Se connecterหลายวันผ่านไป บรรยากาศตึงเครียดในที่ว่าการมณฑลเหวินเฉิงเริ่มคลี่คลายลง บาดแผลที่ศีรษะของซ่งเถาหรือยามนี้คือเป่าลี่เซียน เริ่มสมานตัวจนเหลือเพียงรอยแผลที่ปิดผ้าซับไว้บาง ๆ ร่างกายของนางฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ แววตาคู่สวยดูนิ่งลึกและเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความทรงจำในอดีตที่แจ่มชัดขึ้นทุกวัน ส่วนอาการของผู้ว่าการมณฑลก็พ้นขีดอันตรายแล้วเช่นกัน ทว่าบาดแผลที่หลังลึกเกินไป แพทย์หลวงจึงสั่งห้ามไม่ให้ขยับเขยื้อนกายเด็ดขาดในบ่ายวันหนึ่งเสิ่นอวี่เจียเดินทางมาเยี่ยมเยียนนางถึงห้องพัก ชายหนุ่มทอดสายตามองนางด้วยความอ่อนโยนและห่วงใยจากใจจริง "แม่นางซ่ง อาการของเจ้าดีขึ้นมากแล้วหรือไม่ ขาดเหลือสิ่งใดรีบบอกข้าเถิดนะ""ขอบคุณใต้เท้าเสิ่นเจ้าค่ะ ข้าน้อยดีขึ้นมากแล้ว" นางเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้มบางหลังจากนั้น เขาจึงเดินต่อไปยังห้องพักฝั่งตะวันออกเพื่อเข้าเยี่ยมเยียนเซียวเหวินรุ่ย ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งข้างเตียงพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบราบเพื่อให้อีกฝ่ายคลายกังวล "ใต้เท้าเซียว เรื่องคดีความ ท่านไม่ต้องเป็นห่วง ข้าได้ลงมือจัดการสอบสวนและควบคุมดูแลที่ว่าการแทนท่านทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ยามนี้ท่านควรพักผ่อนให้มาก"
ตึกตึกตึกตึก ฮี้!!!เสียงเกือกม้ากระทบพื้นดังก้องกังวานฝ่าความเงียบสงัดของค่ำคืน รถม้าสำรองควบทะยานผ่านประตูใหญ่เข้าสู่ลานด้านหน้าของที่ว่าการมณฑลเหวินเฉิงอย่างรีบร้อน ก่อนที่กู้เฉิงจะดึงสายบังเหียนจนม้าหยุดลง ตัวรถครูดไปกับพื้นจนเกิดเสียงบาดหู"เร็วเข้า! ตามหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้! ใต้เท้าเซียวถูกลอบโจมตีได้รับบาดเจ็บสาหัส แม่นางซ่งก็บาดเจ็บไม่ได้สติ เร็ว!!!"สิ้นเสียงตะโกนอย่างตื่นตระหนกและสิ้นหวังขององครักษ์คนสนิท ที่ว่าการมณฑลที่เคยเงียบสงบพลันแตกตื่น ทหารยามที่เข้าเวรดึกต่างเบิกตาโพลง วิ่งสวนกันไปมาจนเสียงชุดเกราะกระทบกันดังเคร้งคร้าง ทหารนับสิบนายวิ่งกระจายกำลังกันออกไปตามตัวหมอหลวงทุกคนที่อยู่ในเรือนพักอย่างรีบเร่ง บางส่วนรีบพุ่งเข้าไปช่วยประคองร่างโชกเลือดของเซียวเหวินรุ่ยและร่างซีดเซียวของซ่งเถาลงจากรถม้าอย่างระมัดระวังที่สุดสถานการณ์บีบคั้นจนบรรดาหมอหลวงที่วิ่งกระหืดกระหอบมาในชุดคลุมตัวยาวแทบไม่มีเวลาหายใจ ร่างของคนเจ็บทั้งสองถูกจับแยกห้องพักทันทีเพื่อความรวดเร็วในการรักษาห้องพักฝั่งตะวันออก ทหารหามร่างของเซียวเหวินรุ่ยเข้าไปนอนคว่ำบนเตียง บาดแผลฉกรรจ์ที่แผ่นหลังยาวลึกจนเห็นกระ
