เข้าสู่ระบบร่างสูงที่เดินเข้ามาทำให้รมิดาหลบวูบ เพราะเผลอเงยหน้าขึ้นสบตาคมกล้าคู่นั้น มันทำให้เธอใจสั่นอย่างประหลาด
“ให้พี่ช่วยอะไรไหม”
“ไม่อยากให้ช่วยหรอกค่ะ แต่ก็ต้องช่วย เพราะพี่แม็กเรียนเก่ง” ชลลดาพูดแล้วแอบเบ้ปาก กลัวเพื่อนพี่ชายที่แสนเจ้าชู้จะทำเพื่อนของเธอเสียใจ แต่ในยามนี้การทำรายงานมีเรื่องติดขัด พิมพ์ไปยังงงๆ เหมือนสรุปเนื้อหา ไม่ตรงตามหัวข้อรายงานที่อาจารย์ให้มา เลยต้องเอ่ยถามเกริกพลอยู่ดี
“เดี๋ยวพี่ดูให้”คนที่รอจังหวะอยู่ก่อนแล้วรีบอาสาทันที คนที่รีบอาสาอธิบายละเอียดยิบ แถมยังทำตาเล็กตาน้อยใส่เพื่อนของเธออีก แค่เห็นก็หมั่นไส้
“ขอบคุณพี่แม็กมากๆ นะคะ” รมิดากล่าวขอบคุณจากใจที่เขาช่วยเธอกับเพื่อนทำรายงานจนเสร็จ สุรเชษฐ์ที่ยืนจิบกาแฟอยู่อีกด้านก็หวั่นๆ เพราะเกริกพลกับรัชชานนท์ไม่กินเส้นกันแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว เขาไม่รู้ว่าเพื่อนอยากจีบรมิดาเพราะชอบจริงๆ หรือเพราะอยากแกล้งรัชชานนท์
“ให้พี่ไปส่งไหมครับ กำลังจะกลับอยู่พอดีเลย” เกริกพลรีบอาสาเมื่อเห็นรมิดาเตรียมตัวกลับบ้าน
“ฮะ... แฮ่ม ไม่ต้องหรอกค่ะพี่แม็ก เดี๋ยวลดาไปส่งเพื่อนเอง” ชลลดากระแอมกระไอ เข้าขวางเอาไว้ทันที
“ให้นายแม็กไปส่งเรนแล้วกัน เราต้องไปงานเลี้ยงกับพี่เย็นนี้ไม่ใช่เหรอ” พอพี่ชายพูดแบบนั้น ชลลดาก็เพิ่งนึกออก เธอต้องเตรียมตัวไปงานเลี้ยงในเมืองกับพี่ชาย แต่พอหันมามองเพื่อนกับเพื่อนพี่ชายแล้วรู้สึกไม่ไว้วางใจเหลือเกิน
“เดี๋ยวพี่ไปส่งเอง รับรองว่าจะส่งให้ถึงบ้านเลย” เกริกพลรีบสำทับ
“ลดาไม่สะดวกก็ไม่เป็นไรนะจ๊ะ” รมิดารีบบอกเพราะเกรงใจเพื่อน เห็นท่าทีลังเลก็รีบพูดให้อีกฝ่ายสบายใจ
“เรนไปกับพี่แม็กก็ได้” เกริกพลอาสาและยังยืนรอฟังคำตอบ ประโยคนั้นทำให้ชลลดาต้องพยักหน้าให้เพื่อน ก่อนจะเดินมาส่ง รมิดาขึ้นรถหน้าบ้าน
“ขับรถดีๆ นะพี่แม็ก ส่งให้ถึงบ้านล่ะ” ชลลดาสำทับ
“รับรองว่าจะส่งให้ถึงบ้าน” เกริกพลตอบน้องสาวเพื่อน ชลลดาค้อนให้หนึ่งที ก่อนจะโบกมือลาเพื่อนสาว
“พี่เชษฐ์” ชลลดาหันไปมองพี่ชายอย่างจับผิด
