมือนส้มตำ ไก่ย่าง”
“แหม...จมูกดี” ป้าแตนแซวยิ้มๆ “อาหารที่ร้านทั้งนั้นแหละ เห็นว่าฟ้าไม่ได้กินนานแล้ว ป้าเลยเอามาให้ ตอนเด็กๆ ชอบมากนี่ มาทีไรร้องกินส้มตำปลาร้าทุกที แล้วปลาร้าต้องเป็นแบบต่อนๆ ด้วยนะ ไม่งั้นไม่กิน”
“พูดแล้วน้ำลายไหล” ราชนิกุลสาวกลืนน้ำลายลงคอแบบไม่ต้องรักษามารยาท ทุกครั้งที่มาบ้านยาย ฟ้าพราวจะเหมือนเป็นคนละคนกับตอนที่อยู่ในวังดุษฎีรังสรรค์ ทำตัวเหมือนคนที่นี่ที่อยู่ง่ายกินง่าย อีกทั้งหม่อมแม่ของเธอไม่ให้ทุกคนเรียกฟ้าพราวว่า ‘คุณหญิง’ เพราะเกรงว่าลูกสาวจะติดนิสัย เจ้ายศเจ้าอย่างเหมือนท่านพ่อของเธอ และไม่อยากให้เธอวางตัวอยู่เหนือญาติผู้ใหญ่
“แล้วนี่หลานเขยลุงอยู่ไหน” ลุงเพียรกวาดตามองหาไปทั่วบ้าน อยากเห็นหน้าหลานเขยมาก
“อาบน้ำอยู่ข้างบนค่ะ เดี๋ยวตามลงมา” ฟ้าพราวตอบเสียงใสแล้วหิ้วถุงอาหารมากมายเข้าไปในห้องครัวเพื่อจัดใส่จาน
“ฟ้าดูมีความสุขมากนะพี่เพียร”
“ท่าทางหลานเขยคนนี้จะใช้ได้” ลุงเพียรเห็นหลานสาวมีความสุขก็เบาใจ
ภูริดลเปิดประตูห้องออกมาเจอกับยายแจ่มใสที่ออกมาจากห้องตรงกันข้ามพอดี คุณยายวัยแปดสิบปีหรี่ตามองหลานเขยราวกับจะสแกนให้ทะลุเข้าไปถึงเนื้อใน หนุ่มชาวไร่รูปร่างสูงใหญ่ บุคลิกห่ามๆ ยิ้มละมุนให้ญาติผู้ใหญ่ของภรรยาอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด เขาไม่ได้ท้ายทาย ทว่ามั่นใจว่า ‘มาดี’ และที่ผ่านมาก็ดูแลฟ้าพราวอย่างดี ไม่มีอะไรให้คุณยายตำหนิได้
“ฟ้าบอกว่าดินทำไร่ชาอยู่ที่เชียงรายเหรอ” ยายแจ่มใสถามเป็นภาษากลาง
“ครับ เป็นไร่เล็กๆ ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ก็พอจะเลี้ยงดูฟ้าไม่ให้ลำบากได้”
ผู้สูงวัยยิ้มขัน “ถ้าไม่รวย ไอ้ท่านชายมันจะยอมยกลูกสาวให้เหรอ”
“เงินของคุณพ่อทั้งนั้นแหละครับ เรื่องแต่งงาน ผู้ใหญ่ตกลงกันเอง ผมกับฟ้าไม่รู้เรื่อง คุณยายคงทราบแล้วว่าเราสองคนถูกบังคับให้แต่งงานกัน” ภูริดลพูดทุกอย่างไปตามความจริง
“ยายรู้ แล้วยายก็โกรธมาก ยายเกือบจะไปเอาตัวฟ้ากลับมาแล้ว แต่ฟ้าขอไว้ รู้มั้ยว่าฟ้าให้เหตุผลกับยายว่ายังไง”
ภูริดลส่ายหน้า ยายแจ่มใสจึงเฉลย
“ฟ้าบอกว่า อยากให้โอกาสตัวเองได้ทำความรู้จักกับดินก่อน ถ้าลองเปิดใจให้กัน บางทีอาจจะอยู่ด้วยกันได้”
ชายหนุ่มฟังแล้วคิดถึงคำพูดที่ฟ้าพราวเคยพูดกับเขา ซึ่งคล้ายกับที่เธอบอกกับคุณยาย
