ログイン“นึกยังไงถึงพาผมกับน้องษามาดินเนอร์ ครับพี่ปรัชญ์”
วรปรัชญ์ลดเมนูลง พร้อมกับยิ้มให้กับคนถาม รอยยิ้มนั้นเลยไปถึงสตรีสาว หน้าตาหวานน่ารักราวกับตุ๊กตาที่นั่งข้างๆ ท่าทางของเธอบอบบาง และน่าถนอม ใบหน้ารูปหัวใจ ผมยาวหยักศกจนถึงกลางหลัง เรือนผมคาดที่คาดผมสีน้ำตาลเข้ม อวดรูปหน้าจิ้มลิ้ม เรือนร่างบอบบางอยู่ในชุดกระโปรงสั้นเหนือเข่าสีน้ำตาลอ่อน ที่เป็นของห้องเสื้อชื่อดัง ตัดเย็บตามสไตส์ของคนสวม เพราะจ้างดีไซน์เนอร์มาโดยเฉพาะ แบบของมันน่ารัก หวาน แต่เรียบหรู เหมือนกับอุษณิษา ที่น่ารัก บอบบาง และอ่อนต่อโลก
“ก็แค่อยากทานข้าวกับน้องชาย แล้วก็น้องสาวที่น่ารักบ้างน่ะสิ แปลกตรงไหนกัน ป้อง”
ป้องนทีย่นหัวคิ้ว เขามองใบหน้าหล่อเหลาของวรปรัญช์พลางอมยิ้ม แปลกนักที่เพื่อนสนิทของเขาคนนี้ หรือจะเรียกได้ว่าหุ้นส่วนสำคัญของบริษัท สหัสวรรษ กรุ๊ป มหาชน จำกัด ก็ไม่ผิดนัก ชวนเขาและภรรยาที่พึ่งจะแต่งงานกันได้ไม่ถึงสองเดือนดีมารับประทานอาหารเย็นแบบนี้ เพราะปรกติแล้ววรปรัญช์มักจะคร่ำเคร่งกับงานที่เขาทำ หุ้นของเขาที่ถือครองแทนบิดามีอยู่สามสิบเปอร์เซ็นต์ น้อยกว่าป้องนทีและครอบครัว ที่ถือหุ้นอยู่หกสิบเปอร์เซ็นต์ วรปรัชญ์จึงมีอำนาจเป็นอันดับสองรองจากเขา ซึ่งตอนนี้รั้งตำแหน่งผู้บริหารของสหัสวรรษ กรุ๊ป มหาชน จำกัด บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทย
หลังจากที่บิดาเสียชีวิตไปในปีที่แล้ว ป้องนที สหัสวรรษ ก็ต้องขึ้นมาทำงานในตำแหน่งผู้บริหารอย่างเต็มตัว แม้จะเป็นงานที่ยากสำหรับเขา เพราะชายหนุ่มยังไม่มีประสบการณ์ในการทำงานมากนัก เขามาช่วยงานบิดาได้เพียงไม่กี่เดือน ท่านก็จากไปปุ๊ปปับเนื่องจากโรคหัวใจ ท่านโหมงานหนักและค่อนข้างเครียดจัด ทิ้งภาระให้กับบุตรชายคนรองอย่างเขา แบกรับหน้าที่อันแสนจะหนักอึ้งนี่แทน
ถ้าเป็นเปลวตะวัน พี่ชายมาแทนเขาก็คงจะดี บางคราเมื่อต้องรบรากับเอกสาร และแผนการตลาดที่หนักอึ้ง รวมถึงการต้องวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ ที่มีผลต่อการเจริญก้าวหน้าของบริษัท ก็ยิ่งทำให้ป้องนที อดคิดถึงบุรุษผู้เป็นพี่ชายของเขาไม่ได้ เปลวตะวันฉลาดกว่า ใจเย็น และรับมือกับสิ่งที่กดดันได้ดี ไม่ควรจะเป็นเขาเลย ที่ต้องมาแบกรับภาระมากมายขนาดนี้ วัยเพียงยี่สิบเก้าปีของเขา กับตำแหน่งผู้บริหารสูงสุด มันช่างด้อยประสบการณ์ และน่าหวาดหวั่นยิ่งนักถ้าเกิดเผลอทำอะไรผิดพลาดขึ้นมา
นั่นมันจะหมายถึงกิจการที่บิดาได้เพียรสร้างมาด้วยตนเอง จนมันยิ่งใหญ่ ผงาดในโลกธุรกิจอย่างสง่าผ่าเผย และถ้ามันเกิดพังทลายลงในมือของเขาแล้วล่ะก็ ป้องนทีก็คิดว่าคงจะรับกับสิ่งที่เป็นไม่ได้ ดังนั้นทุกวันนี้ ชายหนุ่มจึงพยายามเป็นอย่างยิ่ง ตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด เพื่อรอวันที่เปลวตะวัน จะมาช่วยแบ่งเบาภาระของงานได้บ้าง เก้าอี้ผู้บริหารนั้น ป้องนทีพร้อมจะสละมันทุกเมื่อ เพราะมันไม่ใช่เก้าอี้ที่นุ่มสบายเลย อำนาจที่ได้รับมาพร้อมกับภาระรับผิดชอบ มันทำให้เก้าอี้ที่เขานั่งอยู่แข็งกระด้าง และเต็มไปด้วยหนามแหลมแห่งความหวัง นั่นทำให้ป้องนทีต้องพยายามและเหน็ดเหนื่อยมาก
“ปรกติพี่ปรัชญ์ยุ่งมากนี่ครับ เห็นว่าได้โปรเจคใหม่ของธนาคารอาคารสงเคราะห์มาด้วย ต้องร่างแผนงาน ก็เลยคิดว่าพี่ปรัชญ์ไม่มีเวลาว่าง”
“คนเราทำงานก็ต้องพักบ้าง จริงไหม? เมนูร้านนี้มีเมนูแนะนำสองสามอย่าง อร่อยทั้งนั้น จะลองไหมรับรองได้ว่าเยี่ยมมาก”