“อะไรกัน มาทำเสียงแบบนั้นกับพี่ พี่ไม่รู้อะไรด้วยเลยนะ”
“อย่ามาตอแหล”
“โอ้โห... โดนน้องด่าว่าตอแหลเลยเหรอวะไอ้เชษฐ์” สุรเชษฐ์สะดุ้งหน้าตาเหลอหลา
“พี่แม็กเจ้าชู้”
“แล้วยังไง” สุรเชษฐ์ยักไหล่ถามน้องสาว ก่อนจะเดินหนีเข้าบ้าน
“ก็เจ้าชู้ไง เดี๋ยวมาทำให้เพื่อนลดาน้ำตาเช็ดหัวเข่า” ชลลดาตามพี่ชายไปติดๆ
“ถ้าเพื่อนเราไม่เล่นด้วย ตบมือข้างเดียวจะดังไหม”
“แต่พี่แม็กก็ต้องมีวิธีหลอกล่อเรน เชื่อสิ”
“ปล่อยเขาไปเถอะ เขาโตๆ กันแล้ว เรานั่นแหละรีบไปอาบน้ำแต่งตัวเร็วๆ” คำตอบของพี่ชายทำให้ชลลดาหน้างอไม่น้อย เชื่อสิว่าต้องมีอะไรในกอไผ่
“หิวหรือเปล่าครับเรน” เกริกพลเอ่ยถามสาวน้อยที่เอาแต่นั่งนิ่งมา ตลอดทาง
“ไม่หิวค่ะ” เธอตอบเขาเสียงนุ่มตามนิสัย
“แต่พี่หิว”
“งั้นแวะกินอะไรก่อนก็ได้ค่ะ” เธอบอกอย่างเกรงใจเมื่อเขาพูดแบบนั้นขึ้นมา เกริกพลเลี้ยวรถเข้าไปในร้านอาหารบรรยากาศดีร้านหนึ่ง ก่อนจะอ้อมไปเปิดประตูรถให้สาวน้อย
“ขอบคุณค่ะ”
“ร้านนี้อาหารอร่อยนะครับ”
“ค่ะ” เธอพยักหน้ายิ้มให้เขา เมื่อก่อนเธออยู่กรุงเทพฯ เพิ่งย้ายมาอยู่กับพี่ชายได้ไม่นาน ไม่ค่อยรู้จักร้านอาหารหรือสถานที่อะไรจังหวัดนี้นักหรอก
“เห็นนายเชษฐ์บอกว่าเรนเพิ่งย้ายมาอยู่กับพี่ชายเหรอครับ”
“ค่ะ เมื่อก่อนอยู่กรุงเทพฯ กับคุณยายค่ะ พอคุณยายเสีย พี่นนท์เลยอยากให้ย้ายมาอยู่ด้วยกัน เพราะเป็นห่วง ไม่อยากให้อยู่คนเดียว”
“งั้นแสดงว่ายังไม่ค่อยรู้จักที่นี่น่ะสิครับ”
“ก็คงเป็นอย่างนั้นค่ะ เพราะส่วนใหญ่พี่นนท์จะไปเยี่ยมที่กรุงเทพฯ ไม่ค่อยได้มาที่นี่ค่ะ”
“เอาไว้พี่พาเที่ยวดีไหมครับ”
“เกรงใจจัง ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” เธอบอกอย่างเกรงใจ
“ไม่เป็นไรหรอกครับ พี่เต็มใจ คิดว่าพี่เหมือนพี่ชายคนหนึ่งก็แล้วกัน”
“ค่ะ” เธอรับคำ เพราะไม่อยากให้เขาเสียน้ำใจ
“พี่ขอโทรศัพท์หน่อยสิครับ”
“เอาไปทำไมคะ”
“โทรศัพท์แบตหมดครับ จะโทร. หานายเชษฐ์สักหน่อย”
“นี่ค่ะ” เธอยื่นโทรศัพท์ให้เขาแบบไม่ได้คิดอะไร เขากดโทร. ออก ก่อนจะกดอะไรที่หน้าจอโทรศัพท์ของเธอแล้วส่งโทรศัพท์ให้เธอ
