ログインเซียวเหวินรุ่ยกลับเข้ามาภายในเรือนหลักของจวนจงหย่งโหว ชายหนุ่มไม่รอช้า มุ่งตรงไปยังห้องโถงกลางที่ซึ่งบิดาและมารดากำลังนั่งหารือกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขาประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม ก่อนจะเอ่ยแจ้งกำหนดการด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่เด็ดขาด"ท่านพ่อ ท่านแม่ อีกสามวันจะถึงวันมงคลสมรสแล้ว ลูกมาเรียนแจ้งให้ท่านเตรียมตัวขอรับ""อะไรนะ! อีกสามวัน" โหวฮูหยินอุทานแผ่วเบา ผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าฉายแววไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด "รุ่ยเอ๋อร์ เจ้าจะรีบร้อนเกินไปแล้ว งานมงคลของจวนโหวทั้งที ทั้งขบวนสินสอด การตกแต่งเรือนหอ แจกจ่ายเทียบเชิญขุนนางใหญ่อีก เวลาเพียงสามวันจะเตรียมทันได้อย่างไร ซ้ำร้าย เรื่องสตรีผู้นั้น แม่ยังมิได้...""ท่านแม่ขอรับ เรื่องนี้ลูกได้กราบทูลและถวายรายงานต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาทแล้ว" เซียวเหวินรุ่ยเอ่ยขัดขึ้นเสียงทุ้มแฝงด้วยความกดดัน "ผลงานความดีความชอบของเป่าลี่เซียนที่มณฑลเหวินเฉิงมีมากมาย นางใช้ความรู้ความสามารถระงับโรคระบาดร้ายแรง ช่วยชีวิตราษฎร การที่นางควบคุมสถานการณ์ได้รวดเร็วเช่นนั้น เท่ากับช่วยรักษาชีวิตของลูก และส่งเสริมเกียรติยศในหน้าที่การงานของลูกต่อราชสำนั
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเข้าเฝ้าและได้รับราชโองการยืนยันงานมงคลสมรสเป็นที่เรียบร้อย เซียวเหวินรุ่ยก็ไม่รั้งรอให้เป่าลี่เซียนต้องทนอึดอัดใจอยู่ในจวนโหวที่บุพการีของเขายังคงมีความขุ่นมัว ชายหนุ่มสั่งการให้จัดขบวนรถม้า นำพานางพร้อมด้วยครอบครัวตระกูลซ่ง มุ่งหน้าตรงไปยัง จวนตระกูลเป่าทันทีจวนตระกูลเป่าในยามนี้ แม้จะดูเงียบเหงาไปบ้างเพราะขาดเจ้านายผู้นำทัพมานาน แต่จวนเก่าแห่งนี้ยังดูสะอาดสะอ้านและสงบเงียบ เมื่อเป่าลี่เซียนก้าวเท้าผ่านประตูใหญ่เข้ามา พ่อบ้านเหอ ชายชราผู้ซื่อสัตย์ที่คอยเฝ้าดูแลจวนรกร้างนี้ด้วยความหวังอันริบหรี่มาโดยตลอดพลันเงยหน้าขึ้นมอง เมื่อเห็นร่างระหงที่คุ้นตา ชายชราถึงกับเบิกตากว้าง ไม้กวาดในมือร่วงหล่นลงพื้นโดยไม่รู้ตัว"คุณหนู ท่านกลับมาแล้วจริง ๆ หรือขอรับ" พ่อบ้านเหอฝูซอยเท้าก้าวเข้ามาหา ร่างกายสั่นเทาด้วยความปิติ ชายชราเอื้อมมือเหี่ยวย่นเข้าจับมือบางของนางไว้แน่น น้ำตาแห่งความตื้นตันไหลอาบแก้ม "โถ คุณหนู ข้าทั้งคิดถึง ทั้งเป็นห่วงท่านยิ่งนัก คิดว่าชีวิตนี้จะไม่ได้พบท่านอีกแล้ว"เป่าลี่เซียนน้ำตาคลอเบ้า นางบีบมือพ่อบ้านเหอเบา ๆ เพื่อปลอบประโลม "ท่านลุง ข้ากลับมาแล้