วรปรัชญ์ขยิบตา พร้อมกับยิ้มอย่างอารมณ์ดี ใบหน้าคมสันหล่อเหลานั้นยิ่งดูก็ยิ่งมีเสน่ห์ลึกลับชวนให้ค้นหา ป้องนทีและอุษณิษาพยักหน้า อย่างตามใจเจ้ามือที่เลี้ยงอาหารมื้อนี้ เมื่อบริกรรับออเดอร์เรียบร้อยแล้ว เขาก็เอ่ยชวนคุยขึ้นต่อ
“ว่าแต่ว่า เลขานุการของป้องคนเดิมที่ลาออกไป ได้คนใหม่มาหรือยัง ตำแหน่งนี้ร้างนานนักงานก็ติดขัดนะ บอกให้แผนกบุคคลหาคนมาให้คัดเลือกได้แล้ว”
“ยังเลยครับพี่ปรัชญ์” ป้องนทีถอนใจ พลางส่ายหน้าช้าๆ
“ผมเองอยากจะคัดเลือกด้วยตัวเอง ทำงานกับผมค่อนข้างจะหนักหน่อย กลัวว่าจะทนไม่ไหวเอา”
“น้องษาสนใจมาช่วยงานนายป้องไหมครับ”
วรปรัชญ์เอ่ยทักถามสตรีสาวเพียงคนเดียวในโต๊ะอาหาร ด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า อุษณิษาส่ายหน้าน้อยๆ พร้อมกันหันไปแอบปรายตาค้อนสามีของเธอ ที่รีบปฏิเสธแทนเธอทันทีเมื่อวรปรัชญ์ถามจบ
“ไม่ได้หรอกครับพี่ปรัชญ์ ษาเขาเหมาะกับทำงานร้านดอกไม้ของเขามากกว่า ถ้ามาวิ่งตามผมหรือจดรายงานประชุมให้ผม คงจะไม่ดีหรอกครับ”
“อ้าว ทำไมล่ะ” วรปรัชญ์แสร้งทำเสียงสูงและสีหน้าแปลกใจ
“นี่นายจะหาว่าน้องษาทำอะไรไม่เป็น นุ่มนิ่ม ไม่เหมาะกับงานธุรกิจหรือไงกัน อะไรกันนายป้อง ถ้าพี่เป็นน้องษานี่แอบเคืองเลยนะ น้องษางอนเลยนะครับ น้องชายของพี่นี่น่าตีจริงๆ กล้ามาว่าน้องษาได้”
“เปล่านะครับพี่ปรัชญ์”
ป้องนทีรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ แล้วหันมาโอบบ่าภรรยาที่เริ่มทำหน้างอให้เขา ดูเหมือนว่าคำพูดของวรปรัชญ์นั้นจะก่อผลให้กับอุษณิษาได้ไม่ใช่น้อย เพราะเธอแอบหยิกเขา เสียงห้าวทุ้มจึงเอ่ยอย่างอ่อนหวานและออดอ้อน
“โธ่ น้องษา พี่แค่ไม่อยากให้น้องษาเหนื่อย งานเลขานุการไม่ใช่งานเบานะครับ อีกอย่างหนึ่ง พี่กลัวว่าตัวเองจะหงุดหงิด เผลอโมโหใส่น้องษา เวลาที่เครียดๆ จากงานน่ะครับ พี่ไม่อยากทำแบบนั้นกับคนที่พี่รัก”
“ไม่ต้องมาพูดหรอกค่ะ” อุษณิษาว่า พลางค้อนสามีขวับ
“พี่ป้องไม่อยากให้ษา ไปทำงานใกล้ๆ เพราะจะได้เจอเลขานุการสาวๆ สวยๆ มาออดอ้อนเอาใจมากกว่า”
“ขอแก้ตัวแทนนะครับ” วรปรัชญ์เอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ
“ทำงานกับนายป้อง พี่รับรองว่า ไม่ได้มีเวลาออดอ้อนเอาใจกันแน่นอน เพราะต้องหัวปั่นจริงๆ ท่านประธานออกจะงานเยอะมาก จริงไหมป้อง?”
“พี่ปรัชญ์อย่าพูดแบบนั้นเลยครับ”
ป้องนทีรีบแก้ตัว คนข้างๆ มีสีหน้าดีขึ้นทันทีเมื่อได้ยินสิ่งที่วรปรัชญ์พูด อาการของหญิงสาวอยู่ในสายตาของชายหนุ่มทุกอิริยาบถ เขาแอบประเมินหญิงสาวหน้าหวาน ท่าทางบอบบางคนนี้เงียบๆ จากที่เขาเห็น มันก็ทำให้สิ่งที่เขาคิดจะทำไม่อยากนัก...นัยน์ตาของปรัชญ์หรี่ลงอย่างเจ้าเล่ห์
“ป้องเป็นประธานบริษัท สหัสวรรษ กรุ๊ป จริงๆ นี่นา จะไม่ให้พี่พูดแบบนั้นได้ยังไงกัน”
“ผมก็แค่อยู่ในตำแหน่ง รอจนกว่าพี่เปลวจะกลับมาน่ะครับ งานมันหนักมาก และผมคิดว่าไม่เหมาะกับผมสักเท่าไหร่ ผมไม่ได้เก่งอย่างพี่เปลว หรือมีความสามารถรอบด้านอย่างพี่ปรัชญ์ กลัวว่าตัวเองจะเป็นตัวถ่วงน่ะครับ”
“พี่ไม่ได้เก่งกาจอะไรขนาดนั้นหรอกน่าป้อง”
ชายหนุ่มรุ่นพี่รีบออกตัว ชื่อของเปลวตะวันทำให้เขาสะดุดหูและสะดุดใจ จนต้องเอ่ยถามออกมา เพราะแม้จะทราบว่าลูกชายของ ป้องภพจะมีสองคน แต่เขาก็รู้จักเพียงแค่ป้องนทีเท่านั้น ชายหนุ่มมาฝึกงานกับเขา คลุกคลีกันเกือบสองปีเต็ม เป็นสองปีที่ทำให้ป้องนที รู้สึกนับถือและชื่นชมวรปรัชญ์ราวกับพี่ชายแท้ๆ อีกคน หากแต่อีกฝ่ายไม่เคยคิดแบบนั้นเลยสักนิด
“ว่าแต่คุณเปลวตะวัน ยังไม่กลับมาจากอิตาลีอีกหรือป้อง พี่ได้ยินนายพูดถึงเขาบ่อยมาก จนรู้สึกว่าตัวเองสนิทกับคุณเปลวตะวันเข้าอีกคนแล้วสิ อยากเห็นตัวจริง พี่ชายที่ทำให้น้องชายชื่นชมได้มากขนาดนี้ ว่าจะเป็นยังไงกันนะ”