“นี่เบอร์พี่นะครับ บันทึกให้แล้ว”
“คะ?” เธอยื่นมือไปรับโทรศัพท์แบบงงๆ เพิ่งรู้ตัวว่าเสียรู้เขาให้แล้ว
“มีปัญหาอะไร โทร. หาพี่ได้นะครับ” เขาบอกเสียงนุ่ม จริงๆ เขามีเบอร์ของเธอแล้วล่ะ ได้จากสุรเชษฐ์ แต่จู่ๆ จะให้โทร. ไปก็ดูกระไรอยู่ แลกเบอร์กันแบบนี้ ตอนเขาโทร. ไป เธอจะได้ไม่เห็นว่าเป็นเบอร์แปลก พานจะไม่รับสายเอา
“สั่งอาหารกันดีกว่า” พนักงานมายืนรออยู่นานแล้ว เกริกพลเลยชวนสาวน้อยตรงหน้าสั่งอาหาร
รมิดาเผลอมองคนตรงหน้าสั่งอาหารและทุกครั้งก็จะหันมาถามเธอ เขาใส่ใจว่าเธอชอบกินอะไร ไม่ชอบกินอะไร หรือแพ้อาหารทะเลหรือเปล่า ผู้ชายตรงหน้าค่อนข้างละเอียดอ่อนพอสมควร
“ลองชิมดูสิครับ อาหารร้านนี้กินแล้วต้องติดใจ อร่อยมากๆ เชียวครับ”
“พี่แม็กเป็นหุ้นส่วนหรือเปล่าคะนี่”
ค่ำคืนนี้ไม่มีดราม่า ไม่มีคำสัญญาใหญ่โต มีเพียงชายหญิงสองคนที่ผ่านทุกอย่างมาด้วยกัน และยังเลือกจะจับมือกันต่อไปในวันที่ทะเลเงียบและหัวใจ… ไม่ต้องระแวงอะไรอีกแล้วเสียงคลื่นยามค่ำดังสม่ำเสมอไม่ต่างจากคืนก่อน สุรเชษฐ์ยืนอยู่หน้าระเบียงบ้านพัก มือหนึ่งถือแก้วน้ำ อีกมือเท้าขอบราว มองเส้นขอบฟ้าที่มืดสนิท มีเพียงแสงดาวประปรายสะท้อนบนผิวน้ำเขาไม่ค่อยชินกับความเงียบแบบนี้นักไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัดแต่เป็นความเงียบที่ทำให้ได้ยินเสียงตัวเองชัดขึ้น“ยืนเหม่ออะไรอีกล่ะ”เสียงผู้หญิงดังขึ้นจากด้านหลัง สุรเชษฐ์หันกลับไปมอง ร่างบางยืนอยู่ตรงประตู มือหนึ่งอุ้มลูก อีกมือจับกรอบประตูไว้เหมือนกลัวจะเสียสมดุล“ลูกหลับหรือยัง”“หลับแล้วค่ะ แต่เหมือนจะตื่นง่าย เลยอุ้มออกมาเดินเล่นนิดหน่อย”เขาวางแก้วลงบนโต๊ะเล็ก ๆ แล้วเดินเข้าไปใกล้ มองใบหน้าเล็กที่ซบอยู่กับอกแม่ ดวงตาปิดสนิท หายใจสม่ำเสมอ“เดี๋ยวผมอุ้มเอง”“ไม่เป็นไร อุ้มไหวค่ะ”สุรเชษฐ์ไม่ได้เถียง เขาแค่ยื่นมือไปประคองหลังลูกเบา ๆ อย่างเก้ ๆ กัง ๆ เหมือนกลัวแรงมือของตัวเองจะมากเกินไป“เมื่อก่อนคุณไม่เคยคิดจะจับเด็กด้วยซ้ำ” เธอพูดเบา ๆ แต่ไม่ได้มี
