LOGIN“ก๊อก ก๊อก ก๊อก” ลี่จวินเคาะประตูเบา ๆ สามครั้ง ทว่ายังไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากคนที่อยู่ข้างใน เธอจึงถือวิสาสะเดินเข้าไป
“พรุ่งนี้เช้าพี่สวี่หยางจะกินอะไรดีคะ ฉันจะได้ให้แม่บ้านเตรียมไว้ให้” เหม่ยซินถามขึ้น ขณะกำลังนวดไหล่ให้ชายหนุ่ม โดยที่ทั้งคู่ไม่รู้ว่าประตูห้องได้เปิดออกแล้ว พร้อมกับร่างบางเดินเข้ามาด้านใน
“ไม่มีมารยาท ทำไมถึงไม่เคาะประตูก่อน” เหม่ยซินชักสีหน้าใส่ผู้มาใหม่ด้วยความไม่พอใจ
“ฉันเคาะแล้วนะคะ แต่พวกคุณไม่ได้ยินเอง”
“เธอมาที่นี่ทำไม” สวี่หยางถามขึ้นพร้อมกับบอกให้ผู้ช่วยเลขาหยุดนวดไหล่ เขาจำได้ว่าแผนกบัญชีทำงานอยู่คนละชั้นกับเขา แล้วเหตุใดเธอถึงได้โผล่หน้ามาที่ได้
“ฉันเอาเอกสารมาให้เซ็นค่ะ” ว่าพลางวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะ แล้วยืนเก็บมือด้วยท่าทางเรียบร้อย ผิดกับความรู้สึกข้างในที่รู้สึกเจ็บปวดจนแทบจะยืนไม่อยู่
“คุณคงไม่ได้คิดว่าท่านประธานจะเซ็นเอกสารให้คุณทันทีหรอกใช่ไหมถึงได้ยืนรออยู่แบบนี้น่ะ” ลี่จวินไม่ได้ตอบ เธอทำเพียงก้มหน้ามองพื้นอย่างไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้รับหน้าที่นี้
“คุณกลับไปก่อนเถอะ ถ้าผมเซ็นเสร็จแล้วจะให้เลขาซูนำไปให้แผนกบัญชีเอง” เขาพูดกับเธออย่างสุภาพราวกับคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ทำให้เหม่ยซินยิ้มเยาะในใจ ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นภรรยาของพี่ สวี่หยาง ก็แค่อยากแกล้งให้เสียหน้าเล่นเท่านั้นเอง
“ค่ะ” ตอบได้แค่นี้แล้วเดินออกจากห้องไป พอเห็นแบบนี้ก็พอเข้าใจขึ้นมาบ้างว่าทำไมเขาถึงได้รีบเดินทางออกจากบ้านนัก เดิมทีคิดว่าเป็นเพราะไม่อยากเห็นหน้าเธอ แต่ที่ไหนได้เป็นเพราะเขามีคนคอยดูแลแล้วนี่เอง
ระหว่างเดินกลับไปที่แผนกของตัวเองเธอได้เดินสวนกันกับเลขาซูจึงได้ร้องทักขึ้น
“เลขาซู”
“ครับ เอ่อ คุณลี่จวิน” ตอนแรกเขามีท่าทีอึกอัก เพราะไม่รู้ว่าควรเรียกหญิงสาวว่าอย่างไรดี
“วันนี้ถ้าเลิกงานแล้ว ช่วยโทรมาหาฉันทีนะคะ ฉันมีเรื่องอยากถามหน่อยน่ะค่ะ”
“อ้อ ได้สิครับ”
ซูฉีเดินกลับเข้าไปข้างในห้องของเจ้านายถึงได้รู้ว่าเรื่องที่ลี่จวินอยากถามเขาคือเรื่องอะไร เขาไม่คิดจะปิดบังเธออยู่แล้วว่าสองคนนั้นเคยเป็นแฟนกันมาก่อน ทำอะไรไว้ต้องรับผิดชอบเอง
“ทำไมถึงเอาแต่มองหน้าฉันตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”
“เหม่ยซิน คุณออกไปก่อน”
“แต่ว่า”
“ไม่มีมารยาท” ซูฉีพูดใส่เหม่ยซินทันที โดนไล่ขนาดนี้ยังหน้าด้านอยู่ต่ออีก ถ้าหากไม่หน้าหนาจริงคงจะทำไม่ได้ สงสารก็แต่คุณนายที่ต้องมาเจอเรื่องพวกนี้ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดด้วยซ้ำ
ก่อนเดินออกไปเธอจ้องหน้าเลขาหนุ่มด้วยสายตาชิงชังอย่างไม่ปิดบัง ก้างชิ้นใหญ่ที่คอยกีดกันแผนของเธอก็คือซูฉีคนนี้!