“พี่เปลวคงยังไม่กลับมาง่ายๆ หรอกครับ”
ป้องนทียิ้มเมื่อนึกถึงพี่ชาย เปลวตะวัน สหัสวรรษ ชายหนุ่มผู้มีนัยน์ตาดุจเหยี่ยว ฉลาด และใจเย็น เขาเป็นคนรักอิสระ และรักครอบครัวมาก เมื่อบิดาเสียชีวิตลง ภาระของงานนั้น เขาได้ต่อรองให้ป้องนที ทำแทนเขาไปอีกสองปี เพราะเขายังอยากจะใช้เวลาท่องไปในที่ต่างๆ ประเทศที่เขาอยากไปเยือนและเรียนรู้
เปลวตะวันทำงานเขียนหนังสือ ชายหนุ่มเป็นนักเขียนขายดีในอังกฤษ ซึ่งน้อยคนนักจะทราบว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นคนไทย เปลวตะวันเขียนวรรณกรรมเยาวชนแนวสืบสวนไซไฟ เปิดตัวเล่มแรกของนวนิยายชุดด้วยยอดขายเกินกว่าหนึ่งล้านเล่ม และยังติดอันดับยาวนานอยู่จนถึงทุกวันนี้
เขารักงานของเขาพอๆ กับรักอิสระ การทำงานนั่งโต๊ะเป็นสิ่งที่เปลวตะวันอยากจะทำเป็นสิ่งสุดท้าย แต่ชายหนุ่มก็ไม่อยากปล่อยภาระไว้ให้กับน้องชายคนเดียวได้แบกรับ เนื่องจากป้องนทีนั้น มีข้อด้อยตรงที่เป็นคนไม่ค่อยทันเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวของคน และลึกๆ แล้วเป็นคนอ่อนแอไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนกับเปลวตะวัน ที่ถูกบิดาหล่อหลอมมาให้เป็นคนนิสัยบุคลิกคล้ายกับท่าน ป้องภพเป็นคนแข็งแกร่งและหลักแหลม ป้องนทีลูกชายคนรองถูกเอาใจและปกป้องจากจิตรมณี มารดา ทำให้บางครั้งบางคราวแล้ว เขากลายเป็นคนหัวอ่อน
สัญญาที่ให้ไว้กับน้องชายนั้น เปลวตะวันจะกลับมาตามคำมั่นแน่นอน เขาจึงใช้เวลาที่เหลืออย่างคุ้มค่า โดยการท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ ของโลกอย่างสนุกสนาน แต่ถ้าเกิดว่าป้องนทีต้องการเขาก่อนกำหนดเวลา เปลวตะวันก็พร้อมจะกลับมาเสมอ
“ปล่อยให้ป้องทำงานคนเดียวแบบนี้ ไม่เหนื่อยหรือ”
วรปรัชญ์เอ่ยลอยๆ อาหารเลิศรสถูกนำมาเสิร์ฟ หากแต่เขายังไม่อยากจะทานนัก เขาอยากจะทราบเรื่องของ ‘เปลวตะวัน’ ชายหนุ่มที่ชื่อหมายถึงรัศมีร้อนแรงของพระอาทิตย์มากกว่า บางทีเขาคงจะต้องรีบทำตามสิ่งที่ตั้งใจไว้ ก่อนที่ชายหนุ่มผู้นี้จะกลับมา เพราะดูแล้วเปลวตะวันนั้น ไม่ใช่ไก่อ่อนอย่างป้องนทีแม้แต่น้อย ทั้งเรื่องนิสัยใจคอ และเรื่องเล่ห์เหลี่ยมทางการทำงาน เปลวตะวันเคยมาช่วยงานบิดาเพียงไม่กี่เดือน หากแต่กลับทำให้ป้องภพได้รับโครงการใหญ่จากการวางแผนงานเปลวตะวัน ทั้งที่ชายหนุ่มอายุเพียง 19 ปี เรียนยังไม่จบมหาวิทยาลัยเลยด้วยซ้ำ แถมสาขาที่เรียนก็แทบจะไม่เกี่ยวข้องกับงานนี้ ถ้าไม่ฉลาดระดับอัจฉริยะแล้วก็ต้องบังเอิญอย่างร้ายกาจ
เรื่องราวของลูกชายคนโตผู้เก่งกาจของป้องนที ถูกบิดาของเขามาเล่าให้วรปรัชญ์ ชัยทัตหุ้นส่วนผู้ซื่อสัตย์ ที่ทำงานกับป้องภพมาตั้งแต่เริ่มแรกตั้งบริษัท ชายผู้ที่ลงแรง และกำลังสมองในการเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สหัสวรรษ กรุ๊ป ผงาดขึ้นมา ป้องภพตอบแทนเขาด้วยการมอบหุ้นส่วนให้เป็นจำนวนมหาศาล ตอบแทนความเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ และเป็นเพื่อนตาย
นั่นทำให้วรปรัชญ์ ชายหนุ่มผู้ทะเยอทะยานและคิดอยู่เสมอว่า ไม่ยุติธรรมที่บิดาของเขาได้เพียงเศษเสี้ยวน้อยนิด ทั้งๆที่ ร่วมก่อตั้งมาด้วยกัน คนฉลาดอย่างเขา เหมาะกับทำงานตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดมากกว่า สมควรจะเป็นมันสมองของบริษัท ไม่ใช่ผู้จัดการฝ่ายวางแผนงานแบบนี้ ผู้จัดการฝ่าย...ยิ่งคิดก็ยิ่งน่าเจ็บใจ
