INICIAR SESIÓNตั้งแต่สามีของเธอกลับมาถึงก็ไม่พูดไม่จา ไม่ว่าเธอจะถามอะไรไปก็ไม่ยอมตอบ มีเพียงเรื่องเดียวที่ลี่จวินนึกออกคงเป็นเพราะเรื่องที่เธอจะไปทำงานล่ะมั้ง แต่ถึงอย่างไรเขาไม่ควรโกรธเธอมากถึงขนาดนี้
“ทะเลาะกับคุณแม่มาเหรอคะ”
“ในเมื่อรู้ดีอยู่แล้วจะถามทำไม”
“ถ้าพี่สวี่หยางไม่อยากให้ฉันไปทำงานก็ควรบอกเหตุผลมาสิคะ ถ้ามีเหตุผลเพียงพอฉันอาจไม่ไปทำงานที่บริษัทก็ได้”
“ทำอย่างกับว่าเธอจะกล้าปฏิเสธแม่ฉันอย่างนั้นแหละ”
“ลองพูดมาก่อนสิคะ”
“เธอจะไปทำงานทำไม อยู่บ้านคอยทำอาหารกับดูแลฉันแค่นี้ก็พอ ส่วนเรื่องบริษัทฉันจัดการเองได้”
“ที่พี่พูดแบบนี้คิดจะดูถูกฉันที่เป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ เหรอคะ นอกจากงานบ้านกับดูแลสามีแล้ว เรื่องอื่นฉันก็ทำได้ไม่ต่างจากผู้ชาย” ลี่จวินโมโหเล็กน้อย เมื่อคิดว่าเขาดูถูกที่เธอเกิดมาเป็นผู้หญิง ยุคนี้ทุกอย่างล้วนเปิดโอกาสให้ผู้ชาย ส่วนผู้หญิงอย่างเธอน้อยนักที่จะมีโอกาสได้ทำงานในบริษัทขนาดใหญ่
“ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” สวี่หยางแปลกใจ ถือว่าเป็นครั้งแรกที่เขาเห็นหญิงสาวโกรธ เพราะตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาเป็นเขาเสียมากกว่าที่แสดงความเกรี้ยวกราดออกมา
“ถ้าอย่างนั้นเรื่องนี้ก็จบแค่นี้เถอะค่ะ ถึงแม้พี่จะไม่พอใจแต่ฉันยืนยันคำเดิมว่าจะไปทำงานที่บริษัท” เธอถือโอกาสตัดบท ทำให้สวี่หยางได้แต่อ้าปากค้าง เมื่อกี้เขาเป็นฝ่ายไม่พอใจแท้ ๆ แต่ตอนไหงกลับกลายเป็นว่าหญิงสาวได้ในสิ่งที่ต้องการ โดยที่เขาไม่อาจโต้เถียงได้
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจ ถ้างานหนักก็อย่ามาบ่นให้ฉันได้ยินก็แล้วกัน” เขาทำทีไม่ใส่ใจ มีใครไม่รู้บ้างว่าทำงานตำแหน่งบัญชีนั้นหนักหนาแค่ไหน ยิ่งเป็นบริษัทใหญ่ด้วยแล้ว อย่าได้หวังว่าจะมีเวลามารบกวนเขาที่ห้องทำงานเลย
ตอนเช้าเธอกับเขานั่งรถมาคนละคัน เขาให้เหตุผลว่าเจ้านายกับพนักงานไม่ควรนั่งรถคันเดียวกัน ลี่จวินเข้ามาทำงานตำแหน่งพนักงานบัญชี งานที่เธอต้องรับผิดชอบเป็นทั่วไปที่เธอเคยไปฝึกงานเมื่อสามปีก่อน เธอมีโอกาสสามเดือนเพื่อแสดงให้เห็นว่าเหมาะสมกับตำแหน่งนี้หรือไม่ ถ้าหากภายในสามเดือนนี้เธอทำงานไม่เข้าตา เธอจะไม่มีสิทธิ์ทำงานที่นี่ต่อเพราะไม่ผ่านช่วงทดลองงาน