“ระหว่างทางฉันเจอคุณลี่จวิน”
“แล้วยังไง”
“เธอขอให้ฉันโทรหาตอนเลิกงาน แกรู้ไหมว่าทำไม” สวี่หยางไม่ได้ตอบคำถาม
“เรื่องของแกกับเหม่ยซินคงปิดบังภรรยาแกไม่ได้แล้ว และฉันจะไม่โกหกเธอด้วย”
“ถ้าอย่างนั้นแกจะบอกเธอว่าอะไร”
“ก็แค่พูดความจริง เธอถามอะไรมาฉันก็จะตอบสิ่งที่ฉันรู้”
“ก็ดี เธอจะได้รู้ตัวสักทีว่าต่อจากนี้ไปควรทำตัวแบบไหน”
“แกรู้ดีใช่ไหมว่าที่นี่มีคนของแม่แกอยู่”
ทำไมเขาจะไม่รู้ หูตาของแม่เขาไวยิ่งกว่าสับปะรดเสียอีก เรื่องที่ให้ลี่จวินมาทำงานที่นี่ก็เพราะว่าระแคะระคายเรื่องที่เขาให้แฟนเก่ามาเป็นผู้ช่วยเลขา
“แล้วยังไง ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย”
“อย่ามาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน”
“ฉันไม่มีทางเสียใจ”
ช่วงเวลาเกือบสองทุ่มลี่จวินถึงได้รับสายจากเลขาซูเพื่อถามเรื่องที่ตัวเองอยากรู้
“ฉันกำลังรออยู่เลยค่ะ” เธอกรอกเสียงลงไปทันทีที่รับสาย
“มีเรื่องอะไรอยากถามผมเหรอครับ”
“ฉันอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงที่เป็นผู้ช่วยเลขาของคุณน่ะค่ะ”
“เธอชื่อเหม่ยซิน เป็นรุ่นน้องสมัยเรียนมหาวิทยาของท่านประธาน อ้อ ผมลืมบอก เธออายุมากกว่าคุณนายหนึ่งปี”
“ที่ฉันอยากรู้คือ ความสัมพันธ์ของพวกเขา คุณเลขาคงไม่รู้ว่าเขาไม่เคยยิ้มให้ใครด้วยซ้ำ แต่วันนี้ฉันกับเห็นเขาพูดไปยิ้มไปกับผู้ช่วยเลขาคนนั้น” ท้ายประโยคเธอพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พยายามไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมา
“ผมจะไม่โกหกคุณหรอกนะครับ เป็นอย่างที่คุณสงสัย ทั้งคู่เคยคบกันมาก่อน ก่อนที่จะมาแต่งงานกับคุณนาย”
“แค่นี้แหละค่ะ ที่ฉันอยากได้ยิน พวกเขาคงรักกันมากสินะ ถึงได้มาพลอดรักกันถึงที่ทำงานแบบนี้”
“คุณลี่จวินอย่าเพิ่งเข้าใจผิด ถึงแม้ท่านประธานกับเหม่ยซินจะเคยเป็นแฟนกัน แต่พวกเขาไม่เคยมีอะไรเกินเลยกัน ผมยืนยันได้”
“ขอบคุณที่ช่วยพูดปลอบใจฉันนะคะ” พูดจบจึงวางสาย ถึงแม้อยากจะเชื่อสิ่งที่เลขาซูเป็นคนบอก แต่ทว่ารอยลิปสติกที่ติดอยู่บนผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นเธอยังคงจำได้ขึ้นใจ