ลูกชายของส่วนหนึ่งของผู้ก่อตั้งสหัสวรรษ กลับเป็นเพียงแค่ผู้จัดการฝ่าย เงินเดือนน้อยกว่าผู้บริหารอย่างป้องนทีเกือบครึ่ง ตำแหน่งนั้นมันเหมาะกับเขามากกว่า และวรปรัชญ์ก็จะพยายามทุกวิถีทาง เพื่อจะให้ได้มันมา ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตามที เขาไม่คำนึงถึงศีลธรรมหรือว่าความถูกต้องทั้งหลายที่ดีงาม เพราะมันไม่ได้ช่วยให้เขายิ่งใหญ่ได้ มันต้องเล่ห์เหลี่ยม กลโกงต่างหาก ที่จะทำให้เขายิ่งใหญ่ กลายเป็นคนร่ำรวยมหาศาล เขี่ยตระกูลสหัสวรรษ ที่คอยกดขี่พ่อเขาไปให้พ้นทาง
นัยน์ตาคมกริบของเขาหรี่ลงอย่างเจ้าเล่ห์ เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ใช่! เขาต้องยิ่งใหญ่และเป็นผู้บริหารของสหัสวรรษให้ได้ ใครเป็นขี้แพ้ก็หลบไป เก้าอี้บริหารไม่เหมาะสำหรับเด็กลูกแหง่อย่างป้องนที ที่ต้องมีแขนขาคอยช่วยอยู่ตลอดเวลา แทนที่เขาจะช่วยให้ไอ้เด็กนี่เป็นที่ยอมรับของใครต่อใครในตำแหน่งผู้บริหาร สู้เขาเป็นเองไม่ดีกว่าหรือ เพราะงานทุกวันนี้ส่วนใหญ่มันก็จากมันสมองของเขาทั้งนั้น คนลงแรงมากกว่าก็สมควรจะได้มากกว่า คนที่ไม่ทำอะไรสวมเพียงหัวโขน ก็สมควรแล้วที่ต้องกระเด็นออกไป
“ผมมีพี่ปรัชญ์คอยช่วยยังไงล่ะครับ ต้องขอบคุณพี่ปรัชญ์มากๆ นี่ถ้าเป็นพี่เปลวแล้ว พี่ปรัชญ์คงไม่ต้องเหนื่อยเหมือนผมหรอกครับ”
“ไม่เป็นไร บริษัทนี้พ่อของพี่เองก็รักมาก ท่านร่วมก่อตั้งมาพร้อมๆ กับคุณอาป้องภพ และพี่ต่างหากที่ต้องขอบคุณสหัสวรรษ กรุ๊ป ที่ทำให้พี่มีหน้าที่การงานมั่นคง มีหน้ามีตาในสังคมได้ขนาดนี้ พ่อของพี่พูดอยู่เสมอว่า เราต้องทำงานรับใช้สหัสวรรษ กรุ๊ปอย่างดีที่สุด และพี่ก็จะทำมันให้เหมือนกับที่พ่อพี่ทำ”
ปากพูดเสียงทุ้มอ่อนโยน หากแต่นัยน์ตานั้นกับฉายแววประหลาดวาบขึ้นมา สิ่งที่บิดาพูดมันยิ่งเหมือนกับสิ่งที่ทำให้วรปรัชญ์อยากจะยึดครองทุกอย่างของสหัสวรรษ กรุ๊ป เขาไม่ใช่ทาสของพวกสหัสวรรษ ที่จะมาจงรักภักดีอะไรกันมากมาย และเขานี่แหละจะเป็นนาย ให้พวกมันมาก้มหัวให้กับเขา!
“พี่ปรัชญ์ไม่ต้องถ่อมตัวมากขนาดนั้นหรอกครับ”
ป้องนทีมองคนตรงหน้าอย่างชื่นชม พลางหันมาบอกกับภรรยาที่นิ่งฟังทุกอย่างเงียบๆ เธอเองก็เริ่มรู้สึกชื่นชมผู้ชายตรงหน้าเหมือนกับสามี เพราะอุษณิษาได้ยินเรื่องของวรปรัชญ์มานานแล้วแทบจะทุกวัน ป้องนทีชมเขาให้ฟังอย่างไม่ขาดปาก รวมถึงจิตรมณีเองด้วย
หญิงสาวเคยพบเขาเพียงครั้งเดียวตอนวันแต่งงานของเธอกับป้องนที แต่ก็จำเขาแทบไม่ได้ วันนี้เธอมาเห็นเขาเต็มตา ต้องยอมรับว่าวรปรัชญ์นั้นเป็นชายหนุ่มที่รูปงาม รวมถึงมีบุคลิกที่มาดมั่น นิสัยของเขาที่สามีบอกเล่านั้นก็เป็นคนดีมาก ซื่อสัตย์ ทุ่มเท และฉลาดหลักแหลม เธอเห็นด้วยในใจเมื่อมาพบเจอตัวจริงแบบนี้ เสน่ห์ของเขานั้นทำให้เธอต้องเผลอมองนิ่งนาน นึกอิจฉาคนที่ได้หัวใจชายหนุ่มไปยิ่งนัก ว่าคงจะเป็นโชคดีมากเพราะวรปรัชญ์เป็นชายหนุ่มที่สมบูรณ์แบบมากทีเดียว
“ดูสิ น้องษา พี่ปรัชญ์เหมือนที่พี่เล่าให้ฟังไหม น้องษามีเพื่อนสวยๆ เก่งๆ มาแนะนำให้พี่ปรัชญ์บ้างสิจ๊ะ ผู้ชายเพอร์เฟคขนาดนี้ แต่ยังโสดหาได้ที่ไหนกัน”
“นั่นน่ะสิคะ” อุษณิษาอมยิ้ม นัยน์ตาเป็นประกายระยับเมื่อมองใบหน้าคมเข้มของวรปรัชญ์ ก่อนจะเอ่ยเย้าๆ
“พี่ปรัชญ์มัวแต่ทำงานจนลืมเรื่องส่วนตัวหรือเปล่าเอ่ย? พี่ป้องแอบมานินทาอยู่นะคะ ว่ากลัวว่าพี่ ปรัชญ์จะทำงานจนไม่มีเวลาหาแฟน พี่ปรัชญ์มีสเปคไหมคะ เผื่อว่าษาจะเป็นแม่สื่อให้”
“นี่นายป้องแอบนินทาพี่เหรอ”
วรปรัชญ์เอ่ยยิ้มๆ ขณะที่ป้องนทีหัวเราะแล้วย่นจมูกให้กับภรรยาสาว
“หมดกันน้องษา พี่ปรัชญ์เห็นพี่เป็นคนช่างเม้าท์ไปแล้วสิ”
“เฮ้อ...”