ช่วงพักกลางวันลี่จวินได้มาทานข้าวกับเพื่อนร่วมงานอย่างเสี่ยวอี้ที่คอยช่วยสอนงานเธอ
“นั่นท่านประธานนี่ ทำไมออกไปกินข้าวกับผู้ช่วยเลขาอีกแล้ว” เสี่ยวอี้ที่มองเห็นทั้งคู่เดินผ่านหน้าไปร้องทักเหมือนเป็นเรื่องปกติ ทำให้ลี่จวินเริ่มขมวดคิ้วยุ่ง
“สองคนนั้นสนิทกันเหรอ”
“เธอคงไม่รู้อะไร ที่ผู้หญิงคนนั้นได้ตำแหน่งผู้ช่วยเลขาไปทั้งที่ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคลไม่ได้เปิดรับสมัครด้วยซ้ำ เห็นว่าท่านประธานเป็นคนรับเข้าทำงานด้วยตัวเองเลยนะ”
“ทำไมเธอถึงรู้เรื่องนี้ได้ล่ะ”
“ฉันมีเพื่อนทำงานอยู่ที่แผนกนั้นน่ะ ฉันได้ยินมาว่าท่านประธานแต่งงานแล้ว หรือว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็นภรรยาของท่านประธาน ลี่จวิน เธอคิดว่ายังไง” เสี่ยวอี้ตั้งข้อสงสัย
“เป็นไปไม่ได้” เธอตอบเสียงเรียบ ไม่แปลกใจที่พนักงานส่วนใหญ่จะไม่รู้จักเธอ เพราะงานแต่งงานจัดขึ้นแบบส่วนตัว แขกส่วนใหญ่ที่ถูกเชิญล้วนเป็นนักธุรกิจ และผู้บริหารระดับสูง
“ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ”
“ตระกูลสวี่รวยขนาดนั้น มีหรือจะปล่อยให้ภรรยาตัวเองมาทำงาน”
“นั่นสินะ ถ้าอย่างนั้นหรือว่าท่านประธานจะมีกิ๊ก”
ลี่จวินไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรอีก เรื่องนอกใจตัดออกไปได้เลย ตั้งแต่แต่งงานมาเขาไม่เคยข้องแวะกับผู้หญิงที่ไหนด้วยซ้ำ ส่วนผู้ช่วยเลขาคนนั้นบางทีทั้งคู่อาจรู้จักและสนิทสนมกันมาก่อนก็เป็นได้ เธอคิดแง่บวก สมัยนี้เริ่มเปิดกว้างผู้ชายกับผู้หญิงเป็นเพื่อนกันไม่เห็นจะแปลกตรงไหน เธอเองก็มีรุ่นพี่ผู้ชายที่สนิทกันช่วงเรียนมหาวิทยาลัยเช่นกัน
สวี่หยางกับเหม่ยซินออกไปทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารกลางกรุงปักกิ่งบ้างเป็นครั้งคราว แม้เขากับเธอจะเคยเป็นแฟนกันแต่ต้องรักษาระยะห่างเอาไว้ ถึงอย่างไรเขาก็แต่งงานมีภรรยาแล้ว รอให้หย่าขาดเมื่อไหร่ค่อยคิดสานสัมพันธ์ก็ยังไม่สาย