ถ้าเขาไม่อยากกินอาหารที่เธอเป็นคนทำนัก เธอก็จะไม่ทำอีก ส่วนเรื่องเสื้อผ้าเองเช่นกัน จากนี้ไปเธอจะไม่เสียเวลามาซักมันให้เขาอีก สิ่งที่เธอเคยทำเธอจะยกให้เป็นหน้าที่ของแม่บ้านตามเดิม
ฤดูใบไม้ผลิย่างเข้ามาพร้อมกับดอกไม้ที่เริ่มออกดอกบานสะพรั่งไปทั่วทั้งสวน สวี่อี้เหรินที่กำลังยืนรอลูกชายอยู่ที่หน้าเรือนคนเดียวเหม่อมองทิวทัศน์โดยไม่รู้ตัวว่าแม่ทัพหนุ่มได้แอบมองนางอยู่ก่อนแล้ว “รองเท้าของเจ้าเริ่มเก่าแล้ว ข้าให้หลี่จื้อไปซื้อรองเท้าคู่ใหม่ให้เจ้า” “ท่านมาตั้งแต่เมื่อใด” เอ่ยด้วยเสียงตกใจ “ถ้าเจ้าไม่เอาแต่เหม่อคิดถึงผู้ใดอยู่คงเห็นข้านานแล้ว” บอกพร้อมกับเดินจับมือร่างบางไปนั่งที่ศาลาริมน้ำ แล้วบรรจงถอดรองเท้าคู่เก่าออกจากนั้นใส่คู่ใหม่ให้นาง “ท่านแม่ทัพรู้จักอ่อนโยนด้วยหรือเจ้าคะ” “แค่กับเจ้าและลูกเท่านั้น ส่วนคนอื่นก็ตามที่เจ้าเห็น” “ข้าแค่ยังไม่ชินเท่านั้นเอง” เอ่บอกไปตามตรง สองสามเดือนผ่านมานี้การกระทำของเขาต่างจากเมื่อก่อนสิ้นเชิงจนนางเองก็ตกใจจนบางครั้งอดคิดไม่ได้ว่าตนกำลังนอนฝันอยู่ “อีกหน่อยก็ชิน” “ท่านพ่อ ท่านแม่” “ลูกแม่ เจ้ามาแล้วหรือ” “ทำไมทำหน้าแบบนั้น เกิดอันใดขึ้นรึ” เฉียนหยางถามบุตรชาย เมื่อเห็นเขาเอาแต่ทำหน้าเศร้า “ท่านพ่อจำคนแซ่ตู้ได
“คงจะเป็นอย่างนั้น ข้าคิดว่าข้ากำลังเปิดใจ” หลังจากคิดถี่ถ้วนอยู่นานถึงได้เอ่ยขึ้น แม้ในอดีตเขากับนางไม่ค่อยลงรอยกันสักเท่าใดนัก ครั้นมองหน้าลูกชายที่ตั้งแต่มารดาแท้ ๆ ของตัวเองฟื้นคืนสติกับมา พ่ออย่างเขาค่อย ๆ เห็นรอยยิ้มที่ผุดขึ้นมาบนใบหน้าเล็ก เขาอยากเห็นลูกมีความสุขอีกอย่างสตรีตรงหน้านี้ได้เปลี่ยนไปจากในอดีตพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาเองก็ควรให้โอกาสนางเช่นกัน เขาไม่รู้ว่าตัวเองเริ่มหวั่นไหวกับฮูหยินอย่างนางตั้งแต่เมื่อใด บางทีอาจเป็นตอนที่ไปงานเลี้ยงสกุลเจิ้งกระมัง “แล้วมาบอกเรื่องนี้กับข้าทำไม ข้าไม่ได้อยากรู้เสียหน่อย” แม้ปากจะพูดเช่นนี้ ทว่ากลับหน้าแดงสวนกับคำพูด “ไม่ให้บอกเจ้า แล้วจะให้ข้าบอกผู้ใด