“กูไม่ได้ซนขนาดนั้น”“มึงลืมเรื่องปีนต้นมะพร้าวแล้วตกลงมาแขนหักหรือยัง”เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกัน รมิดานั่งมองภาพนั้นอย่างรู้สึกอิ่มเอม เด็ก ๆ กำลังสร้างปราสาททราย ผู้ชายสามคนช่วยกันขุด ช่วยกันแบกน้ำทะเลมาเท เสียงสั่ง เสียงบ่น เสียงหัวเราะดังปะปนกันไปหมด“ตรงนี้สูงไป เดี๋ยวพัง”“ไม่พังหรอกน่า เดี๋ยวกูค้ำไว้”“อย่าค้ำแรง เดี๋ยวลูกล้ม”ภาพวุ่นวายเล็ก ๆ แต่เต็มไปด้วยความสุขช่วงบ่าย ทุกคนกลับขึ้นบ้านพักเพราะแดดแรงเกินไป เด็ก ๆ นอนกลางวัน ผู้ใหญ่ได้เวลานั่งพักจริงจังเป็นครั้งแรก สุรเชษฐ์เปิดเพลงเบา ๆ จากโทรศัพท์ วางไว้บนโต๊ะ เสียงดนตรีคลอไปกับเสียงลมทะเล“คิดถึงเมื่อก่อนแล้วแปลกดีนะ” เขาเอ่ยขึ้น“ตรงไหน”“ตรงที่ตอนนั้นเราคิดว่าชีวิตมันจะพังหมดแล้ว”เกริกพลพยักหน้าเล็กน้อย“ใช่… แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้”“เพราะไม่ได้เดินคนเดียว” รมิดาพูดเสริมคำพูดนั้นทำให้ทุกคนเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเข้าใจเย็นวันนั้น พวกเขาช่วยกันทำอาหารอีกครั้ง คราวนี้เป็นเมนูง่าย ๆ เด็ก ๆ ช่วยหยิบของเล็ก ๆ น้อย ๆ บางคนช่วยจัดจาน บางคนช่วยถือช้อน ความวุ่นวายแบบครอบครัวใหญ่เกิดขึ้นอีกครั้งหลังอาหารค่ำ โต๊ะถู
เสียงคลื่นซัดกระทบฝั่งดังสม่ำเสมอ ลมทะเลพัดเอื่อยพาไอเค็มอ่อน ๆ เข้ามาแตะปลายจมูก บ้านพักตากอากาศหลังใหญ่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากชายหาดมากนัก ประตูหน้าบ้านเปิดอ้าไว้รับลมยามเช้า เสียงหัวเราะของเด็กดังแทรกเข้ามาเป็นระยะ ทำให้บรรยากาศเงียบสงบดูมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด“อย่าวิ่งเร็วสิลูก เดี๋ยวล้ม”เสียงผู้หญิงดังตามหลังร่างเล็กที่วิ่งนำหน้าออกไปยังสนามหญ้าหน้าบ้าน เกริกพลหันไปมองภาพนั้นก่อนจะยิ้มบาง ๆ เขาพับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้นอย่างลวก ๆ แล้วหันกลับไปช่วยอีกสองคนยกของลงจากรถ“เอ้า ระวังหน่อย ไอ้เชษฐ์ ของแตกแล้วกูไม่รับผิดชอบนะเว้ย”“โธ่เอ๊ย แค่นี้เอง ทำเป็นหวง”สุรเชษฐ์บ่นเสียงขุ่น