“จะไม่ตักอาหารให้ฉันหรือคะ” เหม่ยซินถาม เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มเอาแต่ตักข้าวเข้าปากตัวเองเพียงอย่างเดียว ทั้งที่เมื่อก่อนเขาดูแลเธอเป็นอย่างดี
“อ้อ กินนี่สิ” ว่าพลางตักอาหารให้ เป็นเพราะร้างราจากเรื่องพวกนี้มานานทำให้ไม่ค่อยชินนัก ใช่ว่าเขาจะเคยทำให้ภรรยาตัวเองเสียเมื่อไหร่
“ขอบคุณค่ะ พี่สวี่หยางยังคงน่ารักเหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด” สวี่หยางเพียงยิ้มตอบ
ฤดูใบไม้ผลิย่างเข้ามาพร้อมกับดอกไม้ที่เริ่มออกดอกบานสะพรั่งไปทั่วทั้งสวน สวี่อี้เหรินที่กำลังยืนรอลูกชายอยู่ที่หน้าเรือนคนเดียวเหม่อมองทิวทัศน์โดยไม่รู้ตัวว่าแม่ทัพหนุ่มได้แอบมองนางอยู่ก่อนแล้ว “รองเท้าของเจ้าเริ่มเก่าแล้ว ข้าให้หลี่จื้อไปซื้อรองเท้าคู่ใหม่ให้เจ้า” “ท่านมาตั้งแต่เมื่อใด” เอ่ยด้วยเสียงตกใจ “ถ้าเจ้าไม่เอาแต่เหม่อคิดถึงผู้ใดอยู่คงเห็นข้านานแล้ว” บอกพร้อมกับเดินจับมือร่างบางไปนั่งที่ศาลาริมน้ำ แล้วบรรจงถอดรองเท้าคู่เก่าออกจากนั้นใส่คู่ใหม่ให้นาง “ท่านแม่ทัพรู้จักอ่อนโยนด้วยหรือเจ้าคะ” “แค่กับเจ้าและลูกเท่านั้น ส่วนคนอื่นก็ตามที่เจ้าเห็น” “ข้าแค่ยังไม่ชินเท่านั้นเอง” เอ่บอกไปตามตรง สองสามเดือนผ่านมานี้การกระทำของเขาต่างจากเมื่อก่อนสิ้นเชิงจนนางเองก็ตกใจจนบางครั้งอดคิดไม่ได้ว่าตนกำลังนอนฝันอยู่ “อีกหน่อยก็ชิน” “ท่านพ่อ ท่านแม่” “ลูกแม่ เจ้ามาแล้วหรือ” “ทำไมทำหน้าแบบนั้น เกิดอันใดขึ้นรึ” เฉียนหยางถามบุตรชาย เมื่อเห็นเขาเอาแต่ทำหน้าเศร้า “ท่านพ่อจำคนแซ่ตู้ได
“คงจะเป็นอย่างนั้น ข้าคิดว่าข้ากำลังเปิดใจ” หลังจากคิดถี่ถ้วนอยู่นานถึงได้เอ่ยขึ้น แม้ในอดีตเขากับนางไม่ค่อยลงรอยกันสักเท่าใดนัก ครั้นมองหน้าลูกชายที่ตั้งแต่มารดาแท้ ๆ ของตัวเองฟื้นคืนสติกับมา พ่ออย่างเขาค่อย ๆ เห็นรอยยิ้มที่ผุดขึ้นมาบนใบหน้าเล็ก เขาอยากเห็นลูกมีความสุขอีกอย่างสตรีตรงหน้านี้ได้เปลี่ยนไปจากในอดีตพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาเองก็ควรให้โอกาสนางเช่นกัน เขาไม่รู้ว่าตัวเองเริ่มหวั่นไหวกับฮูหยินอย่างนางตั้งแต่เมื่อใด บางทีอาจเป็นตอนที่ไปงานเลี้ยงสกุลเจิ้งกระมัง “แล้วมาบอกเรื่องนี้กับข้าทำไม ข้าไม่ได้อยากรู้เสียหน่อย” แม้ปากจะพูดเช่นนี้ ทว่ากลับหน้าแดงสวนกับคำพูด “ไม่ให้บอกเจ้า แล้วจะให้ข้าบอกผู้ใด เจ้าเป็นมารดาของลูกชายข้า มิหนำซ้ำยังเป็นภรรยาของข้าด้วย” “ข้าขอตัวกลับก่อนนะเจ้าคะ” ในขณะทำกำลังเอี้ยวตัวกลับ ร่างของนางได้ลอยขึ้นจากพื้นเข้าสู่อ้อมอกของผู้เป็นสามี เฉียนหยางอุ้มภรรยามายังห้องอาบน้ำพร้อมกับวางตัวนางลงในอ่างทำให้ตัวเปียกด้วยกันทั้งคู่ “ช่วยอาบน้ำให้ข้าหน่อยได้หรือไม่” เอ่ยด้วยน้ำเสียงมีเลสนัยอย่างไม่ปิดบั
“ท่านแม่ทัพ” “มีอะไร” “คุณชายตัวร้อนเจ้าค่ะ” “เจ้าเรียกท่านหมอมาแล้วรึยัง” ร่างสูงหรี่ตามองผู้มาใหม่ นี่ก็เริ่มดึกแล้วเหตุใดแต่สตรีตรงหน้ายังไม่เข้านอน อีกอย่างเขารู้อยู่ก่อนแล้วว่าเฉียนอี้ไปนอนที่เรือนฝั่งตะวันออก “ยังเจ้าค่ะ ข้าเห็นว่าดึกแล้วเลยไม่อยากรบกวนคนอื่น” “แต่กลับมารบกวนข้า” ลี่อิ่นก้มหน้ามองพื้นอย่างไม่รู้ว่าควรตอบอันใดกลับไป จนเขาพูดขึ้นอีกครั้งถึงทำให้นางยิ้มออกได้บ้าง “เดินนำทางสิ” ว่าพร้อมลุกขึ้นยืน ตอนนี้เขากับนางอยู่ด้วยกันตามลำพัง ส่วนหลี่จื้อเขาได้ให้กลับไปพักผ่อนแล้ว เมื่อเดินมาถึงนางรีบเปิดประตูห้องนอนของเฉียนอี้ทันทีประหนึ่งกลัวถูกคนจับได้ แม่ทัพหนุ่มเดินเข้ามาภายในห้องที่มืดสนิทขณะจมูกสูดกลิ่นกำยานเข้าเต็มปอด ที่เขายอมตามมาแต่โดยดีเหตุผลหนึ่งก็เพราะอยากรู้ว่านางคิดจะทำอะไรกันแน่ “ท่านแม่ทัพ” ลี่อิ่นเข้าสวมกอดบุรุษที่ตนรักจากด้านหลัง “เจ้าคิดว่าตัวเองกำลังทำอันใดอยู่” เขาถามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “ลี่อิ่นรักท่าน รักมานานแล้ว ท่านเองก็คิดเช่
นับว่าเป็นครั้งแรกที่ได้พบเจิ้งเผิงโหวตั้งแต่ที่นางมาอยู่ในร่างของสวี่อี้เหริน นางมองบุรุษตรงหน้าด้วยแววตาเรียบเฉยไร้ซึ่งความรู้สึกทำให้ฮูหยินที่ยืนอยู่ข้างชายหนุ่มอดรู้สึกแปลกใจไม่น้อย มีผู้ใดในเมืองไม่รู้บ้างว่าสวี่อี้เหรินชอบพอสามีนางมากเพียงไร แม้ตัวเองจะออกเรือนไปแล้วแต่ยังไม่วายมายุ่งวุ่นวายกับเขาจนตระกูลเจิ้งต้องรีบให้ท่านโหวแต่งงานกับนางเมื่อครึ่งปีก่อน “ยินดีกับท่านโหวและฮูหยิน” นางยิ้มบอก