เจ้าเป็นมารดาของลูกชายข้า มิหนำซ้ำยังเป็นภรรยาของข้าด้วย” “ข้าขอตัวกลับก่อนนะเจ้าคะ” ในขณะทำกำลังเอี้ยวตัวกลับ ร่างของนางได้ลอยขึ้นจากพื้นเข้าสู่อ้อมอกของผู้เป็นสามี เฉียนหยางอุ้มภรรยามายังห้องอาบน้ำพร้อมกับวางตัวนางลงในอ่างทำให้ตัวเปียกด้วยกันทั้งคู่ “ช่วยอาบน้ำให้ข้าหน่อยได้หรือไม่” เอ่ยด้วยน้ำเสียงมีเลสนัยอย่างไม่ปิดบั
“ท่านแม่ทัพ” “มีอะไร” “คุณชายตัวร้อนเจ้าค่ะ” “เจ้าเรียกท่านหมอมาแล้วรึยัง” ร่างสูงหรี่ตามองผู้มาใหม่ นี่ก็เริ่มดึกแล้วเหตุใดแต่สตรีตรงหน้ายังไม่เข้านอน อีกอย่างเขารู้อยู่ก่อนแล้วว่าเฉียนอี้ไปนอนที่เรือนฝั่งตะวันออก “ยังเจ้าค่ะ ข้าเห็นว่าดึกแล้วเลยไม่อยากรบกวนคนอื่น” “แต่กลับมารบกวนข้า” ลี่อิ่นก้มหน้ามองพื้นอย่างไม่รู้ว่าควรตอบอันใดกลับไป จนเขาพูดขึ้นอีกครั้งถึงทำให้นางยิ้มออกได้บ้าง “เดินนำทางสิ” ว่าพร้อมลุกขึ้นยืน ตอนนี้เขากับนางอยู่ด้วยกันตามลำพัง ส่วนหลี่จื้อเขาได้ให้กลับไปพักผ่อนแล้ว เมื่อเดินมาถึงนางรีบเปิดประตูห้องนอนของเฉียนอี้ทันทีประหนึ่งกลัวถูกคนจับได้ แม่ทัพหนุ่มเดินเข้ามาภายในห้องที่มืดสนิทขณะจมูกสูดกลิ่นกำยานเข้าเต็มปอด ที่เขายอมตามมาแต่โดยดีเหตุผลหนึ่งก็เพราะอยากรู้ว่านางคิดจะทำอะไรกันแน่ “ท่านแม่ทัพ” ลี่อิ่นเข้าสวมกอดบุรุษที่ตนรักจากด้านหลัง “เจ้าคิดว่าตัวเองกำลังทำอันใดอยู่” เขาถามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “ลี่อิ่นรักท่าน รักมานานแล้ว ท่านเองก็คิดเช่
นับว่าเป็นครั้งแรกที่ได้พบเจิ้งเผิงโหวตั้งแต่ที่นางมาอยู่ในร่างของสวี่อี้เหริน นางมองบุรุษตรงหน้าด้วยแววตาเรียบเฉยไร้ซึ่งความรู้สึกทำให้ฮูหยินที่ยืนอยู่ข้างชายหนุ่มอดรู้สึกแปลกใจไม่น้อย มีผู้ใดในเมืองไม่รู้บ้างว่าสวี่อี้เหรินชอบพอสามีนางมากเพียงไร แม้ตัวเองจะออกเรือนไปแล้วแต่ยังไม่วายมายุ่งวุ่นวายกับเขาจนตระกูลเจิ้งต้องรีบให้ท่านโหวแต่งงานกับนางเมื่อครึ่งปีก่อน “ยินดีกับท่านโหวและฮูหยิน” นางยิ้มบอก งานเลี้ยงวันนี้นางเดินทางมาพร้อมสามีที่ตอนนี้เอาแต่นิ่งเงียบไม่ยอมพูดจาสักคำ “ขอบคุณที่พวกท่านทั้งสองที่อุตส่าห์เดินทางมาร่วมงาน” “ข้าต้องมาอยู่แล้ว ฝ่าบาทพระราชทานจวนใหม่ให้พวกท่าน เรื่องน่ายินดีเช่นนี้มีหรือข้าจะพลาดโอกาส” “เชิญฮูหยินกับท่านแม่ทัพด้านใน ข้าจะให้สาวใช้นำทางพวกท่านไป” สิ้นคำพูดของฮูหยินเจิ้งทั้งคู่เดินตามหลังสาวใช้มาเงียบ ๆ จนกระทั่งได้อยู่ด้วยกันตามลำพังเขาถึงได้ปิดปากพูด “เจอคนรักเก่าทั้งที ทำไมไม่อยู่พูดจากับเขาให้นานขึ้นอีกหน่อย” “ท่านพูดถึงผู้ใดกัน” “หึ จะเป็นใครได้เล่าถ้าไม่ใช้เจ
ลี่อิ่นหน้าเจื่อนลงถนัดตา ขณะในใจกำลังคิดยกเหตุผลขึ้นมาอ้าง “อีกอย่างงานในจวนข้าคุ้นชินกับมันแล้ว และยังมีพ่อบ้านเหมากับท่านป้าหลายคนคอยช่วย ตอนนี้ฮูหยินอย่างข้าก็แค่อยากทำหน้าที่มารดาดูบ้าง ข้าคิดว่าเจ้าที่เป็นแม่นมคงเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่อยู่บ้าง จริงหรือไม่” เอ่ยเสียงเศร้าเรียกร้องความเห็นใจจากลูกชาย “แม่นม เรื่องนี้ท่านไม่ต้องกังวล ข้ากับท่านพ่อพูดคุยกันแล้ว อีกอย่างนางเป็นแม่ของข้า” “นั่นสินะเจ้าคะ ข้าเป็นแค่แม่นมมีหรือจะกล้าคิดเทียบเคียงฮูหยิน” สาวใช้ในเรือนของบุตรชายคาบข่าวไปบอกแม่ทัพหนุ่มถึงที่ ทำให้คิ้วหนาขมวดเข้าหากัยยุ่งเมื่อคิดว่าแม่นมของลูกชายจุ้นจ้านไม่เข้าเรื่อง เห็นทีตำแหน่งแม่นมนี้คงต้องจบลงเพียงเท่านี้ หากปล่อยให้ลี่อิ่นทำแบบนี้ต่อไปแทนที่ครอบครัวจะกลับมาปรองดองกัน มีหวังจวนของเขาคงได้วุ่นวายไม่จบไม่สิ้น “ท่านแม่ทัพเรียกข้ามามีเรื่องใดหรือเจ้าคะ” “ตอนนี้เฉียนอี้โตพอที่จะไม่ต้องการแม่นม ข้าเห็นว่าตำแหน่งนี้คงต้องจบลงเพียงเท่านี้ เจ้าอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้วถึงเวลาที่ต้องให้อิสระแก่เจ้า ข้าจะให้เงินเจ้าต
ทันที่ได้ยินคำพูดเมื่อครู่ของนาง เฉียนหยางรีบสาวเท้าเดินไปยังอีกห้องซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก จนกระทั่งสวี่อี้เหรินกลับเรือนไปเขาถึงได้โผล่หน้าเข้าไปหาลูกชาย “ทำอะไรอยู่รึ” “ข้ากำลังจะพาคุณชายไปอาบน้ำเจ้าค่ะ” “ไม่จำเป็น วันนี้ข้ากับเขาจะอาบน้ำด้วยกันระหว่างนี้เจ้าก็ไปพักผ่อนเถิด” “แล้วมื้อเย็นล่ะเจ้าคะ” “ข้าสั่งให้พ่อครัวเตรียมไว้แล้ว