‘ถึงเราจะไม่ได้เต็มใจแต่งงานกัน แต่เราก็ไม่ได้เกลียดกันไม่ใช่เหรอ ถ้าเราลองเปิดใจให้กัน เราอาจจะรักกันได้นะ’
“ผมยอมรับว่าตอนแรกผมก็มีอคติกับฟ้า จนเกือบทำผู้หญิงดีๆ หลุดมือไป”
“แค่ยายมองตาฟ้าเวลาที่คุยกับดิน ยายก็รู้แล้วว่าหลานยายมีความสุขมาก ยายขอนะ อย่าทำให้ฟ้าเสียใจ”
ภูริดลขบกรามแน่น ไม่กล้าตอบรับ เพราะกลัวจะผิดคำพูด ซึ่งยายแจ่มใสก็พอจะมองออกว่า หลานเขยน่าจะมีเรื่องอะไรบางที่ลำบากใจซ่อนอยู่คะ
“คุณยาย พี่ดิน คุยอะไรกันอยู่คะ” ฟ้าพราววิ่งขึ้นบันไดมา ท่าทางร่าเริง “ลุงเพียรกับป้าแตนกลับมาแล้วนะคะ เอาอาหารที่ร้านมาเพียบเลย”
“อ้าวเหรอ ยายลงไปดูหน่อยว่าขนอะไรกันมาบ้าง ถ้าไม่พอจะให้เด็กที่ร้านเอามาเพิ่มให้อีก”
“พอค่ะคุณยาย กินกันทั้งหมู่บ้านก็ไม่หมด”
ยายแจ่มใสหัวเราะขำท่าทางเหมือนเด็กน้อยของหลานสาวแล้วเดินลงบันไดไป ทว่าพอคล้อยหลัง แววตาของผู้สูงวัยกลับฉายแววกังวล ยิ่งฟ้าพราวมีความสุขมากเท่าไหร่ วันที่ถูกพายุลูกใหญ่ซัดกระหน่ำ เธอจะบอบช้ำแสนสาหัส
“คุณยายดุอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมทำหน้าเครียดจัง”
“ไม่มีอะไร คุณยายแค่บอกว่าให้ดูแลฟ้าให้ดี อย่าทำให้ฟ้าเสียใจ”
ฟ้าพราวยิ้ม “แล้วจะทำได้หรือเปล่าคะ”
“แล้วทุกวันนี้ดูแลดีหรือเปล่า ทำให้เสียใจหรือเปล่า”
“ฟ้าถามก็ตอบสิ เรื่องอะไรมาย้อนถาม”
“คำตอบมันก็อยู่ในคำถามนั่นแหละ”
“ไม่นะคะ” ฟ้าพราวส่ายหน้า “พี่ดินถามว่า ‘ทุกวันนี้’ ดูแลดีหรือเปล่า ทำให้เสียใจหรือเปล่า คำตอบคือ ‘เปล่า’ แต่มันเป็นคำตอบของวันนี้ไง ไม่ใช่คำตอบของอนาคต”
“เคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่า ไม่มีใครรู้หรอกว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น พี่ไม่อยากรับปากในสิ่งที่อาจจะทำไม่ได้”
“แล้วทำไมถึงจะทำไม่ได้ละคะ”
“เซ้าซี้อีกแล้วนะ” คนเป็นสามีหรี่ตามองอย่างคาดโทษ
ฟ้าพราวรู้ทันรีบยกมือปิดปากแล้ววิ่งหนีลงบันได ขืนมายืนจูบกันกลางบ้าน ใครขึ้นมาเห็น อายตายเลย
ภูริดลสูดลมหายใจเข้าลึก สลัดความกังวลในเรื่องที่ยังมาไม่ถึงออกจากหัว ตอนนี้...วินาทีนี้ ขณะที่ยังมีกันและกันอยู่ เขาอยากทำให้มันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด เผื่อว่าวันข้างหน้าที่ไม่มีกันและกันอย่างวันนี้ จะได้มีช่วงเวลาดีๆ เอาไว้ให้นึกถึง