แต่ก็ยกกล่องโฟมใบใหญ่ลงอย่างระมัดระวังอยู่ดี ข้าง ๆ กันนั้นรัชชานนท์ยืนกอดอกพิงรถ มองภาพเพื่อนสองคนกับครอบครัวของพวกเขาด้วยสายตาที่ผ่อนคลายกว่าที่เคยเป็นมา“ไม่คิดเลยนะ ว่าพวกเราจะได้นัดมาเที่ยวพร้อมหน้ากันแบบนี้จริง ๆ”“ทำไมวะ คิดว่ากูตายไปแล้วเหรอ” เกริกพลย้อนยิ้ม ๆ“ไม่ใช่… แค่นึกไม่ถึงว่าชีวิตมันจะสงบขนาดนี้”คำพูดนั้นทำให้ทั้งสามคนเงียบไปครู่หนึ่ง เหมือนต่างคนต่างย้อนคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา ก่อนจะหัวเราะออก
“ปล่อยมันไป ถ้ามันรักจริงก็ต้องพยายาม” เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นด้านนอก ก่อนที่ร่างของเกริกพลจะโผล่มาพร้อมกับรมิดา“ไอ้เชษฐ์ ไอ้เพื่อนเวรตะไล” เกริกพลไม่พูดพร่ำทำเพลงกระแทกหมัดใส่เพื่อนไม่ยั้ง“โอ๊ย!” สุรเชษฐ์ร้องเสียงหลง แต่ไม่หลบ ยอมโดนต่อยจนเลือดกบปาก“ไอ้เพื่อนเวร!”“ฉันยอมรับผิดทุกอย่าง จะรับผิดชอบทุกอย่าง”“รับผิดชอบโดยการปล่อยให้น้องฉันท้องนี่นะ” เกริกพลทำท่าจะปล่อยหมัดใส่สุรเชษฐ์อีก รัชชานนท์จึงเข้าไปห้ามเอาไว้“พอเถอะ ไอ้เชษฐ์มันอยากรับผิดชอบ แต่น้องแกไม่ยอมเอง” เกริกพลหันขวับมามอง เขามัวแต่ไปง้อรมิดา เลยไม่ได้รู้เรื่องของน้องเลย ตอนรู้ว่าท้องนี่เขาแทบช็อก“แกอยากรับผิดชอบ โดยการมาเมาเหล้าแบบนี้น่ะเหรอ ทำไมแกไม่แสดงความจริงใจมากกว่านี้”“ไอ้เชษฐ์ไปง้อทุกวัน น้องมึงไล่เอง มันเลยมาเมาแบบนี้ กูยืนยันได้”“รู้ดีจริงนะคุณพี่เมีย”“ไอ้เชษฐ์มันชอบน้องมึงนานแล้ว ยกให้มันไปเถอะวะ”“มึงพูดง่าย น้องกูทั้งคน”“อ้อ... เหรอ น้องมึงทั้งคน เมียมึงนี่น้องกูไหมวะ” รัชชานนท์สวนกลับ เกริกพลถึงกับสะอึก พูดไม่ออกเลยจริงๆ รมิดาเองก็มองสามีเหมือนปรามว่าพอแล้ว ต่อยสุรเชษฐ์จนปากแตกตายก็ไม่มีอะไรดีขึ้น“
เขาบดเบียดเรือนกายเข้าหา เสื้อผ้าอาภรณ์หลุดลุ่ยแทบจะถอดไม่ทันด้วยซ้ำ เสียงครางระงมพร้อมกับเสียงกระแทกกายเข้าหากัน เขาว่าจะเบามือ แต่มันทนไม่ไหวสุรเชษฐ์แค่บอกในใจ แต่ร่างกายที่บดเบียดเข้าหากันล้ำลึกเสียดสีกันจนต้องอ้าปากค้าง ครางไม่เป็นภาษาเธอเสียดสีหนักหน่วง