ภายในตัวรถม้าบรรยากาศปกคลุมไปด้วยความอึดอัด เสียงล้อรถม้าบดไปตามถนนลูกรังดังเป็นจังหวะ แต่ไม่อาจกลบเสียงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะของคนสองคนที่นั่งเผชิญหน้ากันอยู่ได้เลยซ่งเถานั่งตัวตรงอยู่ฝั่งตรงข้ามกับผู้ว่าการมณฑล สองมือของนางโอบกอดห่อผ้าและสมุนไพรบำรุงของบิดาเอาไว้แน่นราวกับมันเป็นโล่กำบังภัยเพียงชิ้นเดียวที่มี นัยน์ตาคู่สวยหลุบต่ำ จับจ้องเพียงลวดลายบนพรมปูพื้นรถม้าอย่างเอาเป็นเอาตาย ใบหน้างามขึ้นสีระเรื่อด้วยความอายแกมขัดเขิน นางทำหน้าไม่ถูกและรู้สึกทำตัวไม่ถูกที่ต้องมาติดอยู่ในพื้นที่จำกัดสองต่อสองกับบุรุษที่นางพยายามหลบหน้ามาตลอดทั้งเดือนยิ่งยามที่แอบชำเลืองสายตาขึ้นมอง แล้วพบว่าสายตาคู่นั้นยังคงจ้องตรงมาที่นางโดยไม่วางตา ซ่งเถาก็ยิ่งกระชับห่อผ้าในอ้อมอกแน่นขึ้นไปอีก จนนิ้วมือแทบจะจมหายไปในเนื้อผ้าเซียวเหวินรุ่ยทอดมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งคิดถึงทั้งรู้สึกผิด และเหนื่อยใจกับกำแพงที่นางสร้างขึ้นมาปิดกั้นเขา เมื่อเห็นว่ารถม้าเคลื่อนตัวออกมาไกลจากตัวเมืองและไม่มีใครคอยรบกวนแล้ว ชายหนุ่มจึงตัดสินใจทำลายความเงียบลง เขาโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เคยดุดัน
โรงเตี๊ยมเล็กแห่งหนึ่งนอกเมืองเหวินเฉิงบรรยากาศร้อนระอุด้วยเพลิงแค้น บุรุษผู้หนึ่งในชุดทหารชายแดนกำลังนั่งกำจอกสุราแน่น ดวงตาของเขาแดงก่ำเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง สายตาจับจ้องไปยังทหารยามของที่ว่าการสองคนที่กำลังเมามายได้ที่สวี่ตงหลาน อดีตนายกองผู้มีอนาคตไกลแห่งกองทัพชายแดน ชีวิตของเขาและตระกูลสวี่กลับต้องพังพินาศย่อยยับลงภายในค่ำคืนเดียว เพียงเพราะราชโองการล้างบางขุนนางชั่วที่โกงกินคดีสมุนไพรหลวงและกักตุนสินค้าเมื่อคราวส่งไปซีอาน บิดาและพวกพ้องของเขาถูกตัดศีรษะประจาน ส่วนตัวเขาถูกปลดประจำการและเนรเทศอย่างหมดศักดิ์ศรี ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตระกูลสวี่สร้างมา ถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของเซียวเหวินรุ่ยเพียงคนเดียว"พี่ชาย ได้ยินว่าใต้เท้าเซียวปรีชาสามารถยิ่งนัก ขบวนเสด็จขององค์หญิงหกก็กลับไปแล้ว ที่ว่าการคงกลับมาสงบเรียบง่ายเหมือนเดิมแล้วกระมัง" สวี่ตงหลานแสร้งปั้นรอยยิ้มซื่อ แย้มยิ้มพลางรินสุราเอาใจทหารยามทั้งสอง"สงบอันใดกันเล่า ใต้เท้าเซียวของพวกเราทำงานหนักข้ามวันข้ามคืน คล้อยหลังขบวนเสด็จไม่กี่วัน อีกสองสามวันข้างหน้านี้ ใต้เท้าก็มีกำหนดการจะออกตรวจการนอกเมืองอีกแล้ว คราวนี้สั่งจัดกำลั