น้ำมณีดีใจมากที่เห็นภูริดลและฟ้าพราวพาลูกๆ มาหา และยิ่งเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของเด็กๆ ก็ยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก “เจ้าสองชาจะมาอยู่กับย่าใช่มั้ยลูก” คุณย่าถามหลานสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง “ใช่ค่ะ” ใบชาตอบ “คุณหญิงแม่ฟ้าอนุญาตให้ใบชากับน้องน้ำชาอยู่บ้านคุณย่าสามวันค่ะ” “อ้าว อีกตั้งนานกว่าจะเปิดเทอม อยู่กับย่าจนกว่าจะเปิดเทอมไม่ได้เหรอลูก” ฟ้าพราวเห็นสีหน้าผิดหวังเล็กๆ ของผู้เป็นย่าแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “แค่สามวันกำลังดีค่ะคุณแม่ ขืนอยู่นานกว่านี้มีหวังคุณแม่ไมเกรนขึ้นแน่ๆ เจ้าสองชาของคุณแม่แสบไม่น้อยเลยนะคะ” “โอ้ย จะสักแค่ไหนกันเชียว แม่เลี้ยงดินมาตั้งแต่เด็กจนแก่ป่านนี้ได้ก็ไม่มีอะไรยากแล้ว” น้ำมณีพูดพลางมองหน้าลูกชายสุดที่รักด้วยรอยยิ้มรักใคร่ ถึงแม้เขาจะเป็นแค่ลูกเลี้ยงแต่น้ำมณีก็รักเหมือนเป็นลูกในไส้ “ตอนเด็กๆ น่ะดินแสบแค่ไหนอย่าให้แม่เล่าเลย เดี๋ยวจะอายลูกอายเมียซะเปล่าๆ” “ไม่ต้องเล่าเลยครับคุณแม่” ภูริดลรีบห้าม “แล้วนี่คุณพ่ออยู่หรือเปล่าครับ ไม่เห็นออกมาหาหลานเลย”
ภูริดลพาลูกสาวสองคนที่เพิ่งอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดน่ารักๆ มานั่งที่โต๊ะอาหาร และเป็นเพราะเมื่อคืนนี้กลับจากบ้านต้นไม้ดึก เด็กหญิงทั้งสองคนจึงตื่นสายกว่าปกติ “ใบชากับน้ำชานั่งรอตรงนี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อจะไปช่วยคุณแม่ยกอาหารเช้ามาให้” “ใบชาไปช่วยค่ะ” เด็กหญิงใบชาในวัยเจ็ดขวบอาสาอย่างแข็งขัน “ใบชาช่วยพ่อดูแลน้องน้ำชาอยู่ตรงนี้ดีกว่า เดี๋ยวน้องเล่นซนตกเก้าอี้” คุณพ่อพูดด้วยรอยยิ้มเอ็นดูลูกสาวคนโต ใบชาเป็นเด็กน่ารัก กล้าแสดงออก มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี อีกทั้งยิ่งโตก็ยิ่งเหมือนฟ้าพราวผู้เป็นแม่ “ค่ะคุณพ่อ ใบชาจะดูแลน้องน้ำชาอย่างดี ไม่ให้ตกเก้าอี้แน่นอน” เด็กหญิงใบชารับปากอย่างแข็งขันแล้วหันไปมองน้องสาววัยสามขวบอย่างระแวดระวังกลัวน้องที่นั่งขยับตัวยุกยิกไปมาจะตกเก้าอี้ไปจริงๆ อย่างที่คุณพ่อบอก “ลูกสาวพ่อน่ารักจริงๆ เลย” คุณพ่อจุ๊บหน้าผากลูกสาวคนโตหนึ่งที แล้วหันไปจุ๊บลูกสาวคนเล็กที่นั่งมองตาแป๋วอีกหนึ่งทีอย่างเท่าเทียมกัน ภูริดลเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าจะต้องไม่ทำให้ลูกคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าได้
