تسجيل الدخولสามปีกับการเฝ้ารอร้องขอความรักจากสามีแสนเย็นชา ทว่ายังไร้ซึ่งวี่แววว่าลี่จวินจะสมหวัง ที่ผ่านมาเธอคอยดูแลเอาใจใส่เขามากเท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะสามารถทำเพื่อผู้ชายที่ตัวเองรักได้ จนกระทั่งวันหนึ่งถึงได้รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นไร้ค่ายิ่งกว่าเศษฝุ่นที่ลอยในอากาศ เมื่อรู้ว่าในใจของเขามีใครคนหนึ่งซ่อนอยู่เสมอมา เธอพอแล้วกับการรอคอยความรักจากคนที่ไม่ได้รักเธอ ถ้าเขาอยากหย่านัก เธอจะไม่รั้งเขาไว้อีก
عرض المزيدแม้บ้านของตระกูลสวี่จะหลังใหญ่แต่กลับไร้ชีวิตชีวา เพราะบ้านหลังนี้มีเพียงลี่จวินกับสามีอยู่อาศัยด้วยกันสองคน ส่วนมารดาสามีอย่างอดีตคุณนายสวี่ได้ย้ายไปอยู่ที่ เซี่ยงไฮ้แทน ขณะมองไปที่รูปแต่งงานขนาดใหญ่ที่ติดไว้ตรงห้องโถงใหญ่ทำให้หวนคิดถึงอดีต ตอนที่เพิ่งแต่งมาเป็นสะใภ้บ้านนี้
ปี 1981
งานแต่งงานของลูกชายคนเดียวของตระกูลสวี่ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ภายในงานมีแขกเหรื่อที่มาร่วมงานหลายร้อยคน งานแต่งงานที่ควรชื่นมื่นมีความสุขแต่กลับมีเพียงความเย็นชาของผู้เป็นสามีที่ส่งมาให้คนที่เป็นเจ้าสาว เขาไม่เคยพิศวาสเธอ และไม่เคยแม้แต่จะอยากข้องแวะด้วย แต่เป็นเพราะคำสั่งของมารดาทำให้สวี่หยางต้องแต่งงานกับหญิงสาวอย่างไม่เต็มใจ ในขณะที่ลี่จวินหลงรักเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน
“สวี่หยาง ลูกต้องดูแลลี่จวินให้ดี ตอนนี้คนที่เธอจะสามารถพึ่งพาได้มีแค่ลูกคนเดียว” สือจิ่วเหรินบอกลูกชาย
เขาก็พอรู้มาบ้างว่าลี่จวินคนนี้ไร้ญาติขาดมิตร แม้แต่แม่แท้ ๆ ก็จากไปแล้ว แต่ไม่ใช่ข้ออ้างที่เขาต้องแต่งเธอมาเป็นภรรยาเสียหน่อย ความสงสารเขาพอมีให้เธอยู่บ้าง แต่ความรักอย่าได้หวัง
“แม่กลับไปได้แล้วครับ ถึงเวลาที่เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวจะเข้าหอแล้ว” แทนที่จะรับคำผู้เป็นแม่ แต่ชายหนุ่มเลือกเอ่ยไล่แทน
“ลูกคนนี้นี่” คุณนายสวี่ส่ายหน้าระอา ลูกชายเธอทำตัวเหมือนเมื่อสี่ปีก่อนไม่มีผิด ลี่จวินเป็นผู้หญิงเรียบร้อยอ่อนหวาน มิหนำซ้ำยังน่ารักอ่อนโยน และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เธอเลือกลี่จวินมาเป็นลูกสะใภ้ก็เพราะว่าเธอเป็นลูกสาวของเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่ตอนนี้ได้จากโลกนี้ไปแล้ว