วรปรัชญ์แสร้งถอนใจ ขณะที่มองจับจ้องใบหน้ารูปหัวใจของอุษณิษา นัยน์ตาคมกริบมองสบกับนัยน์ตากลมโต มันฉายแววระยับบาดใจ คนเธอเผลอมองจ้องนิ่ง เสียงห้าวทุ้มพูดอ่อนโยน
“สเปคของพี่ พี่ชอบผู้หญิงหน้าตาหวานเหมือนตุ๊กตา ดูเป็นคนอ่อนหวาน อ่อนโยน บอบบางน่ารัก เหมือนกับน้องษา หาให้พี่ได้ไหมครับ”
“เอ่อ...”
อุษณิษาถึงกับหน้าแดงซ่านไปเลย เมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้น ขณะที่ป้องนทีหัวเราะสดใส เขาไม่ได้คิดมากและหึงหวงอะไรเพราะรู้จักวรปรัชญ์ดี
“ขี้งอน ทำกับข้าวไม่เป็น แล้วก็ชอบหยิกแรงๆ อีกน่ะเหรอครับ อย่าดีกว่าครับพี่ปรัชญ์”
เล็บแหลมของคนข้างๆ จิกแขนเขาทันที พร้อมกับค้อนสามีวงใหญ่
“พี่ป้อง”
“โอ๊ย! พูดไม่ทันขาดคำ ทำร้ายสามีอีกแล้ว พี่ปรัชญ์อยากมีรอยเล็บเต็มตัวหรือครับ”
ป้องนทีปัดป้องไปพลางหัวเราะไปพลาง ขณะที่อุษณิษายังไม่เลิกทำร้ายสามี พวกเขาดูน่ารักนักในสายตาของคนมอง แต่นั่นไม่ใช่วรปรัชญ์ เขาทอดสายตามองคู่รักกำลังเย้าแหย่กัน ด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
วรปรัชญ์เพียงแต่หัวเราะเบาๆ และชวนรับประทานอาหารคุยเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อยๆ จนมื้ออาหารนั้นจบลง เขาชวนป้องนทีและอุษณิษาไปดื่มและเต้นรำกันต่อที่คลับชั้นสูงแห่งหนึ่ง
บรรยากาศสลัว เสียงเพลงไพเราะอ่อนเบา ชวนให้ผ่อนคลายและเคลิบเคลิ้ม ร้านตกแต่งไว้อย่างหรูหรา เพราะมีแต่เมมเบอร์ระดับห้าดาวมาใช้บริการ ค่าผ่อนคลายที่แพงระยับ บริกรหนุ่มสาวถูกคัดมาเป็นอย่างดี ทั้งมารยาทและหน้าตา เพลงเปิดสลับกันทั้งเพลงเบาๆ หวานๆ และเพลงจังหวะสนุกสนานเรียกเหงื่อ ตอนนี้เป็นช่วงเวลายังไม่ดึกนัก เพลงจึงเป็นเพลงสากลหวานๆ ฟังสบายๆ
“อืม...จริงสิ พี่พึ่งจะนึกขึ้นได้ เรื่องเลขาของนาย ถ้ายังไม่ได้เลือกใคร พี่จะพาเด็กเส้นมาฝากสักคน นายจะว่าอะไรไหมป้อง”
“เอ๊ะ”
ป้องนทีขมวดคิ้ว ปรกติแล้ววรปรัชญ์ไม่เคยพาใครเข้ามาฝากทำงานมาก่อน คนนี้น่าจะเป็นกรณีพิเศษมากๆ ถึงกล้าออกปากกับเขาแบบนี้ มือหนาวางแก้วเครื่องดื่มในมือลงพลางเอามากุมประสานกัน ก่อนจะถามเสียงทุ้ม
“ใครกันครับพี่ปรัชญ์ พี่ปรัชญ์ฝากเองแบบนี้ ผมรับทำงานแน่นอนครับ”
“น้องสาวห่างๆ ของพี่เองน่ะ เด็กฝากแต่รับรองว่าทำงานดี หึๆ นายไม่ผิดหวังหรอก อนุญาตให้ตีได้ถ้าเกิดว่าดื้อ”
วรปรัชญ์พูดติดตลก ทำเอาป้องนทีถึงกับหัวเราะเบาๆ แล้วส่ายหน้า
“ไม่กล้าหรอกครับพี่ปรัชญ์ แล้วพี่ปรัชญ์การันตรีเองแบบนี้ ผมเชื่อว่าผมต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายให้น้องสาวพี่ปรัชญ์ตีเอา”
“ถ้าแบบนั้นพรุ่งนี้พี่จะพาไปแนะนำให้รู้จัก ส่วนพวกเรื่องเงินเดือนหรืออะไรอย่างอื่น ก็แล้วแต่นายได้เลย อย่าคิดว่าน้องสาวของพี่เป็นเด็กเส้น คิดเสียว่าเป็นพนักงานคนหนึ่ง”
“ครับ พี่ปรัชญ์”
“คุยเรื่องอะไรกันคะสองหนุ่ม”
อุษณิษาที่ปลีกตัวไปเข้าห้องน้ำมาเอ่ยทักเสียงใส พลางเขย่าแขนสามีเบาๆ เมื่อได้ยินเสียงเพลง Way black in to love เสียงหวานเอ่ยอ้อน
“พี่ป้อง ไปเต้นรำกันดีกว่าค่ะ ษาชอบเพลงนี้มากเลย”