ท้องฟ้ายามราตรีที่ไร่ภูสรวงคืนนี้ดำสนิท ทำให้มองเห็นดาวน้อยใหญ่ได้ชัดเจน เด็กหญิงใบชายืนเกาะขอบหน้าต่างบ้านต้นไม้ซึ่งสร้างอยู่บนต้นก้ามปูต้นใหญ่ท้ายไร่ โดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้างคอยระวังความปลอดภัยให้ลูกภูริดลชี้ชวนให้ลูกดูกลุ่มดาวต่างๆ ในขณะที่ฟ้าพราวสาละวนอยู่กับการฉีดสเปรย์กันยุงและติดสติกเกอร์กันยุงให้ลูกสาวกับสามี “นั่นดาวลูกไก่ โน่นดาวหมีใหญ่ ตรงโน้นดาวจระเข้” เด็กหญิงใบชาฟังแล้วทำหน้าสงสัย “คูมพ่อขา...” “คะ?” “นี่ท้องฟ้านะคะ” “ใช่ค่ะ ท้องฟ้า” คุณพ่อตอบพลางมองหน้าลูกสาว สงสัยว่าลูกสงสัยอยู่ “แล้วทำไมท้องฟ้ามีแต่สัตว์ละคะ ไม่ใช่สวนสัตว์สักหน่อย” “ลองถามคุณแม่สิคะ” ภูริดลโบ้ยไปให้ภรรยาหน้าตาเฉย “คูมหญิงแม่ฟ้ารู้มั้ยคะ” เด็กหญิงถามเสียงใส แม้จะเลยเวลานอนตามปกติมามากแล้วก็ตาม “เพราะดาวแต่ละดวงเวลาเราลากเส้นจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งจนครบทุกจุดแล้วมันจะมีรูปร่างคล้ายสัตว์ไงคะ”ฟ้าพราวอธิบายจริงจังตามหลักวิชาการ เด็กหญิงวัยสามขวบคิดตามไม่ทันจึงทำหน้างงยิ่งกว่า
ฟ้าพราวจัดโต๊ะอาหารเสร็จและนั่งรออยู่พักใหญ่ คุณสามีกับคุณลูกสาวก็ยังไม่มา เธอจึงเดินไปตามที่ห้องนอน เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องก็ได้ยินเจ้าตัวเล็กส่งเสียงแสดงความดีใจยกใหญ่ “ว้าววว คูมพ่อมีบ้านบนต้นไม้ด้วยเหรอคะ” “ไม่ใช่บ้านของคุณพ่อหรอกค่ะ” ภูริดลตอบพลางจับผมยาวสลวยของลูกสาวขึ้นม้วนเป็นทรงดังโงะที่กลางศีรษะอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่มีลูกสาว เขาก็หาทรงผมน่ารักๆ จากอินเตอร์เน็ตมาทำให้ลูกแทบไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน เห็นแบบนี้ฟ้าพราวก็อดยิ้มอย่างสบายใจไม่ได้ ตอนแรกภูริดลตั้งความหวังไว้มาก ว่าอยากให้ลูกคนแรกเป็นผู้ชาย ตอนที่รู้ว่าท้องแรกเป็นผู้หญิง ฟ้าพราวกลัวมากว่าเขาจะผิดหวัง ทว่าเหตุการณ์กลับตรงกันข้าม เขาไม่มีอาการผิดหวังเลยสักนิด แถมยังเตรียมหาข้อมูลในการดูแลลูกสาวอย่างดีอีกต่างหาก “อ้าว แล้วของใครคะ” ใบชาทำหน้าจ๋อย เพราะถ้าไม่ใช่ของคุณพ่อ เธอก็อดไปเล่นที่บ้านต้นไม้น่ะสิ “ของใบชาไงคะ” คุณพ่อหน้าดุที่คนงานเห็นแล้วพากันขนหัวลุกบอกลูกสาวด้วยเสียงสอง “จริงเหรอค้า” “จริงสิคะ หนูบอกอยากได้ คุณพ่อก็เลยทำให้ไงคะ”