คล้อยหลังมารดาเขาได้ถอดชุดออกแทบทันทีด้วยความหงุดหงิด ในขณะที่หญิงสาวเอาแต่นั่งเงียบอยู่ที่เตียงนอน
“สมใจเธอแล้วนี่” ไม่วายหันไปพูดจาไม่ดีใส่คนที่ไม่รู้เรื่องราว
“ถ้าพี่สวี่หยางไม่อยากแต่ง ทำไมไม่บอกคุณป้าล่ะคะ”
“แล้วเธอคิดว่าฉันไม่ได้บอกแม่ตัวเองงั้นเหรอ”
ลี่จวินไม่ได้ตอบกลับ เธอเพียงถอนหายใจแล้วถอดเครื่องประดับออก สุดท้ายคืนเข้าหอผ่านไปโดยที่เจ้าบ่าวนอนหันหลังให้เจ้าสาว ส่วนเจ้าสาวได้แต่มองแผ่นหลังของสามีหมาด ๆ ทั้งน้ำตา ก่อนผล็อยหลับไป
พอมองไปที่รูปแต่งงานที่เธอยืนคล้องแขนกับเขา ทั้งเธอและเขาต่างยิ้มออกมาราวกับว่าวันนั้นมีความสุขมาก ดูแล้วก็น่าขำที่เห็นเขายิ้ม ภายใต้รอยยิ้มนี้เธอรู้ดีว่าภายในใจของเขานั้นฝืนทนมากแค่ไหน แม้จะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเขาไม่ได้รักเธอ แต่ก็ยังมีความหวังว่าสักวันคนที่ตัวเองรักจะรักตัวเองตอบเช่นกัน ทว่าเผลอพริบตาเดียวเวลาได้ล่วงเลยมาสามปีแล้ว แต่ยังไร้วี่แววว่าลี่จวินจะสมหวัง
ตั้งแต่แต่งงานมาเธอกลายเป็นแม่บ้านเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหรืออาหาร ลี่จวินล้วนเป็นคนลงมือทำด้วยตัวเองทั้งหมด แม้ว่าจะมีแม่บ้านก็ตามที เป็นเพราะใส่ใจผู้เป็นสามีถึงได้ยอมเหนื่อยเพื่อทำเรื่องพวกนี้
“กลับมาแล้วเหรอคะ” เสียงเล็กถามสามีเหมือนเช่นทุกวัน ช่วงเย็นเธอมักมานั่งรอสามีกลับบ้านอยู่ที่ห้องโถงจนบางครั้งเผลอหลับไปโดยที่ไม่รู้ตัวก็มี
“ฉันเคยบอกเธอแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าไม่ต้องรอ” สวี่หยางบ่นภรรยา งานของเขาเลิกไม่เป็นเวลาบางวันต้องทำงานยันเที่ยงคืน เพราะตระกูลสวี่มีหลายธุรกิจ ทว่ามีเพียงเขาที่เป็นหัวเรือใหญ่ต้องอยู่อนุมัติเอกสารกองโตอยู่ที่บริษัท ไม่ทำก็ไม่ได้ หากลืมเซ็นเอกสารแม้แต่แผ่นเดียวโพรเจกต์ต่าง ๆ อาจหยุดชะงักได้ซึ่งจะส่งผลต่อส่วนอื่น ๆ
“พี่สวี่หยาง ทำงานมาเหนื่อย ๆ ดื่มน้ำเย็น ๆ สักแก้วไหมคะ” เธอว่าพร้อมกับยื่นแก้วน้ำให้
“ฉันไม่หิว” สิ้นคำพูดจึงได้หันหลังขวับเดินขึ้นห้องนอนไป โดยไม่สนใจสักนิดว่าหญิงสาวจะรู้สึกเช่นไร
ลี่จวินเหยียดยิ้มแก้เก้อกับตัวเองแล้วดื่มน้ำเปล่าแก้วนั้นจนหมดแก้ว
“โดนดุอีกแล้วสิเรา”
ครั้นเดินขึ้นห้องมาก็เห็นว่าชายหนุ่มกำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนเตียง เธอจึงขึ้นไปนอนบนเตียง
“พี่สวี่หยาง”
“มีอะไร”
“เราแต่งงานกันมาสามปีแล้ว แต่ยังไม่เคยไปฮันนีมูนเลยสักครั้ง ถ้าหาก...”