“ไปเต้นรำกับพี่ดีกว่าไหมครับน้องษา”
เสียงห้าวทุ้มเอ่ยขึ้นก่อนที่ป้องนทีจะทันตอบรับหรือปฏิเสธภรรยา ทำให้อุษณิษาหันไปมองหน้าคมสันของวรปรัชญ์ด้วยสายตางงๆ ขณะที่ป้องนทีเอ่ยอนุญาตอย่างไม่คิดอะไร
“ไปกับพี่ปรัชญ์ก็ดีเหมือนกันนะน้องษา พี่มึนๆ แล้วเกิดไปกลางฟอล์กับน้องษาล่ะก็ ต้องไปเหยียบเท้าใครต่อใครเอาแน่ๆ”
“ก็ได้ค่ะ”
มือเรียวยอมส่งให้กับมือใหญ่ของวรปรัชญ์ ที่ยื่นมือมารอรับแต่โดยดี ป้องนทีจิบเครื่องดื่มในมือต่อ มองตามสองหนุ่มสาวที่ประคองกันเข้าไปในฟอร์ลอย่างไม่คิดอะไร ก็นั่นภรรยาเขาที่รักเขาที่สุด และพี่ชายอีกคนหนึ่งที่เขารักราวกับพี่ชายแท้ๆ
“น้องษารู้จักกับนายป้องนานไหมครับ กว่าจะแต่งงานกัน”
ชายหนุ่มเอ่ยถามข้างหูของอุษณิษา น้ำเสียงนั้นฟังดูอ่อนเชื่อมและเร้าอารมณ์อย่างบอกไม่ถูก จนเธอเผลอใจเต้นแรง
“ก็ไม่นานหรอกค่ะ พี่ป้องใจร้อน เลยรีบรวบรัดไปขอษาแต่งงาน เรารู้จักกันแค่ครึ่งปีเองค่ะพี่ปรัชญ์ แต่ษาก็แน่ใจว่า พี่ป้องเป็นผู้ชายที่จะอยู่กับษาไปตลอดชีวิต”
“เหรอครับ”
วรปรัชญ์ว่า พลางมองสบตากลมโตนั้นในเงาสลัวของแสงไฟของฟอร์ลเต้นรำ ที่เปิดเป็นจังหวะกะพริบ ให้แสงบางเบาโรแมนติค ตามเพลงที่เปิด
“พี่มัวไปอยู่ที่ไหนมานะ ถึงไม่เจอน้องษาก่อนนายป้อง”
“คะ?”
อุษณิษามองเขาตาโต มือที่อยู่ตรงเอวเธอกระชับแน่นมากขึ้นอีกนิด สายตาของเขาที่ส่งมา มันทำให้อุษณิษาหน้าแดงซ่าน
“น้องษาถามสเปคพี่ใช่ไหมครับ ไปส่องกระจกดูสิครับ ผู้หญิงคนนั้นนั่นแหละนางในฝันของพี่ แต่น่าเสียดายเหลือเกิน ที่นางในฝันที่พี่กำลังจับต้องอยู่ตอนนี้มีเจ้าของไปแล้ว พี่คงจะได้แต่ข่มใจ และขอเป็นพี่ชายแทนจะได้ไหมครับ”
“เอ่อ...”
หญิงสาวกัดริมฝีปาก หัวใจเต้นแรงราวกับจะโลดออกนอกอก สายตาของเขาช่างทรงเสน่ห์ และมีอิทธิพลยิ่งนัก ราวกับจะร่ายมนต์มายาให้เธอหลงใหล และเกือบจะลืมไปแล้วว่าหัวใจเธอตอนนี้มีคนครอบครองอยู่
“นะครับ พี่รู้สึกเอ็นดูน้องษามากๆ ถ้าเราจะไปทานข้าวกันบ้าง หรือพี่จะขอไปเยี่ยมน้องษาบ้าง น้องษาจะอนุญาตไหมครับ การมาเจอน้องษามันทำให้พี่ทั้งดีใจและเสียใจในเวลาเดียวกัน”
“ทำไมพี่ปรัชญ์รู้สึกแบบนั้นละคะ”
อุษณิษาถามเสียงอ่อนเบาอย่างเผลอตัว เธอปล่อยตัวอิงแอบ ไปกับเรือนร่างแกร่งเพรียวของเขาอย่างเผลอใจ วรปรัชญ์ยิ้มอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้ม
“ดีใจที่ได้เจอกับผู้หญิงน่ารักๆ น่าปกป้อง แต่เสียใจที่มีเจ้าของเสียแล้ว”
“พี่ปรัชญ์”
ใบหน้าหวานละมุนแดงเรื่อทันที วรปรัชญ์กดจมูกลงกับแก้มนวลเร็วๆ ทำเอาอุษณิษาทำตาโต อย่างตกใจ ก่อนที่มือใหญ่จะจับจูงพาเธอออกมาจากฟอล์เพราะเพลงจบพอดี
“พาเจ้าหญิงมาส่งคืนให้กับเจ้าชายแล้วนะป้อง”
เขาพูดเมื่อเดินมาพร้อมกับอุษณิษา ที่นึกดีใจว่าคลับนี้เปิดไฟสลัวไม่สว่างนัก เธอกลัวว่าหน้าตาของเธอจะฟ้องบางสิ่ง หัวใจเธอกำลังเต้นแรงโลด หวั่นไหวกับผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่สามีเป็นครั้งแรก
วรปรัชญ์มองสีหน้าและแววตาของเธอออก และแอบลอบยิ้มอย่างสมใจ ‘เหยื่อ’ ของเขาอ่อนหัดทั้งคู่ ไม่ยากนักหรอกถ้าจะทำลายความสัมพันธ์นี้ให้ย่อยยับลง!