ภูริดลขับรถออกจากบ้านของหรรษามาได้นิดหนึ่ง ฟ้าพราวก็เห็นหญิงสาวรูปร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนสุดแสนจะธรรมดา ทว่าโดดเด่นด้วยวิกผมสีแดงที่ยาวถึงบั้นเอวเดินอยู่ข้างถนน ไหล่ข้างหนึ่งของเธอสะพายกระเป๋ากระสอบสีสายรุ้งใบใหญ่แบบที่แม่ค้าชอบใช้ มืออีกข้างถือถุงผ้าขนาดย่อมที่ใส่ของไว้เต็มอีกหนึ่งใบ “พี่ดิน นั่นน้องที่มาเล่านิทานในงานเอลล่าเมื่อกี้นี่นา” “ใช่เหรอ” ภูริดลผู้ไม่มีสายตาไว้มองผู้หญิงคนไหนนอกจากภรรยาตัวเองหรี่ตามองอย่างไม่แน่ใจ “ใช่ค่ะ ฟ้าจำน้องได้ ยิ่งใส่วิกผมสีแดงแบบนี้ใช่เลย พี่ดินจอดค่ะ จอดๆ” ภูริดลขับรถเลยสาวผมแดงไปนิดหนึ่งแล้วจอดรถเทียบข้างทาง ฟ้าพราวเปิดกระจกรถแล้วยื่นหน้าออกไปทักทาย“น้องเจ้าหญิงคะ”คนที่ถูกเรียกว่า ‘น้องเจ้าหญิง’ เดินเข้าหาช้าๆ อย่างระวังตัวแต่พอเห็นว่าเป็นฟ้าพราวก็จำได้ว่าเป็นญาติของเจ้าของงานวันเกิดเมื่อสักครู่จึงคลายความระแวง“พี่ที่อยู่ในงานเมื่อกี้ เรียกเพลินทำไมเหรอคะ”“จะไปปากซอยใช่มั้ยคะ” ฟ้าพราวถาม“ใช่ค่ะ”“ขึ้นรถเลยค่ะ ไปด้วยกัน”“ไม่เป็นไรค่ะ เดินอีกแค่นิดเดียวก็ถึงปา
ห้าโมงเย็น เป็นเวลาแดดร่มลมตก เพื่อนที่โรงเรียนของเอลล่ามาถึงงานกันครบทุกคนแล้ว งานนี้นอกจากเด็กๆ จะได้เล่นกันอย่างสนุกสนานแล้ว บรรดาแม่ๆ ก็ยังได้พบปะเมาท์มอยกันด้วย เพราะแต่ละคนก็คุ้นเคยกันดีจากที่ได้เจอกันบ่อยๆ ตอนไปรับส่งลูกที่โรงเรียนและจากการไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนของลูกๆ ฟ้าพราวเห็นบรรยากาศอบอุ่นแบบนี้ก็อดยิ้มไม่ได้ ตรงกันข้ามกับภูริดลที่ควันออกหูเมื่อเห็นเด็กชายวัยเดียวกับเอลล่าเดินเข้ามาจูงมือหลานสาวไปนั่งเก้าอี้หน้าเวทีเล็กๆ เพื่อฟังนิทานจาก ‘นักเล่านิทาน’ สาวสวยที่หรรษาจ้างมามอบความบันเทิงให้เด็กๆ ในวันนี้โดยเฉพาะ “เจ้หลิวสอนลูกยังไงเนี่ย ทำไมปล่อยให้ผู้ชายจูงมือเดินไปง่ายๆ อย่างนั้น” ภูริดลบ่นอุบอุบ “เด็กๆ เขาเป็นเพื่อนกัน ก็เล่นกันแบบนี้เป็นธรรมดาน่ะพี่ดิน” ฟ้าพราวบอกอย่างไม่คิดอะไรมาก “ไม่ได้ๆ สังคมทุกวันนี้มันน่ากลัว เราต้องสอนให้เอลล่าระวังตัวกับผู้ชายตั้งแต่เด็ก” ว่าแล้วภูริดลก็เดินตามเอลล่าไปแล้วสะกิดบอกเด็กชายให้ขยับไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวถัดไป ส่วนเขาก็นั่งคั่นกลางระหว่างเด็กทั้งสองคน การกระทำของภูริดลไม่ได้ทำให้เด็กชายร







