Mag-log in“ปล่อยฉัน !” เธอส่งเสียงเขียวขู่ออกไป แต่ร่างหนาหนักกลับบดเบียดและทับลงมาเต็มตัวจนเธอนอนราบไปกับที่นอน
“ตอนแรกก็ว่าจะปล่อย แต่เธอดื้อ คงต้องลงโทษสักหน่อย”
“คุณมันคนประเภทไหนกัน รังแกผู้หญิง”
“ก็เป็นประเภทที่เห็นผู้หญิงสวยอย่างเธอแล้วของขึ้น ไม่รู้เหรอว่าตัวเองน่ารักน่ารังแก แล้วยังน่าทำอย่างอื่นด้วย” หน้ารกหนวดก้มต่ำมาเรื่อยจนมธุรดาต้องเบือนหน้าหนี ใจเต้นแรงเมื่อฝ่ามือหยาบลากไล้สอดเข้ามาใต้เสื้อคอกระเช้าจนเธอต้องละมือจากอกแกร่งไล่จับมือซุกซนไว้แน่น
“อย่านะ ฉันขอร้อง”
“ร้องสิ ร้องดัง ๆ ฉันชอบ เสียงเธอหวาน ยิ่งตอนครางนะ เซ็กซี่เร้าอารมณ์ชะมัด”
“คุณมันบ้า โรคจิต”
“ก็ไม่เถียง เธอสวยจนฉันแทบบ้า อยากเอาทุกเวลาเหมือนคนโรคจิต” มธุรดาแทบกรี๊ดกับคำตอบห่ามหื่นนั้น
หญิงสาวเริ่มดิ้นรนอีกครั้งเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะปล่อยเธอเป็นอิสระ โจรบ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างนี้ พูดไปก็ไร้ความหมาย เธอต้องหาวิธีออกจากที่นี่ให้ได้
ร่างหนาหนักล้มตัวทับลงมาบนร่างของหญิงสาวอีกครั้ง มือแกร่งราวคีมจับรวบแขนทั้งสองของเธอตรึงอยู่ที่ศีรษะ หญิงสาวนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ คิ้วเรียวย่นชนกันอย่างไม่สบอารมณ์ ตวัดสายตามองหน้ารก ๆ นั้นอย่างแสนรังเกียจในความดิบเถื่อนไร้ความอ่อนโยน
ยักษ์ไล่สายตาไปตามใบหน้างดงามไม่มีที่ตินั้นอย่างเพลิดเพลิน มุมปากยกโค้ง รับรู้ถึงความไม่พอใจที่อีกฝ่ายสาดส่งมาที่ตน
‘น่าแกล้ง’ เป็นสิ่งที่ชายหนุ่มคิดอยู่ในหัว และไม่รอช้าที่จะทำตามความต้องการของตัวเองด้วยการก้มหน้าลงไปชิดกับหน้าเรียวสวย พร้อมกับกระซิบแผ่วชิดใบหูบอบบาง
“ถ้ายังไม่อยากอาบ งั้นเรามาทำอย่างอื่นกันก่อนดีกว่า”
“ไม่ !” มธุรดาเบี่ยงหน้าหนีจมูกโด่งที่กดลงมาบนแก้ม ออกแรงดิ้นขลุกขลักจมอยู่กับอกกว้างไปสักพักก็เริ่มเหนื่อย ริมฝีปากกระด้างกดลงบนปากอิ่มแรง ๆ หญิงสาวนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ ต้องยอมเปิดปากให้ปลายลิ้นสากชื้นกวาดเข้ามาดูดชิมในโพรงปากของตัวเองจนได้ มือหนาคลายจากข้อมือของเธอลงมากอบกุมเต้าเต่งตึงภายใต้เสื้อคอกระเช้าที่ไร้ปราการห่อหุ้มอีกชั้น ปลายนิ้วสะกิดวนอยู่บนยอดเต้าที่แข็งขึ้นเป็นไต