เสียงผิวปากอย่างอารมณ์ดี ที่ดังมาจากคนร่างสูงใหญ่ ที่กำลังนอนเอนอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบ ด้วยท่าทางสบายอารมณ์สุดๆ ข้างๆ มีโต๊ะเล็ก พร้อมทั้งน้ำผลไม้ รวมถึงขนมขบเคี้ยววางอยู่ เขาทำราวกับว่านอนอยู่ริมทะเล ไม่ใช่นอนอยู่ริมไร่ชาที่ใหญ่โตกว้างขวางและสวยงาม ทำให้คนที่กำลังขะมักเขม้นทำงานอยู่มองแบบค้อนๆ ก่อนจะปาดเหงื่อ“โอ้เอ้อะไรกันน่ะแม่คุณ งานมีอีกเยอะแยะ รีบๆ ทำเข้าสิ!”เสียงห้วนห้าวตะโกนออกมาทันทีเมื่อเห็นว่าเธอหยุดนิ่ง“ค่ะ เจ้านาย!”เสียงใสตะโกนตอบ โดยปลายสายสะบัดเหมือนประชด หากแต่คนถูกประชดไม่รู้ร้อนรู้หนาว แถมตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะว่า“ดีมาก รู้จักไว้ก็ดีกว่าใครเป็นเจ้านาย ใครเป็นทาส ทำไปอย่างให้หยุดมือนะ อะไรกันไร่ชาแคบๆ นี่ฉันให้เธอทำงานแค่ห้าไร่ ทำเป็นชาติไม่เสร็จเสียที คุณกวิสรา เดี๋ยวอดข้าวเย็นไม่รู้ด้วยนะ”‘บ้านนายน่ะสิห้าไร่มันแคบ สาบานได้นะว่ามันแคบ ห้าไร่ให้ฉันเก็บคนเดียวนี่นะ อีตาบ้า!’ประโยคนั้นเธอเพียงแค่ได้ตะโกนต่อว่าเขาในใจ แต่ที่เธอทำได้ก็เพียงแต่ตะโกนตอบไปเป็นคำสั้นๆ ว่า“ค่ะเจ้านาย”มือเรียวค่อยๆ ทำงานต่อไปอย่างพยายามให้รวดเร็ว เดี๋ยวเจ้านายที่นอนกระดิกเท้าคุมเ
“พี่เมฆ เราจะทำยังไงกันดีคะ พี่เตยหายไปแบบนี้ ตองจะทำยังไงดี เราจะทำยังไงกันดี”เสียงหวานใสพร่ำซ้ำ ๆ กลับไปกลับมา เมื่อเจ้าตัวไม่มีสติเหลือนัก ด้วยความเป็นห่วงพี่สาว กณิกาไม่ได้นอนเลยทั้งคืน เหมือนกันกับเมธิชัย หากแต่คนหลังเขายังมีสติดีกว่าหญิงสาวนัก ชายหนุ่มมองนาฬิกา ก่อนจะถอนใจ พลางกัดริมฝีปาก แล้วจับมือนิ่มไว้เมื่อกณิกาเดินวนเวียนเหมือนหนูติดจั่นผ่านหน้าเขา ให้เลิกเดินเสียที“นั่งนิ่งๆ แล้วใจเย็นๆ ก่อนนะตอง”เสียงห้าวเอ่ยอย่างจะให้สติ หากแต่คนที่สติไม่อยู่กับตัวแล้วอย่างกณิกา กลับมาเขย่าแขนเขาอย่างร้อนอกร้อนใจ น้ำตาคลอทันทีเมื่อนึกถึงพี่สาว ที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย“พี่เมฆ ช่วยตองด้วยนะคะ ช่วยกันตามหาพี่เตย พี่เตยไม่รู้จะเป็นยังไงบ้าง ตองเป็นห่วงจนจะบ้าอยู่แล้วฮือๆ”“ใจเย็นๆ นะตอง”เมธิชัยโอบร่างน้อยเข้ามากอดอย่างปลอบโยน ทันทีที่ได้ไออุ่นจากคนที่เหมือนเป็นพี่ชายของเธอ กณิกาก็ร้องไห้โฮออกมาแล้วกอดร่างแข็งแรงของเขาแน่น มือใหญ่ลูบหลังไหล่ให้เป็นจังหวะ พลางเอ่ยเสียงทุ้ม“เดี๋ยวเราไปแจ้งตำรวจกันนะจ๊ะ พี่รอให้ครบ 24 ชั่วโมง ที่เตยหายตัวไป ตองใจเย็นๆ นะครับ ใจเย็นๆ พี่เองก็ห่วงเตยเขามาก
นัยน์ตาที่พริ้มหลับมายาวนาน ค่อยๆ ขยับนิดๆ เมื่อเจ้าของรู้ตัว เธอปรือตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก พลางครางอูย เมื่อรู้สึกหนักไปหมดทั้งศีรษะ และร่างกายราวกับว่ามีอะไรมาทับอยู่อย่างนั้นแหละ สมองยังมึนเบลอเพราะฤทธิ์ยาสลบอย่างแรงที่เธอสูดเข้าไป จนน็อกหลับยาวไม่รู้เรื่องจนถึงตอนนี้กวิสราย่นหัวคิ้ว พยายามคิดรวบรวมสติ ว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ เธอหลับตานิ่งอยู่ชั่วครู ทำไมตัวเธอมันหนักไปหมดแบบนี้นะ เหมือนกับว่าถูกอะไรทับอยู่ อะไรที่อุ่นๆ หนักๆ แล้วสายตาเธอก็ปะทะกับเข้าอกกว้างของใครบางคนที่เผลอซุกอยู่เพราะไออุ่นที่ต้องไขว่คว้าไว้ เนื่องจากอากาศหนาวเย็นของฤดูเหมันต์“กรี๊ด!”เสียงกรี๊ดร้องอย่างตกใจ ทำให้เปลวตะวันซึ่งกำลังนอนสบายๆ ถึงกับลุกพรวดขึ้นมาอย่างตกใจ พลางหันขวับไปมองทางต้นเสียง เมื่อเห็นหน้าเขาแล้ว เจ้าตัวก็ยิ่งร้องกรี๊ดๆ อย่างขวัญเสีย และยิ่งเมื่อเขาคว้าเอาเธอเข้ามาในวงแขน พลางตะปบปิดริมฝีปากอิ่ม เพื่อให้ระงับอาการกรีดเสียงชวนสยองนั่น เธอก็ทั้งกัดทั้งสู้เขา ยิ่งกว่านางแมวป่า หากแต่ร่างสูงและแข็งแรงกว่าเธอทุกอย่าง ก็เป็นฝ่ายเอาชนะได้ในที่สุด กวิสราถูกจับกดหลังลงกับเตียง สองมืออยู่ใ