ขบวนเดินทางไกลจากมณฑลเหวินเฉิงใช้เวลาไม่นาน ในที่สุดก็เคลื่อนผ่านประตูเมืองหลวงเข้าสู่จวนขุนนาง รถม้าของเซียวเหวินรุ่ยแล่นมาจอดนิ่งสนิทลงที่หน้าป้ายของประตูจวนจงหย่งโหวบ่าวรับใช้ในจวนเมื่อเห็นว่าคุณชายใหญ่ผู้เป็นเสาหลักของตระกูลหวนคืน ต่างพากันวิ่งวุ่นเข้าไปรายงานด้านใน ทันทีที่เซียวเหวินรุ่ยประคองเป่าลี่เซียนก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาในห้องโถงหลัก ท่านโหวเซียวหย่งคังและโหวฮูหยินที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วต่างเผยสีหน้าดีใจจนปิดไม่มิด แต่ความปิตินั้นกลับคงอยู่ได้เพียงชั่วพริบตา เมื่อสายตาของบุพการีทั้งสองเหลือบไปเห็นสตรีที่เดินเคียงคู่บุตรชายเข้ามา"รุ่ยเอ๋อร์ เจ้ากลับมาแล้ว แม่คิดถึงเจ้ายิ่งนัก" โหวฮูหยินผุดลุกขึ้นก้าวเข้ามาหา สายตาจ้องมองเป่าลี่เซียนด้วยความเคลือบแคลง คิ้วเรียวขมวดมุ่น "แล้วนี่ เจ้าพาสตรีผู้นี้มาด้วยหมายความว่าอย่างไรกัน"เซียวเหวินรุ่ยประสานมือคำนับบิดามารดาด้วยท่าทีสุขุม แววตาคมกริบราบเรียบ ชายหนุ่มเอ่ยเสียงทุ้มหนักแน่น "ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกพาลี่เซียนกลับมาเพื่อเตรียมจัดพิธีมงคลสมรสตามราชโองการสมรสพระราชทานขอรับ""เหลวไหล!" ท่านโหวตบโต๊ะน้ำชาเสียงดัง ใบหน้าเคร่งเครียดขึ
ในวันหยุดที่ลมขุนเขาพัดโบกโชยมาอ่อน ๆ เซียวเหวินรุ่ยสลัดคราบขุนนางใหญ่ผู้เคร่งขรึม สวมชุดลำลองผ้าเนื้อดีพาเป่าลี่เซียนนั่งรถม้าส่วนตัวออกมาเที่ยวพักผ่อนที่สวนป่านอกเมืองเหวินเฉิง สถานที่แห่งนี้เงียบสงบ มีเพียงเสียงนกร้องและเสียงลำธารสายเล็ก ๆ ไหลเอื่อย ทุ่งดอกไม้ป่าหลากสีสันชูช่อรับแสงแดดอุ่น ราวกับจะช่วยปลอบประโลมหัวใจที่ผ่านเรื่องราวร้าย ๆ ของทั้งคู่มาตลอดหลายเดือนชายหนุ่มจูงมือบางเดินทอดน่องไปตามสะพานไม้เตี้ย ๆ พลางเอ่ยเล่าถึงเรื่องราวในวัยเด็กด้วยเสียงทุ้มนุ่มนวล เป็นเรื่องราวตอนที่เขาแอบบิดามารดาหนีเที่ยวจนโดนลงทัณฑ์ ซึ่งมีเพียงเป่าลี่เซียนเท่านั้นที่จะได้ยินมุมอ่อนโยนเช่นนี้ของบุรุษข้างกาย"ตอนนั้นข้าดื้อรั้นนัก คิดว่าตนเองเก่งกล้ากว่าผู้ใด สุดท้ายก็ตกลงไปในบ่อโคลนหลังจวน ร้องไห้จนท่านพ่อต้องมาลากขึ้นมา" ชายหนุ่มหัวเราะแผ่วเบา ยามนึกถึงความหลังเป่าลี่เซียนอมยิ้ม ตาคู่สวยทอดมองใบหน้าด้านข้างของเขาด้วยความรัก ก่อนที่เซียวเหวินรุ่ยจะขยับกายเข้าสวมกอดร่างระหงจากทางด้านหลัง ท่อนแขนแกร่งโอบรัดเอวบางเอาไว้หลวม ๆ ดึงรั้งให้นางเอนกายซบลงกับแผ่นอกกว้าง ส่วนลี่เซียนก็เอียงศีรษะซบลงกับไห