หยัดสะโพกรับอย่างรัญจวนใจ สมองของเขาอื้ออึง ยามนี้รับรู้แค่ความสุขเสียวซ่านเท่านั้น กว่าจะหมดฤทธิ์ยาทำเอาสองร่างแทบไม่ไหวเขาพลิกร่างลงจากร่างของเด็กสาว ในขณะที่เธออยู่ในท่านอนคว่ำ หอบหายใจระรวยก่อนจะหลับไปสุรเชษฐ์ดึงร่างน้อยมากอด สำนึกสุดท้ายของเขาคือ ต้องรับผิดชอบ เด็กสาว แต่ตื่นมาเขาจะโดนเธอด่าอะไรบ้างยังไม่รู้เลย“พี่ขอโทษครับ”เพียะ!!! ฝ่ามือของเธอฟาดบนซีกแก้มของเขาเต็มๆ บอกได้คำเดียวว่าชาไปทั้งแถบ“พี่เชษฐ์ทำแบบนี้ได้ยังไงคะ”“คือพี่... พี่ไม่ได้ทำ”“ไม่ต้องมาแก้ตัวเลยค่ะ” เธอผลักเขาออกห่าง สุรเชษฐ์หันรีหันขวาง หน้าตาเหลอหลา ในขณะที่เธอตื่นขึ้นมาก็สวมเสื้อผ้าด้วยมืออันสั่นเทา “นิตาฟังพี่ก่อนครับ”“ไปให้ไกลเลย คนลามก ผีทะเล” เธอปั่นจักรยานหนี สุรเชษฐ์สบถ ไม่ใช่ว่าโกรธเด็กสาว แต่เขาต้องเดินกลับ พอๆ กับโมโหไอ้น้องเขยเวรตะไ
เขายอมรับว่าเมื่อหลายปีก่อนอยากเอาชนะรัชชานนท์จริงๆ เอาน้องมันมาทำเมียนี่แหละสะใจดี แต่พออยู่ด้วยกันแล้วเขากลับรักรมิดาจริงๆ เธอเป็นคนน่ารัก ใจดี เป็นแม่บ้านแม่เรือน เมื่อก่อนเธอก็หนักแน่นกว่านี้มาก หลังๆ นี่แหละเธอเริ่มไขว้เขว แต่ยังไงเขาก็รักเธอ“จริงเหรอคะ” เธอเอ่ยถามสีหน้าตกใจไม่น้อย“จริงครับ หลักฐานจริง ไปตรวจสอบได้เลยว่าเด็กคนนี้ใครเป็นพ่อแม่ ไม่เชื่อพี่จะพาไปหานายทะเบียนอำเภอเลยครับ”“ไม่ต้องหรอกค่ะ” เธอรีบพูด ส่ายหน้าไปมา หน้าม้านทันที พี่ชายมาบอกมาเล่า ตอนแรกเธอก็ไม่เชื่อ แต่พอติดตามพฤติกรรมสามีเงียบๆ ก็ระแวง เลยกลายเป็นทะเลาะกัน สุดท้ายเลิกกัน เธอเลยหนีมาอยู่บ้านหลังนี้ ซึ่งเป็นบ้านอีกหลังในเมืองที่เกริกพลซื้อไว้ตอนพาลูกมาเรียนในเมือง ไม่ใช่บ้านในไร่ที่เขาอาศัยอยู่ “เข้าใจผิดแบบนี้จะทำโทษยังไงดี”“เอ่อ...” รมิดาขยับเข้าไปใกล้ ก่อนจะซบที่อกกว้าง ลูบไล้แผ่นอกเขา ไปมาอย่างอ้อนๆ“พี่แม็ก เรนขอโทษ”“พี่ยกโทษให้ภรรยาเสมอครับ แต่คราวหลังคุยกันก่อน อย่าใช้อารมณ์”“ค่ะ”“หมู่นี้เรนหงุดหงิดง่ายไปนะครับ”“ค่ะ” เธอตอบรับเสียงเบาหวิวอีก ท่าทีออดอ้อน“เป็นอะไรครับ ไม่สบายอะไรหรือเปล่







