LOGINสองมือเล็กชูขึ้นเหนือหัวแล้วบิดขี้เกียจ วันนี้เป็นวันที่สามที่เธอไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุกตั้งแต่ตีห้าเพื่อลงไปทำอาหารให้สามี ลี่จวินตื่นนอนตอนหกโมงเช้าและลงมาข้างล่างตอนเจ็ดโมงเพื่อลงมากินแซนวิชกับกาแฟที่แม่บ้านเป็นคนเตรียมไว้ให้
“หน้าตาคุณนายดูสดใสขึ้นนะคะ” ป้าซือเอ่ยทั้งรอยยิ้ม เธอเอ็นดูคุณนายของบ้านเหมือนลูกหลาน เพราะเจ้านายคนนี้ไม่เคยถือตัวแม้จะเป็นคนรวย
“พอได้ตื่นช้าลงอีกหน่อยเลยได้มีเวลานอนมากขึ้น หน้าตาก็เลยดูสดชื่นค่ะ” พูดหลังจากกินเสร็จแล้ว
“ทำไมถึงไม่ทำอาหารให้เจ้าสัวแล้วล่ะคะ”
ลี่จวินไม่ได้ตอบคำถามแม่บ้านในทันที เรื่องของสามีภรรยายิ่งคนรู้น้อยก็ยิ่งดี อีกอย่างถ้าเธอบอกป้าซือมารดาสามีที่อยู่เซี่ยงไฮ้ต้องรู้ด้วยแน่จึงต้องใช้เวลาคิดนิดหน่อย
“ช่วงนี้ทำงานเหนื่อยน่ะค่ะ” เธอยิ้มบอก แล้วลุกออกจากโต๊ะอาหารเพื่อนั่งรถไปทำงาน
หมิงเจ๋อเงยหน้ามองบริษัทที่ไม่ได้กลับมาราวสองปี เพราะต้องไปทำงานที่บริษัทลูกที่ต่างเมือง ตอนนี้เขาได้ย้ายกลับมาอยู่ที่นี่ตามเดิมแล้วในตำแหน่งรองหัวหน้าแผนกการตลาด
“ขอโทษครับ ผมไม่ทันระวัง” เขาเอ่ยขอโทษขอโพยคนที่ตัวเองชน ทว่าเมื่อได้เห็นว่าเป็นใครจึงได้แต่ทำตาโตด้วยความตกใจ
“พี่หมิงเจ๋อ”
“ลี่จวิน”
ทั้งคู่ต่างเรียกชื่อของกันและกัน นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัยที่ทั้งคู่ได้เจอกันอีกครั้ง ที่ผ่านมาทั้งคู่ไม่เคยนัดพบกันเลย
“เธอทำงานอยู่ที่นี่เหรอ”
“ใช่ค่ะ แล้วพี่ล่ะคะ”
“พี่ก็ทำงานอยู่ที่นี่เหมือนกัน”
“ถ้าอย่างนั้นพี่คงอยู่แผนกการตลาดสินะคะ ว่าแต่พี่รู้จักรองหัวหน้าแผนกนี้ไหม ฉันได้ยินข่าวว่าเขาหน้าตาดีมากจนสาว ๆ กรี๊ดกันให้ทั่ว”
“เธอไปเอาที่ไหนมาพูดกัน”
“แสดงว่าไม่ใช่เรื่องจริง”
“เรื่องจริงรึเปล่าพี่ไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ คนที่เธอพูดถึงเมื่อกี้คือพี่เอง” เขาตอบยิ้ม ๆ
“จริงเหรอคะ! ไม่ใช่ว่าอำฉันเล่นหรอกนะ”
“ถ้าไม่เชื่อก็ลองเดินไปที่แผนกของพี่สิ แล้วจะรู้เองว่าที่พี่พูดเป็นเรื่องจริงรึเปล่า”
“ถ้าพี่หมิงเจ๋อพูดมาถึงขนาดนี้ ฉันคงต้องเชื่อแล้วล่ะค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ คุณรองหัวหน้าแผนก” ว่าพลางยื่นมือออกไป
“เล่นใหญ่แบบนี้เลยเหรอ” แม้ปากจะพูดไปแบบนั้น แต่ก็ยอมยื่นมือไปจับมือของเธอ