“งานที่บริษัทยุ่งมาก เธอไม่เห็นเหรอว่าทุกวันนี้ฉันทำงานหนักแค่ไหน”
“ถ้าอย่างนั้น ฉันขอไปทำงานที่บริษัทได้ไหมคะ” เธอออดอ้อน ถึงแม้ว่าจะไม่เคยทำงานเลยตั้งแต่เรียนจบ ถึงอย่างนั้นเกรดเธอก็สวยพอตัว อีกอย่างเรียนจบบัญชีทั้งทีแต่กลับไม่ได้เอาสิ่งที่เรียนมาช่วยแบ่งเบาภาระสามีเลย ยิ่งทำให้รู้สึกผิดไปใหญ่
“ไม่ได้” เขาตอบกลับ โดยที่ไม่ต้องคิดด้วยซ้ำ มีอย่างที่ไหนที่จะให้ภรรยาตัวเองไปทำงานนอกบ้าน ไม่มีสามีคนไหนทำกัน อีกอย่างแม่ของเขาสั่งเอาไว้ว่าไม่ให้ลี่จวินทำงาน เพราะที่ผ่านมาเธอใช้ชีวิตลำบากมามากพอแล้ว เธอมีหน้าที่ดูแลเรื่องในบ้านกับใช้เงินที่เขาหามาก็พอแล้ว เขารวยถึงขนาดนี้ยิ่งไม่มีทางยอมให้ภรรยาตัวเองไปลำบากข้างนอก
“เป็นเพราะคุณแม่เหรอคะ” เอ่ยอย่างรู้ทัน มีหรือที่เธอจะไม่รู้ว่าแม่สามีรักและเอ็นดูเธอแค่ไหน ถึงแม้ตัวจะอยู่ไกลแต่ยังคอยเป็นห่วงเป็นใยเธอเสมอ
สวี่หยางพยักหน้าเป็นคำตอบ ก่อนวางหนังสือพิมพ์ไว้ที่โต๊ะข้างเตียงแล้วปิดไฟนอน ทำให้บทสนทนาของทั้งคู่จบลงในที่สุด
รุ่งเช้าลี่จวินลงมาเตรียมอาหารให้สามีเหมือนทุกวัน มื้อนี้พิเศษหน่อยเพราะว่าเป็นวันหยุด เธอเลยทำอาหารเพิ่มอีกสองสามเมนู
“อาหารพร้อมแล้วค่ะ” ร่างบางที่สวมผ้ากันเปื้อนร้องบอก เมื่อเห็นร่างสูงของสามีเดินมาถึงห้องอาหาร บ้านหลังนี้มีแม่บ้านอยู่หกคน ไม่รวมคนสวนกับคนขับรถอีกสามคน ทุกคนล้วนพักอาศัยอยู่ที่นี่
“ทำเยอะขนาดนี้จะกินหมดหรือ” เขาถาม เพราะทั้งโต๊ะมีอาหารอยู่ห้าหกอย่าง แต่มีคนกินแค่สองคนคือเขากับเธอ ส่วนคนอื่น ๆ กินมาแล้ว
“วันนี้เป็นวันหยุดเลยมีเวลาทำอาหารเพิ่มอีกหน่อย คิดว่าพี่คงเบื่อเมนูเดิม ๆ ฉันคิดว่าพี่คงอยากลองเมนูใหม่ ๆ ดูบ้าง”
“งั้นเหรอ” แม้ปากจะพูดแบบขอไปที แต่กลับใช้ช้อนตักอาหารทั้งหมดไปชิม เขามีเรื่องโชคดีอยู่หนึ่งอย่างคือมีภรรยาทำอาหารอร่อย
“อร่อยไหมคะ” เธอถาม พร้อมกับจ้องคนตรงหน้าด้วยแววตาแวววับ คาดหวังว่าจะได้รับคำชมจากผู้เป็นสามี
“รสชาติพอกินได้”
เมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของร่างบาง เขาทำเป็นมองไม่เห็น ไม่ว่าหญิงสาวจะรู้สึกอย่างไรไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องใส่ใจด้วยซ้ำ ถึงแม้เธอจะเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของเขา แต่ไม่ใช่คนรักยิ่งไม่เห็นถึงความสำคัญที่ต้องมารักษาน้ำใจ