เปลวตะวันยืนกอดอกมองหญิงสาวที่กำลังจมอยู่ในนินทารมย์ ในภาวะหลับลึกเพราะฤทธิ์ยาสลบ ด้วยสายตาวิเคราะห์ นัยน์ตาคมดุจเหยี่ยวมองกวาดไปทั่วเครื่องหน้าเนียนสวย แม้จะหลับใหลไม่ได้สติแบบนี้ แต่เขาก็ยอมรับว่าเธอสวยมาก อากาศที่เย็นจัดของฤดูหนาวบนยอดเขาแบบนี้ แม้แต่เขาเป็นผู้ชายยังต้องกอดอกไว้เพราะรู้สึกเย็นกระท่อมไม้ซุงของ รุ่งภพเพื่อนสนิทของเขาให้เปลวตะวันใช้ยืม เป็นที่ใช้คุมขังนักโทษชั่วคราว แม้จะมีเตาผิงไว้ด้านในห้องเล็กๆ อย่างเตรียมพร้อม แต่เขาก็ไม่ได้จุดเพื่อให้ความอบอุ่น ร่างบางที่มีเพียงเสื้อกันหนาวตัวไม่หนามากนัก และเสื้อยืดด้านใน ถึงกับขดตัวเข้าหากันเพราะความเย็นของอากาศยามค่อนดึก มันทำให้นัยน์ตาคมนั้นเปล่งประกายอาทรวาบหนึ่ง ก่อนจะจางหายไป เมื่อคิดกับสิ่งที่เธอร่วมมือกับวรปรัชญ์ทำร้ายทำลายน้องชายและครอบครัวของเขา“ผู้หญิงคนนี้หรือเปลว ที่นายบอกว่าเป็นเชลยของนาย คนที่ทำให้นายต้องสูญเสียทุกอย่าง และนายป้องป่วย”เสียงห้าวทุ้มดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงไล่เลี่ยกับเปลวตะวัน รุ่งภพ เจ้าของไร่ชาดุจเดือน ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบๆ เมื่อทราบจากแม่บ้านว่า ‘แขก’ คนสำคัญของเขา มาที่กระท่อมไม้ซุง ที่มักจะ
มือใหญ่ที่กำลังจะเปิดประตูรถคันหรูชะงัก เมื่อมีเสียงโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้น ชายหนุ่มล้วงเอาโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงยีนด้านหลังมากดรับ หลังจากดูว่าเป็นใครโทรศัพท์มา พร้อมกับกรอกเสียงลงไปอย่างเป็นการเป็นงาน“ว่าไง ชวัล”“เรื่องที่นายให้ไปสืบข่าว เกี่ยวกับเรื่องของคุณณัฐณิชา ฐานนันท์ เอ่อ...เธอใช้ชื่อปลอมครับ”เสียงรายงานจากปลายสาย ทำให้เปลวตะวันย่นคิ้ว“อะไรนะ?”“ชื่อจริงของเธอคือกวิสรา ปองทิวาครับ เป็นสาวไซน์ไลน์ แล้วก็รับจ้างในการแบล็กเมล์ ค่อนข้างจะแสบมากเลยครับ คุณเปลวตะวัน ผู้หญิงคนนี้”ชวัล นักสืบมือดีที่เขาจ้างด้วยค่าเหนื่อยแพงลิบ เอ่ยรายงานฉะฉาน“หืม? คุณได้ข้อมูลอะไรมาบ้าง ส่งมาให้ผมทั้งหมดเลย ชวัล ถ้าข้อมูลที่ได้มาผมดูแล้วคุ้มค่ากับรางวัลที่จะให้เพิ่ม พรุ่งนี้คุณจะมีเงินโอนเข้าธนาคารไม่ต่ำกว่าสามแสนบาท”“โอ้ว เป็นพระคุณอย่างสูงเลยครับ ผมมีอีกเรื่องที่คุณเปลวตะวันอาจจะต้องตกใจ เพราะบังเอิญได้ภาพเด็ดๆ มา น่าขอบใจลูกค้าของผมที่ให้สืบเกี่ยวกับเรื่องนอกใจ เด็กของผมที่ไปสอดแนมเลยได้ข่าวของคนที่คุณกำลังให้ตามสืบมาโดยบังเอิญ ผมว่าเรื่องนี้ก็น่าสนใจมากนะครับ คุณเปลวตะวัน”“เรื่องอะ
“ขอบคุณมาก เดวิด ฝากน้องชายของผมด้วย เจสสิก้าเป็นจิตแพทย์ชั้นเยี่ยม เธอคงจะช่วยน้องชายของผมได้”เปลวตะวันเอ่ยเป็นภาษาเยอรมันกับปลายสาย เขากำลังเจรจากับเพื่อนสนิทต่างรุ่น เพื่อจัดการส่งตัวป้องนทีให้กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางจิตรักษาอาการให้กับน้องชาย นับวันป้องนทียิ่งน่าเป็นห่วง เขาซึมเศร้า และจมอยู่กับตัวเอง ตอนนี้ป้องนทีผ่ายผอมมากเพราะแทบจะไม่แตะต้องอาหาร เปลวตะวันต้องให้พวกคนทำงานบ้านผลัดเปลี่ยนกันมาคอยดูแลน้องชายไม่ยอมให้อยู่คนเดียว เขากลัวว่าป้องนทีจะคิดสั้น ตอนนี้เขานอนห้องเดียวกับป้องนทียามกลางคืน คอยชวนพูดคุย ทำกิจกรรมกันแบบพี่น้องบ้าง แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้ป้องนทีดีขึ้นเลย“ไม่มีปัญหา ทางเราจะเตรียมต้อนรับอย่างดี”“เรื่องเงินไม่ต้องห่วงนะเดวิด ผมจัดการให้ไม่อั้น ขอเพียงให้นายป้องเลิกเป็นแบบนี้เสียที”“อาการป่วยทางจิตไม่เหมือนกับป่วยทางกายหรอกนะเพื่อนรัก” ปลายสายเอ่ยเสียงทุ้ม“มันต้องใช้เวลา แล้วก็อยู่ที่ตัวของน้องชายของนายด้วย ว่าเขาจะเปิดใจรับการรักษามากแค่ไหน แต่รับรองไว้ว่าเจสสิก้าจะช่วยให้ป้องนทีผ่านพ้นและเปิดใจยอมรับความเป็นจริงได้”“ขอบคุณมากครับเดวิด”เปลวตะวันเอนหลังกับโซ