ภาพของทั้งคู่อยู่ในสายตาของสวี่หยางที่นั่งอยู่บนรถยนต์ราคาแพงกับเลขาคนสนิท เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเผลอดึงหน้านิ่งกว่าปกติเพียงเพราะว่าเห็นภรรยาของตัวเองยืนจับมืออยู่กับผู้ชายคนอื่น มีแค่ซูฉีที่ยกยิ้มตรงมุมปากราวกับกำลังเยาะเย้ยใครบางคนอยู่ ถ้าเพื่อนสนิทของเขาถูกขอหย่าเขาเตรียมที่จะสมน้ำหน้ามันเป็นคนแรก
“เป็นอะไรไป” เขาแสร้งถามคนที่นั่งอยู่เบาะหลัง
“แกเห็นเหมือนที่ฉันเห็นไหม”
“เห็นอะไร”
“ฉันเคยบอกแกแล้ว ว่าลี่จวินได้ได้รักฉันแบบที่แกเข้าใจ ที่เธอแต่งงานกับฉันก็เพราะปฏิเสธคำขอของแม่ฉันไม่ได้”
“แกน่าจะรู้ดีกว่าใครนะ ว่าถ้าผู้หญิงคนหนึ่งจะยอมมาลำบากตื่นแต่เช้ามาทำอาหารให้แกกินทุกวัน ถ้าเขาไม่ได้รักแก ใครจะไปเสียเวลาทำเรื่องแบบนั้นตั้งสามปีเต็ม”
“เธอทำเพราะหน้าที่ต่างหาก เหมือนฉันที่ทำไง”
“ดูเหมือนว่าคุณลี่จวินจะสนิทกับผู้ชายคนนั้นน่าดู ถึงได้จับมือกันหน้าบริษัทต่อหน้าคนเยอะแยะขนาดนั้น” เขาแกล้งยุ เพราะอยากเห็นหมาบ้าออกอาละวาด
“แล้วยังไง ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับฉันสักหน่อย เธอจะสนิทกับผู้ชายคนไหนทำไมฉันต้องสนใจด้วย”
“จำคำพูดของตัวเองไว้ให้ดี ๆ ก็แล้วกัน”
เวลาพักกลางวันลี่จวินกับเสี่ยวอี้ได้ไปนั่งกินข้าวด้วยกันเหมือนเช่นเคย
“เธอเห็นหน้ารองหัวหน้าแผนกการตลาดหรือยัง” เสี่ยวอี้ถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“อื้อ เห็นแล้ว ถามทำไมเหรอ”
“เป็นยังไงเขาหล่อไหม”
“ก็...ใช้ได้” เธอลากเสียงบอก ถ้าถามเธอว่าพี่หมิงเจ๋อหล่อไหม เธอคงตอบว่าหน้าตาดี แต่ถ้าเทียบกับเขาคนนั้นแล้วยังห่างไกลอยู่มาก
“ไม่ใช่แค่ใช้ได้ แต่หล่อเหลามากต่างหาก”
ในขณะที่ทั้งคู่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น คนที่อยู่ในหัวข้อสนทนาได้เดินเข้ามาหาพอดิบพอดี
“ลี่จวิน เธอก็มากินข้าวที่นี่ด้วยเหรอ” เขาร้องทัก
ฤดูใบไม้ผลิย่างเข้ามาพร้อมกับดอกไม้ที่เริ่มออกดอกบานสะพรั่งไปทั่วทั้งสวน สวี่อี้เหรินที่กำลังยืนรอลูกชายอยู่ที่หน้าเรือนคนเดียวเหม่อมองทิวทัศน์โดยไม่รู้ตัวว่าแม่ทัพหนุ่มได้แอบมองนางอยู่ก่อนแล้ว “รองเท้าของเจ้าเริ่มเก่าแล้ว ข้าให้หลี่จื้อไปซื้อรองเท้าคู่ใหม่ให้เจ้า” “ท่านมาตั้งแต่เมื่อใด” เอ่ยด้วยเสียงตกใจ “ถ้าเจ้าไม่เอาแต่เหม่อคิดถึงผู้ใดอยู่คงเห็นข้านานแล้ว” บอกพร้อมกับเดินจับมือร่างบางไปนั่งที่ศาลาริมน้ำ แล้วบรรจงถอดรองเท้าคู่เก่าออกจากนั้นใส่คู่ใหม่ให้นาง “ท่านแม่ทัพรู้จักอ่อนโยนด้วยหรือเจ้าคะ” “แค่กับเจ้าและลูกเท่านั้น ส่วนคนอื่นก็ตามที่เจ้าเห็น” “ข้าแค่ยังไม่ชินเท่านั้นเอง” เอ่บอกไปตามตรง สองสามเดือนผ่านมานี้การกระทำของเขาต่างจากเมื่อก่อนสิ้นเชิงจนนางเองก็ตกใจจนบางครั้งอดคิดไม่ได้ว่าตนกำลังนอนฝันอยู่ “อีกหน่อยก็ชิน” “ท่านพ่อ ท่านแม่” “ลูกแม่ เจ้ามาแล้วหรือ” “ทำไมทำหน้าแบบนั้น เกิดอันใดขึ้นรึ” เฉียนหยางถามบุตรชาย เมื่อเห็นเขาเอาแต่ทำหน้าเศร้า “ท่านพ่อจำคนแซ่ตู้ได