ในแต่ละวันหากผู้ใดในที่ว่าการมณฑลเหวินเฉิงมองหาผู้ว่าการเซียวเหวินรุ่ย ก็แทบไม่ต้องไปตามหาที่ห้องทำงานใหญ่ให้เสียเวลา เพราะไม่ว่าหมอหญิงซ่งเถาจะขยับกายไปทิศทางใด ย่อมต้องมีร่างสูงสง่าของชายหนุ่มติดตามไปเป็นเงาตามตัวอยู่เสมอแม้กระทั่งยามที่นางต้องลงพื้นที่ตรวจเขตชุมชนเพื่อดูการรักษาอาการเจ็บป่วยของเหล่าเจ้าหน้าที่และทหารยามชั้นผู้น้อย ใต้เท้าเซียวผู้เคร่งขรึมก็ยังยอมลดตัวนั่งรถม้าหลวงตามไปคุมเข้มด้วยตนเอง โดยอ้างเหตุผลกับขุนนางคนอื่นอย่างหน้าตายว่า "ข้ามาตรวจเยี่ยมความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย" ทว่าสายตาคู่นั้นกลับเอาแต่จับจ้องแผ่นหลังบางของหมอหญิงตัวน้อยตาแทบไม่กะพริบ จนพวกหมอหลวงต่างลอบมองหน้ากันแล้วอมยิ้มอยู่เนือง ๆจนกระทั่งวันหนึ่ง เป่าลี่เซียนต้องอยู่สะสางงานที่เรือนหมอหลวงจนดึกดื่น เนื่องจากต้องคัดแยกประเภทตัวยาสมุนไพรทั้งคลัง กว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจเวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ยามวิกาล บรรยากาศรอบกายเงียบสงัด เจ้าหน้าที่และคนงานคนอื่น ๆ ต่างดับไฟเข้านอนกันหมดแล้วร่างระหงเดินทอดน่องกลับมายังเรือนพักส่วนตัวด้วยความเหนื่อยล้า ทันทีที่นางผลักบานประตูก้าวเข้าไปในห้องที่มืดสลัวและกำ
สามเดือนต่อมา บาดแผลฉกรรจ์ที่แผ่นหลังกว้างของเซียวเหวินรุ่ยสมานตัวจนเกือบเรียบเนียน เนื้อตัวกลับมาแข็งแรงกำยำดังเดิมด้วยการดูแลอย่างดีของเป่าลี่เซียน ส่วนเรื่องคดีความของคนร้าย รองผู้ว่าการเสิ่นอวี่เจียได้ทำการตัดสินโทษประหารชีวิตสวี่ตงหลานและพวกพ้องล้างบางไปจนสิ้นซากตั้งนานแล้วในที่สุดวันสุดท้ายของการทำหน้าที่ดูแลคนเจ็บก็มาถึง พรุ่งนี้ใต้เท้าเซียวมีกำหนดการต้องกลับไปว่าราชการเต็มตัว บรรยากาศยามค่ำคืนในห้องพักฝั่งตะวันออกปกคลุมไปด้วยความเงียบกว่าทุกวันเมื่ออยู่กันสองคนตามลำพังเซียวเหวินรุ่ยทอดสายตามองสตรีเบื้องหน้าด้วยแววตาเผลอไผลและโหยหาจนเกินจะหักห้ามใจ หลายเดือนมานี้นางช่างเหมือนเป่าลี่เซียนของเขาเหลือเกิน ยิ่งคิดถึง ยิ่งใกล้ชิด เขาก็ยิ่งอึดอัดทรมานจนแทบจะอดใจไม่ไหว"ซ่งเถา" น้ำเสียงของเขาแหบพร่า สายตาจับจ้องใบหน้าหมดจดไม่วางตา "พรุ่งนี้เจ้าก็ไม่ต้องมาดูแลข้าแล้วหรือ"ทางด้านลี่เซียนเอง ในส่วนลึกของความทรงจำทุกอย่างแจ่มชัด ความว้าเหว่โดดเดี่ยวประดังประเดเข้ามา ตั้งแต่บิดามารดาในอดีตด่วนจากไป ซ้ำร้ายยังถูกท่านโหวและโหวฮูหยินแสดงท่าทีรังเกียจเหยียดหยามตั้งแต่นางสิ้นไร้ไม้ตอก ยาม