เฉียนอี้ เจ้าอยากแช่น้ำกับพ่อหรือไม่” เขาถามบุตรชาย “ขอรับ” “ถ้าเช่นนั้นพวกเราไปกันเถอะ” ว่าพลางจูงมือลูกชายไป สองพ่อลูกแช่น้ำด้วยกันราวหนึ่งเค่อ พอเห็นสายตาของบิดาเอาแต่เพ่งเล็งมาที่เขา แต่กลับไม่ยอมพูดจาสักนิดทำให้อดถามมิได้ “ท่านพ่อ จ้องหน้าลูกทำไมหรือขอรับ” “เจ้าน่ะ ยอมให้โอกาสนางแล้วอย่างนั้นหรือ” “หมายถึงใครหรือขอรับ” “ก็...สตรีจากเรือนฝั่งตะวันออกอย่างไรเล่า” “เป็นเพราะท่านอาจารย์สอนไว้ว่าต้องกตัญญูต่อบิดามารดา อีกทั้งท่านอาจารย์ยังบอกว่าโจรชั่วยังสามารถกลับใจกลายเป็นคนดีได้ ลูกเลยคิดว่ากับนางก็เช่นกัน ควรให้โอกาสนางส
สองมือเล็กชูขึ้นเหนือหัวแล้วบิดขี้เกียจ วันนี้เป็นวันที่สามที่เธอไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุกตั้งแต่ตีห้าเพื่อลงไปทำอาหารให้สามี ลี่จวินตื่นนอนตอนหกโมงเช้าและลงมาข้างล่างตอนเจ็ดโมงเพื่อลงมากินแซนวิชกับกาแฟที่แม่บ้านเป็นคนเตรียมไว้ให้ “หน้าตาคุณนายดูสดใสขึ้นนะคะ” ป้าซือเอ่ยทั้งรอยยิ้ม เ
ร่างสูงตื่นขึ้นมาในช่วงสายของอีกวันพร้อมกับอาการปวดหัว ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นหยดเสือดสีแดงสดบนเตียงนอนทำให้ความทรงจำเมื่อคืนผุดขึ้นมา เขาแทบจะตะโกนออกมาเพราะสิ่งที่ตัวเองตั้งใจเอาไว้ว่าจะไม่แตะต้องเธอแม้แต่ปลายนิ้วได้มลายหายไปในชั่วพริบตาเดียวเพียงเพราะน้ำเมา ลี่จวินที่ตื่นเช้าเหมือนท
หลังจากทั้งคู่กินข้าวเสร็จได้กลับมาที่บริษัทเหมือนปกติ แต่วันนี้พิเศษตรงที่เขามีนัดไปดื่มฉลองกับหุ้นส่วนหลังเลิกงาน “ได้เวลาแล้วครับ” เลขาซูเดินเข้ามาพร้อมกับยกมือขวาขึ้นมาดูเวลา เหม่ยซินที่อยู่ในห้องด้วยถามขึ้นด้วยความอยากรู้ว่าทั้งคู่จะไปที่ไหน “จะไปไหนกันเหรอคะ”
ตั้งแต่สามีของเธอกลับมาถึงก็ไม่พูดไม่จา ไม่ว่าเธอจะถามอะไรไปก็ไม่ยอมตอบ มีเพียงเรื่องเดียวที่ลี่จวินนึกออกคงเป็นเพราะเรื่องที่เธอจะไปทำงานล่ะมั้ง แต่ถึงอย่างไรเขาไม่ควรโกรธเธอมากถึงขนาดนี้ “ทะเลาะกับคุณแม่มาเหรอคะ” “ในเมื่อรู้ดีอยู่แล้วจะถามทำไม” “ถ้าพี่สวี่หยางไม่อยาก