งานเลี้ยงวันนี้นางเดินทางมาพร้อมสามีที่ตอนนี้เอาแต่นิ่งเงียบไม่ยอมพูดจาสักคำ “ขอบคุณที่พวกท่านทั้งสองที่อุตส่าห์เดินทางมาร่วมงาน” “ข้าต้องมาอยู่แล้ว ฝ่าบาทพระราชทานจวนใหม่ให้พวกท่าน เรื่องน่ายินดีเช่นนี้มีหรือข้าจะพลาดโอกาส” “เชิญฮูหยินกับท่านแม่ทัพด้านใน ข้าจะให้สาวใช้นำทางพวกท่านไป” สิ้นคำพูดของฮูหยินเจิ้งทั้งคู่เดินตามหลังสาวใช้มาเงียบ ๆ จนกระทั่งได้อยู่ด้วยกันตามลำพังเขาถึงได้ปิดปากพูด “เจอคนรักเก่าทั้งที ทำไมไม่อยู่พูดจากับเขาให้นานขึ้นอีกหน่อย” “ท่านพูดถึงผู้ใดกัน” “หึ จะเป็นใครได้เล่าถ้าไม่ใช้เจ
ลี่อิ่นหน้าเจื่อนลงถนัดตา ขณะในใจกำลังคิดยกเหตุผลขึ้นมาอ้าง “อีกอย่างงานในจวนข้าคุ้นชินกับมันแล้ว และยังมีพ่อบ้านเหมากับท่านป้าหลายคนคอยช่วย ตอนนี้ฮูหยินอย่างข้าก็แค่อยากทำหน้าที่มารดาดูบ้าง ข้าคิดว่าเจ้าที่เป็นแม่นมคงเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่อยู่บ้าง จริงหรือไม่” เอ่ยเสียงเศร้าเรียกร้องความเห็นใจจากลูกชาย “แม่นม เรื่องนี้ท่านไม่ต้องกังวล ข้ากับท่านพ่อพูดคุยกันแล้ว อีกอย่างนางเป็นแม่ของข้า” “นั่นสินะเจ้าคะ ข้าเป็นแค่แม่นมมีหรือจะกล้าคิดเทียบเคียงฮูหยิน” สาวใช้ในเรือนของบุตรชายคาบข่าวไปบอกแม่ทัพหนุ่มถึงที่ ทำให้คิ้วหนาขมวดเข้าหากัยยุ่งเมื่อคิดว่าแม่นมของลูกชายจุ้นจ้านไม่เข้าเรื่อง เห็นทีตำแหน่งแม่นมนี้คงต้องจบลงเพียงเท่านี้ หากปล่อยให้ลี่อิ่นทำแบบนี้ต่อไปแทนที่ครอบครัวจะกลับมาปรองดองกัน มีหวังจวนของเขาคงได้วุ่นวายไม่จบไม่สิ้น “ท่านแม่ทัพเรียกข้ามามีเรื่องใดหรือเจ้าคะ” “ตอนนี้เฉียนอี้โตพอที่จะไม่ต้องการแม่นม ข้าเห็นว่าตำแหน่งนี้คงต้องจบลงเพียงเท่านี้ เจ้าอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้วถึงเวลาที่ต้องให้อิสระแก่เจ้า ข้าจะให้เงินเจ้าต
ทันที่ได้ยินคำพูดเมื่อครู่ของนาง เฉียนหยางรีบสาวเท้าเดินไปยังอีกห้องซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก จนกระทั่งสวี่อี้เหรินกลับเรือนไปเขาถึงได้โผล่หน้าเข้าไปหาลูกชาย “ทำอะไรอยู่รึ” “ข้ากำลังจะพาคุณชายไปอาบน้ำเจ้าค่ะ” “ไม่จำเป็น วันนี้ข้ากับเขาจะอาบน้ำด้วยกันระหว่างนี้เจ้าก็ไปพักผ่อนเถิด” “แล้วมื้อเย็นล่ะเจ้าคะ” “ข้าสั่งให้พ่อครัวเตรียมไว้แล้ว เฉียนอี้ เจ้าอยากแช่น้ำกับพ่อหรือไม่” เขาถามบุตรชาย “ขอรับ” “ถ้าเช่นนั้นพวกเราไปกันเถอะ” ว่าพลางจูงมือลูกชายไป สองพ่อลูกแช่น้ำด้วยกันราวหนึ่งเค่อ พอเห็นสายตาของบิดาเอาแต่เพ่งเล็งมาที่เขา แต่กลับไม่ยอมพูดจาสักนิดทำให้อดถามมิได้ “ท่านพ่อ จ้องหน้าลูกทำไมหรือขอรับ” “เจ้าน่ะ ยอมให้โอกาสนางแล้วอย่างนั้นหรือ” “หมายถึงใครหรือขอรับ” “ก็...สตรีจากเรือนฝั่งตะวันออกอย่างไรเล่า” “เป็นเพราะท่านอาจารย์สอนไว้ว่าต้องกตัญญูต่อบิดามารดา อีกทั้งท่านอาจารย์ยังบอกว่าโจรชั่วยังสามารถกลับใจกลายเป็นคนดีได้ ลูกเลยคิดว่ากับนางก็เช่นกัน ควรให้โอกาสนางส
สองมือเล็กชูขึ้นเหนือหัวแล้วบิดขี้เกียจ วันนี้เป็นวันที่สามที่เธอไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุกตั้งแต่ตีห้าเพื่อลงไปทำอาหารให้สามี ลี่จวินตื่นนอนตอนหกโมงเช้าและลงมาข้างล่างตอนเจ็ดโมงเพื่อลงมากินแซนวิชกับกาแฟที่แม่บ้านเป็นคนเตรียมไว้ให้ “หน้าตาคุณนายดูสดใสขึ้นนะคะ” ป้าซือเอ่ยทั้งรอยยิ้ม เ
“ทำตัวไม่สมเป็นแกเลยนะ” สวี่หยางเหยียดยิ้มบอก “เธอน่ารำคาญชะมัด ฉันไม่อยากจะเชื่อว่าแกจะเคยคบกับยายนั่นมาตั้งนาน” บอกด้วยเสียงหงุดหงิด เขาไม่รู้ว่าทำไมเพื่อนของเขาถึงได้ให้เธอมาทำหน้าที่นี้ด้วย ลูกคุณหนูอย่างเหม่ยซินที่ไม่เคยต้องลำบากลำบนทำอะไรเอง แต่กลับอยากมาเป็นผู้ช่วยเลขาเนี
เนื่องจากเธอไม่ได้ทำงานนอกบ้านทำให้มีเวลาว่างมากพอควร จึงได้ตัดสินใจจ้างเชฟมาสอนทำอาหารที่บ้าน โดยมีเหตุผลสำคัญคือพี่สวี่หยาง รสชาติอาหารฝีมือเธอคงไม่ค่อยถูกปากเขานักถึงได้ไม่เคยชมเธอเลยสักครั้ง เอาไงเอากันเธอจะต้องฝึกทำอาหารให้ถูกปากเขาให้ได้จนกว่าจะได้รับคำชมจากปากชายหนุ่ม คิดอย่างขมักเ
แม้บ้านของตระกูลสวี่จะหลังใหญ่แต่กลับไร้ชีวิตชีวา เพราะบ้านหลังนี้มีเพียงลี่จวินกับสามีอยู่อาศัยด้วยกันสองคน ส่วนมารดาสามีอย่างอดีตคุณนายสวี่ได้ย้ายไปอยู่ที่ เซี่ยงไฮ้แทน ขณะมองไปที่รูปแต่งงานขนาดใหญ่ที่ติดไว้ตรงห้องโถงใหญ่ทำให้หวนคิดถึงอดีต ตอนที่เพิ่งแต่งมาเป็นสะใภ้บ้านนี้ปี 1981 งานแ