“คงจะเป็นอย่างนั้น ข้าคิดว่าข้ากำลังเปิดใจ” หลังจากคิดถี่ถ้วนอยู่นานถึงได้เอ่ยขึ้น แม้ในอดีตเขากับนางไม่ค่อยลงรอยกันสักเท่าใดนัก ครั้นมองหน้าลูกชายที่ตั้งแต่มารดาแท้ ๆ ของตัวเองฟื้นคืนสติกับมา พ่ออย่างเขาค่อย ๆ เห็นรอยยิ้มที่ผุดขึ้นมาบนใบหน้าเล็ก เขาอยากเห็นลูกมีความสุขอีกอย่างสตรีตรงหน้านี้ได้เปลี่ยนไปจากในอดีตพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาเองก็ควรให้โอกาสนางเช่นกัน เขาไม่รู้ว่าตัวเองเริ่มหวั่นไหวกับฮูหยินอย่างนางตั้งแต่เมื่อใด บางทีอาจเป็นตอนที่ไปงานเลี้ยงสกุลเจิ้งกระมัง “แล้วมาบอกเรื่องนี้กับข้าทำไม ข้าไม่ได้อยากรู้เสียหน่อย” แม้ปากจะพูดเช่นนี้ ทว่ากลับหน้าแดงสวนกับคำพูด “ไม่ให้บอกเจ้า แล้วจะให้ข้าบอกผู้ใด เจ้าเป็นมารดาของลูกชายข้า มิหนำซ้ำยังเป็นภรรยาของข้าด้วย” “ข้าขอตัวกลับก่อนนะเจ้าคะ” ในขณะทำกำลังเอี้ยวตัวกลับ ร่างของนางได้ลอยขึ้นจากพื้นเข้าสู่อ้อมอกของผู้เป็นสามี เฉียนหยางอุ้มภรรยามายังห้องอาบน้ำพร้อมกับวางตัวนางลงในอ่างทำให้ตัวเปียกด้วยกันทั้งคู่ “ช่วยอาบน้ำให้ข้าหน่อยได้หรือไม่” เอ่ยด้วยน้ำเสียงมีเลสนัยอย่างไม่ปิดบั
“ท่านแม่ทัพ” “มีอะไร” “คุณชายตัวร้อนเจ้าค่ะ” “เจ้าเรียกท่านหมอมาแล้วรึยัง” ร่างสูงหรี่ตามองผู้มาใหม่ นี่ก็เริ่มดึกแล้วเหตุใดแต่สตรีตรงหน้ายังไม่เข้านอน อีกอย่างเขารู้อยู่ก่อนแล้วว่าเฉียนอี้ไปนอนที่เรือนฝั่งตะวันออก “ยังเจ้าค่ะ ข้าเห็นว่าดึกแล้วเลยไม่อยากรบกวนคนอื่น” “แต่กลับมารบกวนข้า” ลี่อิ่นก้มหน้ามองพื้นอย่างไม่รู้ว่าควรตอบอันใดกลับไป จนเขาพูดขึ้นอีกครั้งถึงทำให้นางยิ้มออกได้บ้าง “เดินนำทางสิ” ว่าพร้อมลุกขึ้นยืน ตอนนี้เขากับนางอยู่ด้วยกันตามลำพัง ส่วนหลี่จื้อเขาได้ให้กลับไปพักผ่อนแล้ว เมื่อเดินมาถึงนางรีบเปิดประตูห้องนอนของเฉียนอี้ทันทีประหนึ่งกลัวถูกคนจับได้ แม่ทัพหนุ่มเดินเข้ามาภายในห้องที่มืดสนิทขณะจมูกสูดกลิ่นกำยานเข้าเต็มปอด ที่เขายอมตามมาแต่โดยดีเหตุผลหนึ่งก็เพราะอยากรู้ว่านางคิดจะทำอะไรกันแน่ “ท่านแม่ทัพ” ลี่อิ่นเข้าสวมกอดบุรุษที่ตนรักจากด้านหลัง “เจ้าคิดว่าตัวเองกำลังทำอันใดอยู่” เขาถามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “ลี่อิ่นรักท่าน รักมานานแล้ว ท่านเองก็คิดเช่