สวี่หยางบินไปกลับระหว่างปักกิ่งกับเซี่ยงไฮ้เป็นเวลาหนึ่งปีเศษ แม้เขาจะมีเวลาพักเพียงน้อยนิด แต่ก็อยากมาพบหน้าคนที่เขารักที่อยู่เซี่ยงไฮ้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาอีกกี่ปีเขารอได้เสมอ ขอแค่เธอเปิดใจให้เขาเหมือนทุกวันนี้ ขณะที่กำลังเดินไปห้องนอนของตัวเอง เขาทำงานหนักเสียจนหลงลืมไปว่าห้องนอนนั้นเปิดไฟอยู่ “กลับมาแล้วเหรอคะ” ทันทีที่ได้ยินเสียงหวาน ๆ ของลี่จวินเขาตบหน้าตัวเองหลายทีเพื่อเรียกสติ เมื่อคิดว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ “ตบหน้าตัวเองทำไมคะ” ว่าพร้อมกับเดินเข้ามาใกล้ หญิงสาวเขย่งปลายเท้าแล้วใช้มือทั้งสองข้างโน้มใบหน้าของลงมา จนใบหน้าของทั้งคู่ใกล้กันจนแทบจะกลายเป็นเนื้อเดียว “กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่” “เพิ่งมาถึงช่วงบ่ายค่ะ” “ทำไมถึงกลับมาล่ะครับ” “เพราะรักพี่ไงคะ ถ้าไม่รักคงไม่กลับมาหรอก” “แต่คราวก่อนพี่ขอร้องให้เธอกลับมาอยู่ที่นี่ เธอบอกว่ายังไม่อยากกลับไปไม่ใช่รึไง ทำไมถึงเปลี่ยนใจ” “มันเสียเวลา” “ฮะ อะไรนะ” เขาถามอย่างไม่เข้าใจ “พี่ไม่คิดว่าเราเส
เมื่อเคลียร์ค่ารักษาต่าง ๆ เสร็จแล้ว เข้าถึงได้เข็นรถเข็นเพื่อพาเธอขึ้นรถกลับบ้าน ซึ่งเวลาปาเข้าไปเกือบตีสามแล้ว “ไม่ง่วงนอนเหรอ” เขาถาม เมื่อเห็นว่าเธอนั่งนิ่งอยู่ที่โซฟา “ง่วงสิคะ แต่จะทำยังไงได้ล่ะ เท้าดันเป็นแบบนี้” “ไม่เห็นยากตรงไหนเลยนี่” “นี่พี่จะทำอะไร!” ด้วยความตกใจทำให้ลี่จวินหลุดเรียกเขาว่าพี่ออกมา “เธอง่วงนอนไม่ใช่รึไง พี่แค่จะพาเธอไปนอนก็แค่นั้น” พูดขึ้นหลังจากอุ้มหญิงสาว แล้วพาเธอขึ้นไปนอนที่ชั้นสอง “ลงไปได้แล้วค่ะ” ลี่จวินเอ่ยไล่ทันที ที่เขาวางเธอลงบนเตียงนอน “ขอนอนด้วยได้ไหม” เอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน เขาจะใช้มารยาผู้ชายทำให้เธอใจอ่อนให้ได้ “ไม่ค่ะ คุณลงไปนอนที่เดิมเลย” “พี่นอนพื้นก็ได้ ขอแค่ได้นอนห้องเดียวกับเราก็พอ” พูดด้วยความเอาแต่ใจ เขาจะไม่ยอมลงไปนอนข้างล่างแน่ “ฉันอยากนอนคนเดียว” “ก็นอนไปสิ พี่ไม่ได้จะนอนบนเตียงกับเธอสักหน่อย เธอได้นอนคนเดียวสมใจแน่ ๆ” พูดพลางถือวิสาสะเดินอ้อมไปอีกฝั่งของเตียงแล้วหยิบหมอนมาหนึ่งใบ จากนั้นปิดไฟนอนที่พื้นห้อง โดยไม่