หญิงสาวครางประท้วงเมื่อความรัญจวนก่อตัวขึ้นแทนความเคียดแค้นก่อนหน้านั้น รู้สึกทั้งโมโหและรังเกียจตัวเองที่อ่อนแอยอมให้อีกฝ่ายพาหลงวนอยู่ในห้วงเสน่หา
“ยอมแล้ว ฉันจะไปอาบน้ำ” หญิงสาวรีบชิงบอกทันทีที่ชายหนุ่มถอนจูบจากปากหวาน เขาชะงักไปชั่วครู่ ปลายจมูกโด่งยังเลื่อนสำรวจไปตามลำคอระหง มือสากหนาสอดลูบเข้าไปใต้เสื้อจนหญิงสาวตัวแข็งเกร็ง ปากอิ่มที่เริ่มเจ่อบวมอีกครั้งเม้มแน่น มือหนาของชายหนุ่มเดินหน้าต่อด้วยการเลิกชายเสื้อตลบขึ้นมาจนเต้าอวบของเธอเปิดเปลือยให้ดวงตาคมดุมองความงามเต็มสายตา เธอรีบยกมือปิดโดยอัตโนมัติ พยายามเบี่ยงตะแคงตัวหนี ร่างบางแดงก่ำไปทั้งตัวด้วยความอับอาย
ชายหนุ่มถอนหายใจหนัก ๆ ก่อนจะยอมปล่อยร่างบางให้เป็นอิสระ ร่างหนายืดตัวขึ้น ลุกจากแคร่อย่างตัดใจ แล้วเอ่ยห้วน ๆ ออกไป
“แต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วรีบลุกตามมา” หญิงสาวดึงชายเสื้อลงอย่างรวดเร็ว ยันตัวเองลุกนั่งตามอย่างงุนงง มือบางจับรวบผมยาวสลวยที่ไม่เป็นทรงของตนเข้าที่ พร้อมกับจับยัดผ้าถุงที่จะหลุดแหล่ไม่หลุดแหล่ให้ขมวดเป็นปมแน่นเกาะติดกับเอวบาง จากนั้นก็เรียกสติที่หลุดลอย เรียกแรงกำลังของตนเพื่อให้มือเท้าที่อ่อนแรงไปชั่วขณะกลับสู่ปกติ
“ระ เรียบร้อยแล้ว” เธอเอ่ยเสียงเบา ร่างหนาที่ยืนกอดอกมองออกไปนอกหน้าต่างเลยหันกลับมามอง ทว่าหน้าตายังคงยุ่งเหยิงหงุดหงิด จนมธุรดาต้องก้มหน้างุดหลบสายตาเป็นพัลวัน
“ตามมา” ชายหนุ่มคว้ามือเรียวให้ออกเดินตามลงจากกระท่อม เธอไม่มีโอกาสได้มองสำรวจรอบตัว เพราะถูกฉุดแรง ๆ จนแทบเซถลาทุกย่างก้าว
“คนบ้า คนเถื่อน” หญิงสาวได้แต่เดินตามไปด่าไปตามแผ่นหลังกว้างของเจ้าของมือหนาที่ฉุดพาเธอก้าวเร็ว ๆ ตามจนถึงลำธารในที่สุด
“ทุกคนเงียบ แล้วฟังฉัน” เสียงเข้มเด็ดเดี่ยวแทรกเข้ามา ทั่วทั้งบริเวณเงียบทันทีราวปิดสวิตช์ ไม่มีใครกล้าพูดแทรกนายใหญ่ที่ถูกคนภายนอกขนานนามว่าเป็นผู้นำกองโจร“เรื่องแรก หยุดวิพากษ์วิจารณ์หรือออกความเห็นเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นอัญชันหรือใครก็ตาม ถ้าได้ยินถึงหูฉันอีก ฉันคงต้องจัดการอย่างเด็ดขาด”“ต่อมา ขอให้พวกเราสามัคคีกัน ถึงใครจะตราหน้าว่าพวกเราเป็นหมู่บ้านโจร หากินกับความเดือดร้อนของคนอื่น แต่ทุกคนคงรู้ดีอยู่แล้วว่าที่เรามาอยู่รวมกันเพราะอะไร ฉะนั้นอย่าทิ้งอุดมการณ์ของตัวเองและรักษากฎของหมูบ้านอย่างเคร่งครัด”“และสำคัญที่สุด ขอให้ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เข้าใจไหม ?”