นับว่าเป็นครั้งแรกที่ได้พบเจิ้งเผิงโหวตั้งแต่ที่นางมาอยู่ในร่างของสวี่อี้เหริน นางมองบุรุษตรงหน้าด้วยแววตาเรียบเฉยไร้ซึ่งความรู้สึกทำให้ฮูหยินที่ยืนอยู่ข้างชายหนุ่มอดรู้สึกแปลกใจไม่น้อย มีผู้ใดในเมืองไม่รู้บ้างว่าสวี่อี้เหรินชอบพอสามีนางมากเพียงไร แม้ตัวเองจะออกเรือนไปแล้วแต่ยังไม่วายมายุ่งวุ่นวายกับเขาจนตระกูลเจิ้งต้องรีบให้ท่านโหวแต่งงานกับนางเมื่อครึ่งปีก่อน “ยินดีกับท่านโหวและฮูหยิน” นางยิ้มบอก งานเลี้ยงวันนี้นางเดินทางมาพร้อมสามีที่ตอนนี้เอาแต่นิ่งเงียบไม่ยอมพูดจาสักคำ “ขอบคุณที่พวกท่านทั้งสองที่อุตส่าห์เดินทางมาร่วมงาน” “ข้าต้องมาอยู่แล้ว ฝ่าบาทพระราชทานจวนใหม่ให้พวกท่าน เรื่องน่ายินดีเช่นนี้มีหรือข้าจะพลาดโอกาส” “เชิญฮูหยินกับท่านแม่ทัพด้านใน ข้าจะให้สาวใช้นำทางพวกท่านไป” สิ้นคำพูดของฮูหยินเจิ้งทั้งคู่เดินตามหลังสาวใช้มาเงียบ ๆ จนกระทั่งได้อยู่ด้วยกันตามลำพังเขาถึงได้ปิดปากพูด “เจอคนรักเก่าทั้งที ทำไมไม่อยู่พูดจากับเขาให้นานขึ้นอีกหน่อย” “ท่านพูดถึงผู้ใดกัน” “หึ จะเป็นใครได้เล่าถ้าไม่ใช้เจ
ลี่อิ่นหน้าเจื่อนลงถนัดตา ขณะในใจกำลังคิดยกเหตุผลขึ้นมาอ้าง “อีกอย่างงานในจวนข้าคุ้นชินกับมันแล้ว และยังมีพ่อบ้านเหมากับท่านป้าหลายคนคอยช่วย ตอนนี้ฮูหยินอย่างข้าก็แค่อยากทำหน้าที่มารดาดูบ้าง ข้าคิดว่าเจ้าที่เป็นแม่นมคงเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่อยู่บ้าง จริงหรือไม่” เอ่ยเสียงเศร้าเรียกร้องความเห็นใจจากลูกชาย “แม่นม เรื่องนี้ท่านไม่ต้องกังวล ข้ากับท่านพ่อพูดคุยกันแล้ว อีกอย่างนางเป็นแม่ของข้า” “นั่นสินะเจ้าคะ ข้าเป็นแค่แม่นมมีหรือจะกล้าคิดเทียบเคียงฮูหยิน” สาวใช้ในเรือนของบุตรชายคาบข่าวไปบอกแม่ทัพหนุ่มถึงที่ ทำให้คิ้วหนาขมวดเข้าหากัยยุ่งเมื่อคิดว่าแม่นมของลูกชายจุ้นจ้านไม่เข้าเรื่อง เห็นทีตำแหน่งแม่นมนี้คงต้องจบลงเพียงเท่านี้ หากปล่อยให้ลี่อิ่นทำแบบนี้ต่อไปแทนที่ครอบครัวจะกลับมาปรองดองกัน มีหวังจวนของเขาคงได้วุ่นวายไม่จบไม่สิ้น “ท่านแม่ทัพเรียกข้ามามีเรื่องใดหรือเจ้าคะ” “ตอนนี้เฉียนอี้โตพอที่จะไม่ต้องการแม่นม ข้าเห็นว่าตำแหน่งนี้คงต้องจบลงเพียงเท่านี้ เจ้าอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้วถึงเวลาที่ต้องให้อิสระแก่เจ้า ข้าจะให้เงินเจ้าต