ถึงวันเดินทางกลับเมืองหลวง ขบวนรถม้าวังหลวงจอดเทียบอยู่หน้าประตูใหญ่ของที่ว่าการ บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความนอบน้อมและระเบียบวินัย ข้าราชบริพาร นางกำนัล และทหารองครักษ์จากราชสำนักต่างจัดเตรียมความพร้อมในการเคลื่อนขบวนเสด็จกลับสู่เมืองหลวงเซิ่งจิงกันอย่างขะมักเขม้น ร่างระหงขององค์หญิงหกในฉลองพระองค์ผ้าไหมเนื้อดีสีทองหม่นปักลวดลายหงส์อย่างประณีตเยื้องกรายมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของรถม้าหลวง ก่อนที่จะก้าวขึ้นสู่รถม้า นางกลับหมุนกายกลับมามองบุรุษหนุ่มรูปงามที่ยืนนำขบวนส่งเสด็จด้วยท่าทีอันนิ่งสงบเซียวเหวินรุ่ยในชุดขุนนางเต็มยศสีเข้มแผ่กลิ่นอายแห่งความสง่าผ่าเผย ท่วงท่าของเขาดูน่าเกรงขาม ข้าหลวงหนุ่มประสานมือทำความเคารพตามขนบธรรมเนียมอย่างไม่มีที่ติ ทว่าแววตาคู่นั้นกลับเรียบนิ่ง ไม่ได้ฉายแววอาลัยอาวรณ์หรือความตื่นเต้นใด ๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อยองค์หญิงหกแย้มยิ้มหวานละมุน นัยน์ตาคู่งามที่เต็มไปด้วยจริตจะก้านของสตรีผู้สูงศักดิ์มองเขาอย่างเปิดเผย นางจงใจส่งสายตาเผยความนัยลึกซึ้งที่เปี่ยมไปด้วยความเสน่หาหวังจะสั่นคลอนหัวใจของชายหนุ่ม สายตาที่จับจ้องนั้นทำให้เซียวเหวินรุ่ยรู้สึกอึดอัดใจและรำคาญใจ
ขบวนเสด็จขององค์หญิงหกเคลื่อนเข้าสู่ประตูเมืองมณฑลเหวินเฉิงอย่างยิ่งใหญ่ เซียวเหวินรุ่ยในชุดขุนนางเต็มยศยืนตั้งแถวต้อนรับอย่างสมเกียรติ ยามที่ร่างระหงขององค์หญิงผู้สูงศักดิ์ก้าวลงจากรถม้าหลวง สายตาของนางก็จับจ้องตรงไปยังใบหน้าหล่อเหลาคมคายของขุนนางหนุ่มที่นางเฝ้าใฝ่หามาหลายปีทันที"ถวายพระพรองค์หญิงหกพะยะค่ะ กระหม่อมเซียวเหวินรุ่ย พร้อมด้วยขุนนางทุกคน ยินดีต้อนรับเสด็จสู่เหวินเฉิงพะยะค่ะ"เซียวเหวินรุ่ยประสานมือทำความเคารพด้วยท่าทีนิ่งสงบตามมารยาทขุนนางองค์หญิงหกแย้มพระสรวลอย่างงดงาม นางก้าวเข้ามาประชิดกายเขาในระยะที่ใกล้เกินงามเล็กน้อยตามวิสัยสตรีชั้นสูงผู้มั่นใจในอำนาจ พลางยื่นมือเรียวบางไปแตะที่ท่อนแขนแกร่งของเขาเบา ๆ แววตาฉายประกายพึงใจอย่างเปิดเผย"ใต้เท้าเซียวไม่ต้องมากพิธี ข้าเดินทางมาไกล เห็นเจ้ายังสบายดีและดูแลเมืองได้เรียบร้อย ข้าก็เบาใจนัก ตอนอยู่เมืองหลวงข้าแอบเป็นห่วงเจ้ายิ่งนักว่ามาอยู่หัวเมืองห่างไกลเช่นนี้จะอยู่อย่างไร"ถ้อยคำพร่ำบอกว่าเป็นห่วงและสายตาหวานเชื่อมที่ส่งมา ทำเอาเซียวเหวินรุ่ยลอบขมวดคิ้วในใจ ชายหนุ่มขยับตัวถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่างตามมารยาทอย่างแ