“เข้าใจครับ / ค่ะ นาย”“ดี จากนี้ก็แยกย้าย ใครมีงานอะไรก็ไปทำ” สิ้นเสียงดุดันของคนเป็นใหญ่ที่สุดของหมู่บ้าน ทุกคนก็แยกย้ายกัน คนที่ยังทานอาหารไม่อิ่มก็อยู่ต่อ ส่วนใครที่จัดการตัวเองเรียบร้อยก็ค่อย ๆ ทยอยแยกกันไปตามที่คนเป็นหัวหน้าเพิ่งป่าวประกาศมธุรดาถูกพาไปนั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่เก่า ๆ ตัวหนึ่ง คนมาส่งหายไปชั่วครู่แล้วกลับมาพร้อมกับข้าวสวยราดหน้าด้วยไข่เจียวและผัดผักรวมสำหรับเธอ ส่วนของเขาเป็น
มธุรดารีบกระชากผ้าห่มผืนบางที่ตกอยู่ข้างแคร่ขึ้นห่มปิดบังร่างกายทันทีที่ร่างหนาผละออกจากตัวเธอ หญิงสาวนอนหันหลังตะแคงเข้าข้างฝา ไม่อยากเห็นหน้าคนใจร้ายที่รังแกเธอ ตั้งแต่บ่ายของเมื่อวานจนถึงตอนนี้ นอกจากนี้ยังเจ็บใจตัวเองที่ไม่สามารถหนีออกจากรังโจรเถื่อนนี้ไปได้“ลุกได้แล้ว จะพาไปกินข้าว”“ฉันไม่หิว”“ไม่หิว ?”“คุณจะไปไหนก็ไป ขอร้องล่ะ เลิกยุ่งกับฉันสักที”“ได้ แต่ถ้าเธอไม่กินข้าว ฉันจะกินเธอต่อ” เท่านั้นเองมธุรดาถึงกับดีดตัวลุกจากที่นอนอย่างรวดเร็ว ดวงตาหวานขุ่นขวางมองคนหน้าเถื่อนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ กระชากเสียงตอบตามความกรุ่นโกรธในอารมณ์“ก็ได้ กินก็กิน คุณถอยไปสิ ฉันจะแต่งตัว”“แต่งไปสิ จะอายอะไร เห็นหมดแล้ว ไฝฝ้ามีตรงไหนบ้าง ฉันจำได้หมดแหละ” ยักษ์ยักไหล่ ทำหน้าล้อเลียนทั้งที่รู้ว่าทั้งเนื้อทั้งตัวของหญิงสาวงดงามไร้ไฝฝ้าราศี จนหญิงสาวหน้าแดงไปหมด ไม่ใช่อาย แต่โมโหที่ไม่เคยสู้อะไรชายหนุ่มได้เลย“คนบ้า ลามก”“เอานี่ เสื้อกับผ้าถุง”“ไม่มีแขนสั้นเหรอ ร้อนจะตาย”“ไม่มี ใส่ ๆ ไปเถอะ อย่าเรื่องมาก ก่อนที่ฉันจะไม่ให้เธอใส่” หญิงสาวค้อนหน้าคว่ำเป็นคำตอบ กระแทกกระทั้นใส่เสื้อผ้าอย่างไม
“จากนี้ก็จะถึงบทลงโทษของเธอแล้ว อย่ามาร้องโวยวายให้หนวกหูล่ะ” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเครียด ปิดประตูกระท่อม จากนั้นก็เหวี่ยงร่างบางจนหญิงสาวจนเสียหลักลงกับแคร่ไม้ที่เธอเกลียดนักหนา มธุรดาร้องไม่ออกเมื่อร่างสูงใหญ่กระโจนขึ้นคร่อมร่างของเธอ ปากกระด้างกดบดลงริมฝีปากเธอแรง ๆ เหมือนระบายความโกรธกรุ่น มือหนากระชากเสื้อจนขาดวิ่นไปทั้งตัว