ทันที่ได้ยินคำพูดเมื่อครู่ของนาง เฉียนหยางรีบสาวเท้าเดินไปยังอีกห้องซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก จนกระทั่งสวี่อี้เหรินกลับเรือนไปเขาถึงได้โผล่หน้าเข้าไปหาลูกชาย “ทำอะไรอยู่รึ” “ข้ากำลังจะพาคุณชายไปอาบน้ำเจ้าค่ะ” “ไม่จำเป็น วันนี้ข้ากับเขาจะอาบน้ำด้วยกันระหว่างนี้เจ้าก็ไปพักผ่อนเถิด” “แล้วมื้อเย็นล่ะเจ้าคะ” “ข้าสั่งให้พ่อครัวเตรียมไว้แล้ว เฉียนอี้ เจ้าอยากแช่น้ำกับพ่อหรือไม่” เขาถามบุตรชาย “ขอรับ” “ถ้าเช่นนั้นพวกเราไปกันเถอะ” ว่าพลางจูงมือลูกชายไป สองพ่อลูกแช่น้ำด้วยกันราวหนึ่งเค่อ พอเห็นสายตาของบิดาเอาแต่เพ่งเล็งมาที่เขา แต่กลับไม่ยอมพูดจาสักนิดทำให้อดถามมิได้ “ท่านพ่อ จ้องหน้าลูกทำไมหรือขอรับ” “เจ้าน่ะ ยอมให้โอกาสนางแล้วอย่างนั้นหรือ” “หมายถึงใครหรือขอรับ” “ก็...สตรีจากเรือนฝั่งตะวันออกอย่างไรเล่า” “เป็นเพราะท่านอาจารย์สอนไว้ว่าต้องกตัญญูต่อบิดามารดา อีกทั้งท่านอาจารย์ยังบอกว่าโจรชั่วยังสามารถกลับใจกลายเป็นคนดีได้ ลูกเลยคิดว่ากับนางก็เช่นกัน ควรให้โอกาสนางส
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก” ลี่จวินเคาะประตูเบา ๆ สามครั้ง ทว่ายังไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากคนที่อยู่ข้างใน เธอจึงถือวิสาสะเดินเข้าไป “พรุ่งนี้เช้าพี่สวี่หยางจะกินอะไรดีคะ ฉันจะได้ให้แม่บ้านเตรียมไว้ให้” เหม่ยซินถามขึ้น ขณะกำลังนวดไหล่ให้ชายหนุ่ม โดยที่ทั้งคู่ไม่รู้ว่าประตูห้องได้เปิดออกแล้ว
ร่างสูงตื่นขึ้นมาในช่วงสายของอีกวันพร้อมกับอาการปวดหัว ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นหยดเสือดสีแดงสดบนเตียงนอนทำให้ความทรงจำเมื่อคืนผุดขึ้นมา เขาแทบจะตะโกนออกมาเพราะสิ่งที่ตัวเองตั้งใจเอาไว้ว่าจะไม่แตะต้องเธอแม้แต่ปลายนิ้วได้มลายหายไปในชั่วพริบตาเดียวเพียงเพราะน้ำเมา ลี่จวินที่ตื่นเช้าเหมือนท
หลังจากทั้งคู่กินข้าวเสร็จได้กลับมาที่บริษัทเหมือนปกติ แต่วันนี้พิเศษตรงที่เขามีนัดไปดื่มฉลองกับหุ้นส่วนหลังเลิกงาน “ได้เวลาแล้วครับ” เลขาซูเดินเข้ามาพร้อมกับยกมือขวาขึ้นมาดูเวลา เหม่ยซินที่อยู่ในห้องด้วยถามขึ้นด้วยความอยากรู้ว่าทั้งคู่จะไปที่ไหน “จะไปไหนกันเหรอคะ”
ตั้งแต่สามีของเธอกลับมาถึงก็ไม่พูดไม่จา ไม่ว่าเธอจะถามอะไรไปก็ไม่ยอมตอบ มีเพียงเรื่องเดียวที่ลี่จวินนึกออกคงเป็นเพราะเรื่องที่เธอจะไปทำงานล่ะมั้ง แต่ถึงอย่างไรเขาไม่ควรโกรธเธอมากถึงขนาดนี้ “ทะเลาะกับคุณแม่มาเหรอคะ” “ในเมื่อรู้ดีอยู่แล้วจะถามทำไม” “ถ้าพี่สวี่หยางไม่อยาก