หลายเดือนผ่านมาทำให้เธอคิดได้หลายอย่าง ว่าไม่ควรยึดติดกับสิ่ง ๆ หนึ่งมากเกินไปจนทำให้ตัวเองไม่มีความสุข สามปีที่เธอเอาแต่ยึดตึดว่าต้องได้ใจจากผู้ชายที่เธอรัก โดยไม่รู้ตัวว่าทำให้อีกฝ่ายนั้นรู้สึกอึดอัดและไม่มีความสุขแค่ไหน ต่อจากนี้ไปเธอจะไม่ยึดติดกับอะไรแบบนั้นอีกแล้ว เธอแค่ต้องเรียนรู้ที่จะหันกลับมารักตัวเองและมีความสุขได้ด้วยตัวเอง วันนี้เขานึกครึ้มอะไรขึ้นมาไม่รู้ถึงได้คิดอยากลองเข้าครัวทำอาหารดูสักครั้ง สวี่หยางใช้เวลาทอดไข่ดาวอยู่นาน แต่ไข่ทุกใบที่เขาทอดล้วนมีสภาพไม่ต่างจากใบแรกคือไหม้จนเกรียม ทำให้กลิ่นคละคลุ้งไปทั่วบ้าน ลี่จวินที่เพิ่งมาถึงเธอได้กลิ่นไหม้จึงรีบลนลานวิ่งมาดู เพราะกลัวว่าจะบ้านไฟไหม้ แต่ดันกลายเป็นว่าเห็นเขากำลังยืนทำหน้าหมดอาลัยตายอยากอยู่ที่เคาน์เตอร์ครัว “คุณทำอะไรน่ะ” “คุณอยากลองกินดูไหม” ร่างสูงยิ้มแก้เก้อด้วยความอับอาย ก่อนก้มมองไข่ดาวไหม้ ๆ ไม่ได้ต่างจากใจของเขาสักนิด เพียงแค่คิดความรู้สึกหดหู่ก็เริ่มก่อตัวขึ้น “ถ้าฉันกินคงมีแต่รสชาติขม แถมไข่ยังไหม้แบบนั้นถ้ากินเข้าไปมีหวังได้เป็นโรคมะเร็งแน่” ต
ถึงแม้ว่าสวี่หยางจะมาอยู่ที่นี่ได้หลายวันแล้ว ทว่าคนที่เขาอยากคุยด้วย ไม่ยอมแม้แต่จะปริปากพูดกับเขาสักคำ “จะออกไปไหนเหรอ” เขาถาม เมื่อเห็นว่าร่างบางแต่งตัวดูดีต่างจากปกติลิบลับ “เรื่องส่วนตัวค่ะ” บอกเขาเสียงนิ่ง ทำเอาคนฟังไปแทบไม่เป็น บทเธอจะพูดจาห้วนก็ทำซะเขาถามต่อไม่ได้ แต่มีหรือที่เขาจะยอมอยู่บ้านให้เวลาอันมีค่าผ่านไปเฉย ๆ แบบนี้ เธอไม่ได้บอกว่าไม่ให้เขาตามเธอไปด้วยสักหน่อย เพราะฉะนั้นเขาจะตามเธอไป วันนี้ลี่จวินมีนัดเดตกับคุณห่าวอี้ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในใจกลางเมืองเซี่ยงไฮ้ เขาเป็นผู้ชายที่คุณนายสวี่แนะนำให้ เขาเป็นคนสุภาพและอ่อนโยน ต่างจากอดีตสามีเธอราวฟ้ากับเหว ไม่แปลกที่เธอจะนัดเจอเขาเป็นครั้งที่สอง สวี่หยางที่แอบตามมาเห็นว่าหญิงสาวมีนัดเดตกับผู้ชายที่ร้านกาแฟกันสองต่อสอง เขาอยากมาเห็นกับตาว่าเธอเลิกรักเขาได้จริงหรือไม่ ถ้าหากเธอไม่ได้รักเขาแล้ว เขาคงรู้สึกเสียใจ แต่จะไม่ยอมแพ้แน่นอน “มาถึงนานรึยังคะ” “ไม่นานครับ เชิญนั่งก่อน” ร่างสูงลุกขึ้นยืนแล้วลากเก้าอี้ออกมาเพื่อให้เธอนั่งด้วยความสุภาพอย่างที่ไม่เคยได้รับ

