ไม่นานร่างงดงามก็เปลือยเปล่า รวมถึงร่างสูงใหญ่ที่แน่นไปด้วยมัดกล้ามที่ตามมาติด ๆ พร้อมกับบทลงโทษหนักหน่วงจนเธอแทบขาดใจ พระจันทร์เสี้ยวเลยครึ่งของขอบฟ้า เสียงสะอื้นให้เบา ๆ ที่ดังอยู่ท่ามกลางความเงียบของยามค่ำคืนค่อย ๆ จางและเงียบไปในที่สุดยักษ์คาบบุหรี่ไว้ในปาก มือข้างขวากดเปิดฝาไฟแช็ก เมื่อประกายไฟลุกโชนก็ยกมันจ่อที่ปลายมวนบุหรี่ ชายหนุ่มสูดอัดนิโคตินเข้าเต็มปอด พ่นควันขาวมองผ่านม่านหมอกไปยังร่างเล็กที่นอนบนแคร่เตียงด้วยความครุ่นคิดอนาคตงั้นเหรอ ? เสียงเย้ยหยันของคนบนเตียงในเหตุการณ์ก่อนนั้นยังดังก้องอยู่ในหู ชายหนุ่มยิ้มเย้ย เขาเองไม่เคยคิดถึงมัน เพราะคำนั้นมันดับมืดไปตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้วกลิ่นควันไฟ และเสียงเคลื่อนไหวด้านนอกแม้ฟ้าจะยังไม่สว่างทำให้
ชายหนุ่มเพิ่มแรงกดหญิงสาวจนหลังบอบบางจมไปกับหญ้ารกเรื้อ มธุรดาออกแรงดิ้นแต่ไม่สามารถสู้อีกฝ่ายได้ ปลายคางมนถูกมือแข็งบีบแน่นจนรู้สึกเจ็บ และเจ็บยิ่งกว่าตอนที่ริมฝีปากกระด้างกระแทกลงมาแตกต่างจากทุกครั้งจนเธอร้องไม่ออก ยอมเปิดปากให้อีกฝ่ายแทรกเรียวลิ้นเข้ามาในโพรงปาก พร้อมกับผ่อนร่างของตัวเองลงบนหญ้านุ่มเมื่อไม่สามารถดิ้นรนให้หลุดจากแรงกอดรัดรุนแรงนั้นได้กระดุมหลุดจากรังเป็นแถบด้วยแรงกระชาก ผิวขาวนวลเนียนที่เคยสัมผัสมานับครั้งไม่ถ้วนปรากฏในสายตา ความกรุ่นโกรธแม้จะค่อยจางลง ทว่าก็ยังหลงเหลืออยู่ จนเผลอลงน้ำหนักการลงโทษรุนแรงตามความขุ่นมัวในอารมณ์ในเมื่อเขามันก็เป็นไอ้โจรเถื่อนในสายตาของหญิงสาวอยู่แล้ว จะปลอบประโลมเอาใจไปทำไมกัน ? “หนูผิดไปแล้วค่ะนาย” เวียงพิงค์นั่งคุกเข่าก้มหน้า สะอื้นไห้น้ำตานองอยู่กับลานดินหน้ากระท่อม ใบหน้าดุดันของคนเป็นนายคลายความตึงเครียดลงกว่าตอนแรกที่รู้ว่ามธุรดาหนีออกจากหมู่บ้านไป“หนูเพลียเลยเผลอหลับไป ไม่คิดว่านายหญิงจะ เอ่อ ...”“จะหนี ?” เสียงเข้ม ๆ ต่อให้ เด็กสาวพยักหน้า ไม่กล้าเงยสบตาคนเป็นนาย ที่สำคัญไม่เคยคิดว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ บอบบางจะกล้าบ้าบิ่นถึงขั
“กรี๊ด ! ไม่ ปล่อยฉันนะ” ร่างใหญ่เบียดชิดขึ้นมาตรึงเหนือร่างบางอย่างเป็นต่อ มธุรดาดิ้นรนผลักไสร่างหนาหนักที่ตามลงมา มือบางยกตบสะเปะสะปะไปตามร่างกายของชายหนุ่มที่ทาบทับลงมา เพียงไม่นานกลับโดนรวบด้วยมือแกร่งเพียงข้างเดียว“ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่ ปล่อยฉันไปเถอะนะ” หญิงสาวหยุดดิ้น แววตารื้นน้ำมองอ้อนวอนขอความเห็นใจ ทว่าดวงดุดันและใบหน้าแข็งกร้าวกลับส่ายแทนคำตอบ“คุณมันป่าเถื่อน ทำไมต้องบังคับจิตใจ บังคับความรู้สึกกันด้วย ฉันบอกแล้วไงบอกว่าไม่อยากอยู่ที่นี่”“ฉันเองก็เคยบอกเธอแล้วเหมือนกันว่าเธอต้องอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะอยากหรือไม่อยาก เธอก็ไม่มีสิทธิ์เลือก”“คุณไม่ใช่เจ้าชีวิตฉัน แล้วฉันก็จะไม่มีวันยอมเอาชีวิตมาจมปลักอยู่ในรังโจรเถื่อน ๆ ไร้อนาคตอย่างนี้หรอก”“ไร้อนาคต ?” ชายหนุ่มเว้นจังหวะชั่วครู่ จากนั้นก็เอ่ยเสียงเรียบเย็น“อนาคตที่ถูกน้องสาวแย่งแฟนที่กำลังจะแต่งงานกันในไม่กี่เดือน พร้อมกับบ้านที่ถูกคนอื่นชุบมือเปิบยึดไปน่ะเหรอ เธออยากกลับไปอยู่ตรงนั้น ?” ชายหนุ่มตอกย้ำจุดบอดในชีวิตของเธอ หญิงสาวน้ำตาซึมฝืนกล้ำกลืนความเจ็บปวด โต้กลับทันควัน แม้สงสัยว่าชายหนุ่มรู้เรื่องนี้ได้ยังไง แต่ความโกร
มธุรดาไม่รู้ว่าเป็นเวลากี่ทุ่มกี่ยาม หลังจากอดทนรออย่างใจเย็น เธอก็ค่อย ๆ ตะแคงหันกลับไปมองร่างเล็กบนพื้น จากนั้นก็ขยับตัวลุกจากแคร่อย่างเงียบเชียบ จรดปลายเท้าเรียวลงสัมผัสพื้น ชะโงกมองร่างตะคุ่มที่ยังหายใจสม่ำเสมอลึก ๆ นั้นอีกครั้งก็วางใจเด็กสาวน่าจะหลับไปแล้ว มธุรดาค่อย ๆ ย่องตรงไปที่ประตูกระท่อม แง้มเปิดช้า ๆ ไม่ให้เกิดเสียง ใจเต้นรัวกระหน่ำแรงจนมือไม้สั่น แต่เมื่อนึกถึงอิสระที่รออยู่ตรงหน้า จึงสูดอากาศเข้าปอดลึก ๆ เรียกความเชื่อมั่นของตัวเองกลับมาอีกครั้งบานประตูค่อย ๆ เปิดกว้างจนลมจากภายนอกกรูเข้าปะทะร่างสัมผัสความเย็นจนสั่นไหว แต่ไม่เท่าความร้อนรุ่มจากภายในจิตใจในที่สุดเธอก็ก้าวออกมาจากกระท่อมได้สำเร็จ หลังจากนั้นสมองก็สั่งการให้เธอออกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตไปตามเส้นทางที่มองสำรวจไว้ตั้งแต่เมื่อตอนกลางวัน ถ้าเธอเลาะลำธารที่ไหลมาจากน้ำตกไปเรื่อย ๆ ต้องออกจากที่นี่ได้อย่างแน่นอน มธุรดาไม่รู้เอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ร่างบางเดินบ้างวิ่งบ้างไปบนทางขรุขระทั้งจากโขดหินและต้นไม้ใบหญ้าที่ขึ้นแน่นอยู่สองข้างของลำธาร ใบหน้างามแหงนมองพระจันทร์ที่ค่อย ๆ เคลื่อนลงต่ำก็รู้ว่าเธอมีเวลาไม่มากจึงรีบ







